เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 140 - วาสนาคนซื่อ

บทที่ 140 - วาสนาคนซื่อ

บทที่ 140 - วาสนาคนซื่อ


บทที่ 140 - วาสนาคนซื่อ

เห็นเจิ้งฝ่ามีสหายเก่ามาเยี่ยมเยือน โจวเฉียนหย่วนและกลุ่มหานฉีทั้งสามต่างรู้หน้าที่ ขอตัวลากลับไปอย่างรู้งาน

ทิ้งเจิ้งฝ่าไว้รับรองสองพี่น้องตระกูลจ้าวในห้องโถงเพียงลำพัง

โบราณว่าไว้ จากกันเพียงนิดหวานชื่นยิ่งกว่าข้าวใหม่ปลามัน... เอ้ย ไม่ใช่ การได้พบเพื่อนเก่าในต่างแดน คุยอะไรก็มีความสุขไปหมด

"คุณหนูใหญ่..." เจิ้งฝ่าทักทายพี่สาวตระกูลจ้าว

คุณหนูใหญ่โบกมือ "เราไม่ได้อยู่ที่จวนสกุลจ้าวแล้ว เรียกข้าว่าจ้าวจิงหลานเถอะ"

"ศิษย์พี่จ้าว" เจิ้งฝ่าคิดดูแล้วเปลี่ยนคำเรียกขาน "ท่านมาจิ่วซานมีธุระอันใดหรือ มีอะไรให้ข้าช่วยไหม"

เขารู้ดีว่าคุณชายเจ็ดอาจตั้งใจมาเยี่ยมเขาโดยเฉพาะ

แต่จ้าวจิงหลานคงไม่ใช่

เขากับนางไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น

"ไม่ต้องหรอก ข้ากำลังจะไปเขตไท่หยาง แค่ผ่านมาทางจิ่วซานพอดี" จ้าวจิงหลานอธิบาย

"...เขตไท่หยาง?"

เจิ้งฝ่าชะงัก สถานที่นี้อีกแล้ว

เห็นสีหน้าของเขา คุณชายเจ็ดที่อยู่ข้างๆ ก็ถามขึ้น "เจ้าก็เคยได้ยินชื่อเขตไท่หยางด้วยหรือ"

เจิ้งฝ่ากำลังจะอ้าปากตอบ ก็เห็นสายตาของจ้าวจิงหลานส่งสัญญาณห้ามปรามมาเงียบๆ

ดูเหมือนนางจะร้อนใจไม่อยากให้เรื่องแพร่งพราย

เขาคิดนิดหนึ่งแล้วยิ้มตอบ "เคยได้ยินสิ สำนักฉางชุนที่เขตไท่หยางมีความสัมพันธ์บางอย่างกับสำนักจิ่วซานของเรา"

จ้าวจิงหลานลอบถอนหายใจโล่งอก คุณชายเจ็ดดูเหมือนจะไม่ทันสังเกตเห็นนัยยะแฝง เขาถามเจิ้งฝ่าต่อ "เจิ้งฝ่า เจ้าอยู่ที่จิ่วซานเป็นยังไงบ้าง"

เจิ้งฝ่าครุ่นคิดแล้วตอบ "ก็ดีนะ"

เขาไม่รู้จะอธิบายสถานะตัวเองยังไงดี พูดมากไปก็เหมือนขี้โม้ แถมดูไม่น่าเชื่อถือ เดี๋ยวคุณชายเจ็ดจะหาว่าเขาขี้คุยเปล่าๆ

"ข้าได้ยินมาว่า สำนักจิ่วซานของพวกเจ้าวุ่นวายจะตาย"

ที่ไหนได้ คุณชายเจ็ดเบ้ปากพูดสวนขึ้นมา

"วุ่นวาย?" เจิ้งฝ่างง สำนักจิ่วซานมีชื่อเสียงแย่ๆ ข้างนอกตั้งแต่เมื่อไหร่

"พวกศิษย์พี่ของข้าบอกว่า จิ่วซานมีสามภัยพิบัติ!"

"ภัยที่หนึ่งคือศิษย์พี่หญิงแซ่จาง อาศัยพรสวรรค์ตัวเองไม่เห็นหัวคนอื่น นอกจากจะรังแกศิษย์จิ่วซานด้วยกันเองแล้ว กับศิษย์สำนักอื่นในพันธมิตรเซียนนางก็ไม่ไว้หน้า"

"..."

เจิ้งฝ่ามองปากของคุณชายเจ็ด... นี่ไปอยู่สำนักชิงมู่ไม่ได้เรียนรู้ความสงบเสงี่ยมมาบ้างเลยหรือไง

แต่ชื่อเสียงของศิษย์พี่หญิงจางก็กึ่งดีกึ่งร้ายมาแต่ไหนแต่ไร

โดยเฉพาะพวกที่เคยโดนนางซัดจนน่วม คงแค้นฝังหุ่นนางไม่น้อย

"แล้วภัยที่สองล่ะ"

"ภัยที่สองคือเจ้าสำนักของพวกเจ้า มุดหัวอยู่แต่บนเขาไม่สนใจงานการ เป็นแค่หุ่นเชิด"

"..."

ตอนนี้เจิ้งฝ่ามั่นใจแล้ว

คุณชายเจ็ดต้องมีความสุขมากแน่ๆ ที่สำนักชิงมู่...

ไม่งั้นคงไม่กล้าปากแจ๋วขนาดนี้

"แล้ว... ภัยที่สาม?"

เจิ้งฝ่าชักอยากรู้

"ภัยที่สามคือหอวิถียันต์ของพวกเจ้า เดิมทีเป็นที่เรียนรู้วิชายันต์ แต่ได้ยินว่าวันๆ เอาแต่ตีกัน ศิษย์ไม่มีกะจิตกะใจจะเรียน"

"..."

นี่มันเรื่องเข้าตัวชัดๆ

พอนึกถึงสถานะว่าที่เจ้าหอวิถียันต์ของตัวเอง

เจิ้งฝ่าก็สะดุ้งโหยง

ตัวเขาที่เป็นศิษย์คนโปรดของศิษย์พี่หญิงจาง เป็นศิษย์ก้นกุฏิเจ้าสำนัก และเป็นว่าที่เจ้าหอวิถียันต์... นี่มันศูนย์รวมสามภัยพิบัติในร่างเดียวเลยนี่หว่า?

เห็นสีหน้าเจิ้งฝ่าดูพิลึก คุณชายเจ็ดก็ชักเป็นห่วง "เจิ้งฝ่า จิ่วซานมันเละเทะขนาดนั้นจริงเหรอ"

เขามองกองของขวัญที่หานฉีขนมาให้ แล้วส่ายหน้า "แต่ดูเหมือนเจ้าก็ไม่ได้ลำบากอะไรนี่ ก็ใช่สิ พรสวรรค์ยันต์ของเจ้ามันของจริง"

"...ลำบากน่ะไม่หรอก แต่ชื่อเสียงดูจะป่นปี้พิกล" เจิ้งฝ่าเปลี่ยนเรื่องถามคุณชายเจ็ด "คุณชายเจ็ด ท่านอยู่ที่สำนักชิงมู่สุขสบายดีไหม"

คุณชายเจ็ดยิ้มกว้าง ไม่พูดอะไร แต่หน้าตาบอกยี่ห้อ 'ได้ทีขี่แพะไล่' ชัดเจน

จ้าวจิงหลานที่อยู่ข้างๆ ค้อนควักใส่น้องชาย "เขาน่ะเหรอ พอเข้าสำนัก เพราะมีพื้นฐานยันต์ดี บวกกับเส้นสายผู้ใหญ่... เลยได้กราบเจินเหรินระดับจินตานที่เชี่ยวชาญด้านยันต์เป็นอาจารย์"

เจิ้งฝ่าพยักหน้า

เหมือนที่จิ่วซานมีคนชอบปรุงยาหลอมอาวุธ สำนักอื่นก็ย่อมมีคนถนัดยันต์ แม้จะไม่โดดเด่นเท่าสายยันต์ของจิ่วซานก็ตาม

พรสวรรค์ยันต์ของคุณชายเจ็ดที่ผ่านการติวเข้มจากเจิ้งฝ่า ถ้าอยู่ที่จิ่วซานอาจดูธรรมดา

แต่อยู่ชิงมู่ กลายเป็นอัจฉริยะด้านยันต์ไปเลย

กลายเป็นหัวหมาดีกว่าหางราชสีห์สินะ!

ดูหน้าคุณชายเจ็ดสิ เชิดจนคอจะเคล็ดแล้ว

เห็นพี่สาวเงียบ คุณชายเจ็ดยังเร่งเร้า "ยังมีอีกนะ"

"มีอะไรอีก"

"พลังตบะไง!" คุณชายเจ็ดเตือนความจำ

"อ้อ... เจ้าทึ่มนี่ทะลวงเข้าสู่กลั่นลมปราณขั้นสามเมื่อสามวันก่อน" จ้าวจิงหลานนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจบอก

รอบนี้เจิ้งฝ่าตกใจจริง

เขากับคุณชายเจ็ดต่างเป็นรากวิญญาณคู่ ย่อมรู้ความเร็วในการเลื่อนขั้นของรากวิญญาณคู่ดี

ถ้าไม่นับตัวบัคอย่างเขา ความเร็วระดับคุณชายเจ็ดถือว่าติดจรวดแล้ว

คุณชายเจ็ดโบกมือทำท่าถ่อมตัวแบบปลอมๆ "ไม่เท่าไหร่หรอก ไม่เท่าไหร่ ก็แค่ท่านอาจารย์เอ็นดู ประทานยามหัศจรรย์มาให้บ้าง"

นั่นสิ

สำนักชิงมู่ขึ้นชื่อเรื่องการปรุงยาอยู่แล้ว

คุณชายเจ็ดไม่เพียงมีพี่สาวระดับสร้างรากฐาน ยังมีอาจารย์ระดับจินตาน ยาระดับสูงไม่กล้าพูด แต่ยาระดับกลั่นลมปราณคงมีให้กินแทนข้าว

เจิ้งฝ่ามองออกทะลุปรุโปร่ง

หมอนี่ไม่ได้มาเยี่ยมเยียน

ตั้งใจมาขิงใส่ชัดๆ!

แถมยังพก 'ปากแทน' ส่วนตัวมาด้วย!

คุณชายเจ็ดยังใจป้ำหยิบขวดเล็กขวดน้อยในห่อผ้ามาวางตรงหน้าเจิ้งฝ่า "อย่าหาว่าข้าลืมเพื่อนเก่า ข้าเอายามาฝากเจ้าด้วย!"

ยาในขวดพวกนี้มีไม่เยอะ ขวดละเม็ดสองเม็ด เห็นได้ชัดว่าเป็นส่วนที่เขาเจียดมาจากปากตัวเองจริงๆ

"ว่าแต่ เจ้าอยู่ขั้นไหนแล้ว"

คุณชายเจ็ดถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

เจิ้งฝ่ามองยาตรงหน้า

ตัดสินใจจะรักษาความสุขของคุณชายเจ็ดเอาไว้

"ก็พอๆ กับท่านนั่นแหละ" เขาตอบคลุมเครือ

"เจ้าก็เร็วขนาดนี้เชียว?"

คุณชายเจ็ดชะงัก มองดูยาเหล่านั้น ทำท่าเหมือนอยากจะเก็บคืน

เขาเหลือบมองกองของขวัญที่หานฉีขนมา พยักหน้าหงึกหงัก "ดูท่าเจ้าก็สุขสบายดี"

คุณชายเจ็ดเดาะลิ้น ทำหน้าเสียดายแปลกๆ จู่ๆ ก็พูดขึ้น "ถ้าเกาหยวนอยู่ที่นี่ด้วยก็คงดี"

น้ำเสียงเต็มไปด้วยความคิดถึงเกาหยวนจับใจ

...

สำนักชิงมู่อยู่ไกลจากจิ่วซานพอสมควร คุณชายเจ็ดทั้งสองเดินทางมาไกลย่อมอ่อนเพลีย

เจิ้งฝ่าจัดแจงให้ทั้งคู่พักผ่อนในห้องรับรอง ถึงค่อยมีเวลาหยิบม้วนตำราหยกของผางเจินเหรินออกมาดู

เขาหลับตา ส่งสัมผัสเทพเข้าไปในม้วนหยก ไม่ถึงครึ่งก้านธูป ก็ลืมตาขึ้นด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว

จะอธิบายเนื้อหาในม้วนหยกนี้ยังไงดีนะ

ข้างในเต็มไปด้วยรูปยันต์ที่ดูคล้ายแต่ก็ไม่ใช่

เปรียบเทียบง่ายๆ สมมติว่ารูปยันต์คือคุณชายเจ็ด

เจิ้งฝ่าคิดว่าเขารู้จักคุณชายเจ็ดดีแล้ว

แต่พอดูรูปยันต์ในม้วนหยกของผางเจินเหริน มันเหมือนเห็นคุณชายเจ็ดเวอร์ชันที่มีหางลิงงอกออกมาจากก้นเก้าหาง บนหัวมีหูจิ้งจอกงอกออกมาอีกหกหู...

เทียบกับความรู้เรื่องยันต์ที่เจิ้งฝ่าเคยเรียนมา รูปยันต์เหล่านี้มีลวดลายแปลกประหลาดเพิ่มเข้ามามากมาย

เจิ้งฝ่าวางม้วนหยกหลง สีหน้ากลับดูตื่นเต้นขึ้น

ผางเจินเหรินเชี่ยวชาญ 'เนตรจิตต้งซวี' ที่สุด ม้วนหยกที่ท่านมอบให้ น่าจะเป็นรูปยันต์ที่ท่านเห็นผ่านเนตรจิตนั้น

เมื่อเทียบกับความรู้ทั่วไปที่เจิ้งฝ่าเคยเรียน

รูปยันต์ในสายตาของเจินเหรินระดับหยวนอิง น่าจะใกล้เคียงกับแก่นแท้ของยันต์มากกว่า

...

วันต่อมา เจิ้งฝ่าไม่มีเวลาว่างมาดูแลคุณชายเจ็ดทั้งสองคนมากนัก

ศิษย์พี่หญิงจางต้องออกจากสำนัก และยังไม่วางใจศิษย์พี่หญิงหยวน

มีหลายเรื่องที่ต้องให้เจิ้งฝ่ารับช่วงต่อ

แน่นอนว่า ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เจิ้งฝ่าก่อเอาไว้เองทั้งนั้น

เช่น เรื่องสั่งซื้อข้าววิญญาณจากสำนักเชียนเหอ

เรื่องเรือรับส่งรอบนี้จะส่งไปที่ไหน จะขนยันต์ไปขายเท่าไหร่ ตอนนี้ตลาดจิ่วซานกำลังบูม ควรเพิ่มเรืออีกสักลำดีไหม

หรือเรื่องค่าเช่าที่ในตลาดที่เริ่มคึกคัก ควรจะปรับขึ้นสักหน่อยดีไหม

เขาวุ่นวายจนหัวหมุนอยู่ในหอผู้ดูแล ได้แต่ไหว้วานให้กลุ่มหานฉีช่วยพาคุณชายเจ็ดเที่ยวชม

มองดูเจิ้งฝ่าที่เขียนงานมือเป็นระวิง บางทีก็ขมวดคิ้วครุ่นคิด คุณชายเจ็ดก็อดเวทนาไม่ได้

เดินออกมานอกหอ เขาแอบกระซิบกับหานฉี "เมื่อวานข้าเห็นพวกเจ้าเอาของไปให้เขา ข้าก็นึกอิจฉาอยู่... แต่ตอนนี้ดูแล้ว ศิษย์พี่หญิงจางของพวกเจ้าใช้งานเขาเยี่ยงทาสเลยนี่นา"

กลุ่มหานฉีทำหน้าเลิ่กลั่ก ไม่กล้าออกความเห็น

"จริงสิ พวกเจ้าสามคนสนิทกับเจิ้งฝ่าเหรอ"

คุณชายเจ็ดถามต่อ

"พวกข้า?" หานฉียิ้ม "พวกข้าเป็นผู้ติดตามของศิษย์น้องเจิ้งขอรับ"

คุณชายเจ็ดทำตางงๆ หันกลับไปมองหอผู้ดูแล แล้วหันมามองกลุ่มหานฉี "เจิ้งฝ่าเพิ่งเข้าสำนัก พวกเจ้าก็ต้องเชื่อฟังเขาแล้ว? พวกเจ้าเมื่อก่อนชีวิตรันทดขนาดนั้นเลยเหรอ"

"..."

มาถึงจิ่วซาน ก็ต้องเดินตลาดจิ่วซาน

"ได้ยินกิตติศัพท์ตลาดจิ่วซานมานาน ไม่นึกว่าคนจะเยอะขนาดนี้" คุณชายเจ็ดมองคลื่นมนุษย์ในตลาดด้วยความทึ่ง

จ้าวจิงหลานที่รู้ความลำบากในการทำมาหากินมากกว่า ส่ายหน้าถอนหายใจ "พ่อค้าแม่ขายในตลาดนี้ คงหาเงินได้มากกว่าข้าเสียอีก"

"ศิษย์พี่จ้าวก็เคยทำการค้าหรือขอรับ" หานฉีถาม

"เมื่อก่อนเพื่อหาเงินสร้างรากฐาน ก็เคยวิ่งเต้นอยู่ไม่กี่ปี" จ้าวจิงหลานยิ้มขื่นๆ ปนระลึกความหลัง "วันนี้เห็นศิษย์จิ่วซานพวกนี้ ดูจะมีชีวิตที่ดีกว่าข้าตอนนั้นเสียอีก"

สายตาที่นางมองพ่อค้าแม่ขายในจิ่วซานแฝงแววอิจฉา

แต่เดินไปเดินมา นางก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ

พ่อค้าแม่ขายเหล่านี้พอเห็นกลุ่มหานฉี ต่างก็แสดงท่าทีต้อนรับขับสู้เป็นพิเศษ

หรือจะพูดให้ถูกคือ มีท่าทีนอบน้อมยำเกรง

"ศิษย์น้องหาน ทำไมพวกเขาถึง..." จ้าวจิงหลานงุนงง หันไปถามหานฉี

หานฉีไม่ได้อธิบายมากความ แค่บอกว่า "ตอนนี้ข้ารับตำแหน่งดูแลความเรียบร้อยในตลาด เลยคุ้นเคยกับพวกเขาหน่อยขอรับ"

จ้าวจิงหลานพยักหน้า

แต่สายตาที่มองทั้งสามคนเริ่มเปลี่ยนไป

โลกเซียนเป็นสถานที่ที่ยึดถือความเป็นจริงที่สุด... แค่ความคุ้นเคย ไม่มีทางได้รับความเคารพยำเกรงขนาดนี้หรอก

...

จุดที่น่าเดินที่สุดในตลาดจิ่วซาน แน่นอนว่าต้องเป็นโรงละครที่เพิ่งสร้างใหม่

หรือพูดให้ถูกคือ ละครมายา

ที่คุณชายเจ็ดบอกว่าจะมาดูละครมายาก็ไม่ได้พูดเล่น ชื่อเสียงของละครมายาดังไปไกลถึงสำนักชิงมู่จริงๆ

"พี่หญิง ท่านไม่ดูเหรอ"

จ้าวจิงหลานมองราคาตั๋วบนป้าย เม้มปากแล้วส่ายหน้า "พี่ไม่ค่อยสนใจน่ะ"

คุณชายเจ็ดตีหน้าขรึม "พี่หญิง ข้ามีศิลาวิญญาณ เดี๋ยวข้าเลี้ยงเอง"

"เจ้ามีเงินเท่าไหร่เชียวข้าจะไม่รู้? เมื่อกี้ซื้อของฝากให้เจิ้งฝ่าก็แล้วไป ตอนนี้ยังจะมาใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายกับข้าอีก?" จ้าวจิงหลานดุน้องชายตามความเคยชิน "พอออกจากบ้านก็ใช้จ่ายมือเติบ! นึกว่าตัวเองรวยนักหรือไง!"

คุณชายเจ็ดเม้มปาก ไม่เถียง แต่สีหน้าดูน้อยใจ

หานฉีเห็นดังนั้นก็กวักมือเรียกเจ้าผอมสูง "ศิษย์น้องเจิ้งเตรียมตั๋วไว้ให้พวกท่านแล้วขอรับ"

"เตรียมไว้แล้ว?" จ้าวจิงหลานหรี่ตาลง ในที่สุดก็ถามสิ่งที่ข้องใจออกมา "เจิ้งฝ่าในสำนักจิ่วซาน..."

"..."

คุณชายเจ็ดอ้าปากค้าง พึมพำทวนคำพูดของหานฉี "เจ้าบอกว่าเจิ้งฝ่า ตอนนี้เป็นศิษย์คนเดียวของเจ้าสำนักจิ่วซาน แถมยังได้รับความรักใคร่เอ็นดูจากศิษย์พี่หญิงจางเป็นที่สุด"

"ไม่ใช่ขอรับ ข้าบอกว่าได้รับความไว้วางใจ!" หานฉีปาดเหงื่อบนหน้าผาก รู้สึกว่าคุณชายท่านนี้มีความสามารถในการตีความที่แม่นยำอย่างประหลาด

"ตอนนี้เขาอยู่กลั่นลมปราณขั้นห้า?" คุณชายเจ็ดไม่สนใจคำแก้ตัว กระโดดโหยงขึ้นมา "ข้าจะไปหาเขา!"

"เจ้าจะทำอะไร"

"ยาพวกนั้น! ข้าอุตส่าห์เก็บออมทีละเม็ด! เขาแม่งรวยขนาดนี้ ยังกล้ารับของข้าอีก!" คุณชายเจ็ดกัดฟันกรอด

จ้าวจิงหลานทนไม่ไหว ตบผัวะเข้าที่หัวน้องชาย

"พี่หญิง?"

"ท่านแม่ชอบบอกว่าเจ้าเป็นคนซื่อมีลาภ..." จ้าวจิงหลานถอนหายใจ "แต่ความซื่อกับลาภของเจ้านี่มันจะเกินเบอร์ไปหน่อยแล้วมั้ง..."

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 140 - วาสนาคนซื่อ

คัดลอกลิงก์แล้ว