เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 130 - ภาระหนักอึ้ง

บทที่ 130 - ภาระหนักอึ้ง

บทที่ 130 - ภาระหนักอึ้ง


บทที่ 130 - ภาระหนักอึ้ง

ตอนที่ศิษย์พี่หญิงจางเอ่ยประโยคนี้ ในกระท่อมฟางนอกจากนางและเจิ้งฝ่า ยังมีศิษย์พี่หญิงหยวน โจวเฉียนหย่วน และท่านเจ้าสำนักอยู่ด้วย

"ไปเป็นอาจารย์ที่หอวิถียันต์?" เจิ้งฝ่าชี้หน้าตัวเอง "ข้าเนี่ยนะ?"

เจิ้งฝ่าจำได้ว่าอาจารย์ที่สอนในหอวิถียันต์ล้วนเป็นศิษย์พี่ระดับสร้างรากฐาน

เขาเพิ่งเข้าสำนักมาได้ไม่นาน แถมตอนนี้เพิ่งอยู่ระดับปราณสี่

"เจ้าเป็นถึงปรมาจารย์ยันต์ระดับเสวียนอยู่แล้ว" ศิษย์พี่หญิงจางพยักหน้า "ช่วงนี้ข้าเห็นความเชี่ยวชาญด้านยันต์ของเจ้ากับตา ไปเป็นอาจารย์สอนแค่นี้ถือว่าเหลือเฟือ"

เจิ้งฝ่ายังคงลังเล

"ตอนนี้เรื่องละครเวทีเพิ่งจะเริ่มต้น ข้าแบ่งร่างไม่ไหวจริงๆ..."

เขาไม่ได้หาข้ออ้าง

'ปฏิบัติการกู้ชีพผู้บำเพ็ญตัวน้อยผางเชี่ยน' ฉายในสำนักไปสองรอบ แต่คนนอกที่ได้ดูยังถือว่าน้อย—เขากับศิษย์พี่หญิงจางตั้งราคาตั๋วภายนอกไว้โหดเอาเรื่อง

หนึ่งหินวิญญาณได้สามใบ แพงกว่าตั๋วภายในสามเท่าตัว

รอบฉายครั้งก่อน ผู้บำเพ็ญเพียรภายนอกที่ยอมควักกระเป๋าจ่ายมีไม่มาก—พวกที่ยอมนั่งเรือฟรีมาส่วนใหญ่เบี้ยน้อยหอยน้อย

ราคานี้ถือว่าทำร้ายกระเป๋าตังค์พวกเขาพอสมควร

เรื่องนี้ไม่มีวิธีแก้ทางลัด ต้องอาศัยการบอกต่อปากต่อปากไปเรื่อยๆ

แต่แผนการสร้างละครเรื่องที่สอง เขากับท่านเจ้าสำนักเริ่มวางแผนกันแล้ว—ตอนนี้อาศัยแรงสนับสนุนจากศิษย์ในสำนัก อย่างน้อยก็การันตีได้ว่าสร้างเรื่องใหม่จะไม่ขาดทุน

แถมยังช่วยเติมเต็มชีวิตบันเทิงของพี่น้องร่วมสำนักได้อีก

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเขาต้องฝึกฝน หาเงิน และวิจัยยันต์ เวลาที่มีจำกัดจริงๆ

เห็นเจิ้งฝ่าอิดออด

ศิษย์พี่หญิงจางส่ายหน้า "สำหรับเจ้า หอวิถียันต์สำคัญกว่าละครเวทีมากนัก"

เจิ้งฝ่ามองนางด้วยความไม่เข้าใจ แล้วก็เห็นโจวเฉียนหย่วนพยักหน้าเงียบๆ อยู่ข้างๆ

เห็นเจิ้งฝ่าจ้องมอง โจวเฉียนหย่วนจึงช่วยอธิบายแทน "ข้าคิดว่าความหมายของศิษย์พี่หญิงจาง คืออยากให้ศิษย์พี่เตรียมรับช่วงต่อดูแลหอวิถียันต์ในอนาคตขอรับ"

"รับช่วงต่อหอวิถียันต์?"

เจิ้งฝ่าหันไปมองศิษย์พี่หญิงจาง นางไม่พูดอะไร เพียงแค่พยักหน้าเบาๆ

"ศิษย์พี่เจิ้ง ความขัดแย้งของสองสายวิชาเรา จริงๆ แล้วมีต้นตอมาจากแนวทางการสอนศิษย์ในหอวิถียันต์" โจวเฉียนหย่วนถอนหายใจ "ศิษย์พี่คงเคยเห็นการปะทะกันของสองสายวิชาในหอวิถียันต์มาแล้ว"

เจิ้งฝ่าพยักหน้า นึกถึงฉากตะลุมบอนที่เกิดขึ้นทันทีที่เขาเข้าสำนักมาวันแรก

"สิ่งที่สองสายวิชาสอนนั้นต่างกัน" โจวเฉียนหย่วนอธิบาย "ข้าฟังศิษย์พี่ทั้งสองถกเถียงกันก็เข้าใจแล้ว สายวิชาของท่านเน้นการวิจัยเจาะลึกไปที่ 'ยันต์ดั้งเดิม' หรือ 'หยวนฝู' เป็นหลัก"

"ส่วนสายวิชาของอาจารย์ข้า ไม่เน้นยันต์ดั้งเดิม—มียันต์ดั้งเดิมก็ใช้ ไม่มีก็เอายันต์แบบเก่ามาใช้ได้เหมือนกัน"

เจิ้งฝ่าฟังแล้วรู้สึกว่าไร้สาระ แค่เรื่องแค่นี้ต้องตีกันด้วยเหรอ "มันขัดแย้งกันตรงไหน?"

"ไม่ขัดแย้ง" ศิษย์พี่หญิงจางส่ายหน้า "แต่มันคือความเข้าใจในวิถีเต๋าที่ต่างกัน"

"พูดง่ายๆ ข้าเชื่อว่าคนลิขิตฟ้าชนะชะตา อาจารย์อาผางเชื่อในการคล้อยตามฟ้า"

"อย่างเช่นเรื่องพลังปราณเสื่อมถอย ข้าคิดว่าต้องหาวิธีแก้ไข"

"อาจารย์อาผางคิดว่าไม่ควรฝืน"

เจิ้งฝ่าฟังแล้วก็ยังรู้สึกว่าไม่เห็นจะขัดแย้งกันรุนแรงตรงไหน ศิษย์พี่หญิงจางอยากวิจัยก็วิจัยไปสิ ไปหนักหัวอาจารย์อาผางตรงไหน?

"ข้าไม่เคยเล่าให้เจ้าฟัง ในพันธมิตรเซียนร้อยสำนัก มีคนที่คิดเหมือนข้า และมีคนที่คิดเหมือนอาจารย์อาผาง"

"พวกเรา คิดว่าคนรุ่นก่อนล้มเหลมามากพอแล้ว หวังจะหาหนทางใหม่เพื่อเปลี่ยนแปลงชะตากรรมพลังปราณเสื่อมถอย" ศิษย์พี่หญิงจางกล่าวเสียงเรียบ "ข้าวิจัยวิถียันต์แบบใหม่ คนอื่นก็วิจัยอย่างอื่น... เหมือนกันหมด"

"ส่วนฝ่ายอาจารย์อาผาง มองว่าความคิดของพวกเรามีความเป็นไปได้ต่ำเกินไป... แถมยังสิ้นเปลืองทรัพยากรที่มีอยู่น้อยนิดของพันธมิตรเซียน" ศิษย์พี่หญิงจางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ "ความคิดของพวกเขาคือ โลกเสวียนเวยกำลังจะเกิดกลียุค ไม่ควรผลาญทรัพยากรไปกับเรื่องพวกนี้"

ทีนี้เจิ้งฝ่าเริ่มเข้าใจแล้ว

มันคือปัญหาการเลือกระหว่าง 'ปัจจุบัน' กับ 'อนาคต':

แนวคิดของศิษย์พี่หญิงจางดีมาก เจิ้งฝ่าก็เห็นด้วย

คนรุ่นก่อนล้มเหลว แล้วจะให้งอมืองอเท้าตรอมใจตายรึ?

แต่อาจารย์อาผางก็มีเหตุผลของท่าน—เจ๊ครับ ศัตรูจะบุกถึงหน้าประตูแล้ว จะเอาเวลาไหนไปวิจัย?

วิจัยสำเร็จ โดนคนอื่นแย่งไป ก็เท่ากับตัดชุดวิวาห์ให้คนอื่นใส่

วิจัยไม่สำเร็จ ก็เท่ากับเอาทรัพยากรไปละลายแม่น้ำเล่น?

เห็นเจิ้งฝ่าดูเหมือนจะเข้าใจแล้ว ศิษย์พี่หญิงจางจึงกล่าวเสริม "เพื่อปรับปรุง 'วิถียันต์สร้างรากฐาน' ให้สมบูรณ์ ข้าใช้ทรัพยากรของสำนักไปมากพอจะปั้นจินตานได้ถึงสามคน"

เจิ้งฝ่านึกถึงตอนที่ศิษย์พี่หญิงจางเล่าเรื่องเส้นทางอัจฉริยะที่ต้องเป็นศัตรูกับคนทั้งโลก ตอนนั้นเขายังคิดว่าเวอร์ไปหน่อย ตอนนี้เข้าใจแล้ว—ยุคสมัยแบบนี้ ใช้ทรัพยากรเยอะขนาดนั้น ไม่โดนเกลียดก็แปลกแล้ว?

"ความขัดแย้งแบบนี้..." เจิ้งฝ่าหาคำจำกัดความ "ความขัดแย้งระหว่าง 'ฝ่ายอนุรักษนิยม' กับ 'ฝ่ายปฏิรูป' ในพันธมิตรเซียนรุนแรงมากไหมครับ?"

"ก็มีบ้าง คนแบบข้าน้อย คนแบบอาจารย์อาผางเยอะ" ศิษย์พี่หญิงจางอธิบาย "แต่คนที่มีแนวคิดแบบข้า มักจะมีตำแหน่งแห่งที่ในสำนักพอสมควร"

ก็แหงล่ะ ถ้าไม่ใช่อัจฉริยะแบบศิษย์พี่หญิงจาง ใครจะกล้าตบอกรับปากว่าจะบุกเบิกเส้นทางใหม่

ความขัดแย้งนี้ สรุปแล้วก็คือทัศนคติในการรับมือกับภาวะพลังปราณเสื่อมถอย

ศิษย์พี่หญิงจางมองที่ต้นตอ—นางคิดว่าการแก้ปัญหาพลังปราณเสื่อมถอยคือหนทางที่ถูกต้อง

แต่อาจารย์อาผางมองโลกตามความเป็นจริง:

เอาชีวิตให้รอดจากกลียุคที่จะถึงนี้ก่อน ค่อยมาคุยเรื่องแก้ปัญหาพลังปราณ

ในสถานการณ์ที่ทรัพยากรและเวลามีจำกัด สองทางนี้แทบจะเดินไปด้วยกันไม่ได้

"เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับการที่ข้าไปคุมหอวิถียันต์?" เจิ้งฝ่าถาม

"ในสองสายวิชาของพวกเรา อาจารย์อาผางคุมหอวินัย ข้าคุมหอธุรการ ก็ถือว่าน้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง" ศิษย์พี่หญิงจางมองเจิ้งฝ่า "มีเพียงหอวิถียันต์ ที่เป็นสถานที่บ่มเพาะศิษย์ในสำนัก สถานที่นี้สำคัญที่สุด ส่งผลต่อสมดุลอำนาจของทั้งสองฝ่าย และก่อให้เกิดความขัดแย้งง่ายที่สุด"

"คนของทั้งสองฝ่ายไม่เหมาะจะเป็นเจ้าหอวิถียันต์ มีเพียงเจ้าที่เป็นศิษย์ท่านเจ้าสำนัก ด้วยจุดยืนและสถานะของเจ้า การขึ้นคุมหอวิถียันต์จะทำให้ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้มากที่สุด"

"และถ้าเจ้าต้องการประสานรอยร้าวของทั้งสองฝ่าย เริ่มจากหอวิถียันต์ดีที่สุด"

คำพูดของศิษย์พี่หญิงจางทำให้เจิ้งฝ่าเงียบไป

เขารู้ว่าการจัดแจงนี้หวังดีต่อตัวเขา

แม้ระยะสั้นจะไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่นี่คือเส้นทางจำเป็นหากต้องการเป็นเจ้าสำนักที่ดีในอนาคต

ที่เขาลังเลเพราะกำลังถามตัวเอง—เขามีความสามารถพอที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งนี้หรือ?

เจิ้งฝ่ารู้ตัวดีว่าข้อดีที่สุดของเขาคือ 'รู้สถานะตัวเอง':

ตอนนี้เขาอยู่แค่ระดับฝึกปราณ

ความรู้ด้านยันต์ก็ไม่กล้าบอกว่าเก่งกว่าศิษย์พี่หญิงจาง

ความขัดแย้งหลายสิบปีนี้ นอกจากเรื่องแนวคิด

ยังมีความแค้นเก่าๆ ของศิษย์สองฝ่าย

สิ่งที่เขาพึ่งพาได้มีแค่ชื่อ 'ศิษย์เจ้าสำนัก' จะไปแก้ปัญหาพวกนี้มันง่ายที่ไหน?

"ข้ารู้ว่าตบะเจ้ายังต่ำไปหน่อย เจ้าไปเป็นอาจารย์สอนก่อน รอเจ้าสร้างรากฐานสำเร็จ ค่อยมาคุยเรื่องรับตำแหน่งเจ้าหอก็ไม่สาย..." ศิษย์พี่หญิงจางเว้นจังหวะ "ถ้าเจ้าคิดว่าเร็วเกินไป รอเจ้าสร้างรากฐานแล้วค่อยไปสอนก็ยังได้"

เจิ้งฝ่ารู้สึกอบอุ่นในใจ ศิษย์พี่หญิงจางคงอยากเคารพการตัดสินใจของเขา

"ไป! ทำไมจะไม่ไป! แค่ตำแหน่งอาจารย์เล็กๆ เจ้ายังลังเลขนาดนี้?" เสียงท่านเจ้าสำนักดังขึ้นกะทันหัน ท่านพูดเสียงดัง "ศิษย์ของข้า จะมามัวขี้ขลาดตาขาวได้ยังไง?"

"..."

"คิดสมัยอาจารย์หนุ่มๆ ถ้ามีโอกาสทำประโยชน์เพื่อสำนัก ข้านี่แหละจะทุ่มเทกายใจ ไม่เกี่ยงงอน ขอเป็นทัพหน้า!"

"..."

คำพูดนี้เจิ้งฝ่าไม่เชื่อสักนิด—ตาเฒ่านี่ขี้โม้ชัวร์

"ตอนนี้เจ้าเป็นผู้สืบทอดเพียงหนึ่งเดียวของเจ้าสำนัก วันหน้าต้องแบกรับภาระเจ้าสำนัก จะมาอิดออดเพราะความยากลำบากเพียงเล็กน้อยได้ยังไง?"

ท่านเจ้าสำนักยังคงเทศนาด้วยความปวดใจ

เจิ้งฝ่าฟังแล้วเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนประสานมือคารวะศิษย์พี่หญิงจาง "ศิษย์พี่ ตำแหน่งอาจารย์นี้ ข้ารับไว้"

แววตาของศิษย์พี่หญิงจางฉายแววพึงพอใจ

ท่านเจ้าสำนักข้างๆ ก็ยิ้มพยักหน้า พอใจที่ตนเองปลุกใจศิษย์ได้สำเร็จ

"ศิษย์น้องเพิ่งคิดได้ว่า เพื่อประสานรอยร้าวของสองฝ่าย วิธีการสอนแบบธรรมดาคงใช้ไม่ได้ผล" เจิ้งฝ่าจู่ๆ ก็เอ่ยขึ้น "ศิษย์น้องอยากลองวิธีใหม่ๆ ดู"

ศิษย์พี่หญิงจางถามด้วยความสงสัย "เจ้าจะสอนยังไง?"

เจิ้งฝ่าหันไปมองท่านเจ้าสำนัก

รอยยิ้มบนหน้าท่านเจ้าสำนักค่อยๆ แข็งค้าง เหมือนมีลางสังหรณ์ไม่ดี

"ข้าอยากอาศัยวิชาโลกในกระท่อม ให้ศิษย์ในหอวิถียันต์ได้ทำการ 'ทดสอบจำลองสถานการณ์'"

"จำลอง..." ศิษย์พี่หญิงจางขมวดคิ้ว เหมือนจะไม่เข้าใจ "ทดสอบ?"

"โลกในกระท่อม?" บนหน้าท่านเจ้าสำนักเขียนคำว่า 'งานเข้าแล้ว' ตัวเบ้อเริ่ม

"ความคิดของข้าคือ ปรับปรุงละครเวทีเสียใหม่ ใช้ให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องได้สัมผัสการต่อสู้ในโลกบำเพ็ญเพียรที่สมจริง" เจิ้งฝ่าอธิบาย "ให้พวกศิษย์ฝึกฝนในสนามรบจำลองนี้"

เขาอธิบายแนวคิดให้ทุกคนฟังอย่างละเอียด

สิ่งที่เจิ้งฝ่าอยากทำคือ—อีสปอร์ต เวอร์ชันความสมจริงร้อยเปอร์เซ็นต์

นี่เป็นความคิดที่เขามีตั้งแต่ดูละครครั้งแรก

โลกในกระท่อมสามารถทำให้ศิษย์สำนักจิ่วซานได้สัมผัสสงครามจริง

ฟังแนวคิดจบ ดวงตาของศิษย์พี่หญิงจางและคนอื่นๆ ก็เป็นประกาย

"ฝึกฝนความสามารถในการต่อสู้จริงให้ศิษย์?" ศิษย์พี่หญิงจางมองในมุมของสำนักเสมอ "เรื่องนี้สมควรทำ กลียุคใกล้เข้ามา ศิษย์สำนักจิ่วซานห่างหายสงครามมานานเกินไปแล้ว"

"น่าสนุก! น่าสนุกกว่าละครเวทีอีก!" นี่คือเสียงศิษย์พี่หญิงหยวน

"ศิษย์พี่เจิ้ง ท่านจะเริ่มงานเมื่อไหร่?" นี่คือโจวเฉียนหย่วน ดูเหมือนเขาจะอดใจรอเล่นไม่ไหวแล้ว

แต่มีคนหนึ่งไม่พูด

คนคนนี้เมื่อกี้เสียงดังที่สุด แต่ตอนนี้ไม่เพียงหุบปากสนิท ยังแอบถอยหลังไปสองก้าว

"ท่านอาจารย์?" เจิ้งฝ่ามองท่านเจ้าสำนักที่ถอยไปสามก้าว ยิ้มอย่างไร้พิษภัย "ท่านมีความเห็นอย่างไรขอรับ?"

"ข้าว่าความคิดเจ้าดี ดีมาก"

"งั้นการวิจัยวิชาใหม่นี้ คงต้องรบกวนท่านอาจารย์แล้ว!"

"ของพรรค์นี้มันง่ายซะที่ไหน!" ท่านเจ้าสำนักบ่นอุบ

เจิ้งฝ่ารู้ดีว่าไม่ง่าย ตรรกะมันต่างกัน—วิดีโอเกมกับภาพยนตร์มันคนละเรื่องกัน

แต่ดูสีหน้าท่านเจ้าสำนักก็รู้ ไม่ใช่ทำไม่ได้ แต่ขี้เกียจทำ

โลกในกระท่อมคือของรักของท่าน ทำด้วยใจรักย่อมไม่เกี่ยง

แต่ไอเดียใหม่ของเจิ้งฝ่า—มันคืองานงอกที่หล่นมาจากฟ้า

ด้วยนิสัยกลัวความยุ่งยากของตาเฒ่าคนนี้ จะให้ขยับตัวคงยาก

"ท่านอาจารย์ สมัยท่านหนุ่มๆ เพื่อสำนักท่านยอมทุ่มเทกายใจ เป็นทัพหน้า ไม่เกี่ยงงอน แก่แล้วจะมามัวขี้ขลาดตาขาวได้ยังไง?" เจิ้งฝ่าย้อนคำพูดอย่างคล่องปาก "ท่านอาจารย์ตอนนี้แบกรับภาระเจ้าสำนัก จะมาอิดออดเพราะความยากลำบากเพียงเล็กน้อยได้ยังไง... จริงไหมขอรับ?"

ท่านเจ้าสำนัก: "..."

...

ณ บ้านเจิ้งฝ่า เขานั่งขัดสมาธิบนเบาะฟาง ก่อนที่วิชาใหม่ของท่านเจ้าสำนักจะเสร็จ เขาจะไม่ไปหอวิถียันต์—ไปก็ทำอะไรไม่ได้มาก

อาศัยช่วงเวลานี้ เขาอยากเร่งระดับพลังของตัวเองให้สูงขึ้น

คืนนี้ต้องทะลวงสู่ระดับปราณห้าให้ได้

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 130 - ภาระหนักอึ้ง

คัดลอกลิงก์แล้ว