- หน้าแรก
- ยามสายลมฤดูร้อนพัดมา
- บทที่ 41 - เด็กหนุ่มผู้ไล่ตามสายลม
บทที่ 41 - เด็กหนุ่มผู้ไล่ตามสายลม
บทที่ 41 - เด็กหนุ่มผู้ไล่ตามสายลม
บรรยากาศที่เคยคึกคักพลันหยุดชะงักลงทันตา
หลายคนต่างคิดไปว่าด้วยนิสัยของเวินหน่วน เธอคงจะเขินอายจนต้องปฏิเสธ หรือไม่ก็เย็นชาใส่จนไม่ตอบโต้
แต่ใครจะไปคาดคิดว่าสาวน้อยผู้เก็บตัวคนนี้จะไม่เล่นตามเกม
เธอกลับ... พูดออกมาตรงๆ ไม่อ้อมค้อมเลยเหรอ
[เจ๋งเป้ง!]
[เชรดเข้ รุกแรงแบบเปิดหน้าชกเลยเหรอเนี่ย]
[ดีๆ เอาสิ จะฆ่าคนโสดกันให้ตายเลยใช่ไหม]
[เพลาๆ กันหน่อย นี่มันกลุ่มห้องนะเว้ย]
เพื่อนๆ ยังคงแซวกันไม่หยุด จี้เฟิงที่เป็นเจ้าตัวย่อมเห็นข้อความพวกนี้เช่นกัน
ความตรงไปตรงมาของเวินหน่วนเล่นเอาเขาอึ้งไปเหมือนกัน
เขาตระหนักได้ทันทีว่าสถานการณ์แบบนี้เขาจะเงียบไม่ได้เด็ดขาด
[ตอนที่ข้าตั้งใจเรียน นอกจากเวินหน่วนแล้วมีใครยื่นมือมาช่วยบ้าง อย่ามาอิจฉา นี่คือการช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างฉันกับเวินหน่วน พวกแกมันจะไปรู้อะไร]
คำพูดของจี้เฟิงช่วยเบนเป้าความสนใจได้สำเร็จ
[ดีงาม พี่เฟิงเริ่มปกป้องภรรยาแล้ว]
[โอเค เหล่าปีศาจแยกย้ายได้]
จี้เฟิงคุยเล่นกับเพื่อนในกลุ่มอีกสักพัก พอแน่ใจว่าหัวข้อสนทนาไม่ได้วนเวียนอยู่ที่เวินหน่วนแล้ว เขาถึงกดออกจากแชท
...
เมื่อกลับถึงบ้าน ต่งไคฮุ่ยและจี้กวงสวินก็รีบตรงเข้ามาหาทันที
"ไอ้ลูกชายยอดอัจฉริยะของแม่กลับมาแล้ว เร็วเข้า ไหนบอกแม่ซิว่าสอบเป็นยังไงบ้าง"
"ก็ดีครับ คิดว่าน่าจะทำได้ดีอยู่" จี้เฟิงเกาหัวแก้เขิน
"ทำได้ก็ดีแล้ว สอบเสร็จทั้งทีก็ต้องพักผ่อนให้เต็มที่ เอ้า นี่เงินห้าพันหยวน เอาไปใช้ให้สบายใจเลยลูก"
จี้เฟิงมองเงินห้าพันหยวนที่แม่ยื่นให้ด้วยความรู้สึกขำปนเอ็นดู
เงินห้าพันหยวนสำหรับเขาในตอนนี้อาจไม่ได้มีความหมายอะไรมากนัก แต่จี้เฟิงก็ไม่ได้ปฏิเสธ เขายิ้มรับมันไว้แล้วโผเข้ากอดแม่
ความรักของแม่ที่มีต่อลูกนั้นเรียบง่าย คือการหวังดีอย่างไม่มีเงื่อนไข
อย่าได้ปฏิเสธความหวังดีของแม่ เพราะความรู้สึกของการเป็นที่ต้องการนั้น มันดีจริงๆ
"รักแม่นะครับ!"
"ไอ้ลูกตัวดี ปากหวานจริงนะเรา"
ต่งไคฮุ่ยผู้มีรูปร่างท้วมยิ้มจนแก้มปริ ใบหน้าเต็มไปด้วยความสุข ทว่ารอยยิ้มนั้นอยู่ได้ไม่นานก็ต้องหุบลง
"เสี่ยวเฟิง ถึงจะสอบเสร็จแล้วก็อย่าเพิ่งลำพองใจไป หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล พ่อแกนะ... ต่งไคฮุ่ยคุณจะทำอะไร"
"เสี่ยวเฟิงลูกเข้าห้องไปก่อน แม่ขอจัดการไอ้แก่ขี้บ่นแถวนี้หน่อย"
ต่งไคฮุ่ยถลกแขนเสื้อเตรียมจะจัดการสามี ทำเอาเถ้าแก่จี้ต้องรีบห้ามทัพ
"ผมแค่สอนลูกไม่ให้เหลิง คุณจะมาลงไม้ลงมือทำไมเนี่ย"
เห็นพ่อกำลังจะโดนแม่เชือด จี้เฟิงรีบเข้าไปห้ามทัพ
"แม่ครับอย่าใจร้อน พ่อเขาแค่ล้อเล่นน่ะ"
"วันๆ เอาแต่ทำตัวเป็นข้าราชการหัวโบราณ ไปวางมาดข้างนอกก็พอแล้ว กลับมาบ้านยังจะเป็นแบบนี้อีก ฮึ"
จี้เฟิงปาดเหงื่อ สถานะในบ้านของพ่อช่างน่าเป็นห่วงจริงๆ
"พ่อ มีอะไรครับ"
จี้กวงสวินโบกมือ
"จริงๆ ก็ไม่มีเรื่องใหญ่อะไรหรอก แค่อยากถามแกดูว่ามั่นใจจะเข้ามหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ได้ไหม"
"คิดว่าไม่น่ามีปัญหานะครับ"
"มั่นใจจริงนะ"
"แปดส่วนครับ"
จี้เฟิงไม่ได้พูดจนเต็มร้อย จริงๆ เขารู้สึกว่ามีโอกาสถึงเก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ แต่พูดไปก็ดูจะขี้โม้เกินไป
อีกอย่างเขาไม่ได้มีระบบเทพเจ้าช่วยเรียน การสอบครั้งนี้ก็ยังมีโอกาสผิดพลาดได้
เขาเลยบอกไปแค่แปดส่วน
"แปดส่วนก็นับว่าสูงมากแล้ว ถึงจะสอบไม่ติดมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ แต่มหาวิทยาลัยชั้นนำที่อื่นในโครงการ 985 ก็น่าจะไม่มีปัญหา
(Salty : โครงการ 985 คือโครงการพัฒนามหาวิทยาลัยของรัฐบาลจีน เป็นโครงการที่คัดมหาวิยาลัยที่ดีที่สุดในจีน 39 แห่ง โดยรัฐบาลจะให้การสนับสนุน เพื่อยกระดับมหาลัยให้พัฒนาไปสู่ระดับโลก แต่ถูกยกเลิกไปในปี 2016 :D)
ลูกชาย ทำได้ดีมาก"
วินาทีที่ได้รับคำชมจากพ่อ จี้เฟิงก็ยิ้มออกมาจากใจจริง
สำหรับลูกผู้ชาย การได้รับการยอมรับจากพ่อถือเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจเสมอ
จี้เฟิงนึกครึ้มอกครึ้มใจ เลยหยิบบุหรี่ออกมาส่งให้พ่อมวนหนึ่ง
จี้กวงสวินรับบุหรี่ไป นั่งไขว่ห้างรอให้ลูกชายจุดให้
จี้เฟิงก็รู้งาน รีบหยิบไฟแช็กมาจุดให้พ่อ พร้อมกับถามด้วยน้ำเสียงกวนๆ
"ว่าไงครับ คืนนี้จัดสักหน่อยไหม"
"เหอะ ไอ้ลูกหมา พ่อจะไปกลัวแกเรอะ"
คืนนั้น จี้เฟิงเปิดเหล้าเหมาไถและอู่เหลียงเย่ที่พ่อสะสมไว้อย่างละขวด
ดื่มไม่หมดไม่เป็นไร เขาแค่อยากเปิดมันออกมาให้พ่อรู้สึกเจ็บจี๊ดเล่นๆ
แต่ทว่าวันนี้จี้กวงสวินกลับดูไม่เสียดายเลยสักนิด
เมื่อเทียบกับการสอบของลูกชายแล้ว เหล้าสะสมพวกนี้ก็แค่ของไร้ค่า
สองพ่อลูกคุยสัพเพเหระ โม้กันน้ำไหลไฟดับ ลากยาวไปจนถึงสามทุ่มกว่าถึงเลิกรา
โชคดีที่ดื่มกันที่บ้าน พออิ่มหนำสำราญจี้เฟิงก็ไปอาบน้ำ
พอล้มตัวลงนอนบนเตียง จี้เฟิงถึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู
มีข้อความเข้ามาเพียบ ทั้งกู้เสวี่ยถิง หัวหน้าห้องหลี่หลง แล้วก็เจ้าโต้วติง
น่าเสียดายที่ข้อความพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่จี้เฟิงอยากเห็น
จี้เฟิงไม่ตอบใครสักคน เขาผล็อยหลับไปพร้อมกับความมึนเมาเล็กน้อย
...
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความเครียดและความเหนื่อยล้าที่สะสมมานานหรือเปล่า จี้เฟิงหลับยาวเหยียด
กว่าจะตื่นขึ้นมาแบบงัวเงียก็ปาเข้าไปสิบเอ็ดโมงกว่าแล้วของอีกวัน
"เชี่ย สิบเอ็ดโมงแล้ว"
งานเลี้ยงรุ่นนัดกันตอนเที่ยงตรง
ปกติแล้วสิบเอ็ดโมงครึ่งคนก็น่าจะเริ่มทยอยมากันเกือบครบ แล้วเริ่มสั่งอาหารกันแล้ว
นี่สิบเอ็ดโมงแล้ว เขายังไม่ได้ใส่กางเกงเลย สายแน่ๆ
เขาหยิบมือถือขึ้นมา เมินข้อความอื่นทิ้งไปให้หมด แล้วกดเข้าไปที่รูปโปรไฟล์ที่ปักหมุดไว้บนสุด
[อยู่ไหน]
เวินหน่วนใช้เวลาคิดสักพักถึงตอบกลับมา
[อยู่บ้าน]
[เดี๋ยวไปรับ]
[อื้อ]
เวินหน่วนเก็บมือถือเงียบๆ แล้วเริ่มเดินย้อนกลับมาจากป้ายรถเมล์
ในเมื่อจี้เฟิงบอกว่าจะมารับ เธอก็ย่อมไม่ขึ้นรถเมล์ไปเองแน่ๆ
เส้นทางเดินกลับเป็นทางเดิม แต่ฝีเท้าของเวินหน่วนกลับดูเบาสบายขึ้น
กว่ารถมอเตอร์ไซค์แต่งซิ่งของจี้เฟิงจะมาจอดที่ปากทางเข้าชุมชนแออัด เวินหน่วนก็ยืนรอมาได้ยี่สิบกว่านาทีแล้ว
วันนี้เธอสวมชุดเดรสยาวรัดรูปสีเหลืองตัดน้ำเงินชุดนั้นอีกครั้ง
ความสดใสของวัยสาวผสานเข้ากับความงดงาม ราวกับภาพวาดที่ดึงดูดสายตาผู้คนที่เดินผ่านไปมา รวมถึงคุณลุงขายหัวไชเท้าตรงปากซอยด้วย
เธอชอบชุดนี้ และชอบเวลาที่จี้เฟิงมองเธอตอนใส่ชุดนี้
"โทษที วันนี้ตื่นสาย"
"ไม่เป็นไร ฉันก็เพิ่งถึง"
ตอนที่เวินหน่วนพูดประโยคนี้ ลุงขายหัวไชเท้าถึงกับมองเธอด้วยความประหลาดใจ
เวินหน่วนไม่สนใจสายตาของลุง เธอสวมหมวกกันน็อคสีขาวใบเก่งอย่างเงียบเชียบ ก้าวขึ้นซ้อนท้ายรถแต่ง แล้วโอบเอวจี้เฟิงเอาไว้เบาๆ
"หือ" จี้เฟิงทำหน้าแปลกใจ
บอกตามตรงว่ามันจั๊กจี้ แล้วไม่ได้จั๊กจี้แค่ที่ร่างกายด้วย
ชาติก่อนเขาผ่านผู้หญิงมาไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่ก็แค่สนุกกันทางกายไม่ได้ใช้ใจ
จี้เฟิงไม่ปฏิเสธความหวั่นไหวในใจ แต่ความเป็นผู้ใหญ่ทำให้เขายังคงครองสติไว้ได้
"เป็นอะไรเหรอ" เวินหน่วนจับสังเกตอาการแปลกๆ ของจี้เฟิงได้
"เปล่าหรอก แค่คิดว่าไปเวลานี้น่าจะโดนพวกนั้นโห่เอาแน่ๆ"
"อ๋อ"
เวินหน่วนเป็นคนเฉยชา เธอแทบไม่แสดงสีหน้ากับเรื่องพรรค์นี้ บางทีอาจเพราะไม่ได้ใส่ใจ
จี้เฟิงสตาร์ทรถ มุ่งหน้าไปยังร้านอาหารที่นัดกันไว้
ความรู้สึกตอนขี่รถที่มีเวินหน่วนซ้อนท้ายวันนี้ต่างไปจากทุกที จี้เฟิงรู้สึกว่าวันนี้เวินหน่วนอยู่ใกล้เขามากกว่าเดิม
ทุกครั้งที่รถจอดติดไฟแดง เขาจะสัมผัสได้ถึงลมหายใจแผ่วเบาที่รดต้นคอ
ดูเหมือนเวินหน่วนจะอยู่ใกล้เขามาก ใกล้จนเขาจับสัมผัสลมหายใจนั้นได้
จี้เฟิงอธิบายความรู้สึกนี้ไม่ถูก และไม่ได้พูดอะไรออกมา
เขานึกภาพไม่ออกจริงๆ ว่าคนนิสัยแบบเวินหน่วนจะจงใจเบียดตัวเข้าหาผู้ชาย
ขนาดก่อนหน้านี้ที่สนิทกันแล้ว เวลาซ้อนท้าย เวินหน่วนก็ยังเว้นระยะห่างพอสมควร
น่าจะไม่ได้ตั้งใจมั้ง
ความคิดนี้วนเวียนอยู่ในหัวจนกระทั่งถึงสี่แยกใหญ่ข้างหน้า
จี้เฟิงเบรกแรงไปหน่อย แผ่นหลังสัมผัสได้ถึงความนุ่มนิ่มและความอบอุ่นทันที
มือที่โอบเอวจี้เฟิงอยู่ ก็เปลี่ยนมาเป็นกอดแน่นขึ้น
(จบแล้ว)