เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 - รักแม่นะครับ

บทที่ 3 - รักแม่นะครับ

บทที่ 3 - รักแม่นะครับ


เวินหน่วนที่พุ่งชนแผ่นหลังของจี้เฟิงรีบใช้มือผลักตัวออกอย่างรวดเร็ว พร้อมกับส่งเสียงเบาหวิวราวกับยุงบิน

"ขอโทษ"

ให้ตายสิ เธอยังคิดว่าเป็นความผิดของตัวเองอีกเหรอ?

ผู้หญิงคนนี้ช่าง... แตกต่างจากภาพลักษณ์เย็นชาดุจภูเขาน้ำแข็งที่เห็นในโรงเรียนลิบลับ

จี้เฟิงกระพริบตาถี่ๆ พลางซึมซับความรู้สึกนุ่มนิ่มเมื่อครู่ พร้อมกับตะโกนด่ารถบรรทุกดินที่ขับผ่านไปอย่างหัวเสีย

"ไม่ใช่ความผิดเธอเลย จะขอโทษทำไม

ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไอ้คนขับรถงี่เง่านั่นมันขับรถประสาอะไร รีบไปลงนรกหรือไงวะ แม่ง..."

เมื่อได้ยินจี้เฟิงสบถคำหยาบ เวินหน่วนก็ทำได้เพียงก้มหน้าเงียบ

ไม่วิจารณ์ ไม่ผสมโรง

เมื่อรถออกตัวอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอุบัติเหตุเมื่อครู่หรือไม่ ความรู้สึกต่อต้านที่เวินหน่วนมีต่อจี้เฟิงดูเหมือนจะลดลงไปบ้าง

ทุกครั้งที่ติดไฟแดงและต้องเบรก เธอจะใช้มือดันเอวของจี้เฟิงไว้เบาๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเธอแนบชิดกับเขา

นับเป็นเพียงการสัมผัสเดียวที่เกิดขึ้นตลอดการเดินทาง

จี้เฟิงไม่ได้จงใจขี่เร็วเพื่อหาเศษหาเลย และไม่ได้ขี่ช้าเพื่อยื้อเวลา

เขาใช้ความเร็วปกติจนมาถึงหมู่บ้านในเมืองอันแออัดซึ่งเป็นที่พักของเวินหน่วนในเวลาห้าทุ่มสิบนาที

เวลานี้ถือว่าดึกมากแล้ว

ดึกเสียจนหวังย่าฉินแม่ของเธมายืนรออยู่ที่ปากทางเข้าตรอก

จากนั้นเวินหน่วนก็ก้าวลงจากรถของจี้เฟิง ท่ามกลางสายตาแปลกใจระคนสงสัยของแม่

"แม่คะ หนูกลับมาแล้ว" เวินหน่วนก้มหน้าพูดเสียงเบา

หวังย่าฉินแม่ของเวินหน่วนดูซูบซีด แม้โครงหน้าจะยังพอมองเห็นเค้าความงามในอดีต

แต่ความเจ็บป่วย กาลเวลา และความยากลำบากในชีวิต ได้พรากความสดใสไปจนหมดสิ้น

ตอนนี้เธอเป็นเพียงหญิงวัยกลางคนธรรมดาที่มีหน้าตาคล้ายกับเวินหน่วนอยู่ห้าส่วน

หวังย่าฉินมองจี้เฟิงสลับกับเวินหน่วนไปมา สายตาเต็มไปด้วยความลังเลและสงสัย

"ทำไมถึงกลับดึกขนาดนี้?"

เวินหน่วนที่ไม่รู้จะอธิบายกับแม่ยังไงได้แต่ก้มหน้า มือขยำสายกระเป๋านักเรียนแน่น

เวินหน่วนผู้เย็นชาในโรงเรียน พออยู่ต่อหน้าแม่กลับกลายเป็นลูกไก่

ตัวสั่นเทา ไม่กล้าส่งเสียง

จี้เฟิงที่ยืนดูอยู่รู้ดีว่าขืนปล่อยไว้แบบนี้ แม่ของเวินหน่วนคงไม่ยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปง่ายๆ แน่

ลูกสาวตัวเองถูกเด็กแว้นขี่มอเตอร์ไซค์แต่งซิ่งพาไป มันชวนให้จินตนาการไปในทางที่ไม่ดีได้ง่ายเหลือเกิน

เรื่องนี้เริ่มที่ตัวเขา ก็ควรจะจบที่ตัวเขา ต้องแสดงความเป็นลูกผู้ชายออกมาหน่อย

จี้เฟิงเกาหัว แสร้งทำหน้าซื่อตาใส

"คุณน้าครับ ผมชื่อจี้เฟิง เรื่องเป็นแบบนี้ครับ คือช่วงนี้ใกล้จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว

ทางโรงเรียนเขามีกิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อนแบบตัวต่อตัว ให้เด็กเรียนเก่งช่วยติวเด็กเรียนอ่อนครับ

เป็นการทบทวนความรู้ตัวเองไปด้วย แถมยังช่วยยกระดับคะแนนเพื่อนร่วมชั้นได้ ผมก็คือคนที่ถูกช่วยนั่นแหละครับ

ต้องขอโทษจริงๆ ที่รบกวนเวลาของเวินหน่วนไปนานขนาดนี้ กลัวว่าคุณน้าจะเป็นห่วง ผมเลยอาสามาส่งเวินหน่วน แล้วก็ถือโอกาสมาอธิบายให้คุณน้าฟังด้วยครับ"

เมื่อได้ฟังคำอธิบายของจี้เฟิง ความหวาดระแวงในแววตาของหวังย่าฉินก็ลดลงไปหลายส่วน

เธอมองไปที่เวินหน่วนด้วยสายตาอ่อนโยนของผู้เป็นแม่

"เวินหน่วน เป็นอย่างที่เพื่อนคนนี้พูดหรือเปล่าลูก?"

"อื้อ ใช่ค่ะ หนูช่วยติวให้จี้เฟิง"

การโกหกแม่ทำให้เวินหน่วนรู้สึกผิด เหงื่อซึมเต็มฝ่ามือ เธอจึงยิ่งก้มหน้าต่ำลงไปอีก

หวังย่าฉินจ้องมองลูกสาวครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมามองจี้เฟิง

หลังจากพิจารณาดูแล้ว หวังย่าฉินก็ยิ้มออกมาอย่างใจดี

"ช่วยเหลือเพื่อนเป็นเรื่องที่สมควรทำ แต่ก็ไม่ควรดึกดื่นขนาดนี้

ถ้าจะติวหนังสือให้พ่อหนุ่มจี้ ก็ควรจะนัดกันวันเสาร์อาทิตย์ แบบนั้นจะเหมาะสมกว่า

คราวหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะลูก แม่เป็นห่วง"

แม้ปากจะพูดกับเวินหน่วน แต่สายตาของหวังย่าฉินจับจ้องอยู่ที่จี้เฟิงตลอดเวลา

จี้เฟิงเองก็ไม่แสดงพิรุธใดๆ แถมยังรักษาระยะห่างกับเวินหน่วนอย่างพอเหมาะ ทักษะการแสดงถือว่าผ่านฉลุย

ด้วยประสบการณ์จากชาติก่อน ทำให้เขาควบคุมอารมณ์และท่าทางได้เป็นอย่างดี

ท่าทางนักเลงหัวไม้ไม่มีหลุดออกมาให้เห็นแม้แต่น้อย เสื้อคลุมโรงเรียนที่รูดซิปขึ้นมาจนสุดก็ช่วยบดบังเสื้อผ้าแฟชั่นประหลาดๆ ข้างในได้มิดชิด

เรียกได้ว่านอกจากรถมอเตอร์ไซค์แต่งซิ่งคันนั้นแล้ว

จี้เฟิงก็ดูเหมือนนักเรียนที่ตั้งใจเรียนคนหนึ่ง อย่างน้อยบุคลิกก็ดูน่าเชื่อถือ

"คุณน้าพูดถูกครับ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวคราวหน้าผมนัดติววันเสาร์อาทิตย์ดีกว่า"

หวังย่าฉินพยักหน้าเล็กน้อย

"ดีแล้วจ้ะ พ่อหนุ่มจี้ วันนี้ดึกแล้ว น้าคงไม่ได้ชวนกินมื้อดึกนะ ไว้คราวหน้ามาหาหนูเวินหน่วนใหม่ น้าค่อยทำอะไรให้กิน"

"คุณน้าเกรงใจเกินไปแล้วครับ พวกคุณรีบเข้าบ้านเถอะครับ ดึกมากแล้ว

ผมเองก็ต้องรีบกลับเหมือนกัน ขืนช้ากว่านี้กลัวแม่ผมจะถือมีดไล่ฟันเอา"

ได้ยินน้ำเสียงขี้เล่นของจี้เฟิง หวังย่าฉินก็หัวเราะออกมา

"งั้นรีบกลับเถอะจ้ะ"

"สวัสดีครับคุณน้า"

"อ้าว หนูเวินหน่วน ทำไมไม่ลาเพื่อนหน่อยล่ะลูก"

ตอนนั้นเองเวินหน่วนจ้องมองจี้เฟิงที่กำลังจะจากไป ใบหน้าที่เคยเย็นชาฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย

เสาร์อาทิตย์? ติวหนังสือ? หมอนี่คงไม่ได้จะมาจริงๆ หรอกนะ?

"จี้เฟิง บาย"

"อื้ม เจอกันพรุ่งนี้"

หวังย่าฉินมองส่งจี้เฟิงจนลับสายตา รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป พอหันกลับมาหาเวินหน่วน ลูกสาวตัวดีก็ก้มหน้าหนีอีกครั้ง

"กินข้าวมาหรือยัง?"

"ยังค่ะ"

เวินหน่วนนึกว่าแม่จะซักไซ้เรื่องคืนนี้ แล้วตามด้วยการเทศนาชุดใหญ่เหมือนเคย

แม่มักจะเป็นแบบนั้นเสมอ

แต่ผิดคาด หวังย่าฉินกลับไม่ถามอะไรเลย

"เข้าบ้านกันเถอะ"

"ค่ะ"

"ลูกรู้สึกว่าเพื่อนที่ชื่อจี้เฟิงคนนี้เป็นยังไงบ้าง?"

"เขาเหรอ? ก็งั้นๆ แหละค่ะ" เวินหน่วนตอบแบบขอไปที

"เหรอ แม่ว่าเขาดูใช้ได้เลยนะ ดูเป็นเด็กหนุ่มที่รู้กาลเทศะดี"

เวินหน่วน: ...

รู้กาลเทศะ? จี้เฟิงเนี่ยนะ?

แม้เธอจะไม่ได้ข้องเกี่ยวกับจี้เฟิงมากนัก แต่กิตติศัพท์ของหมอนั่นเธอก็ได้ยินมาไม่น้อย

นักเลง อันธพาล แล้วก็พวกทาสรัก

พฤติกรรมของจี้เฟิง ไม่มีทางเข้ากับคำว่ารู้กาลเทศะได้เลยสักนิด

...

อีกด้านหนึ่ง จี้เฟิงขี่รถมอเตอร์ไซค์คู่ใจกลับมาถึงบ้านที่ห่างหายไปนานในความทรงจำ

แม่ต่งไคฮุ่ย พ่อจี้กวงสวิน

ที่บ้านพอมีฐานะอยู่บ้าง พ่อทำธุรกิจ ส่วนแม่เป็นข้าราชการระดับบริหารในกองยาประจำเขต

มีบ้านสองสามหลัง แต่ที่พักหลักคือคอนโดหรูชั้นเดียวใจกลางเมือง

ราคาคอนโดเมืองเจินจูในปี 2012 ตกตารางเมตรละไม่ถึงหกพันหยวน ดังนั้นฐานะทางบ้านเขาถือว่าดีมีอันจะกิน แต่ยังไม่ถึงขั้นเศรษฐี

กดกริ่งหน้าประตู เสียงที่คุ้นเคยแต่ก็ห่างเหินดังลอดออกมาจากข้างใน

"ดึกป่านนี้แล้ว ใครกัน?"

ได้ยินเสียงนี้ จมูกของจี้เฟิงก็แสบจี๊ดขึ้นมาทันที

แต่เขาก็รีบสูดหายใจลึก ปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ แล้วตะโกนกลับไป

"แม่ ผมกลับมาแล้ว"

"ไอ้ลูกตัวดี ยังรู้จักกลับบ้านอีกเหรอ? ทำไมไม่ตายหงส์ตายห่านอยู่ข้างนอกไปเลย? เหมือนพ่อแกไม่มีผิด ไอ้พวกคนไม่มีหัวใจ"

ด่าคือรัก ฟาดคือห่วง

แม่ปากร้ายใส่เป็นเรื่องปกติ ไม่ได้แปลว่าท่านไม่รัก

จี้เฟิงฟังจากเสียงฝีเท้าที่รีบร้อนเดินมาเปิดประตูก็รู้แล้ว

แอ๊ด!~

ประตูเปิดออก หญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วมมองจี้เฟิงด้วยสายตารังเกียจ เลิกคิ้วถามว่า

"กินข้าวเย็นมาหรือยัง?"

เห็นแม่ที่ยังไม่แก่ชรามากนัก จี้เฟิงรู้สึกเหมือนภาพฝัน อดีตที่ผ่านมาเหมือนหมอกควันจางๆ

"กินแล้ว"

โครกคราก!~ เพิ่งพูดจบ ท้องเจ้ากรรมก็ดันร้องประท้วงขึ้นมา

"กินแล้วบ้านแกสิ เดี๋ยวฉันไปต้มบะหมี่ให้"

"เฮ้ย! เดี๋ยวครับ" จี้เฟิงคว้ามือต่งไคฮุ่ยเอาไว้

"ทำไม?" ต่งไคฮุ่ยทำหน้าดุ

จ้องมองใบหน้าที่เริ่มมีริ้วรอยของแม่ คิ้วของจี้เฟิงตกลง จู่ๆ เขาก็สวมกอดแม่แน่น แล้วกระซิบเสียงเบา

"รักแม่นะครับ"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 3 - รักแม่นะครับ

คัดลอกลิงก์แล้ว