เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ราชันย์เร้นลับ 57 : เรียบเรียงและหาเหตุผล

ราชันย์เร้นลับ 57 : เรียบเรียงและหาเหตุผล

ราชันย์เร้นลับ 57 : เรียบเรียงและหาเหตุผล


ราชันย์เร้นลับ 57 : เรียบเรียงและหาเหตุผล

 

หลังจากชะงักครู่หนึ่ง ไคลน์ลงมือเขียนต่อ

 

“หลักสำคัญในการระงับผลข้างเคียงของโอสถคือการ‘ย่อยพลัง’ มิใช่‘ควบคุมพลัง’ นี่เป็นพื้นฐานที่เข้าใจได้ไม่ยาก

 

“หากฝืนควบคุมพลัง พลังที่ได้รับจะเป็นเพียงอุปกรณ์ช่วยเหลือนอกกาย เฉกเช่นสัตว์ป่าดุร้าย ที่ไม่ว่าจะถูกฝึกอย่างดีเพียงใด แต่มันจะเป็นได้แค่ความช่วยเหลือจากภายนอก ซึ่งมีโอกาสแว้งกัดเจ้าของในสักวัน

 

“กลับกัน ถ้าหากย่อยพลังอย่างสมบูรณ์จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย พลังดังกล่าวจะเปรียบดังแขนขา อวัยวะ และสามารถใช้ได้ดังใจนึกโดยไม่แว้งกลับทำร้าย

 

“มาถึงจุดที่เราตั้งข้อสงสัย เหตุใดการสวมบทบาทถึงเป็นกุญแจสำคัญในการย่อยพลัง?

 

“จากประสบการณ์สวมบทบาทเป็นนักทำนายในวันนี้ เราสามารถตั้งสมมติฐานได้สองข้อ ซึ่งจะต้องมีการหาข้อพิสูจน์ในอนาคตกันต่อไป

 

“สมมติฐานข้อแรก : โอสถจะเปลี่ยนให้มนุษย์มีพฤติกรรมและลักษณะนิสัยคล้ายคลึงกับ‘ชื่อโอสถ’ หมายความว่าร่างกาย จิตใจ และวิญญาณของเราจะถูกเปลี่ยนให้เข้าใกล้ความเป็นนักทำนายมากขั้น ดังนั้น การสวมบทบาทนักทำนายตัวจริงจะช่วยให้เรากลมกลืนกับพลังใหม่ได้รวดเร็ว

 

“สมมติฐานข้อที่สอง : วิญญาณที่ตกค้างจาก‘วัตถุดิบโอสถ’มีระบบคล้ายคลึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หากเราต้องการแฮ็คระบบอย่างสมบูรณ์ การค้นหาบั๊กและช่องโหว่คือสิ่งจำเป็น และชื่อของโอสถเปรียบดังคำบอกใบ้

 

“ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้อง‘ปลอมตัว’ ปรับสภาพจิตใจและวิญญาณให้‘คล้ายคลึงระบบ’ด้วยวิธีการสวมบทบาท วิธีนี้จะ‘หลอก’ระบบให้เชื่อว่าเราเป็นพวกเดียวกับมัน และยอมรับให้ผ่านเข้าไปแฮ็คสำเร็จ

 

“แต่ไม่ว่าจะสมมติฐานข้อใด สิ่งที่เหมือนกันคือ เราต้องปรับเปลี่ยนร่างกาย จิตใจ และวิญญาณให้มีลักษณะเหมือนกับชื่อโอสถ เพื่อที่จะได้รับพลังของโอสถอย่างเต็มที่ ไปพร้อมกับขจัดผลข้างเคียงแปลกปลอม”

 

ไคลน์วางปากกาลงและอ่านข้อความที่ตัวเองเขียน ในวินาทีนี้ มันต้องขอบคุณระบบการศึกษาของจักรวรรดิแห่งอาหารบนโลกเก่า

 

ไม่ว่าจะเลือกเรียนคณะวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์ แต่ตัวมันได้ถูกปูพื้นฐานการคิดคำนวณอย่างเป็นเหตุเป็นผลมาตั้งแต่เด็ก

 

และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ตนเก่งฉกาจในฐานะนักรบคีย์บอร์ด หลักตรรกะและการทบทวนคือสิ่งสำคัญในการโต้เถียงให้ชนะบนโลกอินเทอร์เน็ต

 

“หลังจากบรรพบุรุษลองผิดลองถูกมานาน การสวมบทบาทอาจเป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพสูงที่สุดแล้ว เราคงต้องรอพิสูจน์ผลลัพธ์ด้วยตัวเองในอนาคต”

 

ไคลน์สรุปกับตัวเอง ก่อนจะเขียนคำถามถัดไปลงกระดาษ

 

“เหตุใด‘นักทำนาย’ที่ชำนาญศาสตร์เร้นลับหลายชนิดถึงอ่อนแอด้านการต่อสู้?

 

“ไม่ใช่ว่ายิ่งชำนาญศาสตร์เร้นลับ ก็จะยิ่งดวลตัวต่อตัวได้แข็งแกร่งหรอกหรือ? โดยเฉพาะพลังทำนายหาจุดอ่อนศัตรู”

 

“สาเหตุน่าจะเป็นเพราะว่า…

 

“สมมติฐานแรก อาจเหมือนกับนิยายที่เราเคยอ่านสมัยอยู่โลกเก่า ตัวเอกถูกส่งไปยังโลกแห่งเกมที่มี‘อาชีพ’แตกต่างกันไป แต่ละอาชีพจะมีข้อดีข้อเสียหักล้างเพื่อให้เกมสมดุล

 

“แต่เมื่อลองนึกดูให้ดี โลกของเราไม่เหมือนเกมสักเท่าไร การสมมติให้ผู้วิเศษเหมือนกับ‘อาชีพ’อาจไม่ถูกต้อง แต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว

 

“สมมติฐานที่สอง พื้นฐานของโลกใบนี้คือความสมดุล และพระผู้สร้างได้กำหนดให้โลกต้องดำเนินไปอย่างสมดุลเท่าเทียม

 

“สมมติฐานที่สาม โอสถลำดับต่ำทุกเส้นทางจะถูกจำกัดพลังไว้ อาจเป็นผลมาจากการลองผิดลองถูกของบรรพบุรุษ

 

“พลังโอสถที่มากเกินไปจะทำให้ผู้วิเศษคลุ้มคลั่งได้ง่าย พลังที่น้อยเกินไปจะไม่คุ้มค่ากับการเสี่ยงชีวิตเป็นผู้วิเศษ

 

“ลงเอยด้วย ผู้วิเศษแต่ละเส้นทางจะชำนาญด้านใดด้านหนึ่งอย่างสุดโต่ง แต่จะอ่อนแอด้านที่เหลืออย่างมิอาจหลีกเลี่ยง

 

“สมมติฐานที่สี่ ทุกสิ่งในโลกถือกำเนิดจากเศษเสี้ยวพระผู้สร้าง หมายความว่า ทุกองค์ประกอบจะชดเชยสิ่งที่ขาดหาย และไม่ก้าวก่ายในความถนัดของกันและกัน พลังแต่ละเส้นทางจึงเชี่ยวชาญได้เพียงหนึ่งศาสตร์

 

“เราเอนเอียงไปทางสมมติฐานที่สามและสี่มากกว่า แต่อย่างหลังยากต่อการพิสูจน์ จึงใช้ได้เป็นเพียงแนวทางเท่านั้น

 

“เมื่อตัดตัวเลือกที่ไม่ใช่ทิ้งไป จะเหลือเพียงสาเหตุที่สามซึ่งน่าเชื่อถือที่สุด เราจะใช้มันเป็นหลักในการดำเนินชีวิต”

 

มาถึงจุดนี้ ไคลน์เขียนบันทึกของตัวเองเต็มสองหน้ากระดาษแล้ว แต่ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ตรงกันข้าม มันเขียนลงมือเขียนคำถามถัดไปต่อ

 

“จากประสบการณ์ในวันนี้ พิธีกรรมเปลี่ยนดวงชะตาของเราเข้าข่ายพิธีกรรมเวทมนตร์โบราณ

 

“โดยทั่วไปแล้ว พิธีกรรมเวทมนตร์จะแบ่งออกเป็นสามขั้นตอน เริ่มจากขั้นตอนแรก การเซ่นสังเวยสิ่งของที่‘ตัวตนลึกลับ’ชื่นชอบ

 

“ถัดมาคือขั้นตอนที่สอง การท่องคาถาเพื่อเอ่ยนามและเรียกขานตัวตนลึกลับดังกล่าว

 

“สุดท้ายคือขั้นที่สาม พิธีกรรมที่เป็นตัวระบุว่าเราปรารถนาในสิ่งใด

 

“หากใช้ทฤษฏีนี้เป็นบรรทัดฐาน พิธีกรรมเปลี่ยนดวงชะตาของเราค่อนข้างแปลกประหลาด… เพราะมันไม่มีส่วนที่สาม!

 

“ของเซ่นคืออาหารสี่ทิศที่วางมุมห้อง ส่วนคาถาคือการกล่าวถึงเทพฟ้าดินทั้งสี่…

 

“แต่หลังจากนั้น ตัวเราไม่ได้ประกอบพิธีกรรมใดต่อ ทำเพียงหลับตาและรอผลลัพธ์ มิได้ระบุว่าต้องการสิ่งใดตอบแทน ไม่แม้แต่จะกล่าวอ้อนวอนให้ดวงชะตาดีขึ้น

 

“หรือก็คือ… ตัวตนลึกลับไม่มีทางทราบว่าเราต้องการสิ่งใด มันสามารถทำอะไรก็ได้ที่ตัวเองคิดว่าเหมาะสม…”

 

นี่เราปล่อยให้อีกฝ่ายตัดสินใจแทนมาตลอดเลยหรือ?

 

“บ้าจริง! คนเขียนหนังสือ‘พิธีกรรมโบราณสมัยราชวงศ์ฉินและฮั่น’คิดอะไรอยู่กันแน่?

 

“เรามันโง่ที่ดันไปหลงทำตาม…”

 

ไคลน์หยุดเขียนทันที มันพยายามสูดลมหายใจยาวเข้าปอดสองครั้งเพื่อสงบสติ

 

เมื่ออารมณ์เข้าที่เข้าทาง มันเริ่มเขียนต่อ

 

“เราควรปรับแต่งพิธีกรรมเปลี่ยนดวงชะตาให้สมบูรณ์ เช่นการเอ่ยว่า ตัวเราปรารถนาที่จะกลับไปยังโลกเก่าและได้พบเพื่อนฝูงอีกครั้ง

 

“คำถามถัดมาก็คือ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เหตุใดตัวตนลึกลับดึงเราขึ้นไปบนมิติสายหมอก? มีความนัยพิเศษซ่อนอยู่หรือไม่?”

 

“และถ้าปรับแต่งพิธีกรรมโดยปรารถนากลับไปยัง‘โลกเก่า’ ตัวตนลึกลับจะเข้าใจหรือ ว่าโลกเก่านั้นหมายถึงสถานที่ใด?

 

“ต่อให้เข้าใจ แต่ก็มีอีกหลายสิ่งที่เรายังหาคำอธิบายไม่ได้…

 

“หากตัวตนลึกลับดังกล่าวสามารถทำตามใจชอบ แล้วเหตุใดถึงต้องส่งตัวเราไปยังมิติสายหมอกทั้งสามครั้งโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง? แถมปล่อยให้เราอัญเชิญจัสติสกับแฮงแมนร่วมชุมนุมโดยไม่รบกวน เจตนาของตัวตนลึกลับคืออะไรกันแน่?

 

“ถ้าการพิธีกรรมครั้งที่สี่ในบ่ายวันพรุ่งนี้ส่งผลแบบเดิม หมายความว่า ตัวตนลึกลับกำลังปรารถนาให้เรากระทำบางสิ่งบนมิติสายหมอก….

 

“การเพิ่มขั้นตอนที่สามเข้าไปเพื่อแจ้งเจตจำนงอาจไม่เป็นผล ไม่สิ บางทีตัวตนลึกลับอาจโมโหจนทำให้ทุกสิ่งแย่ลง

 

“แต่น่าแปลก ทำไมพิธีกรรมจากโลกเก่าถึงส่งผลกับโลกใหม่ด้วย? ทั้งที่เราไม่ได้เปลี่ยนแปลงคาถาแม้แต่น้อย…

 

“หมายความว่า เราสามารถใช้พิธีกรรมนี้บนโลกใดก็ได้ แต่จะให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันอย่างนั้นหรือ…

 

“แล้วจะแจ้งความปรารถนากลับโลกเก่าด้วยวิธีใดได้บ้าง?

 

“และถ้ามองว่า ตัวตนลึกลับที่โลกเก่ากับโลกใหม่เป็นคนละบุคคลกัน คำถามหลายข้อก็จะลงล็อคพอดี…

 

“แต่ขณะเดียวกันก็หมายความว่า ตัวตนลึกลับบนโลกปัจจุบันที่เราอาศัยอยู่ จงใจดึงตัวเราขึ้นไปบนมิติสายหมอกด้วยเหตุผลบางประการ และจะมิอาจเปลี่ยนแปลงโชคตะตานี้ได้อีกพักใหญ่

 

“มาถึงคำถามที่สำคัญที่สุด ตัวตนลึกลับของโลกใบนี้ที่เราเอ่ยถึง เขาหรือเธอเป็นใครกันแน่? แล้วเหตุใดถึงไม่เผยตัวตนเลยสักนิด?

 

“หรือจะคอยเฝ้าจับตามองในส่วนลึกของมิติสายหมอกแห่งนั้นตลอดเวลา?

 

“หืม… หรือจะเป็นตัวตนที่กำลังหลับไหล และคอยตอบรับพิธีกรรมโดยอัตโนมัติหากมีใครปฏิบัติตามเงื่อนไข?

 

“แต่เนื่องจากหลับไหลอยู่ จึงไม่ยื่นมือแทรกแซงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนมิติสายหมอก?

 

“ถ้าอย่างนั้น เราสามารถทดลองใช้ขั้นตอนที่ต่างออกไปเพื่อหยั่งผลตอบรับ หากผ่านไปอย่างราบรื่น เราจะพบวิธีเดินทางกลับโลกเก่าได้ในสักวัน

 

“แต่ปัญหาคือ ถ้าตัวตนลึกลับมิได้หลับไหลอย่างที่คิด ตัวเราจะเผชิญความฉิบหายในชั่วพริบตา แบบนั้นไม่อันตรายไปหน่อยหรือ?

 

“การทดสอบครั้งแรกต้องกระทำอย่างระมัดระวังที่สุด พยายามไม่ให้ตัวตนลึกลับโมโห…

 

“ปวดหัวชะมัด อยากมีข้อมูลมากกว่านี้”

 

ไคลน์ถอนหายใจยาวหลังจากสรุป

 

มาถึงส่วนสุดท้าย มันเขียนถึงรายละเอียดปลึกย่อยที่เหลือ

 

“มีเสียงกระซิบประหลาดดังขึ้นบ่อยครั้ง มันพูดว่าอะไรกันแน่… ‘โฮนาซิส’ แล้วก็… เฟรเกียหรือฟราเกีย?

 

“โฮนาซิสคือเทือกเขาที่กั้นแบ่งอาณาจักรโลเอ็นและสาธารณะรัฐอินทิสออกจากกัน ยอดเขาสูงที่สุดมีระดับสูงกว่าน้ำทะเลราวหนึ่งกิโลเมตร

 

“เนื้อความในสมุดบันทึกอันทีโกนัสระบุไว้ว่า ‘ประเทศรัตติกาล’เคยมีตัวตนในยุคสมัยที่สี่มาก่อน

 

“ประเทศรัตติกาลจะเกี่ยวข้องกับโบสถ์เทพธิดารัตติกาลหรือไม่? มีความสัมพันธ์กันอย่างไร? มิตรหรือศัตรู?

 

“และสาเหตุที่ตระกูลอันทีโกนัสถูกโบสถ์เทพธิดารัตติกาลลบออกจากประวัติศาตร์ จะเกี่ยวข้องกับประเทศรัตติกาลที่ว่าหรือไม่?

 

“หรือเสียงที่เราได้ยินจะเป็นพลังจากสมุดบันทึกอันทีโกนัส? เสียงคร่ำครวญของหนึ่งในสมาชิกตระกูลอันทีโกนัสเมื่อพันปีก่อนอย่างนั้นหรือ?

 

“แล้วเฟรเกีย… ฟราเกีย? หมายถึงอะไร?

 

“เป็นคำถามที่น่าสนใจ… หากประเมินจากความลึกลับของสมุดบันทึกและการครอบครองของวิเศษต้องห้ามรหัส 2-049 มีความเป็นไปได้สูงว่า ตระกูลอันทีโกนัสจะมีอิทธิพลอย่างมากในสมัยอดีต อาจเป็นตระกูลผู้วิเศษใหญ่ลำดับต้นๆ ของทวีปเหนือ

 

“ชักสงสัยแล้วว่า พวกมันถือครองโอสถเส้นทางใดไว้? เส้นทางสมบูรณ์หรือไม่?

 

“การที่เราพบว่าสมุดบันทึกอันทีโกนัสตกอยู่ในมือรีเอล·บีเบอร์ มันเป็นเรื่องบังเอิญที่น่าตกใจก็จริง แต่ก็ปราศจากสัญญาณการถูกชักจูงโดยใครบางคน

 

“ชักน่าสงสัยว่า ชะตาชีวิตของเราถูกผูกติดกับสมุดบันทึกเล่มนั้นจริงหรือ?”

 

 

ข้อสงสัยทั้งหมดของไคลน์ถูกเขียนลงบนแผ่นกระดาษหน้าแล้วหน้าเล่า ทุกคำถามจะถูกวิเคราะห์สาเหตุและหาคำตอบอย่างละเอียด

 

ภาษาจีนกลางถูกขีดเขียนลงบนกระดาษสี่แผ่นเต็ม ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

 

ฉึบ

 

ไคลน์สลับหยิบหน้าแรกขึ้นมาอ่านทวนใหม่ตั้งแต่ต้นจนจบ บางครั้งใช้ปากกาขีดเน้นในส่วนสำคัญ บางครั้งก็เขียนเพิ่มเข้าไปและอ่านทวนซ้ำทั้งประโยค

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จันทร์แดงฉานด้านนอกถูกเมฆมืดปกคลุมจนลับตาชั่วขณะ

 

ชายหนุ่มหยิบนาฬิกาพกบนโต๊ะขึ้นมาและเปิดฝาสำรวจเวลาครู่หนึ่ง ก่อนจะวางลง

 

ถัดมาเป็นการดึงลิ้นชักออกและก้มหยิบกล่องไม้ขีดไฟ ไคลน์จุดไม้ขีดหนึ่งก้านพร้อมกับนำเปลวเพลิงไปลนขอบปึกกระดาษทั้งสี่แผ่น

 

เพลิงส้มลุกลามทั่วแผ่นกระดาษรวดเร็ว

 

ไคลน์ขยับมือข้างที่ถือกระดาษไปวางเหนือถังขยะใกล้ตัว

 

ขี้เถ้าค่อยๆ ร่วงหล่นลงถัง

 

จนกระทั่งเหลือเพียงมุมกระดาษส่วนสุดท้าย มันบรรจงคลายปลายนิ้วที่คีบอยู่ ปล่อยให้เศษกระดาษที่เหลือหล่นลงถังขยะโดยสมบูรณ์

 

ในเมื่อไดอารีจักรพรรดิโรซายถูกเขียนด้วยภาษาจีนกลาง หากลุงนีลล์หรือหัวหน้าดันน์ทราบว่ามันมีเอกสารที่เขียนในภาษาเดียวกันเก็บไว้กับตัว ไคลน์คงมิอาจหาคำตอบใดไปอธิบายได้

 

และในโลกที่ผู้วิเศษสามารถเข้าฝันคนอื่นได้ตามใจชอบ คงไม่ดีแน่หากตนเขียนความลับของตัวเองเป็นภาษาโลเอ็น ฟุซัค หรือเฮอร์มิส

 

ดังนั้น การเขียนด้วยอักษรจีนกลางก็เพื่อเข้ารหัสความลับไว้ และต่อให้มีใครแอบอ่านความฝัน ไคลน์ก็สามารถอธิบายได้ว่า ตนพยายามถอดรหัสไดอารีจักรพรรดิโรซายอย่างหนักจนเก็บเอาไปฝันถึง

 

ดังนั้น เมื่อสรุปเสร็จสิ้นก็ต้องทำลายหลักฐานทิ้งโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เหลือร่องรอยสำหรับสืบสาวมาถึงตัว

 

การทบทวนความรู้และหาข้อสรุปของโลกปัจจุบัน ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเอาตัวรอด มันจะหมั่นกระทำเช่นนี้ต่อเนื่องทุกสัปดาห์เพื่อไม่ให้รายละเอียดเล็กน้อยตกหล่น

 

เมื่อกระดาษสี่แผ่นกลายเป็นซากถี้เถ้าโดยสมบูรณ์ ไคลน์หยิบกระดาษแผ่นใหม่ขึ้นมาเขียนหัวเรื่อง :

 

“เรียนอาจารย์ที่เคารพ…”

 

มันต้องการใช้ความรู้ความสามารถของศาสตราจารย์เคว็นติน·โคเฮ็นในการสืบหาร่องรอยของเทือกเขาโฮนาซิส

 

▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬

ตอนฟรีลงทุกวันอังคาร - เสาร์

ติดตามผู้แปลได้ที่ : www.facebook.com/bjknovel/

 

จบบทที่ ราชันย์เร้นลับ 57 : เรียบเรียงและหาเหตุผล

คัดลอกลิงก์แล้ว