เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ราชันย์เร้นลับ 36 : คำถามง่ายๆ หนึ่งข้อ

ราชันย์เร้นลับ 36 : คำถามง่ายๆ หนึ่งข้อ

ราชันย์เร้นลับ 36 : คำถามง่ายๆ หนึ่งข้อ


ราชันย์เร้นลับ 36 : คำถามง่ายๆ หนึ่งข้อ

 

หลังจากหยุดครุ่นคิดถึงบทสนทนาของบิดาและพี่ชายเล็กน้อย ออเดรย์กล่าวต่อ

 

“พวกเขามองว่าระบบรัฐบาลค่อนข้างเปราะบาง ในทุกการเลือกตั้ง หากฝ่ายที่ชนะเปลี่ยนขั้ว เจ้าหน้าที่รัฐบาลจะถูกเปลี่ยนตั้งแต่ระดับสูงสุดจนถึงต่ำสุด ระบบบริหารจะโกลาหลไปหมด ส่งผลให้พ่ายแพ้สงคราม ประสิทธิภาพของรัฐบาลใหม่จึงต่ำกว่าปรกติมาก แถมยังสร้างความลำบากใจให้พลเรือนอีกด้วย”

 

ไคลน์ทราบดีว่า อาณาจักโลเอ็นไม่มีระบอบการปกครองที่มีประสิทธิภาพให้อ้างอิง จึงยังเกิดระบบ ‘ข้าราชการ’ ขึ้น คลับคล้ายกับยุคสมัยเริ่มต้นทางการเมืองของโลกเก่า

 

ส่งผลให้ทุกครั้งที่เลือกตั้งจบและอำนาจเปลี่ยนขั้ว อำนาจใหม่ต้อง ‘ตอบแทน’ ผู้สนับสนุนด้วยการมอบตำแหน่งบริหารให้

 

หืม… แล้วเหตุใดจักรพรรดิโรซายถึงไม่พัฒนาระบบข้าราชการขึ้นมาสักที?

 

หรือจะไม่ชอบเป็นการส่วนตัว?

 

หรือในบั้นปลายชีวิตมัวแต่เพ่งความสนใจไปกับเรื่องอื่น?

 

ทันใดนั้น แฮงแมน—อัลเจอร์·วิลสัน ส่งเสียงคิกคัก

 

“เพิ่งจะคิดได้อย่างนั้นหรือ? ความรู้สึกช้ากันจังนะ สงสัยถ้าถูกยุงทมิฬกัด กว่าจะรู้ตัวเข้าก็คงปาไปอีกหนึ่งปีให้หลัง”

 

ยุงทมิฬคือสิ่งมีชีวิตสุดป่าเถื่อนที่อาศัยทางตอนใต้ของอาณาจักรโลเอ็น พิษของมันรุนแรงมาก ผู้ที่ได้รับพิษจะถูกกระตุ้นให้ฉีกกระชากผิวหนังตัวเองทั้งเป็น

 

ออเดรย์เลื่อนมือขึ้นมาจับคางครุ่นคิด เธอไม่ใส่ใจถ้อยคำเหยียดหยันจากแฮงแมน เด็กสาวผมทองกล่าวเข้าประเด็นหลัก

 

“แต่น่าเสียดาย พวกเขามองหาวิธีที่ดีกว่าปัจจุบันไม่พบ”

ไคลน์ตั้งใจฟังเป็นพิเศษ เพราะนี่คือสิ่งที่มันถนัดและสามารถเฉิดฉาย เดอะฟูลแสยะยิ้มอย่างมีเลศนัยท่ามกลางกลุ่มหมอก

 

มันตอบสั้นห้วน

 

“แก้ได้ง่ายมาก”

 

จักรวรรดิแห่งอาหารมีระบบการปกครองที่ยอดเยี่ยมมาตั้งแต่สมัยอดีต จนหลายชาติต่างหยิบยืมไปใช้เป็นแบบอย่าง ไคลน์ย่อมเจนจัดในเรื่องดังกล่าว ระบบ ‘จอหงวน’ เป็นสิ่งที่โด่งดังของการปกครองจีนสมัยอดีต

 

“ง่ายหรือคะ?”

 

ออเดรย์ถามกลับ สีหน้าของเธอค่อนข้างตกตะลึง

 

แม้จะไม่ได้ศึกษาด้านการเมืองโดยตรง แต่ก็มีบ่อยครั้งที่ได้ฟังบทสนทนาระหว่างพี่ชายและบิดา ส่งผลพอจะให้มีความรู้ด้านการเมืองอยู่บ้าง

 

ไคลน์เค้นสมองนึกถึงกระดานดำของวิชาสังคมศึึกษาเมื่อหลายปีก่อน

 

“จัดการสอบขึ้น แบบเดียวกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เปิดการสอบให้ประชาชนทั่วไปมีสิทธิเข้าร่วม จะแบ่งคัดเลือกเป็นสองรอบหรือตามรอบก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม แต่เนื้อหาของข้อสอบต้องเกี่ยวพันกับตำแหน่งที่รับ เพื่อให้ได้บุคคลากรระดับหัวกะทิเข้าทำงาน”

 

“แต่ว่า…”

ออเดรย์ทราบว่าการสอบเช่นนี้จะนำมาซึ่งสิ่งใด แต่ก่อนจะมีโอกาสได้เรียบเรียงคำพูด ไคลน์กล่าวแทรก

 

“จากนั้น ให้เหล่าหัวกะทิที่ผ่านการคัดเลือกทำงานในตำแหน่งที่สำคัญเช่นข้าราชการสภา ข้าราชการรัฐ ข้าราชการประจำหัวเมือง ข้าราชการประจำเขต และเลขาธิการสภา ใช่แล้ว ต้องเป็นตำแหน่งที่ใช้ความรู้ความสามารถขับเคลื่อนอาณาจักรได้

 

“ตำแหน่งที่ต่างกัน ควรใช้บุคคลที่มีความถนัดแตกต่างกันไป การสอบรอบที่สองหรือรอบที่สามจะเป็นตัวระบุความถนัดและความสำคัญของหน่วยงานที่ทำ งานที่จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ ก็ต้องปล่อยให้ผู้เชี่ยวชาญจัดการ

 

“ส่วนตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญอย่างรัฐมนตรี ประมุขรัฐ หรือเทศมนตรีเมือง ในส่วนนี้ปล่อยให้เป็นฝ่ายที่ชนะการเลือกตั้งเข้ามาบริหาร นั่นคือเวทีของนักการเมือง”

 

อัลเจอร์ที่เคยไม่แยแสด้านการเมือง มันถึงกับหันมาฟังด้วยสีหน้าสนใจ ขณะเดียวกัน ออเดรย์ขมวดคิ้วครุ่นคิดเป็นการใหญ่

 

“ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบปกครองทั้งหมดในคราวเดียว เพราะหากเป็นเช่นนั้น ระบบปัจจุบันอาจถึงคราวพิการไปชั่วขณะ

 

“การสอบคัดเลือกจะจัดขึ้นทุกปีหรือทุกสามปีก็ได้ ให้พิจารณาตามความเหมาะสม แถมตำแหน่งเหล่านี้ยังต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องตามธรรมชาติครรลองของมัน

 

“เมื่ออาณาจักรขยายตัวและมีตำแหน่งว่างเกิดขึ้น รวมถึงการเกษียณอายุของข้าราช วิธีจัดการกับตำแหน่งที่ว่างอยู่ก็คือ ให้คัดเลือกบุคลากรในหน่วยงานเดิมขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน และเมื่อเลื่อนขึ้นแบบขั้นบันได ตำแหน่งระดับล่างสุดที่ว่างลง จะให้บุคคลที่สอบผ่านในปีนั้นได้บรรจุเข้าทำงาน”

 

ไคลน์กำลังสำแดงฝีมือนักการเมืองคีย์บอร์ดอย่างช่ำชอง แขนทั้งสองยื่นออกมาด้านหน้าพลางกล่าวต่อ

 

“ด้วยระบบการปกครองเช่นนี้ รัฐบาลจะได้บุคลากรที่มีประสิทธิภาพเข้ามาทำงาน และไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะเปลี่ยนขั้วอำนาจหรือไม่ แต่ระบบบริหารสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคงและไม่เสียศูนย์”

แต่แน่นอน ผลเสียคือความล่าช้าของระบบ เนื่องจากต้องดำเนินงานผ่านขึ้นมาทีละขั้น กว่าจะถึงระดับบริหารก็เสียเวลาไปมาก นี่คือจุดด้อยใหญ่หลวงของระบบข้าราชการที่ทั่วโลกแก้ไม่ตก

 

ขณะออเดรย์กำลังตกผลึกคำแนะนำของเดอะฟูล เธอถามด้วยสีหน้าฉงน

 

“คุณกำลังจะบอกว่า ถ้าปกครองในวิธีดังกล่าว การเปลี่ยนถ่ายรัฐบาลจะไม่กระทบต่อการบริหารอาณาจักรใช่ไหมค่ะ? ต่อให้รัฐมนตรีชุดใหม่จะเป็นพวกลิงบาบูนขนดกก็ตาม”

 

“ผิดแล้ว”

อัลเจอร์รีบแทรก

 

“ผมเชื่อว่าลิงบาบูนขนดกบริหารประเทศได้ดีกว่ารัฐมนตรีชุดนี้”

 

มันชะงักครู่หนึ่งก่อนจะเสริม

 

“เพราะเหนือสิ่งอื่นใด บาบูนต้องการเพียงกิน นอน และผสมพันธุ์ พวกมันไม่ทำเรื่องสุดบัดซบอย่างการเสนอนโยบายงี่เง่า หรือไม่ก็ยืนกรานที่จะลงทุนในโครงการไร้สาระ”

 

มิสเตอร์แฮงแมน… ฟังจากน้ำเสียงแล้ว หัวหน้าของคุณคงระยำพอสมควรเลยนะ

 

ไคลน์นั่งส่ายศีรษะอย่างขบขันที่หัวโต๊ะ

 

ออเดรย์พยายามเรียบเรียงความคิดที่เดอะฟูลเสนอแนะ หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงของเธอเริ่มเจือปนความตื่นเต้น

 

“บางที มันอาจได้ผลก็ได้…

 

“เป็นวิธีที่ง่ายได้มีประสิทธิภาพสูงมาก!”

 

เธอหันมองไคลน์ด้วยสีหน้าและแววตาเคารพเทินทูน

 

“มิสเตอร์ฟูล คุณคงเป็นผู้อาวุโสที่มีปัญญาและความรู้กว้างขวางดุจดังมหาสมุทร …ใช่ไหมคะ?”

 

…มุมปากของชายหนุ่มยกขึ้นเล็กน้อย สายตากวาดมองสลับไปมาระหว่างจัสติสและแฮงแมนที่นั่งเงียบงัน

 

“วันนี้พอแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน”

 

หากมิสจัสติสสามารถโน้มน้าวให้ตระกูลของเธอช่วยผลักดันระบอบปกครองใหม่ได้จริง ไคลน์ควรรีบแจ้งให้เบ็นสันทราบตั้งแต่เนิ่นๆ  เพื่อจะได้เตรียมตัวสอบเป็นข้าราชการโดยมีความรู้เต็มเปี่ยม

 

หลังจากไตร่ตรองมาหลายวัน เบ็นสันเหมาะกับงานประเภทข้าราชการมาก

 

แต่แน่นอน มิสจัสติสคงไม่มีทางใช้ตระกูลตัวเองออกหน้าผลักดันกฎหมาย เพราะไม่อย่างนั้น ทั้งตนและแฮงแมนจะทราบทันทีว่าตัวจริงของมิสจัสติสคือใคร

ทว่า เธอสามารถลอบทำอย่างลับๆ ได้โดยให้ตระกูลอื่นออกหน้าแทน

 

“สุดแล้วแต่ท่าน”

 

ออเดรย์แล้วอัลเจอร์ลุกขึ้นทำความเคารพพร้อมกัน

 

ไคลน์เอนหลังพิกพนักพลางตัดการเชื่อมต่อดาวแดงทั้งสอง ทันใดนั้น ภาพร่างจัสติสและแฮงแมนพลันพร่ามัว ก่อนจะแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

 

ท่ามกลางสายหมอกสีเทา ท่ามกลางพระราชวังศักดิ์สิทธิ์ที่คล้ายกับวังสถิตย์ของเหล่าเทพ ไคลน์ยังคงนั่งตามลำพังที่ตำแหน่งผู้ทรงเกียรติ

ชายหนุ่มไม่รีบตัดการเชื่อมต่อและกลับโลกเก่าเหมือนคราวก่อน สาเหตุเพราะ พลังผู้วิเศษได้ช่วยให้จิตของมันแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม

 

ชายหนุ่มตัดสินใจเลิกชุมนุมไพ่ทาโร่ต์เร็วกว่าปรกติ เพราะได้ทราบถึงท่าทีที่เหยี่ยวราตรีมีต่อสมุดบันทึกอันทีโกนัส ตัวมันจำเป็นต้องพยายามค้นหาสมุดบันทึกให้มากกว่านี้ หากเอาแต่นอนตีพุงอยู่บ้านโดยไม่ทำประโยชน์ ดันน์คงเกิดความหวาดระแวงและคำถามว่า …ตนมัวทำอะไรอยู่

 

ไม่เพียงเท่านั้น ไคลน์ยังได้รับผลประโยชน์ค่อนข้างมากในชุมนุมไพ่ทาโร่ต์เมื่อครู่

 

ชายหนุ่มยังคงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้สูงยาว แขนสองข้างวางผ่อนคลางลงบนที่พักแขน  ฝ่ามือประสานกันเบื้องหน้า สายตากวาดมองรอบห้วงมิติสายหมอกอันกว้างใหญ่ที่เงียบสงัดประหนึ่งรกร้างมานานกว่าล้านปี

 

หลังจากสร้างการเชื่อมต่อเพื่ออัญเชิญแฮงแมนและจัสติสในวันนี้ ไคลน์ได้ทราบข้อมูลใหม่เพิ่มอีกหนึ่งข้อ

 

นั่นคือ… เมื่อกลายเป็นผู้วิเศษ ตนสามารถสร้างการเชื่อมต่อกับดาวแดงเพิ่มได้อีกหนึ่งดวง!

 

“หมายความว่า เราอัญเชิญแขกเพิ่มได้อีกหนึ่งคนอย่างนั้นหรือ?”

 

ไคลน์ย้อนนึกถึงความรู้สึกในวินาทีดังกล่าวก่อนจะพึมพำกับตัวเอง

 

แต่มันก็ไม่กล้าลงมืิออัญเชิญผู้ใด เพราะไม่มีทางทราบได้เลยว่า สมาชิกใหม่จะมีตัวตนและอุปนิสัยเป็นเช่นไร จะเป็นมิตรและเก็บความลับได้ดีเหมือนแฮงแมนและจัสติสหรือไม่

 

หากมันเกิดซวยอัญเชิญโดนดันน์·สมิทเข้าชุมนุมไพ่ทาโร่ต์ องค์กรลับที่มันก่อตั้งขึ้นอย่างยากลำบากก็จะอยู่ในสายตาของโบสถ์เทพธิดารัตติกาลทันที

 

ในฐานะบอสใหญ่แห่งองค์กรลับ ‘ชั่วร้าย’  มันกำลังเป็นห่วงอนาคตของตัวเอง

 

ไคลน์ทราบดีว่า มิติสายหมอกแห่งนี้เป็นปริศนาเร้นลับในระดับสูง ไม่ใช่สิ่งที่ผู้วิเศษระดับดันน์·สมิทหรือใกล้เคียงจะมองออกได้ง่าย

 

มันมิได้กลัวเหยี่ยวราตรีหรือดันน์·สมิท แต่สิ่งที่กำลังหวาดกลัวคือ ในเมื่อพลังพิเศษมีอยู่จริง ย่อมหมายความว่า เทพก็มีอยู่จริงด้วยเช่นกัน และคงแข็งแกร่งกว่าผู้วิเศษลำดับสูงหลายเท่า

 

แต่คงมีเหตุผลบางประการที่ทำให้เทพปรากฏตัวต่อหน้ามนุษย์ไม่ได้

 

อย่างน้อย นับตั้งแต่ยุคสมัยที่ห้าเป็นต้นมา ไม่เคยมีหลักฐานว่ามนุษย์คนใดเคยพบเทพมาก่อน สิ่งเดียวที่ปรากฏคือคำพยากรณ์จากเทพซึ่งก็มีจำนวนไม่มาก

 

“อา… การลากคนเข้าร่วมประชุมโดยไม่ผ่านความสมัครใจ คงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก ไม่มีใครต้องการถูกดึงมายังมิติเร้นลับซึ่งอธิบายเหตุผลไม่ได้… เรื่องนี้ไว้ค่อยตัดสินใจอีกครั้งในอนาคต”

 

ไคลน์ถอนหายใจยาวพลางลุกขึ้นยืน

 

มันลงมือตัดการเชื่อมต่อกับห้วงมิติสายหมอก ทันใดนั้น ภาพการมองเห็นพลันหมุนเคว้งและหล่นวูบ

 

หมอกสีเทาและดาวแดงเลือนหายไป ร่างกายไคลน์เจ็บแปลบเล็กน้อยคล้ายกับถูกผิวน้ำซัดกระแทก จนกระทั่งภาพในดวงตากลับกลายเป็นโลกความจริง—ห้องนอนอันมืดมิดของมัน

 

ไคลน์กลับออกมาโดยปราศจากอาการเหนื่อยล้าเจียนตายเหมือนคราวก่อน ประสบการณ์เมื่อครู่จึงยังคงเด่นชัด

 

“น่าแปลก… ห้วงมิติสายหมอกไม่เหมือนกับโลกวิญญาณที่ลุงนีลล์อธิบาย…”

 

ไคลน์พยายามขยับแขนขาเพื่อสัมผัสถึงการมีอยู่ของอวัยวะ

 

หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน มันทำได้เพียงส่ายศีรษะอย่างไร้คำตอบ ก่อนจะลุกขึ้นไปเปิดม่านที่มุขหน้าต่าง

 

พรืด!

 

เมื่อม่านถูกเก็บ แสงแดดยามบ่ายจึงสาดส่องเข้ามาด้านในจนห้องเริ่มสว่าง

 

ชายหนุ่มจ้องมองผู้คนที่เดินขวักไขว่สวนกันไปมาบนถนนด้านล่าง ไคลน์สูดลมหายใจเต็มปอดก่อนพึมพำกับตัวเองเสียงค่อย

 

“ถึงเวลาออกไปทำงานแล้วสินะ

 

“แล้วเราจะสวมบทบาทเป็นนักทำนายด้วยวิธีไหน?”

 

“ห้ามรีบร้อนเด็ดขาด… และอย่าลืมหมั่นฝึกฝนเนตรวิญญาณอย่างต่อเนื่อง”

 

 

กรุงเบ็คลันด์ เขตราชินี

 

ภาพของสตรีนามว่าออเดรย์·ฮอลล์กำลังถูกสะท้อนภายในกระจกเงาโต๊ะเครื่องแป้ง แก้มของเด็กสาวยังคงแดงระเรื่อจากอาการตื่นเต้น แววตาส่องประกายอย่างเจิดจ้าจนไม่มีใครกล้าเผชิญ

 

เธอไม่สนใจรูปลักษณ์ตัวเองแม้แต่น้อย สมาธิทั้งหมดเพ่งอยู่กับการใช้ปากกาหมึกซึมด้ามสีทองที่มีทับทิมประดับประดา จดสูตรผลิตโอสถผู้ชมลงในกระดาษหนังแพะเพื่อป้องกันมิให้หลงลืม

“น้ำบริสุทธิ์ 80 มิลลิลิตร สารสกัดหญ้าฝรั่นเหมันต์ 5 หยด ผงดอกโบตั๋นฟันวัว 13 กรัม กลีบดอกไม้เอลฟ์ 7 กลีบ ดวงตาปลามานเฮอร์โตเต็มวัย 1 ข้าง และโลหิตปลาดำเขาวัว 35 มิลลิลิตร”

 

ฟู่ว… ออรเดรย์ถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะอ่านทวนซ้ำอีกหลายครั้งเพื่อเน้นย้ำให้ปราศจากข้อผิดพลาด

 

ภายในใจกำลังต้องการเต้นรำไปรอบห้องอย่างยินดีปรีดา แต่ก็ต้องข่มความอยากนั้นเอาไว้

 

หลังจากครุ่นคิดพักหนึ่ง เธอเริ่มเขียนสูตรทางเคมีจำนวนมากลงไปรอบสูตรผลิตโอสถ ออเดรย์พยายามทำให้กระดาษหน้านี้ยุ่งเหยิงและอ่านยากที่สุด จะได้ไม่มีใครถอดความออก

เมื่อไม่มีใครอ่านมันได้ คนที่เปิดผ่านก็จะมองเป็นเพียงหน้ากระดาษจดสูตรเคมีทั่วไป มิอาจค้นพบสาระสำคัญที่ต้องการเก็บซ่อน…

 

ฉลาดมาก! ออเดรย์กล่าวชมตัวเองก่อนจะเริ่มขบคิดถึงหนทางรวบรวมวัตถุดิบ

 

“ต้องไปรื้อคลังตระกูลดูก่อนว่าพอจะมีสิ่งใดอยู่บ้าง ส่วนที่เหลือค่อยหาวิธีแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น…

 

“ถ้าจนปัญญาที่จะรวบรวม คงต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากแฮงแมนหรือเดอะฟูล… แล้วเราจะจ่ายพวกเขาด้วยอะไรได้บ้าง?”

 

หลังจากครุ่นคิดเล็กน้อย ออเดรย์ปิดสมุดลง เธอนำมันไปวางไว้บนชั้นหนังสือปะปนกับเล่มอื่น ก่อนจะเดินไปที่หน้าประตูและออกแรงบิดกลอน

 

สุนัขโกลเด้นรีทรีเวอร์กำลังนั่งรอหน้าห้องอย่างว่านอนสอนง่าย

 

ออเดรย์ยกมุมปากขึ้นพลางเผยรอยยิ้มแสนร่าเริงเจือความอ่อนโยน

 

“ซูซี่ ทำภารกิจได้ดีมาก!”

 

“ในนิยายที่ถูกแต่งลงหนังสือพิมพ์ นักสืบมักมีผู้ช่วยเป็นสุนัขแสนรู้เสมอ… ฉันเองก็มีสุนัขตัวใหญ่คอยสนับสนุนผู้ชมตัวจริงเหมือนคนอื่นเค้าด้วย~”

 

 

ณ ห้องใต้ดินที่มีเพียงแสงเทียนไขไสววูบวาบ อัลเจอร์·วิลสันยกฝ่ามือขึ้นพลางเพ่งพิจารณารายละเอียด

 

หลังจากผ่านไปสักพัก มันทำได้เพียงถอนหายใจยาว

 

“น่าอัศจรรย์มาก… เรามิอาจหาเหตุผลมาอธิบายได้เลย”

 

แม้จะเตรียมอุปกรณ์มากมายสำหรับวิเคราะห์สืบหาต้นตอ แต่มันก็ยังไม่พบคำตอบสักทีว่า เดอะฟูลใช้วิธีใดอัญเชิญจิตของมันเข้าไปในห้วงมิติสายหมอก

 

สายตาก้มลงมองแผ่นกระดาษหนังแพะที่วางบนโต๊ะอย่างเหม่อลอย

 

หัวกระดาษสีน้ำตาลอมเหลืองถูกเขียนไว้ด้วยอักษรเฮอร์มิสหมึกสีน้ำเงินเข้มว่า...

 

“ลำดับเจ็ด กะลาสี”

 

▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬

ตอนฟรีลงทุกวันอังคาร - เสาร์

ติดตามผู้แปลได้ที่ : www.facebook.com/bjknovel/

 

จบบทที่ ราชันย์เร้นลับ 36 : คำถามง่ายๆ หนึ่งข้อ

คัดลอกลิงก์แล้ว