เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ราชันย์เร้นลับ 32 : เนตรวิญญาณ

ราชันย์เร้นลับ 32 : เนตรวิญญาณ

ราชันย์เร้นลับ 32 : เนตรวิญญาณ


ราชันย์เร้นลับ 32 : เนตรวิญญาณ

 

ไคลน์จ้องมองเข้าไปในของเหลวกึ่งเยลลี่สีน้ำเงินเข้ม ยากจะอธิบายว่านี่คือของเหลวหนึ่งแก้วหรือหนึ่งถ้วยกันแน่

 

ชายหนุ่มกล่าวด้วยสีหน้าขาวซีดพลางกลืนน้ำลาย

 

“ผมต้องดื่มทั้งอย่างนี้เลยหรือ?

 

“ต้องผ่านขั้นตอนอะไรก่อนไหมครับ? เช่นพิธีกรรม ร่ายคาถา หรือสวดภาวนา”

 

ลุงนีลล์พยักหน้า

 

“ขั้นตอน? มีสิ มีแน่นอน ก่อนอื่นเลย เจ้าต้องจิบไวน์เออร์เมียร์ของอินทิสพร้อมกับสูบซิการ์เดซี่ จากนั้นก็เต้นจังหวะราชสำนักหรือจะเต้นแท็ปก็ได้ถ้าชอบ ตบท้ายด้วยการเล่นไพ่เกว็นท์ต่ออีกยก…”

 

เมื่อเห็นไคลน์กำลังฉงน ลุงนีลล์หัวเราะคิกคักก่อนเฉลยสิ่งที่กล่าวไปเมื่อครู่

 

“หรืออะไรก็ได้ที่ตัวเจ้าหายประหม่า”

 

…คิดว่าตัวเองตลกมากนักหรือลุง?

 

มุมปากไคลน์กำลังกระตุก มันพยายามหักห้ามใจไม่ใช่ชักปืนในซองรักแก้ออกมายิง

 

ไคลน์วางไม้ค้ำลงพร้อมกับยื่นแขนขวาออกไปจับแก้วทึบแสง ขณะยกแก้วขึ้น กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของโอสถโชยเตะจมูกอย่างเข้มข้น

 

“เจ้าหนุ่ม อย่าได้ลังเล ยิ่งลังเลมาก ความหวาดกลัวก็ยิ่งเพิ่มขึ้น และนั่นจะส่งผลต่อการดูดซึมพลังจากโอสถ”

 

ลุงนีลล์กล่าวขณะหันหลังให้ไคลน์ น้ำเสียงของมันเรียบเฉยราวกับคุ้นชินสถานการณ์

 

โดยที่ไคลน์ไม่รู้ตัว ลุงนีลล์เดินไปถึงอ่างล้างมือและเปิดก็อกน้ำเพื่อทำความสะอาด

 

ชายหนุ่มพยักหน้ากับตัวเองพร้อมกับสูดลมหายใจสุดปอด กริยาท่าทางเหมือนกับเด็กถูกบังคับกินยา มันใช้มือข้างหนึ่งอุดจมูก อีกข้างจับแก้วกระดก ของเหลวสุดสะอิดสะเอียนถูกดื่มรวดในอึกเดียว

 

สัมผัสอันนุ่มละมุนและเย็นฉ่ำเคลื่อนที่ผ่านช่องปากไปยังหลอดอาหารอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานก็ถึงกระเพาะ

 

ประหนึ่งของเหลวสีน้ำเงินเข้มชนิดนี้ปลดปล่อยหนวดแหลมยาวในท้องไคลน์เป็นระยะ เซลล์ทั้งหมดในร่างพลันเย็นวาบอย่างสะอิดสะเอียน

 

ร่างกายบิดงอเมื่อการมองเห็นเริ่มพร่ามัว สีสันในสายตาฟุ้งกระจายท่วมท้น แดงยิ่งแดงก่ำ น้ำเงินยิ่งน้ำเงินเข้ม ดำยิ่งดำสนิท

 

สีสันอันหลากหลายเข้มข้นถูกฉายในการมองเห็นคล้ายกับภาพวาดของศิลปินร่วมสมัย

 

ไคลน์เคยพานพบประสบการณ์เช่นนี้มาก่อนแล้ว… มันเหมือนกับเมื่อครั้งถูกผู้สื่อวิญญาณ·มาดามดาลี่ย์ประกอบพิธีกรรม!

 

ในตอนนั้น สายตาของไคลน์พร่ามัวหนักมาก แต่จิตใจยังคงเบาสบายและแจ่มชัด คล้ายกับดวงวิญญาณล่องลอยไปบนทะเลจิตอันกว้างใหญ่

 

เพียงไม่นาน ภาพการมองเห็นรอบตัวชายหนุ่มเริ่มกลับเป็นสีสันปรกติ สิ่งเดียวที่แปลกประหลาดคือหมอกสีเทาซึ่งกำลังฟุ้งกระจายบดบังการมองเห็น

 

รอบตัวไคลน์ปรากฏรูปร่างมายาของสิ่งมีชีวิตที่อธิบายไม่ได้เต็มไปหมด ไม่เหมือนกับสัตว์ตนใดที่มันเคยรู้จักมาก่อน เมื่อเพ่งพิจารณาอย่างถ้วนถี่ ร่างกายพวกมันค่อนข้างแวววาวและส่องแสงหลากสี สัญชาตญาณของไคลน์กำลังบ่งบอกว่า พวกมันคือร่างจิตของสิ่งมีชีวิตที่ทรงปัญญา

 

ภาวะทั้งหมดที่เกิดขึ้นคล้ายคลึงกับพิธีกรรมเปลี่ยนดวงชะตามาก… เมื่อก้มมองลงไป มันได้พบ ‘ตนเอง’ ยังคงยืนอยู่ในจุดเดิม แต่ด้วยร่างกายที่สั่นเทา

 

ทันใดนั้น เมื่อจิตตระหนักได้ว่าสิ่งที่กำลังมองเห็นไม่ได้เกิดจากร่างจริง สติพลันถูกดึงกลับร่างหลักอีกครั้ง

 

ซู่ว!

 

หมอกสีเทาจางหายไป การมองเห็นรอบตัวกลับเป็นปรกติ ไม่หลงเหลือภาพของสิ่งมีชีวิตเลือนลางที่ระบุสายพันธุ์ไม่ได้เมื่อครู่

 

ห้องแปรธาตุยังคงเป็นห้องแปรธาตุ

 

แต่สมองของไคลน์กำลังหมุนเคว้งราวกับถูกมือมนุษย์กวนขยำ สายตาที่เคยคิดว่ากลับเป็นปรกติแล้ว ได้เกิดภาพทับซ้อนจนเริ่มพร่ามัว โสตประสาทกึกก้องด้วยเสียงกระซิบที่แจ่มชัด

 

“โฮนาซิส… เฟรเกีย…

 

“โฮนาซิส… เฟรเกีย”

ขณะไคลน์กำลังเจ็บปวดดุจดังถูกกรีดแทงบริเวณหน้าผาก มันพยายามควานหาต้นตอเพื่อระบายความรู้สึกอึดอัดออกไป

 

ชายหนุ่มขมวดคิ้วชนกันพลางออกแรงสะบัดศีรษะ

 

“การมองเห็นผิดเพี้ยนใช่ไหม? กำลังได้ยินในเสียงที่ไม่เคยได้ยินใช่ไหม?”

 

ลุงนีลล์กล่าวพร้อมกับเดินมายืนด้านข้างด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย

 

“ใช่ครับมิสเตอร์นีลล์ ผมควรทำอย่างไร?”

 

ขณะฝืนเค้นเสียงถาม ไคลน์พยายามข่มความบ้าคลั่งที่เกิดขึ้น

 

ลุงนีลล์หัวเราะ

“นี่คือผลจากการรั่วซึมของพลังโอสถ เจ้ายังไม่เข้มแข็งพอจะควบคุมมันได้ทั้งหมด… เอาล่ะ ทำตามที่ฉันบอก จินตนาการภาพวัตถุสักชนิดขึ้นในสมอง ไม่ต้องซับซ้อนเกินไปนัก”

 

ไคลน์รีบนึกภาพหมวกผ้าไหมสีดำทรงกึ่งสูงที่ตนเพิ่งซื้อ ชายหนุ่มพยายามจินตนาการถึงรูปทรงและสัมผัสของมัน

 

“เพ่งสมาธิทั้งหมดไว้ที่วัตถุดังกล่าว ทำซ้ำจนกว่าภาพของวัตถุจะชัดเจนที่สุด เสมือนจริงที่สุด… เป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นรึยัง?”

 

เสียงของลุงนีลล์ส่งผ่านมาถึงแก่นจิตใจชายหนุ่มประหนึ่งบทเพลงสุนทรี

 

ไคลน์พยายามเพ่งจิตให้รูปทรงของหมวกผ้าไหมชัดเจนที่สุด หลังจากผ่านไปไม่กี่อึดใจ เสียงกระซิบโฮนาซิสเริ่มบางเบาจนไม่ได้ยิน ภาพการมองเห็นที่เคยซ้อนทับจนเบลอ เริ่มประกบกันอย่างสมบูรณ์คมชัด

 

“ดีขึ้นมากแล้วครับ”

 

ไคลน์ถอนหายใจยาวเมื่อความอลหม่านภายในห้วงความคิดเริ่มสงบนิ่ง มันทดสอบก้มมองลงไปด้านล่าง ภาพทุกอย่างกลับคืนสู่ความปรกติ

ชายหนุ่มขยับแขนขาด้วยความคาดหวังเจือปนสงสัย ก่อนจะเอ่ยปากถาม

 

“ผมทำสำเร็จรึเปล่า? กลายเป็นนักทำนายแล้วหรือยัง?”

ลุงนีลล์หยิบแผ่นปรอทที่มีลักษณะคล้ายกระจกเงามาจ่อหน้าไคลน์

 

“ลองมองเข้าไปในดวงตาสิ”

 

ภาพแรกที่เห็นคือไคลน์·โมเร็ตติคนเดิมกำลังสวมหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง รูปลักษณ์ยังเหมือนเดิมทุกประการ สิ่งเดียวที่แตกต่างจากปรกติ คือเหงื่อไคลที่ชุ่มชะโลมใบหน้าราวกับเพิ่งอาบน้ำเสร็จ

 

ชายหนุ่มเริ่มทำตามคำแนะนำลุงนีลล์ สมาธิทั้งหมดถูกเพ่งไปยังนัยน์ตาสีน้ำตาล จากนั้นก็พบว่าดวงตาของตนลุ่มลึกกว่าเดิมค่อนข้างมาก ประหนึ่งท้องฟ้ายามค่ำคืนที่สามารถดูดกลืนวิญญาณมนุษย์เข้าไปด้านใน

 

เดิมที นัยน์ตาสีดำตาลของมันมักคมเข้มคลายสีดำมากอยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จึงแทบไม่เห็นถึงความแตกต่าง หากไม่เพ่งพิศอย่างถี่ถ้วน

 

“นี่คือผลกระทบทางกายภาพของพลังจากโอสถ แต่หลังจากเจ้าเรียนวิธีการเข้าฌานและทำความเคยชินกับพลัง สีของนัยน์ตาจะค่อยๆ กลับมาเป็นปรกติในภายหลัง”

 

ลุงนีลล์ฉีกยิ้มกว้างพร้อมกับยื่นแขนขวาออกมาหา

 

“ยินดีด้วย เจ้ากลายเป็นผู้วิเศษเต็มตัวแล้ว… นักทำนายของพวกเรา”

 

“ขอบคุณมากครับ”

 

ไคลน์ยื่นแขนขวาออกไปจับตอบ

 

“มิสเตอร์นีลล์ แล้วผมจะเรียนการเข้าฌานได้ตอนไหน?”

 

“ตอนนี้เลย… หลักพื้นฐานของการเข้าฌานนั้นง่ายมาก และยิ่งง่ายขึ้นหลังจากกลายเป็นผู้วิเศษ”

 

ลุงนีลล์ยิ้ม

 

“เหมือนกับเมื่อครู่ จินตนาการภาพของวัตถุที่ง่ายและคุ้นเคย พยายามสร้างภาพชัดของวัตถุดังกล่าวในสมอง นั้นคือพื้นฐานของการเข้าฌาน ลองทำดูอีกครั้ง”

 

ไคลน์หลับตาลงอย่างว่าง่าย มันจินตนาการภาพหมวกทรงสูงใบเดิมซ้ำ

 

สมาธิของชายหนุ่มถูกรวบรวมเร็วกว่าครั้งก่อนหน้า เพียงไม่นาน ความคิดฟุ้งซ่านพลันถูกขจัด เหลือไว้เพียงตัวตนอันเด่นชัดของหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูงสีดำ

 

“ถัดมา ลองปล่อยความคิดให้วางเปล่า เปลี่ยนวัตถุที่จินตนาการให้เป็นบางสิ่งที่ไม่เคยมีตัวตนบนโลกนี้มาก่อน… ต้องเสกขึ้นจากความว่างเปล่า พยายามออกแบบขึ้นใหม่ด้วยตัวเอง”

 

“เจ้าต้องทำตามกฏอย่างเคร่งครัด… หลังจากเข้าสู่ฌานที่แท้จริง เมื่อเริ่มตระหนักว่า ‘ตนเอง’ ไร้ตัวตน เมื่อเจ้าก้าวข้ามการระลึกถึง ‘ตนเอง’ ได้ เจ้าก็จะมองเห็นโลกและจักรวาลที่กว้างขึ้น มีสติมากพอจะเข้าใจและพบแก่นแท้ของทุกสรรพสิ่ง เจ้าจะได้รับปัญญาซึ่งมีเพียงตนเท่านั้นที่ตกผลึก…

 

“ในขอบเขตของศาสตร์เร้นลับ สิ่งนี้เรียกว่าประสบการณ์เร้นลับ”

 

ลุงนีลล์กล่าวด้วยเสียงสุขุม

 

“ส่วนรายละเอียดมากกว่านี้ ไว้ฉันจะอธิบายให้ฟังวันหลัง ปัจจุบัน สิ่งเดียวที่เจ้าต้องทราบคือหนทางเข้าฌานที่ถูกต้อง”

 

ให้จินตนาการสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่บนโลกใบนี้ สร้างวัตถุขึ้นเองจากความว่างเปล่า…

 

ถ้าอย่างนั้น ใช้วัตถุจากโลกเก่าได้ไหม?

 

ไคลน์ลองจินตนาการภาพขีปนาวุธข้ามทวีปสีเขียวเข้มของกองทัพ ซึ่งเคยเห็นจากทีวีไม่บ่อยครั้งนัก ชายหนุ่มแทนที่หมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูงด้วยจรวดขีปนาวุธขนาดใหญ่และหนา

 

แต่ไม่ว่าจะพยายามจินตนการให้ชัดเจนเพียงใด มันก็มิอาจหลุดพ้นจากการระลึกถึงตัวเองได้

 

สงสัยจะไม่สำเร็จ…

 

คงต้องปล่อยให้จินตนาการลอยเตลิดไปตามธรรมชาติ ไคลน์เปลี่ยนไปนึกภาพบอลแสงสีขาวสว่างจำนวนมาก จากนั้นก็บรรจงนำมาซ้อนทับกันเป็นรูปทรงแปลกใหม่

หลังจากสร้างวัตถุแสงสีขาวรูปทรงประหลาดในหัวสมอง จิตของไคลน์เริ่มเข้มข้นและล่องลอย

ร่างกายและสมาธิเริ่มสงบนิ่ง ทั้นใดนั้น ภาพการมองเห็นปัจจุบันเริ่มเกิดหมอกสีเทารายล้อมอีกครา ตามด้วยสีสันอันหลากหลายและเข้มข้น ลอยเหนือวัตถุแสงที่ไคลน์จินตนาการเล็กน้อย

 

จิตของชายหนุ่มลอยสูงขึ้นและเพ่งพิจารณาถึงกลุ่มก้อนบอลแสงหลายชั้นจนหลงลืมตัวเองไปชั่วขณะ ไคลน์สัมผัสถึงพวกมันอย่างเด่นชัด และโอบล้อมพวกมันไว้อย่างแน่บแน่น

 

“ยอดเยี่ยมมาก สมกับเป็นนักทำนาย เจ้าเข้าฌานได้อย่างราบรื่นไร้จุดติดขัด แต่ก็ยังด้อยกว่าฉันตอนหนุ่มเล็กน้อย… แค่เล็กน้อยเท่านั้น ฮะฮะ!”

 

ลุงนีลล์ยิ้มอย่างมีความสุข

 

“ถัดมา ฉันจะสอนเกี่ยวกับพลังพื้นฐานที่ใช้งานง่ายและสำคัญที่สุดของผู้วิเศษ แถมยังเป็นพลังที่จำเป็นสำหรับศึกษาศาสตร์เร้นลับในอนาคต… เนตรวิญญาณ!”

 

ลุงนีลล์ดับโคมไฟทั้งหมดในห้องพร้อมกับเปิดประตูแง้มเล็กน้อยให้แสงลอดผ่าน บรรยากาศภายในห้องแปรธาตุพลันมืดสลัว แต่ก็พอจะมองเห็นเค้าลางของวัตถุภายใน

 

“เอาละ คงสภาพเข้าฌานไว้ก่อน ยกฝ่ามือทั้งสองขึ้น นำหลังมือวางไว้หน้าดวงตาแต่ละข้าง นิ้วชี้ต้องอยู่ใกล้กัน แต่ห้ามสัมผัสกันโดยเด็ดขาด

 

“ค่อยๆ ลืมตาขึ้นทีละนิด จนกว่าจะคุ้นชินกับความมืดของห้อง”

 

ไคลน์ทำตามขั้นตอนของลุงนีลล์อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เมื่อสายตาเริ่มปรับแสง มันมองเห็นเค้าลางของนิ้วทั้งสิบและฝ่ามือเบื้องหน้า รวบถึงอุปกรณ์ต่างๆ ภายในห้องแปรธาตุ

 

“อันที่จริง เจ้าต้องนอนราบลงกับพื้นเพื่อให้ร่างกายผ่อนคลาย แต่เมื่อดูจากการเข้าฌานที่ลื่นไหล ฉันคิดว่าคงไม่จำเป็น”

 

นีลล์หัวเราะคิกคัก

 

“เอาล่ะ ดวงตาซ้ายเพ่งมองหลังมือซ้าย ดวงตาขวาเพ่งมองหลังมือขวา จากนั้นก็ขยับนิ้วชี้ทั้งสองขึ้นลงเล็กน้อย อย่าให้สัมผัสโดนกันเด็ดขาด และห้ามขยับออกจากกรอบการมองเห็นของสายตา”

 

ไคลน์ฟังจับใจความก่อนจะแบ่งสมาธิดวงตาเพื่อมองหลังมือแต่ละข้าง ถัดมาเป็นการขยับนิ้วชี้ให้ยังอยู่ในขอบเขตสายตาโดยไม่สัมผัสกัน

 

หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง…

 

ทันใดนั้น แสงสีแดงพลันส่องสว่างจากนิ้วมือทั้งสิบ

 

“เอ๋…”

 

ชายหนุ่มส่งเสียงประหลาดใจ

 

“เห็นสีแล้วใช่ไหม? ต้องอย่างนั้น! นี่คือขั้นแรกของเนตรวิญญาณ สีที่เจ้าเห็นเรียกว่าแสงออร่า”

 

ลุงนีลล์อธิบาย

 

“ไม่ต้องรีบร้อน ลองทำซ้ำอีกสักสองสามหน เมื่อเคยชินแล้ว ทดสอบกวาดสายตามองไปยังจุดอื่นรอบห้อง แล้วฉันจะอธิบายความหมายของออร่าแต่ละสีให้เอง”

 

“ครับ”

 

ไคลน์ทดสอบขยับนิ้วขึ้นลงเพื่อให้เคยชินกับแสงออร่าสีแดงจากนิ้วมือ

 

ลุงนีลล์สังเกตุท่าทีไคลน์สักพักก่อนจะอธิบายต่อ

 

“ศาสตร์เร้นลับจะแบ่งโครงสร้างของมนุษย์ออกเป็นสี่ระดับ… ชั้นในสุดซึ่งเป็นแกนกลางสำคัญคือ ‘กายจิต’  มีใครบางคนกล่าวไว้ว่า สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่มีวิญญาณล้วนมีกายจิตทั้งหมด”

 

“ฉันไม่มันใจว่าผู้วิเศษเส้นทางอื่นจะเหมือนกันไหม แต่สำหรับผู้ส่องความลับทุกคน จุดมุ่งหมายสูงสุดของการเข้าฌาณ รวมถึงวิธีการเพิ่มพลังวิญญาณ ล้วนเกี่ยวข้องกับกายจิตทั้งสิ้น

 

“ระดับถัดจากกายจิตคือ ‘วิญญาณดารา’  มีไว้สำหรับให้กายจิตติดต่อกับโลกวิญญาณผ่านห้วงมิติดวงดาว ไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า วิญญาณดาราคือรูปแบบหนึ่งของกายจิต แต่สีของมันจะเปลี่ยนไปตามอารมณ์และความปรารถนาของมนุษย์ในช่วงนั้น

 

“ฉากที่เจ้าเห็นหลังจากดื่มโอสถ คือฉากที่จิตมองผ่านดวงตาวิญญาณดาราขณะท่องโลกวิญญาณ… โลกวิญญาณคือสถานที่ซึ่งใช้กฎเกณฑ์ของโลกมนุษย์ตัดสินไม่ได้

 

“โลกวิญญาณจะเกี่ยวพันกับภาวะก้าวข้าม ‘ตนเอง’  ภาวะ ‘ตนเอง’ ไร้ขีดจำกัด และภาวะจักรวาลแห่ง ‘ตนเอง’

 

“ในโลกวิญญาณ อดีต ปัจจุบัน และอนาคตจะซ้อนทับกันหลายชั้น สถานที่แห่งนี้คือส่วนสำคัญของศาสตร์การทำนายทั้งหมด

 

“ในโลกวิญญาณ ภาพที่เจ้าเห็นจะเป็นเพียง ‘สัญลักษณ์’  เป็นสิ่งที่ต้องนำมาตีความซ้ำเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง

 

“ศาสตร์ทำนายและเวทมนตร์บางชนิดต้องใช้งานผ่านวิญญาณดาราเพื่อเชื่อมต่อกับโลกวิญญาณ”

 

“อย่าได้เข้าใจผิดระหว่างวิญญาณดารากับกายจิตเด็ดขาด เป็นคนละอย่างกัน”

 

อันหนึ่งเป็น ‘แก่น’ ส่วนอีกอันเป็น ‘ร่างเทียม’ สำหรับใช้พลังสินะ…

 

สายตาไคลน์ยังคงจ้องมองฝ่ามือตัวเอง แต่หัวสมองกำลังสรุปผลในสิ่งที่ลุงนีลล์อธิบาย

 

“ถัดมาเป็น ‘กายปัญญา’  นับตั้งแต่ระดับนี้ขึ้นไป จะเริ่มนับรวมถึงร่างเนื้อที่จับต้องได้… กายปัญญาจะรวมถึงสมอง ไหวพริบด้านการตีความ ไหวพริบด้านการจำแนก ไหวพริบด้านการวิเคราะห์ และไหวพริบด้านการพิจารณา… โอสถบางชนิดจะช่วยเพิ่มพูนพลังเหล่านี้เป็นพิเศษ กายปัญญาจำเป็นสำหรับร่ายเวทมนตร์บางชนิด”

 

ลุงนีลล์อธิบายอย่างละเอียดทุกซอกมุม

 

“ส่วนระดับนอกสุดคือ ‘กายอากาศ’  ในชั้นนี้จะนับรวมถึงอวัยวะภายในและร่างเนื้อ

 

“สีของออร่าที่เจ้าเห็นเกิดจากปรากฏการณ์ภายนอกของกายอากาศ หรืออีกความหมายหนึ่งก็คือ เนตรวิญญาณจะทำให้เจ้ามองเห็นกายอากาศของมนุษย์ทั่วไป รวมถึงภูติผีและวิญญาณชั่วร้ายด้วย

 

“กายอากาศของมนุษย์จะแสดงออร่าออกมาเป็นสีต่างๆ  เจ้าสามารถอ่านภาวะอารมณ์และสุขภาพของบุคคลเหล่านั้นได้จากสี ความเข้ม และความสว่างของออร่า

 

“เมื่อเนตรวิญญาณพัฒนาขึ้น เจ้าจะเข้าถึงศาสตร์เร้นลับได้อย่างลึกซึ้ง รวมถึงอ่านรายละเอียดออร่าของมนุษย์คนอื่นได้อย่างชัดเจน อาจเห็นไปถึงอายุขัย

 

“และอย่างที่เคยบอกไป ภาวะอารมณ์จะขึ้นอยู่กับวิญญาณดาราของมนุษย์คนดังกล่าว จึงหมายความว่า หากพัฒนาเนตรวิญญาณไปถึงระดับสูง เจ้าจะมองเห็นวิญญาณดาราของผู้อื่นอย่างในชัดเจน และนั่นยิ่งทำให้เข้าถึงแก่นแท้ของศาสตร์เร้นลับมากขึ้น… นี่คือพลังอันยิ่งใหญ่ที่ผู้ส่องความลับและนักทำนายสามารถครอบครอง

 

“มีใครบางคนเคยกล่าวไว้ว่า เนตรวิญญาณสามารถมองเห็นทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรืออนาคต แต่ฉันยังไม่ปักใจเชื่อเรื่องนั้น”

 

ทรงพลังกว่าที่คิดอีกแฮะ…

 

ไคลน์อึ้งจะพูดไม่ออก

ลุงนีลล์กระแอมก่อนจะเล่าต่อ

 

“มาเข้าเรื่องรายละเอียดของสีออร่ากันดีกว่า อวัยวะที่ต้องเคลื่อนไหวจำพวกแขนขาและนิ้วจะมีออร่าสีแดง สมองและศีรษะจะมีสีม่วง จุดขับของเสียจะมีสีส้ม ระบบย่อยอาการจะมีสีเหลือง หัวใจและระบบร่างกายทั่วไปจะมีสีเขียว ลำคอและระบบประสาทจะมีสีฟ้า ร่างกายของมนุษย์ที่มีสุขภาพสมบูรณ์จะแสดงออร่าซ้อนทับกันจนเป็นสีขาวบริสุทธิ์… นั่นคือสัญญาณของสุขภาพดี

 

“เมื่อออร่าในส่วนใดมีสีเข้มขึ้นหมองลง หมายความว่าจุดดังกล่าวเริ่มทำงานผิดปรกติ เป็นได้ทั้งอาการป่วยหรืออ่อนล้า

 

“ยังไม่หมด… วิญญาณดาราก็มีสีของออร่าเช่นกัน ไว้สำหรับบ่งบอกถึงอารมณ์ สีแดงหมายถึงตื่นเต้นและหลงไหล สีส้มหมายอุ่นใจและพึงพอใจ สีเหลืองหมายถึงสุขและเอาใจใส่ สีเขียวหมายถึงสุขุมและสันติ สีฟ้าหมายถึงสงบนิ่งและร่มเย็น สีขาวหมายถึงร่าเริงและกระตือรือร้น สีดำหมายถึงกังวล เศร้า และเงียบขรึม สีม่วงหมายถึงเย็นชาและเหินห่าง…”

 

ไคลน์บันทึกทั้งหมดลงสมองพร้อมกับทำความเคยชินเนตรวิญญาณ

 

“เอาล่ะ ลองมองไปที่วัตถุอื่นบ้าง”

 

ลุงนีลล์ไม่กล่าวสิ่งใดอีก

 

ไคลน์หันหน้าไปทางลุงนีลล์ และสิ่งที่พบก็ไม่ผิดจากที่คาดมากนัก ออร่าหลากสีกำลังปรากฏตามร่างกาย แต่ละจุดมีความเข้มจางแตกต่างกัน

 

ส่วนที่เข้มและสว่างที่สุดหนีไม่พ้นบริเวณศีรษะซึ่งมีสีม่วง บริเวณแขนขามีออร่าสีแดงหม่น ออร่าตามร่างกายส่วนที่เหลือจะมีสีออกไปทางสีซีดจาง คงเป็นเพราะร่างกายที่ชรา

 

กาลเวลาช่างโหดร้ายนัก… ไคลน์รำพัน

 

ในวินาทีนี้ มันกำลังสัมผัสประสบการณ์พลังผู้วิเศษเป็นครั้งแรก พลังที่ไม่มีในมนุษย์ทั่วไป!

 

“ผู้วิเศษ…”

 

ขณะจ้องมองลุงนีลล์ตั้งแต่หัวจรดเท้า ชายหนุ่มเหลือบเห็นดวงตาที่เย็นชาและดุร้ายคู่หนึ่ง กำลังลอยด้านหลังลุงนีลล์ท่ามกลางความมืดมิดอันว่างเปล่า ดวงตามายามีขนาดใหญ่ ลักษณะโปร่งแสงและปราศจากคิ้ว

 

ดวงตามายาจ้องมองนีลล์อย่างไม่ละสายตาไปไหน…

นี่มัน… ชายหนุ่มพลันอ้าปากค้าง มันส่งเสียงบอกกับลุงนีลล์

 

“มีดวงตาคู่หนึ่งอยู่หลังคุณ!”

 

นีลล์ชะงักเล็กน้อยก่อนจะฝืนยิ้มจืดชืด

 

“ไม่ต้องไปสนใจ”

 

▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬

ตอนฟรีลงทุกวันอังคาร - เสาร์

ติดตามผู้แปลได้ที่ : www.facebook.com/bjknovel/

 

จบบทที่ ราชันย์เร้นลับ 32 : เนตรวิญญาณ

คัดลอกลิงก์แล้ว