เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ราชันย์เร้นลับ 26 : ฝึกซ้อม

ราชันย์เร้นลับ 26 : ฝึกซ้อม

ราชันย์เร้นลับ 26 : ฝึกซ้อม


ราชันย์เร้นลับ 26 : ฝึกซ้อม

 

กึก กึก กึก

 

เสียงฝีเท้าดังก้องทางเดินที่มืดมิดและคับแคบ

 

บรรยากาศค่อนข้างเงียบงัน

ไคลน์เดินหลังตรงโดยพยายามไล่ตามความเร็วนักบวชให้ทัน มันไม่กล้าเอ่ยปากถามหรือชวนคุย ทำตัวสงบนิ่งดุจดังผิวน้ำที่ปราศจากสายลมพัดผ่าน

 

หลังจากเดินผ่านทางเดินยาวที่มีระดับป้องกันภัยแน่นหนา นักบวชชุดคลุมดำนำกุญแจออกมาไขประตู จากนั้นก็ชี้นิ้วไปยังบันไดลงชั้นล่างที่ทำจากหิน

 

“เดินตรงไป เมื่อถึงสี่แยก เลี้ยวซ้ายจะเป็นประตูยานิส”

 

“ขอให้เทพธิดาคุ้มครอง”

ไคลน์ใช้มือขวาทำสัญลักษณ์พระจันทร์แดงที่หน้าอก เฉกเช่นสังคมสามัญชนที่มีมารยาทพื้นฐานรูปแบบหนึ่ง ศาสนาเองก็มีมารยาททักทายพื้นฐานอีกรูปแบบหนึ่ง

 

“เทพธิดาจงเจริญ”

 

นักบวชชุดคลุมดำทำสัญลักษณ์เดียวกัน

 

ไคลน์ไม่กล่าวสิ่งใดขณะเดินลงบันไดหินที่สองข้างฝั่งมีโคมไฟติดตั้งเป็นระยะ

 

เมื่อถึงกลางทาง มันตัดสินใจหันกลับไปมองด้านหลัง แล้วก็ได้พบนักบวชคนเดิมยังคงยืนจ้องลงมาจากบันไดขั้นแรก ท่าทางแข็งทื่อไม่ขยับเขยื้อนดุจดังหุ่นขี้ผึ้ง

 

ไคลน์รีบหันกลับและก้าวเท้าต่อไปจนกระทั่งถึงขั้นบันไดชั้นล่างสุด ทางเดินหินปูทอดยาวลักษณะเดียวกับทางลงจากบริษัทรักษาความปลอดภัยหนามทมิฬ

 

เดินเพียงไม่นานก็มาถึงสี่แยก

 

มันไม่เลี้ยวซ้ายเพื่อตรงไปประตูยานิส สาเหตุเพราะดันน์·สมิทเพิ่งจะเป็นเวรเฝ้าประตูไปเมื่อวาน ไม่น่าจะเป็นซ้ำในวันนี้ได้

ไคลน์เลี้ยวขวาและเดินตรงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพบกับบันไดหินขาขึ้นของบริษัทหนามทมิฬที่โรแซนเคยนำทาง มันสืบเท้าขึ้นชั้นบนโดยไม่รีรอ

 

เมื่อเดินถึงสุดบันใดและเปิดประตูห้อง ชายหนุ่มพบกับประตูหกบานแบ่งออกเป็นซ้ายขวาฝั่งละสาม บางบานปิดสนิท บางบานเปิดแง้ม ไคลน์ไม่สนใจจะเคาะหรือเดินเข้าไป มันรีบตรงไปยังห้องรับรอง

 

ภายในห้องมีหญิงสาวผมน้ำตาลกำลังนอนอ่านวารสารพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

 

“สวัสดีโรแซน”

 

ไคลน์แอบย่องเข้าใกล้หล่อนพร้อมกับกล่าวทักทายและใช้นิ้วเคาะโต๊ะหนึ่งครั้ง

 

ก็อก!

 

โรแซนดีดตัวขึ้นนั่งด้วยท่าทางลนลานสุดขีด หญิงสาวกล่าวทักทายกลับด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก

 

“ส…สวัสดีไคลน์! ท…ทำไมคุณถึงอยู่ที่นี่?”

 

โรแซนใช้มือทาบอกพร้อมกับแสดงสีหน้าโล่งใจประหนึ่งเด็กสาวที่กลัวพ่อจับได้ว่าแอบโดดเรียน

 

“ผมต้องการพบหัวหน้า”

 

ไคลน์ตอบสั้นห้วน

 

“…ใจหายหมด นึกว่าหัวหน้าแอบมาตรวจ”

 

โรแซนจ้องไคลน์เขม็ง

 

“คุณควรรู้จักเคาะประตูบ้างนะ! โชคดีที่ฉันเป็นหญิงสาวความอดทนสูงและไม่ชอบใช้ความรุนแรง ไม่สิ ขอเรียกตัวเองว่าสุภาพสตรีก็แล้วกัน… แล้วคุณอยากพบหัวหน้าไปทำไมหรือ? ตอนนี้เขาคงอยู่ที่ห้องมาดามโอเรียนน่ากระมัง”

ถึงจะถูกตำหนิ แต่ไคลน์กลับอมยิ้ม มันขบขันท่าทีตอบสนองน่ารักน่าชังจากโรแซน

 

ชายหนุ่มครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบ

 

“ความลับน่ะ”

 

“…”

 

นัยน์ตาของเธอพลันสั่นระริก แอบแฝงความไม่พอใจเล็กน้อย ไคลน์ทำเพียงโบกมืออำลาให้และเดินจากไป

 

เมื่อพ้นฉากกั้น ไคลน์หยุดลงหน้าประตูบานขวามือพร้อมกับใช้นิ้วเคาะ

 

“เข้ามา”

 

เป็นเสียงอันลุ่มลึกของดันน์·สมิท

 

ไคลน์ผลักประตูห้องเดินเข้าไปและปิดตามหลัง มันถอดหมวกออกเพื่อทักทายดันน์·สมิท

 

“สวัสดีครับหัวหน้า”

 

“สวัสดี มีอะไรให้ผมช่วยอย่างนั้นหรือ?”

 

เสื้อกันลมและหมวกสีดำตัวเก่งถูกแขวนไว้บนราวใกล้กับโต๊ะทำงาน ดันน์กำลังสวมเชิ้ตขาวและกั๊กดำ ถึงศีรษะค่อนข้างเถิกล้าน แต่นัยน์ตาสีเทาหม่นคู่นั้นยังคงสุขุมเช่นเคย

 

สีหน้าของดันน์ดูดีกว่าเมื่อวานเล็กน้อย

 

“มีใครบางคนสะกดรอยตามผม”

 

ไคลน์เล่าความจริงโดยไม่ปิดบังหรือแต่งเติม

 

ดันน์เอนหลังพิงเบาะพร้อมกับประสานมือทั้งสองข้างเข้าหากัน นัยน์ตาจ้องมองเข้าไปในดวงตาไคลน์อย่างเพ่งพิศ

 

มันมิได้ไต่ถามรายละเอียดของผู้สะกดรอย แต่เลือกเบี่ยงไปถามประเด็นอื่น

 

“คุณมาทางวิหารพระแม่ใช่ไหม?”

 

“ครับ”

 

ไคลน์ตอบสัตย์จริง

ดันน์ผงักศีรษะหงึก มันไม่ได้ระบุว่าการกระทำของไคลน์เป็นเรื่องดีหรือแย่ บทสนทนาเปลี่ยนกลับมาเป็นหัวข้อหลัก

 

“อาจเป็นเพราะบิดาของเวิร์ชยังไม่ปักใจเชื่อในสาเหตุการตายของบุตรชาย จึงทำการจ้างนักสืบเอกชนจากเมืองวายุมาแกะรอย”

 

เมืองคอนสแตนแห่งรัฐเลียบทะเลมีอีกชื่อหนึ่งว่าเมืองวายุ เป็นดินแดนที่อุตสาหกรรมถ่านหินและเหล็กพัฒนาไปไกล ถูกจััดให้เป็นหนึ่งในสามเมืองใหญ่ของอาณาจักรโลเอ็น

ไม่ปล่อยให้ไคลน์แสดงความเห็น ดันน์อธิบายต่อ

 

“หรืออาจเป็นกลุ่มที่เกี่ยวพันกับสมุดบันทึกนั่นก็ได้… เมื่อไม่นานมานี้ เราเริ่มทำการสืบสวนต่อยอดว่าเวิร์ชได้รับสมุดเล่มดังกล่าวมาจากใคร เรื่องนี้อาจเชื่อมโยงกับองค์กรลับบางกลุ่ม และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง พวกมันคงกำลังตามหาสมุดบันทึกตระกูลอันทีโกสนัสอยู่เช่นกัน”

 

“แล้วผมควรทำอย่างไรดี?”

 

ไคลน์ถามเสียงกังวลพลางขมวดคิ้ว มันได้แต่ภาวนาให้เรื่องราวเป็นแบบแรก

ดันน์ไม่ตอบในทันที มันยกถ้วยกาแฟซดอึกใหญ่ เมื่อวางลง นัยน์ตาสีเทาเงยขึ้นมาจ้องมองไคลน์อย่างไม่สั่นคลอน

 

“กลับไปทางเดิมที่คุณมา จากนั้นก็ทำตัวตามปรกติ… จะทำอะไรก็ได้”

 

“ทำอะไรก็ได้?”

 

ไคลน์ถามย้ำ

 

“ใช่แล้ว… ทำอะไรก็ได้”

ดันน์ผงกศีรษะหนักแน่น

 

“แต่ต้องไม่ผิดกฏหมายหรือทำให้อีกฝ่ายตื่นตัว”

 

“ได้ครับ”

 

ไคลน์สูดลมหายใจเต็มปอดก่อนจะอำลาดันน์และเดินออกจากห้อง เพียงไม่นาน วิวทิวทัศน์สองข้างทางกลายเป็นใต้ดินที่มืดมิดที่มีแสงไฟสลัวจากโคมตะเกียงอีกครั้ง

 

พอมาถึงสี่แยก ไคลน์เลี้ยวซ้ายเพื่อกลับเข้าวิหารพระแม่เซเลน่า ทางเดินยาวที่ค่อนข้างมืดและเงียบงัน เป็นบรรยากาศที่สามารถสั่นคลอนจิตใจมนุษย์ได้ไม่น้อย

 

เสียงฝีเท้าชายหนุ่มดังก้องทางเดินคับแคบ

 

เมื่อมาถึงบันไดหินขาขึ้น ไคลน์ก้าวไปทีละขั้นจนถึงด้านบน มันได้พบกับเงาลางของบุคคลหนึ่งกำลังยืนนิ่งท่ามกลางแสงไฟสลัว

 

นักบวชวัยกลางคนชุดคลุมดำ

 

ไม่มีใครกล่าวสิ่งใดต่อกัน นักบวชทำเพียงหันหลังกลับและเปิดประตูทางลับให้

ไคลน์ปรากฏตัวที่ห้องสวดภาวนาอีกครั้ง วงกลมขนาดกำปั้นเหนือแท่นบูชาทรงโค้งยังคงปล่อยให้แสงลอดผ่านท่ามกลางห้องมืดสลัว ชายหญิงหลายคนยังคงยืนต่อคิวเข้าห้องสารภาพบาปอย่างเป็นระเยียบ แต่ปริมาณลดลงจากตอนแรกมาก

 

หลังจากยืนไตร่ตรองครู่หนึ่ง ไคลน์ตัดสินใจเดินออกจากห้องสวดพร้อมกับไม้ค้ำและหนังสือพิมพ์ในมือ

 

เข้ามาแบบไหนก็ออกไปแบบนั้น แสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

ในวินาทีที่ใบหน้าปะทะแสงแดดด้านนอก ความรู้สึกถูกจับตามองพลันหวนกลับคืน

 

ราวกับเหยื่อที่รับรู้ว่าพญาเหยี่ยวบนท้องฟ้ากำลังจ้องเขม็ง

 

ทันใดนั้น มันผุดคำถามใหม่ในใจ

 

เหตุใด ‘ผู้จับตามอง’ ถึงไม่ตามเข้าไปภายในวิหาร? ตนอาจใช้ทางลับไปหาเหยี่ยวราตรีจนคลาดสายตาได้ก็จริง แต่ถ้าเป็นห้องสวดภาวนาก็พอจะเข้าได้ไม่ใช่หรือ?

 

บางทีผู้จับตามองอาจเป็นอาชญากรที่เคยกระทำผิดร้ายแรงจนได้รับหมายจับ… หรืออาจเป็นผู้วิเศษที่บิชอปและนักบวชด้านในจดจำใบหน้าได้

 

และหากเป็นเช่นนั้น ตัวตนผู้จับตามองจะหากไกลจาก ‘นักสืบเอกชน’ มาก…

 

ไคลน์ถอนหายใจยาวสุดปอดก่อนจะเดินไปบนถนนด้วยสีหน้าเรียบเฉย ปราศจากอาการตื่นตระหนกเหมือนก่อนหน้า

 

เพียงไม่นานก็มาถึงถนนซุตแลน

 

ไคลน์เดินเข้าไปในอาคารทรงโบราณหลังหนึ่งที่กำแพงมีรอยด่างดำ บ้านเลขที่ 3 ชื่อเต็มของที่นี่คือ ‘สโมสรยิงปืนซุตแลน’

 

เป็นส่วนหนึ่งของกรมตำรวจ ใต้ดินเปิดเป็นลานซ้อมยิงปืนเพื่อหารายได้และฝึกฝนบุคลากรไปในตัว

 

ความรู้สึกถูกจับตามองหายไปอีกครั้งหลังจากเดินเข้าไปด้านในอาคาร ไคลน์ไม่รีรอ มันแสดงตราหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่เจ็ดทันที

 

หลังจากยืนยันตัวตน เจ้าหน้าที่นำทางลงมายังห้องใต้ติดที่ค่อนข้างคับแคบ

 

ห้องยิงปืน

 

“เป้าสิบเมตรครับ”

 

ไคลน์แจ้งเจ้าหน้าที่ขณะชักปืนลูกโม่ออกจากซองรักแร้ซ้าย ถัดมาเป็นการนำกล่องกระสุนทองเหลืองออกจากกระเป๋ามาวางเตรียม

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ได้กระตุ้นให้มันเลิกผัดวันประกันพรุ่ง ในเมื่อภัยคุกคามอยู่ใกล้เพียงปลายจมูก คงนิ่งนอนใจไม่ได้อีกแล้ว

 

แถมการซ้อมยิงปืนยังช่วยปลดปล่อยความเครียดและพัฒนาฝีมือตัวเองไปพร้อมกัน

 

กริ๊ก!

 

หลังจากเจ้าหน้าที่กลับไป ไคลน์ตบโม่มาทางซ้ายพร้อมกับนำกระสุนปราบมารสีเงินห้านัดออกจากโม่ ตามด้วยการใส่กระสุนทองเหลืองสำหรับซ้อมยิงเข้าไปแทน

 

มันไม่เหลือช่องว่างไว้เผื่อปืนลั่น รวมถึงไม่ถอดหมวกทรงสูงที่ค่อนข้างเกะกะออกก่อน

 

ไคลน์หวังฝึกซ้อมให้คล้ายคลึงสถานการณ์จริงที่สุด ขณะเกิดภัยอันตรายมันคงมิอาจตะโกนกับศัตรูแล้วบอกว่า

 

“เดี๋ยวก่อน! รอฉันแต่งตัวให้ทะมัดทะแมงกว่านี้สักหน่อย”

 

…เห็นทีจะไม่ได้

 

กริ๊ก! ไคลน์ใช้นิ้วหัวแม่มือดันโม่กลับเข้าที่ในสภาพพร้อมยิง

 

ทันใดนั้น มือทั้งสองข้างยกปืนขึ้นตั้งตรงในท่าเตรียมยิง เป้าหมายที่ห่างออกไปราวสิบเมตรถูกเล็งผ่านศูนย์

 

แต่มันไม่รีบร้อนลั่นไก ภายในหัวกำลังประมวลผลอย่างใจเย็น นึกทบทวนความรู้สมัยเป็นนักเรียนรักษาดินแดนบนโลกเก่า

 

ระยะห่างเท่านี้ต้องเล็งศูนย์ประมาณไหน รวมถึงต้องกร็งมือมากเพียงใดเพื่อเตรียมรับแรงดีดของปืน

 

ฉึบ ฉึบ ฉึบ

 

เป็นเสียงเสื้อผ้าขยับขณะไคลน์ซักซ้อมยกปืนขึ้นลงหลายครั้งให้คุ้นชิน สีหน้าของมันเอาจริงเอาจังประหนึ่งนักเรียนใกล้เข้าห้องสอบ

 

หลังจากซ้อมชักปืนเล็งสักพัก มันเดินถอยหลังเพื่อมานั่งบนเก้าอี้ยาวด้วยสีหน้าผ่อนคลาย ปืนลูกโม่ถูกวางไว้ข้างลำตัว ปากกระบอกหันออกป้องกันการลั่น

แขนของมันปวดเมื่อยเล็กน้อยจากการขยับขึ้นลงซ้ำไปมาหลายครั้ง ไคลน์พยายามนวดคลึงเพื่อบรรเทา

 

ในหัวจินตนาการถึงเทคนิคยิงปืนของโลกเก่าที่ร่ำเรียน เมื่อเริ่มรู้สึกเริ่มดีขึ้น ไคลน์ลุกจากที่นั่งและเดินกลับไปยังลู่ยิง

 

มือทั้งสองข้างยกปืนเล็งไปยังเป้าสิบเมตรด้านหน้าโดยไม่สั่นไหว

 

ท้ายที่สุด ไกปืนถูกลั่นเป็นครั้งแรก

 

ปัง!

 

แม้จะเกร็งรับไว้ล่วงหน้า แต่ฝ่ามือก็ยังสั่นระริกหนักหน่วง รวมถึงร่างกายที่เซถอยหลังเล็กน้อยจากแรงดีดของปืน

 

ยิงพลาดเป้า

 

ปัง! ปัง! ปัง!

 

ความทรงจำของโลกเก่าเริ่มถูกรื้อฟื้น มันกระหน่ำยิงเพื่อเรียกความมั่นใจและความเคยชิน จนกระทั่งผ่านไปหกนัด

 

เริ่มเข้าเป้าบ้างแล้ว… ไคลน์ถอยหลังกลับไปนั่งบนเก้าอี้ยาวพลางถอนหายใจโล่งอก

 

กริ๊ก! ไคลน์ดันโม่ออกและเทปลอกกระสุนลงพื้น จากนั้นก็บรรจุเพิ่มเข้าไปอีกหกนัด

 

เมื่อแขนเริ่มหายล้า มันลุกขึ้นยืนและกลับไปประจำจุดยิง

 

ปัง! ปัง! ปัง!

 

เสียงดังกังวาลทั่วห้องซ้อม เป้าสิบเมตรเริ่มสั่นไหวหลังจากถูกกระสุนพุ่งผ่าน พัฒนาการความแม่นยำของไคลน์ดีขึ้นทุกขณะ มันเริ่มตั้งใจเล็งกลางเป้าบ้างแล้ว

 

เป็นการยิงหกนัดสลับพักแขนไปเรื่อยๆ

 

กระสุนซ้อมสามสิบนัดที่เบิกมาล้วนถูกใช้จนหมด รวมถึงอีกห้านัดจากกระสุนของเดิมที่ไคลน์คนเก่าใช้ฆ่าตัวตาย

 

เมื่อกระสุนถูกใช้จนเกลี้ยง ไคลน์เหวี่ยงแขนข้างที่ปวดเมื่อยก่อนจะเทปลอกกระสุนห้านัดสุดท้ายลงพื้น คราวนี้แทนที่ด้วยกระสุนปราบมารสีเงินห้านัด และแน่นอน เหลือไว้หนึ่งช่องเพื่อป้องกันปืนลั่น

 

ปืนถูกสอดกลับลงในซองรักแร้ ไคลน์ปัดเศษดินปืนและฝุนออกจากตัว ก่อนจะเดินออกจากสนามยิงปืนมาโผล่ยังถนนซุตแลน

 

การจับตามองเริ่มขึ้นอีกครั้ง แต่ไคลน์ไม่แยแส จิตใจสงบนิ่งลงหลังจากได้ยิงปืนปลดปล่อย เท้าก้าวไปบนถนนซุตแลนอย่างไม่รีบร้อนจนกระทั่งมาถึงถนนแชมเปญ

 

ไคลน์ขึ้นรถม้าที่สถานีแชมเปญ จุดหมายปลายทางคือถนนกางเขนเหล็ก ค่าโดยสารยังคงสี่เพนนีเท่ากับขามา

 

เมื่อลงจากรถ ไคลน์เดินตรงกลับเข้าหอพักด้วยท่าทีสุขุม หลังจากเข้าไปในตัวอาคาร ความรู้สึกถูกจ้องมองก็หายไป

 

มันนำกุญแจออกมาไขลูกบิดประตูก่อนจะผลักเข้าไป ภาพแรกที่เห็นคือบุรุษผมสั้นในวัยใกล้สามสิบกำลังนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะอ่านหนังสือ

 

หัวใจหล่นไปที่ตาตุ่มชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาผ่อนคลายอีกครั้งเมื่อนึกขึ้นได้

 

“สวัสดียามเช้า ไม่สิ ยามบ่าย… เบ็นสัน”

 

บุรุษผู้นี้มิใช่ใครอื่นนอกจากพี่ชายของเมลิสซ่าและไคลน์ เบ็นสัน·โมเร็ตติ

 

อันที่จริง เบ็นสันเพิ่งจะอายุเพียงยี่สิบห้า แต่เนื่องด้วยศีรษะที่เริ่มเถิกรวมถึงสีหน้าอิดโรยประกอบกัน เบ็นสันจึงดูคล้ายชายวัยใกล้สามสิบเข้าไปทุกที

 

เส้นผมสีดำและนัยน์ตาสีน้ำตาลเหมือนกับไคลน์ทุกประการ ต่างกันเพียงบรรยากาศของ ‘นักวิชาการ’ ที่ไคลน์มี แต่เบ็นสันไม่

 

“สวัสดียามบ่ายไคลน์ สัมภาษณ์งานเป็นอย่างไรบ้าง?”

 

เบ็นสันยืนขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม

อีกฝ่ายสวมเพียงเสื้อลินินขาว ส่วนโค้ทสีดำรวมถึงหมวกทรงกึ่งสูงที่สวมประจำถูกแขวนผึ่งไว้กับเตียงนอน

 

“เลวร้ายมาก”

 

ไคลน์ตอบห้วน

 

เมื่อเห็นเบ็นสันผงะ ไคลน์หัวเราะคิกคักก่อนจะเสริม

 

“ที่จริงฉันได้งานใหม่ก่อนจะสอบสัมภาษณ์แล้ว เป็นงานที่ได้รับค่าตอบแทนสามปอนด์ต่อสัปดาห์…”

 

สิ่งที่เคยเล่าให้เมลิสซ่าฟัง ถูกนับมาเล่าซ้ำให้เบ็นสันใหม่ทั้งหมด

 

ท่าทีของเบ็นสันเริ่มสงบลง มันส่ายศีรษะพลางอมยิ้มอย่างมีความสุข

 

“นายโตไวชะมัด… เป็นงานที่เจ๋งมาก”

 

เมื่อกล่าวจบ เบ็นสันถอนหายใจหนึ่งเฮือก

 

“เยี่ยมไปเลย สิ่งแรกที่ได้ยินหลังกลับจากเดินทางไกลคือข่าวดีของน้องชาย… คืนนี้พวกเราฉลองกันเถอะ กินเนื้อกันไหม?”

 

“ไม่มีปัญหา แต่เมลิสซ่าต้องโกรธแน่ถ้าเราไม่ปรึกษาก่อน ไว้รอเธอกลับมาตอนเย็นค่อยออกไปก็ยังไม่สาย… ตั้งงบไว้สักสามซูลกำลังดี

 

“ว่าแต่… สกุลเงินอาณาจักรเราห่วยชะมัด หนึ่งปอนด์เท่ากับยี่สิบซูล และหนึ่งซูลเท่ากับสิบสองเพนนี แถมเพนนียังมีแยกย่อยเป็นครึ่งกับเสี้ยวเพนนี ไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด ฉันคิดว่านี่คือหนึ่งในสกุลที่ห่วยที่สุดในโลก”

 

เมื่อกล่าวจบ สีหน้าของเบ็นสันพลันเคร่งเครียด ไคลน์อดสงสัยไม่ได้ว่าตนกล่าวสิ่งใดผิดไปอย่างนั้นหรือ?

 

บางทีในเศษเสี้ยวความทรงจำที่เลือนหายไปของไคลน์คนก่อน เบ็นสันอาจเป็นพวกชาตินิยมที่ไม่ยอมให้ใครด่าว่าประเทศตัวเอง…

 

เบ็นสันเดินเข้ามาใกล้ไคลน์พร้อมกับปฏิเสธด้วยสีหน้าขึงขัง

 

“ไม่ใช่หนึ่งใน… แต่นี่คือระบบเงินตราที่ห่วยแตกที่สุดในโลกอย่างไร้ข้อกังขา”

 

ไม่ใช่หนึ่งใน…?

 

ไคลน์ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะเข้าใจมุกตลกของพี่ชายในภายหลัง ชายหนุ่มมองเข้าไปในแววตาของเบ็นสันและหลุดขำเสียงดัง

 

นั่นสินะ เบ็นสันยังคงเป็นเบ็นสันที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ขันคนเดิม

 

เบ็นสันยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

 

“นายต้องเข้าใจก่อนว่า ระบบสกุลเงินของอาณาจักรนั้นซับซ้อนมาก ผู้ที่จะออกแบบได้ต้องมีความรู้ด้านการนับเลขและทศนิยมอย่างลึกซึ้ง แต่น่าเสียดายที่รัฐบาลอาณาจักรเรายังขาดแคลนบุคลากรคุณภาพอยู่มาก”

 

▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬

ลงวันละตอน ทุกวันอังคาร - เสาร์

ติดตามผู้แปลได้ที่ : www.facebook.com/bjknovel/

 

จบบทที่ ราชันย์เร้นลับ 26 : ฝึกซ้อม

คัดลอกลิงก์แล้ว