เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ราชันย์เร้นลับ 24 : กระเบียดกระเสียร

ราชันย์เร้นลับ 24 : กระเบียดกระเสียร

ราชันย์เร้นลับ 24 : กระเบียดกระเสียร


ราชันย์เร้นลับ 24 : กระเบียดกระเสียร

 

ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มถูกย้อมด้วยแสงสีส้มขณะตะวันใกล้ลับขอบฟ้า ไคลน์จ้องมองเมลิสซ่าอย่างหมดคำจะกล่าว ถ้อยคำที่เคยเตรียมไว้ไม่สามารถงัดออกมาใช้ได้

 

มันกระแอ่มเสียงค่อยสองครั้งก่อนฝืนเค้นความทรงจำ

 

“เมลิสซ่า พวกเราไม่ได้ฟุ่มเฟือย แต่ในอนาคต เพื่อนร่วมงานของฉันหรือเบ็นสันจะต้องมาเยี่ยมที่บ้าน จะให้ต้อนรับคนเหล่านั้นด้วยห้องแบบนี้จริงหรือ?

 

“และเมื่อเบ็นสันกับฉันแต่งงาน จะให้นอนร่วมกันบนเตียงสองชั้นเหมือนเดิมรึไง?”

 

“พวกนายสองคนยังไม่มีคู่หมั้น… ไว้เก็บเงินอีกสักหน่อยค่อยย้ายบ้านก็ยังไม่สาย”

 

เมลิสซ่าตอบสั้นห้วน แต่อัดแน่นด้วยเหตุและผล

 

“ไม่ได้! เมลิสซ่า นี่เป็นบรรทัดฐานของสังคม!”

 

ไคลน์ไม่มีทางเลือกนอกจากอ้างหลักการของความเป็นผู้ดี

 

“ในเมื่อฉันหาเงินได้สัปดาห์ละสามปอนด์ ก็ต้องอยู่บ้านให้เหมือนกับคนที่หาเงินได้สัปดาห์ละสามปอนด์!”

 

ด้วยความสัตย์จริง มันเคยเช่าหอพักอยู่ร่วมกับเพื่อนมาก่อนที่โลกเก่า โจวหมิงรุ่ยย่อมคุ้นชินกับชีวิตหอพักเป็นอย่างดี การสวมบทบาทเป็นไคลน์จึงไม่ใช่เรื่องยาก

 

แต่เป็นเพราะประสบการณ์ในอดีต มันจึงทราบถึงความไม่สะดวกสบายหลายด้าน โดยเฉพาะการใช้ชีวิตของผู้หญิง

 

แถมไคลน์ยังมีแผนจะเป็นผู้วิเศษในอนาคต การทำพิธีกรรมเวทมนตร์ที่บ้านจึงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ ดันนั้นที่พักจึงไม่ควรมีผู้คนพลุกพล่านผ่านไปมา และอย่างน้อยก็ต้องมีห้องส่วนตัวที่ห้ามใครเข้า

 

เมื่อเห็นเมลิสซ่ากำลังจะอ้าปากเถียง มันรีบอธิบายต่อ

 

“ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ได้คิดจะซื้อบ้านเดี่ยว เอาแค่บ้านแถวก็พอ เพียงแต่เน้นว่าต้องมีห้องน้ำส่วนตัว และมีห้องแยกของแต่ละคน

 

“แน่นอน ฉันเองก็ชอบขนมปังของมาดามสลิน รวมถึงบิสกิตทิงเก็นและเค้กมะนาวด้วย บ้านหลังใหม่จึงต้องอยู่ใกล้กับถนนกางเขนเหล็กหรือไม่ก็ถนนดารารัตน์”

 

เมลิสซ่าทำแก้มป่อง เธอเงียบงันเป็นเวลานานด้วยสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะผงกศีรษะในท้ายที่สุด

 

“แล้วก็ ฉันไม่ได้ใจร้อนจะย้ายบ้านทันที พวกเราต้องรอให้เบ็นสันกลับมาก่อน”

 

เมื่อกล่าวจบ ไคลน์หัวเราะคิกคัก

 

“คงไม่ดีแน่ถ้าเบ็นสันกลับมาและพบกับห้องที่ว่างเปล่า ลองนึกภาพดูสิ เขาจะต้องพูดว่า…

 

“ข้าวของหายไปไหนหมด? แล้วพี่น้องของฉันล่ะ? นี่ฉันเข้าผิดบ้านรึเปล่า? โอ้! ได้โปรดท่านเทพธิดา! หากนี่เป็นฝันร้าย ช่วยปลุกผมให้ตื่นจากฝันร้ายด้วยเถิด! บ้านผมหายไปได้ยังไง? แค่จากไปไม่กี่วันเองนะ!”

 

ไคลน์เลียนเสียงและสำเนียงพูดของเบ็นสัน เมลิสซ่าเผยรอยยิ้มโดยไม่รู้ตัว ดวงตาของเธอกำลังมีความสุข ลักยิ้มตื้นสองข้างแก้มปรากฏขึ้นไม่บ่อยนัก

 

“ผิดแล้ว มิสเตอร์แฟรงค์คงดักรอเบ็นสันที่ชั้นล่างเพื่อให้เขาคืนกุญแจ เบ็นสันไม่มีทางขึ้นมาถึงนี่ได้แน่”

 

เด็กสาวล้อเลียนความตระหนี่ของเจ้าของหอพัก เป็นความเคยชินของสมาชิกครอบครัวโมเร็ตติไปแล้ว ที่จะล้อเลียนนิสัยจุกจิกซึ่งมิสเตอร์แฟรงค์ชอบกระทำ สิ่งนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากเบ็นสัน

 

“นั่นสินะ คนงกแบบหมอนั่นไม่มีทางเปลี่ยนกลอนประตูทุกครั้งที่เปลี่ยนผู้เช่าแน่”

 

ไคลน์เสริมด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะชี้นิ้วไปยังประตูและกล่าวด้วยน้ำเสียงผู้ดี

 

“มิสเมลิสซ่าครับผม พวกเราออกไปทานอาหารที่ภัตตาคารมงกุฏเงินกันไหม? เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองที่ผมได้งานใหม่”

 

เมลิสซ่าถอนหายใจเสียงค่อย

 

“ไคลน์ นายรู้จักเซเลน่ารึเปล่า? เพื่อนร่วมห้องและเพื่อนสนิทของฉัน”

 

เซเลน่า?

 

ทันใดนั้น ภาพของเด็กสาวผมสีไวน์แดงนัยน์ตาน้ำตาลเข้มลอยเข้ามาในหัว พ่อและแม่ของเซเลน่าเป็นสาวกโบสถ์เทพธิดารัตติกาลเหมือนบ้านโมเร็ตติ ถึงขนาดตั้งชื่อบุตรสาวตามชื่อพระแม่เซเลน่าเพื่อหวังจะได้รับการอวยพรพิเศษ

 

เด็กคนนั้นยังอายุไม่ครบสิบหกบริบูรณ์ อ่อนวัยว่าเมลิสซ่าราวครึ่งปี นับเป็นเด็กที่ร่าเริงและเข้ากับคนได้ง่าย

 

“จำได้สิ”

 

ไคลน์พยักหน้า

 

“พี่ชายของเธอที่ชื่อคริสเป็นนักกฏหมาย รายได้ต่อสัปดาห์เกือบจะสามปอนด์แล้ว ส่วนคู่หมั้นของเขาทำอาชีพเสริมเป็นนักพิมพ์ดีด

 

“ทั้งสองหมั้นหมายมานานกว่าสี่ปี แต่ก็ยังไม่ตกลงปลงใจแต่งงาน เพื่อให้ครอบครัวมีความมั่นคงกว่าที่เป็น พวกเขาจึงตั้งใจออมเงินมาตลอดจนถึงปัจจุบัน มีแผนจะทำเช่นนี้ไปอีกอย่างน้อยหนึ่งปีค่อยคิดเรื่องแต่งงาน

 

“จากคำบอกเล่าของเซเลน่า มีผู้ชายหลายคนที่เป็นเหมือนกับพี่ชายเธอ พวกเขาจะเริ่มแต่งงานหลังจากอายุ 28 เป็นต้นไป หรือจนว่าครอบครัวจะมีความมั่นคง… ดังนั้นไคลน์ นายไม่ควรใช้เงินฟุ่มเฟือย”

 

ฉันแค่จะพาเธอไปทานอาหารนอกบ้านมื้อเดียว…

 

ไคลน์ยิ้มไม่ได้ร่ำไห้ไม่ออก มันกล่าวหลังจากครุ่นคิดอยู่สักพัก

“เมลิสซ่า แต่ฉันมีรายได้สัปดาห์ละสามปอนด์แล้วนะ และจะเพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้นเธอไม่ควรเป็นกังวลเกินไป”

 

“แต่พวกเราต้องออมเงินเผื่อกรณีฉุกเฉินไว้ด้วย อย่างเช่นการล้มละลายของบริษัทรักษาความปลอดภัยที่นายนำ…

 

“ฉันเคยมีเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่ง บริษัทที่พ่อของเธอทำงานอยู่เกิดล้มละลาย ชีวิตเปลี่ยนผันจากหน้ามือเป็นหลังเท้าทันที เธอคนนั้นไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องลาออก”

 

เมลิสซ่ากล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

 

…ไคลน์ถึงกับใช้มือก่ายหน้าผาก

 

“ต…แต่บริษัทของฉัน… กับรัฐบาล… ช…ใช่แล้ว! บริษัทนี้มีเส้นสายกับรัฐบาล! ไม่ล้มละลายง่ายขนาดนั้นแน่”

“ในยุคสมัยปัจจุบัน แม้แต่รัฐบาลเองก็ไม่มั่นคง เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงทุกครั้งที่เลือกตั้ง และเส้นสายที่มีจะหายไปทันทีเมื่อขั้วอำนาจใหม่เข้ามาบริหารแทน ถ้าเป็นแบบนั้นจริง บริษัทของนายก็จะถึงจุดจบ”

 

เมลิสซ่าให้เหตุผลอย่างหนักแน่น

 

คุณน้องสาวครับ… ทำไมถึงฉลาดขนาดนี้?

 

ไคลน์ยังคงยิ้มแห้งแม้จะพ่ายแพ้การโต้เถียงอย่างหมดท่า มันส่ายศีรษะ

 

“ก็ได้… ฉันจะอุ่นซุปที่เหลือจากเมื่อวาน แต่เธอต้องไปซื้อปลาทอดหนึ่งชิ้น เนื้อวัวพริกไทยดำหนึ่งชิ้น เนยโหลเล็ก และเบียร์มอลต์ให้ฉันแก้วนึง ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องจัดงานฉลองเล็กๆ ให้กับงานใหม่ของฉันบ้าง”

 

รายการที่กล่าวไปล้วนหาได้ง่ายจากแผงลอยบนถนนกางเขนเหล็ก ปลาทอดหนึ่งชิ้นมีราคาราว 6 ถึง 8 เพนนี ส่วนเนื้อหมักพริกไทยดำชิ้นไม่ใหญ่มากจะอยู่ที่  5 เพนนี เบียร์มอลต์แก้วละ 1 เพนนี และเนยโหลเล็กหนัก ¼ ปอนด์มีราคา 4 เพนนี แต่ถ้าซื้อโหลใหญ่หนักหนึ่งปอนด์จะมีราคาเพียง 1 ซูล 3 เพนนีเท่านั้น

 

ไคลน์คนก่อนรับหน้าที่ซื้อของเข้าบ้านในวันหยุดเสมอ ส่งผลให้ราคาสินค้าถูกบันทึกลงหัวสมองแม่นยำ มันประมวลผลรวดเร็วและได้คำตอบเป็น 1 ซูล 6 เพนนี จึงทำการยื่นธนบัตร 1 ซูลให้เมลิสซ่าสองใบ

 

“ก็ได้”

 

เธอไม่คัดค้านการทำกับข้าวทานเอง เมลิสซ่าถอดกระเป๋าสะพายวางลงพร้อมกับเหยียดแขนหยิบธนบัตร

 

หลังเตรียมโหลเนยและหม้อสำหรับจ่ายตลาดเสร็จ เมลิสซ่าเดินตรงไปที่ประตูอย่างกระฉับกระเฉง เมื่อไคลน์เหลือบเห็น มันรีบส่งเสียงตะโกน

 

“เมลิสซ่า! อย่าลืมใช้เศษเงินที่เหลือซื้อผลไม้กลับมาด้วยนะ!”

 

มีแผงลอยไม่น้อยบนถนนกางเขนเหล็กที่ขายผลไม้หมดอายุหรือคุณภาพต่ำ เป็นสิ่งที่พวกมันซื้อต่อจากร้านอิื่นมาอีกทอด

 

ผลไม้หมดอายุค่อนข้างได้รับความนิยมในถนนกางเขนเหล็ก สาเหตุเพราะราคาเข้าขั้นถูกบัดซบ คนซื้อก็ไม่คิดอะไรมากกับส่วนที่เน่าเสีย อย่างน้อยก็ยังมีส่วนที่หวานฉ่ำให้ลองชิม เป็นความสุขเล็กๆ ที่ราคาถูกกว่าการซื้อผลไม้สดทั้งผลมาก

 

เมื่อกล่าวจบ ไคลน์เดินเข้าไปหาเมลิซ่าพร้อมกับยัดเหรียญหนึ่งกำใส่ฝ่ามือเธอ

 

“หือ?”

 

นัยน์ตาสีน้ำเริ่มสั่นสะริกอย่างฉงน

 

ไคลน์หันหลังกลับพร้อมกับส่งเสียง

 

“อย่าลืมให้รางวัลตัวเองด้วย! ไปที่ร้านมาดามสลินและนั่งกินเค้กมะนาวซะ”

 

“…”

 

เมลิสซ่ากระพริบตาปริบๆ ก่อนจะพ่นถ้อยคำด้วยเสียงบางเบา

 

“ตกลง”

 

เด็กสาวหันหลังกลับพร้อมกับเปิดประตูห้องเดินออกไป

 

 

แม่น้ำตัดผ่านผืนดินจนแบ่งแยกเป็นสอง ถนนริมแม่น้ำเรียงรายด้วยต้นเมเปิ้ลและต้นสนซีดาร์เป็นทิวแถว อากาศบริเวณนี้ทั้งสดชื่นและชุ่มปอด

 

จุดประสงค์การเดินทางของไคลน์คือเพื่อบอกยกเลิกสอบสัมภาษณ์ที่จะมีขึ้นในช่วงเย็น มือซ้ายของชายหนุ่มกำลังจับไม้ค้ำ ส่วนมือขวายื่นเหรียญหกเพนนีจ่ายค่าโดยสารรถม้าไร้ราง

 

หลังจากลงรถ ไคลน์เดินไปบนถนนซีเมนต์โดยมีจุดหมายเป็นตึกสามชั้นที่ก่อจากหิน สีของมันเริ่มเขียวจากตะไคร่ อาคารแห่งนี้คือสำนักงานของมหาวิทยาลัยทิงเก็น

 

“สมกับเป็นหนึ่งในสองมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดของอาณาจักรโลเอ็น…”

 

ในฐานะที่เพิ่งเคยเยือนเป็นครั้งแรก ไคลน์ถอนหายใจยาวขณะก้าวเดิน

 

เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยทิงเก็นแล้ว มหาวิทยาลัยโฮอี้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำจะหม่นหมองลงถนัดตา

 

“ฮุยเร่!”

 

“ฮุยเร่!”

 

เสียงตระโกนอย่างมีพลังของชายหนุ่มกลัดมันดังมาจากเรือพายสองลำที่กำลังแล่นแข่งกันทวนกระแสแม่น้ำโฮอี้ จังหวะจะโคนการจ้วงพายนับว่าประสานงานได้ยอดเยี่ยม

 

นี่คือกีฬาพายเรือซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่มหาวิทยาลัยของอาณาจักรโลเอ็น แม้แต่ตัวไคลน์คนเก่าก็เช่นกัน มันเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยโฮอี้ด้วยทุนการศึกษา จึงถูกบังคับต้องทำกิจกรรมชมรม

 

ด้วยเหตุนี้ ไคลน์ เวิร์ช และน่ายาจึงเข้าร่วมชมรมพายเรือและแสดงฝีมือได้ค่อนข้างน่าประทับใจ

 

“พวกเด็กหนุ่มไฟแรง…”

 

ไคลน์หยุดเดินและหันไปมองเรือพายสองลำที่เริ่มแล่นไกลออกไป ก่อนจะถอนหายใจยาวด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย

 

สัปดาห์หน้าคงไม่ได้เห็นภาพแบบนี้แล้ว เนื่องจากเป็นช่วงเวลาปิดภาคเรียนของมหาวิทยาลัย

 

หลังจากเดินพ้นถนนซีเมนต์ที่มีหลังคาธรรมชาติเขียวขจีปกคลุม ในที่สุดไคลน์ก็มาถึงหน้าอาคารหินสามชั้น มันเดินเข้าไปรายงานตัวและแจ้งความประสงค์กับเจ้าหน้าที่ ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องทำงานของบุคคลที่คุ้นเคย

 

ก็อก! ก็อก! ก็อก!

 

มันใช้นิ้วเคาะประตูที่เปิดแง่มไว้

 

“เข้ามา”

 

เป็นเสียงจากภายในห้อง

 

เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยวัยกลางคนซึ่งแต่งกายด้วยทักซิโด้ดำและเชิ้ตขาว มันกล่าวขึ้นหลังจากเงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือน

 

“ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงก่อนการสอบสัมภาษณ์จะเริ่มขึ้น”

 

“มิสเตอร์สโตน ยังจำผมได้ไหม? นักศึกษาของศาสตราจารย์โคเฮ็นที่ชื่อไคลน์·โมเร็ตติ คุณเคยอ่านจดหมายแนะนำตัวของผมแล้วครั้งหนึ่ง”

 

ไคลน์อมยิ้มพร้อมกับถอดหมวกคำนับ

 

ฮาวิน·สโตนใช้มือลูบเคราสีดำเข้มก่อนจะถามด้วยสีหน้าฉงน

 

“มีอะไรอย่างนั้นหรือ? ผมไม่ได้เข้าร่วมการสอบสัมภาษณ์ของคุณหรอกนะ”

“คือแบบนี้ครับ ผมได้งานใหม่แล้ว ก็เลยจะมาแจ้งว่าไม่เข้าร่วมการสัมภาษณ์”

 

ไคลน์แจงเหตุผล

 

“อย่างนี้นี่เอง…”

 

เมื่อทราบจุดประสงค์ ฮาวิน·สโตนลุกขึ้นพร้อมกับยื่นแขนขวาออกมา

 

“ยินดีด้วยสำหรับงานใหม่ คุณเป็นคนหนุ่มที่มีมารยาทยอดเยี่ยมมาก เดี๋ยวผมจะรีบรายงานให้ศาสตราจารย์กับรองศาสตราจารย์อาวุโสทราบ”

 

ไคลน์จับมือตอบ มันคิดจะคุยเรื่องเปื่อยกับฮาวิน·สโตนเล็กน้อยก่อนจะกล่าวคำอำลา แต่ทันใดนั้นกลับมีเสียงที่คุ้นเคยดังจากด้านหลัง

 

“โมเร็ตติ คุณได้งานใหม่แล้วหรือ?”

 

เมื่อหันกลับไป มันได้พบกับชายสองคนที่เดินเข้ามาในห้อง คนหนึ่งเป็นชายชราผมสีเงิน นัยน์ตาสีฟ้าลุ่มลึก บนใบหน้ามีรอยเหี่ยวย่นเล็กน้อย ส่วนอีกคนคือบุรุษผิวคมเข้มในสูททักซิโด้สีดำและเชิ้ตขาว

 

“สวัสดีครับอาจารย์… สวัสดีครับมิสเตอร์อะซิก”

 

มันรีบยิงคำถาม

 

“ว่าแต่พวกคุณมาทำอะไรที่นี่?”

 

ชายชราไม่ใช่ใครอื่นนอกจากรองศาสตราจารย์อาวุโสคณะประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโฮอี้ และยังเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของไคลน์ด้วย เควนติน·โคเฮ็น

 

ส่วนคนที่ยืนเคียงข้างโคเฮ็นคือชายวัยกลางคนที่มีผิวสีแทน ร่างกายกำยำและสันทัด ใบหน้าเกลี้ยงเกลาปราศจากหนวดเครา เส้นผมดำขลับ นัยน์ตาน้ำตาลที่แฝงความเหนื่อยล้าไว้ตลอดเวลา ประหนึ่งได้พบเห็นสัจธรรมของโลกจนเกิดความเบื่อหน่าย ติ่งหูข้างขวามีไฝสีดำซึ่งต้องสังเกตุให้ดีถึงจะเห็น

ไคลน์ย่อมจำได้ ชายคนนี้ก็เป็นหนึ่งในคณะอาจารย์ของมหาวิทยาลัยโฮอี้เช่นกัน

มิสเตอร์อะซิกชื่นชอบที่จะถกเถียงประวัติศาสตร์ร่วมกับเควนติน·โคเฮ็น พวกมันมักโต้เถียงรุนแรงบ่อยครั้งด้านความคิดเห็น แต่ก็เป็นมิตรสหายที่สนิทมากในเวลาเดียวกัน ไม่อย่างนั้นคงไม่หาโอกาสจับเข่าคุยเรื่องประวัติศาสตร์บ่อยๆ

 

โคเฮ้นพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย

 

“อะซิกกับผมมาที่นี่เพื่อเข้าร่วมการประชุมทางวิชาการ… งานใหม่ของคุณเป็นแบบไหนอย่างนั้นหรือ?”

 

“เป็นบริษัทรักษาความปลอดภัยที่รับงานประเภทค้นหา รวบรวม และปกป้องสมบัติโบราณ พวกเขากำลังขาดแคลนที่ปรึกษาด้านประวัติศาสตร์พอดี จึงเซ็นสัญญากับผมเป็นเวลาห้าปีเต็มด้วยค่าแรงสัปดาห์ละสามปอนด์”

 

เป็นคำโกหกที่ไคลน์ท่องจำซ้ำแล้วซ้ำเล่า คำอธิบายจึงเหมือนกับที่เคยเล่าให้เมลิสซ่าฟังเมื่อวานทุกประการ

 

“ก็อย่างที่อาจารย์ทราบ ผมชอบสืบหาเบาะแสของประวัติศาสตร์มากกว่าสรุปและถ่ายทอดให้คนอื่นฟัง”

 

โคเฮ็นผงกศีรษะเล็กน้อย

 

“ทุกคนล้วนมีเส้นทางของตัวเอง และผมดีใจนะที่คุณยอมสละเวลาเพื่อเดินทางมาแจ้งข่าวกับมหาวิทยาลัยทิงเก็นก่อน แทนที่จะหายตัวไปอย่างเฉยๆ”

 

อะซิกเสริม

 

“ไคลน์… คุณได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นกับเวิร์ชและนาย่าหรือยัง? ผมอ่านจากหนังสือพิมพ์แล้ว เห็นว่าพวกเขาถูกฆ่าโดยฝีมือหัวขโมย”

 

เหตุการณ์ในคราวนั้นถูกกลบเกลื่อนให้กลายเป็นคดีปล้นบ้านธรรมดาสินะ… แต่ทำไมถึงต้องรีบลงข่าวในหนังสือพิมพ์ขนาดนี้ด้วย?

 

ไคลน์ชะงักเล็กน้อยก่อนจะกล่าวคำโกหกที่เคยเตรียมและซักซ้อมล่วงหน้า

 

“ผมก็ไม่ทราบรายละเอียดเหมือนกัน รู้แต่ว่าเวิร์ชได้สมุดบันทึกของตระกูลอันทีโกนัสแห่งจักรวรรดิโซโมม่อนจากยุคสมัยที่สี่มาครอบครอง เขาเคยชักชวนให้ผมกับนาย่าไปช่วยถอดรหัส ผมได้ไปบ้านของเขาบ้างในช่วงแรก แต่ระยะหลังวุ่นอยู่กับการหางาน จึงห่างเหินกันไปครับ”

 

ไคลน์ตั้งใจเผยข้อมูลของสมุดบันทึกอันทีโกนัสรวมถึงจักรวรรดิโซโลม่อนให้ทั้งสองฟัง เผื่อว่าอาจารย์ประวัติศาสตร์จะมีความเห็นที่น่าสนใจ

 

“ยุคสมัยที่สี่…”

 

โคเฮ็นขมวดคิ้วพึมพำ

 

ทันใดนั้น นัยน์ตาที่เบื่อโลกของอะซิกเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเป็นครั้งแรก มันสูดลมหายใจเข้าปอดหนึ่งฟอดใหญ่ หนังสือพิมพ์ในมือถูกเลื่อนขึ้นมานวดถูบริเวณขมับ

 

“อันทีโกนัส… ผมคุ้นหูมาก แต่ลืมแล้วว่าเคยได้ยินจากที่ไหน”

 

▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬

ลงวันละตอน ทุกวันอังคาร - เสาร์

ติดตามผู้แปลได้ที่ : www.facebook.com/bjknovel/

 

จบบทที่ ราชันย์เร้นลับ 24 : กระเบียดกระเสียร

คัดลอกลิงก์แล้ว