เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ราชันย์เร้นลับ 11 : รสมือที่แท้จริง

ราชันย์เร้นลับ 11 : รสมือที่แท้จริง

ราชันย์เร้นลับ 11 : รสมือที่แท้จริง


ราชันย์เร้นลับ 11 : รสมือที่แท้จริง

 

ตามปรกติแล้ว ทุกคนต้องตายพร้อมกันในที่เกิดเหตุ?

 

หมอนั่นดีใจที่เรายังรอด?

การรอดของเราถือเป็นเรื่องปาฏิหาริย์?

 

ไคลน์ยืนสั่นระริกครู่หนึ่งก่อนจะรีบวิ่งไปที่หน้าประตู มันคิดจะเปิดออกไปตะโกนขอให้ตำรวจมอบความคุ้มครอง

 

ขณะฝ่ามือกำลูกบิด ไคลน์พลันชะงัก

 

…ในเมื่อตำรวจหนุ่มคนนั้นเน้นย้ำขนาดนั้นว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่เรายังรอด แล้วทำไมพวกมันถึงไม่จัดกำลังคนอารักขาคุ้มครองพยาน?

 

ไม่ผ่อนหย่อนยานไปหน่อยหรือ?

ทำไมถึงไม่พยายามเค้นความจริง?

หรือนี่จะเป็นกับดักให้เราตายใจ…?

 

เมื่อตกผลึกความคิดทั้งหมด ไคลน์เริ่มระแคะระคายว่า กรมตำรวจอาจลอบซุ่มจับตามองมันอย่างเงียบงัน

 

เมื่อคิดได้เช่นนี้ ไคลน์เลิกลนลาน มันบรรจงเปิดประตูพร้อมกับตะโกนออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

 

“พ…พวกคุณจะปกป้องผมใช่ไหม?”

 

ตึก ตึก ตึก…

 

ไม่มีการตอบกลับจากตำรวจ เสียงรองเท้าหนังกระทบบันไดไม้ยังคงย่ำด้วยความเร็วคงที่

 

“ผมรู้ว่าพวกคุณทำแน่!!”

 

ไคลน์แสร้งตะโกนด้วยน้ำเสียงหวาดกลัวสุดขีด พยายามทำตัวเหมือนเหยื่อบริสุทธิ์ที่ตกอยู่ในอันตราย

 

เมื่อเสียงฝีเท้าบางเบาลงจนจายหายโดยสมบูรณ์ ไคลน์พ่นลมหายใจพร้อมกับพึมพำ

 

“เราแสดงได้แนบเนียนรึเปล่า…?”

 

ไคลน์ไม่วิ่งตามต่อ กลับกัน มันปิดประตูและกลับเข้ามาในห้อง

หลายชั่วโมงถัดมา ไคลน์แสร้งทำตัวกระสับกระส่ายหนัก หรือที่ศัพท์เทคนิคของโลกเก่าเรียกว่า อาการกินไม่ได้นอนไม่หลับ ไคลน์แสร้งตึงเครียดจากการต้องอยู่คนเดียวเป็นเวลานาน

 

ตนต้องได้รับรางวัลตุ๊กตาทองแน่!

ไคลน์ชื่นชมตัวเองในใจ

 

เมื่อดวงอาทิตย์ใกล้ตกดิน เมฆขาวบริเวณขอบฟ้าถูกย้อมด้วยสีแสด ลูกบ้านของหอพักเริ่มทยอยกลับจากทำงานหรือเรียนทีละคนสองคน

 

สมาธิของไคลน์ยังคงจดจ่ออยู่กับบางสิ่ง

 

“เมลิสซ่าใกล้เลิกเรียนแล้วสินะ…”

 

มันจำเป็นต้องลองเสี่ยงดู

 

หางตาชำเลืองมองเตาถ่าน ไคลน์รีบเดินเข้าไปยกกาน้ำร้อนขึ้นและคุ้ยกองถ่านเพื่อนำปืนลูกโม่ออกมา

 

ด้วยความเร็วสูง มันรีบวิ่งตรงไปยังเตียงไม้สองชั้นและหมอบลง ปืนถูกสอดไว้ระหว่างระแนงไม้ที่เรียงแถวกันใต้เตียง

 

เมื่อจัดการปืนเสร็จ ไคลน์ตั้งตัวยืนตรง ภายในใจเฝ้ารอให้ตำรวจผลักประตูห้องออกมาพร้อมกับพูดว่า ‘หยุดนะ! ยกมือขึ้น’ เหมือนกับในหนังสายลับ

 

เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริง หมายความว่าตำรวจคอยจับตาดูพฤติกรรมของมันอยู่

 

ปัจจุบันคือยุคสมัยแห่งไอน้ำ ด้วยเทคโนโลยีล้าหลังซึ่งยังไม่มีกล้องวงจรปิด มันมั่นใจมากว่าการกระทำภายในห้องไม่มีทางถูกสอดแนมจากภายนอก

 

แต่ติดตรงที่โลกใบนี้มีพลังพิเศษและผู้วิเศษอยู่

 

หลังจากยืนใจจดใจจ่อนานหลายนาที บานประตูห้องไม่มีการขยับเคลื่อนไหว เสียงเดียวที่ได้ยินคือบทสนทนาระหว่างลูกบ้าน เกี่ยวกับการเดินทางไปยังไวลด์บาร์บนถนนกางเขนเหล็ก

 

“ฟู่ว”

ไคลน์ถอนหายใจ

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ตำรวจไม่ได้แอบสอดแนมตน

 

หมดปัญหาไปอีกหนึ่งเรื่อง วันนี้จึงเหลือเพียง รอให้เมลิสซ่ากลับจากโรงเรียนและทำสตูว์เนื้อแกะย่างใส่ถั่วให้เรากิน!

 

เมื่อเกิดความคิดเช่นนี้ในหัว น้ำลายไคลน์พลันไหลย้อยอัตโนมัติ กลิ่นหอมหวานของน้ำซอสเกรวี่ยังคงฝังแน่นในความทรงจำไคลน์คนก่อน

ด้วยความหิวโหย มันทบทวนวิธีการปรุงสตูว์เนื้อแกะใส่ถั่วของเมลิสซ่า

 

ก่อนอื่น ต้มน้ำให้เดือด เอาเนื้อแกะลงไปผัดครู่หนึ่ง จากนั้นก็ใส่หอมใหญ่ เกลือ และพริกไทยดำเล็กน้อย ปิดท้ายด้วยเติมน้ำเพิ่ม

 

เมื่อถึงเวลาที่กำหนด ใส่ถั่วปากอ้าและมันฝรั่งตามลงไป จากนั้นก็ต้มด้วยไฟอ่อน ปิดฝาทิ้งไว้ราวสี่สิบนาที

 

“เป็นการปรุงที่ง่ายและหยาบมาก… หวังพึ่งรสชาติจากน้ำเนื้อเพียงอย่างเดียว”

 

ไคลน์ส่ายศีรษะด้วยสีหน้าตำหนิ

 

ช่วยไม่ได้ล่ะนะ ในยุคสมัยเช่นนี้ ครอบครัวสามัญคงหมดสิทธิ์ครอบครองสูตรอาหารรสเลิศ ทำได้เพียงปรุงด้วยกรรมวิธีพื้นฐาน

 

ขอแค่วัตถุดิบหลักอย่างเนื้อไม่ไหม้ก็พอ ที่เหลือจะเป็นอย่างไรก็ช่าง โดยเฉพาะกับครอบครัวโมเร็ตติที่มีสิทธิ์กินเนื้อสัปดาห์ละสองมื้อ

 

บนโลกเก่า ไคลน์เองก็มิได้ปรุงอาหารด้วยฝีมือเลิศเลอนัก แต่อย่างน้อยก็ยังสละเวลาสัปดาห์ละสามถึงสี่ชั่วโมงเพื่อทดลองประกอบอาหารกินเอง

 

เมื่อสั่งสมประสบการณ์มากเข้า ฝีมือจึงอยู่ในระดับพอใช้ที่เหนือพื้นฐานเล็กน้อย

 

“ถ้ารอให้เมลิสซ่ากลับมาทำ กว่าอาหารจะเสร็จก็คงทุ่มครึ่ง เรากับเธอคงได้อดตายกันพอดี… ถึงเวลาต้องแสดงฝีมือการทำอาหารที่แท้จริงให้เห็นแล้วสินะ!”

 

เรื่องของเรื่องคือไคลน์หิว มันแค่ต้องการหาข้ออ้างได้ชิมก่อนเท่านั้นเอง

 

โดยไม่รีรอ ไคลน์ตรงไปยังห้องน้ำเพื่อเตรียมน้ำเปล่าจำนวนหนึ่งสำหรับประกอบอาหาร เมื่อกลับถึงห้อง มันนำเนื้อแกะล้างน้ำสะอาด หยิบแผ่นเขียงมาวาง ก่อนจะหั่นเนื้อเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ

 

สำหรับคำแก้ตัวเรื่องที่มันปรุงอาหารเป็น ไคลน์จะโบ้ยให้เวิร์ช·แม็กโกเวินรับไป

 

ข้ออ้างมีดังนี้ : ไม่เพียงเวิร์ชจะจ้างพ่อครัวฝีมือเยี่ยมซึ่งเชี่ยวชาญอาหารของรัฐเลียบทะเลมาปรุงอาหารเป็นการส่วนตัว แต่เวิร์ชยังกำชับให้พ่อครัวช่วยสอนทุกคนทำอาหารเพื่อติชมฝีมือ

 

ใช่แล้ว คนตายพูดไม่ได้!

 

‘เดี๋ยวนะ… บนโลกที่มีพลังพิเศษ บางทีคนตายอาจพูดได้ก็ได้…’

 

เมื่อตระหนักถึงความจริงดังกล่าว ไคลน์รู้สึกผิดกับตัวเองเล็กน้อย เหนือสิ่งอื่นใด มันคือผู้ที่เคยเผชิญเรื่องราวเหนือธรรมชาติด้วยตัวเองมาแล้ว

 

หลังจากสลัดความคิดฟุ้งซ่าน ไคลน์นำเนื้อแกะที่สับหยาบมาใส่ชาม เดินไปนำกล่องเครื่องปรุงมาวางด้านข้างพร้อมกับใช้ช้อตักเกลือโปรยลงในชาม เม็ดเกลือเกินกว่าครึ่งเก่าจนเป็นสีเหลือง จากนั้นก็โรยพริกไทยดำตามอีกเล็กน้อย ก่อนจะใช้มือขยำเครื่องปรุงให้เข้าเนื้อ

 

หมอถูกวางลงบนเตาและจุดไฟ ขณะรอให้หม้อร้อน ไคลน์สับแครอตที่ซื้อมาเมื่อช่วงเช้าให้เป็นชิ้นเล็ก ทำแบบเดียวกันกับหอมใหญ่

 

เมื่อเตรียมการเสร็จ มันเดินไปยังกับข้าวและหยิบกระปุกบางสิ่งออกมา เป็นกระปุกมันหมูที่เหลือก้นขวด

 

ไคลน์ใช้ช้อนควักมันหมูใส่ลงในก้นหม้อที่เริ่มร้อน จากนั้นก็เทแครอตกับหอมใหญ่ลงไป ก่อนจะผัดให้เข้ากัน

 

กลิ่นหอมเริ่มโชยฟุ้ง ไคลน์ใส่เนื้อแกะลงในหม้อและบรรจงผัดอย่างตั้งใจ มันเฝ้าหม้ออยู่เช่นนั้นพักใหญ่

 

อันที่จริง ตามสูตรต้องใส่ไวน์ปรุงอาหารลงไปด้วย หรืออย่างน้อยก็ต้องไวน์แดง แต่ครอบครัวโมเร็ตติยากจนชนิดที่ดื่มเบียร์ได้เพียงสัปดาห์ละแก้ว เครื่องปรุงแบบไวน์ไม่มีทางปรากฏในครัว

 

มันรินน้ำเปล่าแทนส่วนของไวน์ จากนั้นก็ปิดผา

 

ผ่านไปราวยี่สิบนาที ไคลน์เปิดฝาอีกครั้งพร้อมกับใส่ถั่วปากอ้าและมันฝรั่งลงไป ตามด้วยน้ำเปล่าหนึ่งถ้วยและเกลืออีกสองช้อน

 

มันปิดฝาและเบาไฟลง สีหน้าของไคลน์กำลังโล่งใจเมื่อทุกอย่างผ่านไปด้วยดี

 

เหลือเพียงรอให้เมลิสซ่ากลับถึงบ้าน

 

เพียงไม่นาน ทั่วทั้งห้องก็อบอวลไปด้วยกลิ่นเนื้ออันหอมหวล แทรกด้วยกลิ่นเอกลักษณ์ของมันฝรั่งและหอมใหญ่

 

เป็นกลิ่นอันกลมกล่อมลงตัว เรียกน้ำย่อยให้กับใครก็ตามที่สูดดมเข้าไป

 

ไคลน์หมั่นเปิดนาฬิกาใบองุ่นตรวจสอบเวลาเป็นระยะ

 

เมื่อผ่านไปราวสี่สิบนาที เสียงฝีเท้าที่เป็นจังหวะสม่ำเสมอแต่ไม่เร่งรีบ เริ่มดังใกล้เข้ามา

 

กุญแจถูกเสียบ ลูกบิดประตูหมุนดังกริ๊ก บานประตูห้องถูกดันเข้าด้านใน

 

ยังไม่ทันจะได้ขยับเท้าเดิน เมลิสซ่าพลันชะงักพร้อมกับพึมพำด้วยสีหน้่าฉงน

 

“หอมจัง…”

 

ขณะที่มือข้างหนึ่งยังถือกระเป๋า สาวน้อยเดินเข้ามาในห้องพลางชำเลืองหม้อต้ม

 

“นายเป็นคนทำ?”

 

เมลิสซ่าใช้มือหยิบถอดหมวกตาข่าย เธอมองไคลน์ด้วยสีหน้าสุดทึ่ง แววตาเปี่ยมด้วยความเคลือบแคลงเสียเต็มประตา

 

จมูกเมลิสซ่าฟุดฟิดอีกครั้ง เธอสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อรับกลิ่นหอมเข้าไปเพิ่ม ผ่านไปไม่นาน นัยน์ตาที่เคยตื่นตระหนกเริ่มสงบลง เมลิสซ่ามั่นใจ

 

“ฝีมือนาย?”

 

เธอถามย้ำ

 

“กลัวฉันจะทำเนื้อแกะเสียของรึไง?”

 

ไคลน์ตอบคำถามกลับด้วยคำถาม มันอมยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อไปโดยไม่รอคำตอบ

 

“ไม่ต้องห่วง ฉันขอให้พ่อครัวบ้านเวิร์ชสอนปรุงอาหารจานนี้ให้เป็นพิเศษ เธอรู้ไหม เขาเป็นพ่อครัวที่เก่งมาก”

 

“หัดทำครั้งแรก?”

 

เมลิสซ่าขมวดคิ้วตามนิสัยปรกติ แต่ปมคิ้วเริ่มคลายลงหลังจากสูดกลิ่นหอมเข้าไปเพิ่ม

 

“ฉันต้องมีพรสวรรค์ด้านนี้มากแน่”

 

ไคลน์อมยิ้ม

 

“ใกล้เสร็จแล้ว เอากระเป๋ากับหมวกของเธอไปเก็บก่อน จากนั้นก็ล้างมือให้สะอาด อาหารจะเสร็จพอดีเมื่อเธอจัดการตัวเองเรียบร้อย ฉันค่อนข้างมั่นใจในรสชาติ”

 

เมื่อได้ยินพี่ชายสั่งอย่างฉะฉานเป็นขั้นเป็นตอนด้วยสีหน้ามั่นใจ เมลิสซ่าพลันยืนแข็งทื่อตรงหน้าประตู สายตาเปี่ยมด้วยความตะลึงและสงสัย

 

นี่ใช่พี่ชายตนจริงหรือ?

 

“หืม… ถ้าเธอไม่รีบไป เดี๋ยวเนื้อแกะก็เกรียมกันพอดี”

 

ไคลน์ยุแหย่

 

“ต…ตกลง!”

 

เมลิสซ่าได้สติกลับมา เธอรีบนำกระเป๋ากับหมวกเข้าไปเก็บในห้อง

 

เมื่อฝาหม้อถูกเปิด ไอน้ำสีขาวฟุ้งกระจายส่งกลิ่นหอยฉุย ไคลน์นำขนมปังไรย์สองชิ้นวางลงข้างถั่วกับมันฝรั่ง พวกมันจะถูกความร้อนและไอน้ำอบจนนิ่ม พอดีกับที่เมลิสซ่าเตรียมตัวเสร็จ

 

หลังจากเก็บกระเป๋าและหมวก เมลิสซ่าเดินออกไปล้างมือที่ห้องน้ำรวม จากนั้นก็กลับมาพบสตูว์เนื้อแกะใส่ถั่ววางเตรียมรอบนโต๊ะทานอาหาร

 

บนจานมีเครื่องเคียงหลายชนิด ทั้งมันฝรั่ง ถั่วปากอ้า แครอต และหอมใหญ่

ขนมปังไรย์สองก้อนถูกวางเคียงในสภาพอ่อนนุ่ม พวกมันมีร่องรอยการนำไปจิ้มน้ำซอสเกรยวี่เล็กน้อย

 

“ลองชิมดูสิ”

 

ไคลน์ชี้นิ้วไปยังส้อมไม้ข้างจาน

 

เมลิสซ่ากำลังตะลึง เธอไม่ปฏิเสธ ส้อมไม้จิ้มลงไปยังมันฝรั่งก่อนจะถูกหยิบขึ้นมากัดคำเล็ก

 

กลิ่นแสนหอมหวลของมันฝรั่งฟุ้งกระจายเต็มปาก ผิวสัมผัสนุ่มละมุน รสชาติกลมกล่อม

 

น้ำลายในปากเมลิสซ่ากำลังคุ้มคลั่งขณะเคี้ยวมันฝรั่งต้มหมดคำ

 

“กินเนื้อด้วยสิ”

 

ไคลน์ชี้ไปที่เนื้อแกะ

 

มันแอบชิมมาก่อนแล้ว จึงทราบว่ารสชาติอยู่ในระดับพ้นขีดมาตรฐานเพียงคาบเส้น แต่ถือว่ายอดเยี่ยมสำหรับครอบครัวสามัญชนในโลกปัจจุบันที่อาศัยอยู่

 

เมลิสซ่าไม่มีทางเคยกินอาหารรสนี้แน่ เพราะตั้งแต่เด็กจนโต เธอมีโอกาสกินเนื้อน้อยกว่าเด็กทั่วไปมาก

 

หลังจากได้ลิ้มรสมันฝรั่ง สีหน้าของเมลิสซ่าเปี่ยมความคาดหวังขณะเล็งชิมเนื้อแกะบนจาน

 

เมื่อกัดเข้าไปคำแรก สัมผัสที่แล่นไปทั่วร่างคือความอ่อนนุ่มละมุนลิ้น ใกล้เคียงคำว่าละลายในปาก

 

กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของซอสและเนื้อคละคลุ้งฟุ้งกระจาย น้ำเนื้อไหลฉ่ำปาก รสชาติราวกับอาหารจากสวรรค์

 

เป็นความรู้สึกที่เมลิสซ่าไม่เคยสัมผัสมาก่อนสักครั้งในชีวิต เธอควบคุมร่างกายตัวเองไม่ได้ มือที่จับส้อมได้จิ้มเนื้อใส่ปากคำแล้วคำเล่าอย่างหยุดไม่อยู่

 

จนกระทั่งได้สติกลับมาในอีกหลายวินาทีให้หลัง เมลิสซ่ากินเนื้อเข้าไปคนเดียวหลายชิ้น

 

“ฉ…ฉัน เอ่อ… ไคลน์ ฉันเผลอกินส่วนของนายเข้าไป”

 

เมลิสซ่ากล่าวน้ำเสียงตะกุกตะกัก ใบหน้าแดงก่ำอย่างเขินอาย

 

“ไม่เลย ฉันแอบชิมไปบ้างแล้ว นี่คือสิทธิพิเศษของพ่อครัว”

 

ไคลน์ตอบกลับพลางอมยิ้ม มันใช้ส้อมจิ้มเนื้อเข้าปากหนึ่งคำ สลับกับการตักถั่ว มันฝรั่ง แครอต หอมใหญ่มากิน

 

เมื่อถึงจุดหนึ่ง มันวางภาชนะลงและฉีกขนมปังไรย์จิ้มน้ำซอสเกรยวี่ใส่ปาก

 

เมลิสซ่ารู้สึกผ่อนคลายและทานอาหารได้มากขึ้นหลังจากเห็นท่าทีเป็นธรรมชาติของพี่ชายตัวเอง

 

“จานนี้อร่อยมาก ไม่เหมือนกับการหัดทำครั้งแรกเลย”

 

เมลิสซ่ากล่าวชมจากใจจริง เธอจ้องมองจานเปล่าตรงหน้าด้วยแววตาเหม่อลอย

 

กระทั่งน้ำซอสยังแทบไม่เหลือ

 

“ยังห่างไกลจากฝีมือพ่อครัวบ้านเวิร์ชมาก ถ้ารวยกว่านี้ ฉันต้องพาเธอกับเบ็นสันไปกินอาหารในภัตตาคารให้ได้!”

 

ไคลน์กล่าวด้วยสีหน้ามุ่งมั่น

 

“แล้วการสัมภาษณ์ของนาย… เอิ่ก!”

 

ยังไม่ทันที่เมลิสซ่าจะกล่าวจบประโยค เสียงเรอแห่งความพึงพอใจดังแทรกขึ้นมาจากลำคอ

สาวน้อยรีบใช้มือปิดปากด้วยใบหน้าแดงก่ำ นัยน์ตาสั่นระริก

 

เป็นความผิดของสตูว์จานนี้ต่างหาก!

ม…มันอร่อยเกินไป!

 

ไคลน์แอบหัวเราะในใจ หากประเมินจากนิสัยน้องสาว การเย้าแหย่คงไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดนัก

 

มันชี้ไปที่จาน

 

“หน้าที่ของเธอ”

“ได้เลย!”

 

เมลิสซ่ารีบลุกขึ้นและยกภาชนะไปยังอ่างล้างหน้าที่ห้องน้ำรวม

 

เมื่อล้างจานเสร็จสรรพและกลับมา เธอทำการเปิดตู้กับข้าวเพื่อสำรวจเครื่องปรุงและอุปกรณ์อื่นตามนิสัยปรกติ

 

“นายใช้พวกมันหรือ?”

 

เมลิสซ่าถามพลางขมวดคิ้ว เธอยกขวดพริกไทยดำกับกระปุกมันหมูขึ้นมาชู

 

ไคลน์ยักไหล่ยิ้ม

 

“นิดเดียวเอง อยากได้ความอร่อยก็ต้องลงทุนหน่อย”

 

หางตาเมลิสซ่ากระตุกเล็กน้อย หลังจากครุ่นคิดพักหนึ่ง เธอหันกลับมาพูดกับไคลน์

 

“ให้ฉันทำอาหารเองดีกว่า

 

“เพราะว่า… นายต้องตั้งสมาธิเพื่อเตรียมตัวสอบสัมภาษณ์ งานของนายสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด”

 

▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬

ลงวันละตอน ทุกวันจันทร์ - ศุกร์

ติดตามผู้แปลได้ที่ : www.facebook.com/bjknovel/

จบบทที่ ราชันย์เร้นลับ 11 : รสมือที่แท้จริง

คัดลอกลิงก์แล้ว