เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ราชันย์เร้นลับ 1 : แดงฉาน

ราชันย์เร้นลับ 1 : แดงฉาน

ราชันย์เร้นลับ 1 : แดงฉาน


ราชันย์เร้นลับ 1 : แดงฉาน

 

ปวด…

 

ปวดจัง…

 

ทำไมถึงปวดหัวแบบนี้…

 

ดินแดนแห่งความฝันหลากแสงสีที่เปี่ยมด้วยเสียงเพรียกหา ค่อยๆ พังครืนลงต่อหน้า

โจวหมิงรุ่ย (วัฏจักรโชคลาภเจิดจรัส) ซึ่งกึ่งหลับกึ่งตื่น มันพลันเจ็บแปลบที่ศีรษะประหนึ่งถูกทุบด้วยแท่งเหล็ก ไม่สิ ระบุให้ชัดคือ เป็นความเจ็บแปลบราวกับถูกโลหะแหลมยาวเสียบทะลวงขมับพลางคนกวนให้ยุ่งเหยิง

 

โงนเงน

 

โจวหมิงรุ่ยพยามฝืนพยุงตัวลุกนั่ง มันต้องการใช้มือสัมผัสศีรษะให้แน่ชัดเพื่อสืบทราบหาต้นตอความเจ็บปวด แต่ไม่ว่าจะมือหรือเท้าต่างก็มิอาจขยับเขยื้อนได้ดั่งใจ ราวกับร่างกายนี้มิใช่ตนที่เป็นเจ้าของ

 

บางทีเราอาจยังไม่ตื่นดี นี่คงเป็นเพียงในฝันที่เสมือนจริง…

 

ใช่แล้วเราแค่คิดว่าตัวเองตื่น แต่แท้จริงแล้วกำลังหลับ

 

ในฐานะที่ไม่คุ้นชินกับสถานการณ์เช่นนี้ โจวพยายามตั้งสติและสลัดความดำมืดที่เป็นฝัน ค่อยๆ ฝืนเอาชนะร่างกายที่ถูกพันธนาการ แต่ด้วยภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น เจตจำนงอันแรงกล้ากลับบางเบาราวกลุ่มหมอก ห้วงความคิดไม่ปะติดปะต่อและยากควบคุม ไม่ว่าจะพยายามฝืนจิตเพียงใด แต่ทุกการกระทำล้วนเป็นหมัน

 

ทำไมจู่ๆ ถึงปวดหัวได้…

 

แถมยังเจ็บขนาดนี้!

 

หรือว่าจะเป็นอาการเลือดคั่งในสมอง...

 

บ้าจริง นี่เราจะตายทั้งที่ยังหนุ่มแน่นเนี่ยนะ!

 

รีบตื่นเร็วเข้า! ตื่น!

 

อา… มันไม่ค่อยเจ็บแล้ว แต่ในหัวเหมือนกับบางสิ่งคล้ายมีดทื่อกำลังสับสมองเราอย่างเชื่องช้า…

 

คงนอนต่อไปไม่ได้แน่ แล้วเราจะไปทำงานพรุ่งนี้ได้ยังไง

 

เดี๋ยวสิ นี่นายยังคิดจะไปทำงานอีกหรือ ปวดหัวบัดซบแบบนี้ ขอใบรับรองแพทย์แล้วนอนอยู่บ้านดีกว่า โดนบ่นจนหูชาสักยกจะเป็นไรไป

 

ไม่เลว อย่างน้อยก็ได้ลาหยุดหนึ่งวัน

 

หลังจากความรู้สึกราวกับสมองถูกกรีดจบลง โจวหมิงรุ่ยเริ่มได้รับพลังใจกลับมาอย่างน่าประหลาด ท้ายที่สุด มันยืดตัวเอนหลังให้ตั้งตรงได้แล้ว ดวงตาลืมขึ้นพลางสลัดคราบอาการกึ่งกลับกึ่งตื่นเมื่อครู่

 

ภาพการมองเห็นพร่ามัวไปชั่วขณะ จากนั้นก็เริ่มปรับสายตาให้ชินกับบรรยากาศรอบข้างที่มีสีออกแดงเจือจาง  โจวหมิงรุ่ยมองเห็นโต๊ะไม้ตั้งวางอยู่เบื้องหน้า บนโต๊ะมีสมุดเล่มหนึ่งถูกกางเปิดออก กระดาษบนสมุดทั้งหยาบและเหลือง มีข้อความอักษรประหลาดถูกเขียนไว้ด้วยด้วยหมึกสีดำเข้มเตะตา

 

ซ้ายมือของสมุดเป็นกองหนังสือวางตั้งเรียงราวเจ็ดถึงแปดเล่ม มันวางชิดขอบโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ กำแพงฝั่งขวามือมีท่อสีเทาขาวถูกเดินติดตั้งอย่างเป็นระเบียบ ปลายสุดของท่อเชื่อมเข้ากับโคมไฟผนัง

 

ดูคล้ายกับโคมไฟผนังทรงตะวันตกยุคเก่า ขนาดเพียงครึ่งศีรษะบุรุษโตเต็มวัย ด้านในล้อมสี่ทิศด้วยกระจกใส่ ส่วนด้านนอกถูกครอบไว้ด้วยโลหะที่คล้ายเหล็ก

 

ใต้โคมไฟผนังมีขวดหมึกดำที่หุ้มด้วยกระดาษสีแดงสดเปล่งประกาย ลวดลายบนกระดาษถูกพิมนูนด้วยภาพของนางฟ้า

 

ถัดจากขวดหมึกคือปากกาดำหัวกลมที่วางอยู่ข้างขวาของสมุดอย่างเงียบงันไม่ส่งเสียง ปลายปากกายังคงเหลือหมึกอย่างเจือจางส่องกระทบแสงจนเกิดประกายเล็กน้อย ข้างปลอกปากกามีปืนลูกโม่ทองเหลือวางอยู่

 

ปืน… แถมยังเป็นลูกโม่… โจวหมิงรุ่ยผงะไปครู่ใหญ่ ทุกสิ่งที่เขามองเห็นด้วยตาไม่เหมือนกับบรรยกาศห้องนอนตัวเองแม้แต่น้อย

 

ท่ามกลางความตกตะลึง เขาเริ่มตระหนักว่าโต๊ไม้ะ สมุดจด ขวดหมึก และปืนลูกโม่ล้วนถูกหุ้มไว้ด้วยชั้น 'ผ้าบาง' สีแดงฉาน ตาของโจวเริ่มทำความคุ้นชินกับแสงจากภายนอกที่เล็ดลอดเข้ามาทางหน้าต่าง

 

ขณะสติยังกลับมาไม่ครบถ้วน โจวหมิงรุ่ยเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย

 

ณ ท้องฟ้ายามค่ำคืนหลังม่านฝ้ายสีดำง จันทร์เต็มดวงกำลังสุกสว่างพลางส่องแสงสีแดงเลือดอย่างเงียบงัน

 

นี่มัน… โจวหมิงรุ่นเริ่มสัมผัสถึงความไม่ปรกติ เขารีบลุกพรวดขึ้น แต่น่าเสียดายที่แข้งขายังคงไร้เรี่ยวแรง แถมหัวสมองยังคงวิงเวียนไม่หายจากอาการปวด ชายหนุ่มสูญเสียสมดุลร่างกายพร้อมกับล้มก้นจ้ำเบ้ากระแทกใส่ไม้แข็งหนึ่งครั้ง ก่อนจะเสียหลักเซนั่งลงบนเก้าอี้

 

ตุ้บ!

 

โชคดีที่ไม่ได้รับอาการบาดเจ็บเพิ่มเติม โจวหมิงรุ่ยวางมือลงบนโต๊ะพร้อมกับฝืนออกแรง มันพยายามพยุ่งตัวขึ้นอีกครั้งเพื่อจะทราบให้ได้ว่า ตนหลุดเข้ามาอยู่ในสถานการณ์ใดกันแน่

 

ที่นี่คือห้องเล็กและแคบซึ่งมีประตูสีน้ำตาลเพียงสองบานซ้ายขวา เตียงไม้สองชั้นถูกวางตั้งชิดผนังด้านตรงข้าม

 

ระหว่างเตียงไม้และประตูซ้ายมีตู้เสื้อผ้าหันหน้าออก ด้านล่างตู้มีลิ้นชักทั้งหมดห้าชั้น

 

ท่อสีเทาขาวขนาดสูงเท่าคนถูกติดตั้งที่มุมห้อง ปลายท่อเชื่อมกับกล่องกลไกลแปลกประหลาดที่ด้านในเผยให้เห็นลูกปืนและเฟืองบางส่วน

 

ไม่ไกลจากโต๊ะไม้มากนัก มุมห้องขวามือมีอุปกรณ์วางเรียงราย ทั้งเตาถ่าน หม้อซุบ หม้อเหล็ก และอุปกรณ์ทำครัวนานาชนิด

 

ข้างประตูฝั่งขวามีแท่นกระจกเงาสำหรับแต่งตัวที่ฐานทำจากไม้ทั่วไป

 

หลังจากกวาดเพ่งสายตาอยู่ครู่หนึ่ง โจมหมิงรุ่ยเริ่มมองเห็นรูปลักษณ์ในสภาพปัจจุบันอย่างเลือนลาง

ผมสีดำขลับ นัยน์ตาสีน้ำตาล เสื้อลินิน ร่างกายผอมบาง หน้าตาปานกลาง กรามค่อนข้างเรียว

นี่มัน… โจวหมิงรุ่ยพลันสูดลมหายใจเข้าปอด ความคิดฟุ้งซ่านนานาชนิดกำลังถาโถมโหมกระหน่ำ

 

ปืนลูกโม่ บรรยากาศกลิ่นอายยุโรปยุคเก่า รวมถึงดวงจันทร์สีชาดที่แตกต่างจากโลกมนุษย์โดยสิ้นเชิง ทั้งหมดนำพาไปสู่ข้อสรุปเดียว

เราถูกส่งมาต่างโลกงั้นหรือ… โจวหมิงรุ่ยอ้าปากค้างไม่หุบ

 

ในฐานะบุคคลที่เติบโตมาพร้อมกับนิยายออนไลน์ เขาเฝ้าฝันการเดินทางไปยังต่างโลกบ่อยครั้ง แต่เมื่อได้สัมผัสเข้ากับตัวเอง มันกลับยากจะทำใจยอมรับเสียเหลือเกิน

 

นี่สินะที่เขาเรียกว่า 'เอี้ยกงปรารถนามังกร' (แม้จะหวาดกลัว แต่ก็ตื่นเต้นยินดี) หลังจากผ่านการครุ่นคิดนานหลายวินาที โจวหมิงรุ่ยเริ่มพึมพำกับตัวเองพลางขมวดคิ้ว

 

หากไม่เพราะความเจ็บปวดที่ยังฝังแน่นในหัว ผนวกกับสติสัมปชัญญาที่เริ่มเฉียบคมและชัดเจนมากขึ้นทุกขณะ โจวหมิงรุ่ยคงอาจคิดว่าตนกำลังดำดิ่งอยู่ในฝันประหลาด

 

ใจเย็นก่อน… หลังสูดลมหายใจเข้าปอดสองสามหน โจวหมิงรุ่นเริ่มข่มจิตให้สงบนิ่ง

 

ในวินาทีนี้ ขณะจิตและกายเริ่มปรองดองเป็นหนึ่ง เศษเสี้ยวความทรงจำใหม่พลันพรั่งพรูเข้ามาในหัวสมอง

 

ไคลน์·โมเร็ตติ พลเมืองทวีปเหนือ อาณาจักรโลเอน รัฐอาโอว่า เมืองทิงเก็น แถมยังเป็นนักศึกษาที่เพิ่งจบจากคณะประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยโฮอี้…

 

บิดาเป็นจ่าสิบเอกแห่งกองทัพหลวงและสละชีพในสงครามยึดครองดินแดนกับทวีปใต้ เงินชดเชยที่ครอบครัวได้รับช่วยให้ไคลน์ได้ศึกษาในโรงเรียนประจำสายวิทย์ นั่นคือพื้นฐานสำคัญที่ส่งผลให้ไคลน์สอบเข้ามหาวิทยาลัยสำเร็จ

มารดาเป็นผู้ศรัทธา 'เทพธิดารัตติกาล' อย่างแรงกล้า เธอจากโลกนี้ไปในปีเดียวกับที่ไคลน์สอบเข้ามหาวิทยาลัยโฮอี้สำเร็จ

 

เขายังมีพี่ชายและน้องสาวที่อาศัยอยู่ด้วยกันภายในบ้านพักสองห้องนอน

 

ครอบครัวมิได้ร่ำรวย จะเรียกว่ายากจนกว่ามาตรฐานก็ไม่ผิดนัก รายได้ที่จุนเจือครอบครัวทั้งหมดมาจากพี่ชายที่ทำงานเป็นเสมียนในบริษัทน้ำเข้าและส่งออก

 

ในฐานะที่จบดานประวัติศาสตร์ ไคลน์เชี่ยวชาญในภาษาโบราณที่ชื่อ 'ฟูซัค' ซึ่งถือเป็นรากฐานของอักษรทวีปเหนือทั้งหมด รวมถึงอักษรเฮอร์มิสที่มักปรากฏบ่อยครั้งในสุสานเก่าแก่ รวมถึงปรากฏในตำราและบทสวดอีกมาก

 

เฮอร์มิส… ความทรงจำหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวโจวหมิงรุ่ย เขารู้สึกเจ็บแปลบที่ขมับจนต้องเลื่อนมือขึ้นไปจับเพื่อบรรเทา จากนั้น หมิงรุ่ยชำเลืองสายตากลับไปมองสมุดบนโต๊ะที่หน้ากระดาษเปิดค้างอยู่ อักษรที่เขียนกึ่งกลางเริ่มแปรเปลี่ยน จากไม่คุ้นเคยเป็นคุ้นเคย จากคุ้นเคยเป็นอ่านออกในที่สุด

 

มันคือประโยคสั้นที่เขียนด้วยอักษรเฮอร์มิส

 

หมึกดำได้กล่าวว่า :

 

"ทุกคนต้องตาย รวมถึงฉัน"

 

วาบ!

 

โจวหมิงรุ่ยสัมผัสถึงความหวาดกลัวจากก้นบึ้ง เขาผงะเซถอยหลังตามสัญชาตญาณ ราวกับต้องการออกห่างจากสมุดเล่มนี้ให้ไกล

 

ด้วยความที่ร่างกายกำลังอ่อนล้า เขาเสียหลักล้มลงและใช้มือคว้าขอบโต๊ะไว้ได้ทัน ภาพการมองเห็นกำลังหมุนเคว้ง บรรยากาศรอบตัวปั่นป่วนและไม่ชัดเจน หูเริ่มได้ยินเสียงประหลาดดังแว่ว ประหนึ่งกับร่างกายถูกผีอำชั่วขณะก็มิปาน

 

โจวหมิงรุ่ยส่ายศีรษะเพื่อสลัดความหวาดกลัวออกไป เขาพยายามดึงสติกลับมาพลางเบนสายตาหนีจากสมุด ลมหายใจกำลังขาดห่วงด้วยท่าทางของคนเหนื่อยหอบ

 

สายตาหมิงรุ่ยชำเลืองมองปืนลูกโม่สีทองแดง ความสับสนเริ่มถาโถมเข้ามาในสมอง

 

"ด้วยสภาพความเห็นอยู่ของครอบครัวไคลน์ หมอนั่นไปเอาปืนลูกโม่มาจากไหน"

 

ชายหนุ่มขมวดคิ้วครุ่นคิด

 

ท่ามกลางความสับสนและตื่นตระหนก หมิงรุ่ยเหลือบเห็นรอยครึ่งฝ่ามือสีแดงฉานที่ขอบโต๊ะ สีแดงของมันทั้งสดและน่าสะอิดสะเอียนยิ่งกว่าจันทร์สีเลือดด้านนอกหน้าต่าง

 

ไม่ผิดแน่… นี่คือรอยฝ่ามือเปื้อนเลือด

 

"รอยมือเปื้อนเลือด…"

 

โจวหมิงรุ่ยรีบยกฝ่ามือขวาขึ้นมามองตามสัญชาตญาณ มือขวาที่เมื่อครู่ใช้พยุงตัวกับขอบโต๊ะขณะเสียหลักล้ม แล้วก็เป็นดังคาด ทั้งฝ่ามือและนิ้วข้างขวากำลังมีเลือดสีแดงฉานเปรอะเปื้อนหลายจุด

 

ขณะเดียวกัน อาการหัวหมุนได้วนเวียนกลับมาหลอกหลอนอีกระลอก ถึงจะบางเบากว่าช่วงแรก แต่มันยังคงดำเนินอย่างไม่จบสิ้น

 

"เราหัวแตกงั้นหรือ…"

 

โจหมิงรุ่ยพึมพำพลางเดินไปส่องกระจกที่แตกร้าว

 

เพียงไม่กี่ก้าว เขาก็ได้เห็นภาพของชายส่วนสูงปานกลาง นัยน์ตาสีน้ำตาล ส่องสะท้อนบนกระจกเงา

 

นี่คือตัวเราในปัจจุบันสินะ… ไคลน์·โมเร็ตติ

 

ด้วยความที่แสงไฟจากด้านนอกไม่สว่างมากพอ เขาจึงมองเห็นบาดแผลของตัวเองได้ไม่ชัดเจน โจวหมิงรุ่ยพยายามขยับใบหน้าเข้าใกล้กระจกมากขึ้นพลางเอนศีรษะไปยังจุดต้นตอที่เลือดไหล

 

ภาพบนกระจกเงากำลังสะท้อนบาดแผลเหวอะหวะชวนอาเจียนตรงขมับ รอบแผลปากมีรอยไหม้และคราบดินปืน

 

ณ กึ่งกลางของบาดแผล… โจวหมิงรุ่ยมองเห็นสมองสีเทาของตัวเองกำลังยุบพองอย่างเชื่องช้า

 

▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬

ลงวันละตอน ทุกวันจันทร์ - ศุกร์

ติดตามผู้แปลได้ที่ : www.facebook.com/bjknovel/

 

จบบทที่ ราชันย์เร้นลับ 1 : แดงฉาน

คัดลอกลิงก์แล้ว