เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 638 พลังแห่งวาจาของโอรสสวรรค์

บทที่ 638 พลังแห่งวาจาของโอรสสวรรค์

บทที่ 638 พลังแห่งวาจาของโอรสสวรรค์ 


บทที่ 638 พลังแห่งวาจาของโอรสสวรรค์

ทางด้านบ้านของใต้เท้าเจิ้งผู้ถวายการร่ายรำ ยังไม่ทันกลับถึงบ้าน สองสามีภรรยาก็เริ่มทะเลาะกันบนรถม้าแล้ว

“นั่นเจ้าไปเอาเสื้อผ้าอะไรมา”

“ไม่สง่างามเลยสักนิด!”

“มิน่าเล่าฝ่าบาทถึงทรงพระพิโรธ…”

ฮูหยินไม่ยอมรับผิดเด็ดขาด “ก็ท่านบอกเองว่าฝ่าบาทกับองค์รัชทายาทไม่รับสั่งนางสนมไม่เลือกพระชายาอย่างเปิดเผย แต่บุรุษล้วนมีสันดานต่ำทรามเช่นนั้น หากดื่มสุราไปสองจอกแล้วเกิดต้องตาต้องใจขึ้นมา การกลับคำพูดก็เป็นเพียงเรื่องของคำพูดประโยคเดียว…”

“แต่งตัวเหมือนพระโพธิสัตว์ในวัด สง่างามแล้วไปร่ายรำเช่นนั้น ฮ่องเต้กับองค์รัชทายาทจะทอดพระเนตรได้อย่างไร”

ใต้เท้าเจิ้ง…

“ท่านพ่อ! ท่านแม่! พวกท่านอย่าพูดอีกเลย…หากพูดอีกบุตรคงอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว…”

บุตรสาวที่อยู่ข้างๆ ร้องไห้จนดูไม่จืดแล้ว

วันนี้ต้องขายหน้าครั้งใหญ่ในตำหนักจินหลวน แม้ว่าฮองเฮาจะประทานต่างหูมุกหนึ่งคู่ให้ พอจะรักษาหน้าได้บ้าง แต่ใครๆ ก็ดูออกว่าอย่างไรก็เสียหน้าอยู่ดี!

ต่อไปตนเองจะหาบ้านสามีที่ดีได้อีกหรือไม่

ล้วนเป็นเพราะท่านพ่อ คิดแผนการแย่ๆ อะไรออกมา…

ฮ่องเต้ทรงปิดเส้นทางการถวายการขับร้องและร่ายรำโดยตรง เหล่าขุนนางบุ๋นบู๊เมื่อกลับถึงบ้านก็กระซิบกระซาบกับฮูหยินของตนเช่นกัน

ต่อไปการดูตัวของชายหญิงก็ไม่อาจใช้การขับร้องร่ายรำมาตัดสินได้อีก อย่างน้อยบุตรสาวคุณหนูที่ต้องการไต่เต้าเป็นภรรยาเอก ก็ไม่อาจเน้นย้ำเพียงความสามารถด้านการขับร้องร่ายรำได้อีกต่อไป

ฮูหยินที่ให้บุตรสาวเตรียมการร่ายรำไว้เช่นกันรู้สึกไม่พอใจ

“สตรีสมควรจะอ่อนแอ ไม่เรียนร่ายรำแล้วจะให้เรียนอะไร หรือควรจะเรียนรู้เหมือนอย่างฮองเฮาที่ใช้ทวนควงกระบอง”

ใครจะรู้ว่าเมื่อนายท่านได้ยิน ก็ราวกับได้รับการชี้แนะจนตื่นรู้ เขาตบต้นขาแล้วร้องว่า “ใช่แล้ว!”

ฮูหยินตกใจเป็นอย่างมาก “ใช่อะไร”

“ใช้ทวนควงกระบอง!”

“ข้าเห็นว่าสตรีสูงศักดิ์ทั้งสองพระองค์ในวังล้วนไม่อ่อนแอ บางทีในวังอาจจะชอบแบบนี้”

“ยังมีไท่ผิงจวิ้นหวางอีก จากเด็กที่เคยผอมแห้งอย่างยิ่ง ตอนนี้เล่า ดูสูงโปร่งและมีชีวิตชีวา!”

“มีกลิ่นอายของจงเลี่ยไท่จื่ออยู่หลายส่วนทีเดียว…”

“ข้าได้ยินมาว่า เขาอยู่ในวัง ทุกวันต้องฝึกยุทธ์หนึ่งชั่วยาม”

“ไม่ได้การ กลับบ้านแล้วต้องรีบจ้างครูฝึกยุทธ์ ให้ลูกๆ ที่บ้านฝึกฝนกันทั้งหมด…”

ฮูหยินไม่พอใจ “การฝึกยุทธ์ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ในวันสองวัน! ข้าได้ยินมาว่าต้องสร้างรากฐานกระดูกมาตั้งแต่เด็ก!”

“ตอนนี้จะไปทันได้อย่างไร”

นายท่าน “ทันไม่ทันอะไรกัน แค่ทำให้ร่างกายแข็งแรงก็ยังดี!”

“ที่สำคัญที่สุดคือทัศนคติ! เจ้าเข้าใจคำว่าทัศนคติหรือไม่…”

เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นในบ้านของขุนนางบุ๋นบู๊มากมาย ชุยเฉาโยงเสนาบดีกรมคลังเดินไขว้หลังกลับถึงบ้าน ก็เรียกบุตรชายทั้งหมดเข้ามาในห้องหนังสือ

เมื่อมองดูบุตรชายสองคนที่รูปร่างสูงใหญ่แต่ค่อนข้างอ้วน เขาก็สั่งการอย่างเคร่งขรึม “เริ่มตั้งแต่วันพรุ่งนี้ พวกเจ้าก็ไปหาครูฝึกยุทธ์มาสักคน ให้มาสอนพวกเจ้าฝึกมวยยืนม้าทุกวันเพื่อเสริมสร้างร่างกาย”

“แล้วก็ ไปดูว่ามีแม่นมวรยุทธ์ที่ฝีมือดีหน่อยหรือไม่ หามาสักคน สอนพี่ๆ น้องๆ สาวๆ ของพวกเจ้าด้วย”

“แต่ละคนป่วยอิดโรยเป็นนิจ ล้มหมอนนอนเสื่ออยู่บ่อย ๆ มีอะไรน่าดูชมกัน”

บุตรชายคนโตชุยจื่อเหยาประสานมือรับคำว่า “ขอรับ” ก่อน แล้วจึงถามเหตุผล “ท่านพ่อ เป็นไปเพื่อรักษาแนวทางให้สอดคล้องกับในวังหรือขอรับ”

ชุยเฉาโยงพยักหน้าเล็กน้อย “ก็ใช่และก็ไม่ใช่”

ฝ่าบาทและองค์รัชทายาทในปัจจุบันล้วนมีวินัยในตนเองอย่างเข้มงวด เป็นประมุขที่ดีและมีความรับผิดชอบอย่างยิ่ง การที่การขับร้องร่ายรำถูกห้ามในวันนี้ ก็ถือเป็นสัญญาณอย่างหนึ่ง

ความหมายของฝ่าบาทชัดเจนมาก การขับร้องร่ายรำควรแสดงในโอกาสที่เหมาะสม โดยบุคคลที่เหมาะสม ให้แก่บุคคลที่เหมาะสมชมเท่านั้น

หากตระกูลขุนนางมัวเมาอยู่กับสิ่งนี้ หรือกระทั่งภูมิใจและนำมาโอ้อวด ฝ่าบาทย่อมไม่โปรด

เรื่องที่ฝ่าบาทโปรดไม่จำเป็นต้องทำ แต่เรื่องที่ฝ่าบาทไม่โปรด ห้ามทำเด็ดขาด

เมื่อชุยเฉาโยงเป็นฝ่ายสนับสนุนฮ่องเต้ที่แน่วแน่ ที่บ้านก็ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในทันที

ผู้ติดตามคนสนิทรับคำสั่ง แล้วรีบลงไปถ่ายทอดคำสั่ง

เมื่อความต้องการครูฝึกยุทธ์และแม่นมวรยุทธ์ของตระกูลขุนนางในเมืองหลวงเพิ่มสูงขึ้นอย่างกะทันหัน ครูฝึกยุทธ์และแม่นมวรยุทธ์ฝีมือดีในเมืองหลวงก็กลับกลายเป็นที่ต้องการอย่างมาก

กระทั่งมีคนที่หัวไว ตามไปจนถึงหมู่บ้านทหารผ่านศึก

แม้ทหารผ่านศึกเหล่านี้จะแขนขาดขาขาด แต่พวกเขาก็มีประสบการณ์จริงมากมาย รู้ดีว่าจะฝึกฝนคนอย่างไร

พวกเขารู้ว่าฝ่าบาททรงปกป้องและเคารพทหารผ่านศึกเหล่านี้ ทั้งยังสามารถแสดงความปรารถนาดี และสามารถเชิญคนที่เหมาะสมได้ เป็นเรื่องที่ได้ประโยชน์สองต่อ เหตุใดจึงจะไม่ทำเล่า

ดังนั้นเหล่าทหารผ่านศึกในหมู่บ้านทหารผ่านศึกจึงได้รับค่าจ้างราคาสูง เชิญพวกเขาไปเป็นครูฝึกยุทธ์

เหล่าทหารผ่านศึกทั้งประหลาดใจและดีใจ แต่ไม่กล้าตัดสินใจตามอำเภอใจ ต่างรายงานให้ผู้รับผิดชอบเพื่อส่งเรื่องขึ้นไป

ฟู่จงไห่ยังไม่รู้เรื่องนี้เลยสักนิด หลังจากงานเลี้ยงเลิก เขาก็ไปหาจ้านอวิ๋นฝูเพื่ออวดความดีความชอบ

“พี่หญิง ดูสิ ข้ามีหลักการมากใช่หรือไม่”

“การร้องรำทำเพลงพวกนั้นจะมีประโยชน์อะไร แอบเต้นให้สามีของตนดูที่บ้านก็พอแล้ว...ยังจะออกมาเต้นอีก…”

ข้าไม่ดู!

ข้าไม่อยากดูเลยสักนิด!

จ้านอวิ๋นฝูมองเขาด้วยรอยยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใด อายุปูนนี้แล้วยังไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ คืนเดียวเรียกหาน้ำสามสี่ครั้ง…

ตอนนี้มาทำตัวเหมือนสุภาพชนให้ใครดูกัน

ฟู่จงไห่ทนสายตาของนางไม่ไหว รู้สึกร้อนรุ่มในใจ เขาเดินเข้าไปจับมือนาง “เจ้ามองข้าเช่นนี้ทำไม”

ถูกมองจนในใจราวกับมีแมวข่วน คันยุบยิบไปหมด…

จ้านอวิ๋นฝูเข้าใจในทันที ขมวดคิ้วพลางปัดมือเขาออก “ยังต้องไปกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันที่ตำหนักไท่จี๋อีก! ห้ามทำเรื่องเหลวไหล!”

ฟู่จงไห่จนปัญญา ทำได้เพียงปล่อยมือ

วันนี้ครอบครัวฟู่ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นการรวมตัวพร้อมหน้าพร้อมตาอย่างแท้จริง

ครอบครัวสี่รุ่น นั่งกินข้าวอยู่บนโต๊ะเดียวกัน

ฟู่ชิ่งเหนียนและภรรยาของฟู่เฉินอันยังคงทำตัวตามสบาย ส่วนฟู่ซือเหยียนและฟู่อวี้เฉิงกลับรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง

คนที่ร่วมโต๊ะด้วยคือฮ่องเต้และฮองเฮาแห่งยุคนี้ ข้างๆ มีคนคอยรับใช้และคุ้มกันยืนอยู่เป็นวงกลม ดาบที่เอวไม่ใช่ของประกอบฉาก แต่เป็นอาวุธร้ายแรงที่สามารถฆ่าคนได้ในดาบเดียว…

ฟู่จงไห่เห็นบาดแผลบนใบหน้าของฟู่อวี้เฉิงก็ประหลาดใจอย่างยิ่ง เมื่อทราบสาเหตุก็ยิ่งประหลาดใจมากขึ้นไปอีก

“อีกไม่กี่วันเจ้าจะประลองยุทธ์กับอันเอ๋อร์หรือ”

ยังต้องทนให้ได้เกินสิบวินาที

เมื่อเห็นฟู่อวี้เฉิงพยักหน้ายืนยัน ฟู่จงไห่ก็อดไม่ได้ที่จะฉายแววเห็นใจในดวงตา แล้วหันไปมองฟู่เฉินอันอีกครั้ง

จักรพรรดิเทียนอู่ทรงส่งสายพระเนตรเตือน พอหอมปากหอมคอนะ!

อย่าตีคนตายจริงๆ เล่า

เดี๋ยวท่านปู่จะอาละวาดเอา

ฟู่อวี้เฉิงเห็นสายพระเนตรของฟู่จงไห่ที่เตือนฟู่เฉินอันก็ดีใจ

เขามองฟู่เฉินอันอย่างท้าทาย เจ้ารอเลย พ่อแท้ๆ ที่เป็นฮ่องเต้ของเจ้ายังคิดว่าเจ้าจะถูกข้าตบหน้า!

ฟู่เฉินอันลดสายตาลง คนโง่เง่าเช่นนี้ ต่อให้ตนเอาชนะได้ก็ดูเหมือนจะไม่รู้สึกภูมิใจอะไร…

กว่าฟู่จงไห่จะได้รับรายงานจากหมู่บ้านทหารผ่านศึก และรู้ว่ากระแสนิยมของตระกูลขุนนางในเมืองหลวงเปลี่ยนไปอย่างมาก บุตรหลานในบ้านต่างเริ่มฝึกยุทธ์กันหมดแล้ว ก็เป็นเวลาสองวันให้หลัง

เขามองหลี่ว์ต้าป่านที่มารายงานด้วยความตกตะลึง “เหตุใดพวกเขาจึงเป็นเช่นนี้”

หลี่ว์ต้าป่านกล่าวอย่างระมัดระวัง “ว่ากันว่าในงานเลี้ยงชมจันทร์ ฝ่าบาทตรัสว่าการขับร้องร่ายรำของสตรีในตระกูลขุนนางไม่ควรแสดงในที่สาธารณะ…”

ฟู่จงไห่ “อืม ข้าพูดทำนองนั้น แล้วอย่างไรต่อ”

มันเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ด้วย

หลี่ว์ต้าป่านไม่กล้ารับคำต่อ การที่ตระกูลขุนนางและขุนนางบุ๋นบู๊คาดเดาพระทัยเบื้องสูง ตนเองก็กำลังคาดเดาพระทัยเบื้องสูงเช่นกัน

หากพูดต่อไปอีก เกิดพาตัวเองเข้าไปพัวพันด้วย คงจะลำบากแน่

จ้านอวิ๋นฝูที่ถูกบังคับให้อยู่เป็นเพื่อนสามีทำงานในห้องทรงอักษรเกิดความเห็นใจหลี่ว์ต้าป่าน จึงต้องเป็นฝ่ายเอ่ยปาก

“จากนั้น พวกเขาก็เห็นว่าท่านไม่ชอบสตรีที่อ่อนแอ เลยเริ่มคาดเดาว่าท่านกับอันเอ๋อร์จะชอบคนที่ฝึกยุทธ์มากกว่าหรือไม่…”

ภายใต้คำอธิบายของจ้านอวิ๋นฝู ในที่สุดฟู่จงไห่ก็เข้าใจ

“เพียงเพราะข้าพูดประโยคนั้นประโยคเดียว ตระกูลขุนนางและขุนนางในเมืองหลวงก็เริ่มจ้างครูฝึกยุทธ์กันหมดเลยหรือ”

ตอนนี้คำพูดคำเดียวของเรามีอิทธิพลขนาดนั้นเชียว

แต่ตอนนั้นข้าแค่ต้องการจะประจบพี่หญิง…ในฐานะสามีก็แค่แสดงความภักดีเท่านั้นเอง

เรื่องการขับร้องร่ายรำอะไรนั่น เขาไม่ได้รู้สึกต่อต้านมากขนาดนั้น…

ใครจะรู้ว่าเรื่องง่ายๆ เรื่องหนึ่ง พอลงไปถึงเบื้องล่าง กลับถูกตีความไปเช่นนี้…

ฟู่จงไห่อ้าปากค้าง ตกตะลึงจนพูดไม่ออก

จ้านอวิ๋นฝูทั้งขำทั้งจนปัญญา “เหตุใดท่านยังประหลาดใจอีกเล่า ตอนนี้ท่านเป็นโอรสสวรรค์แล้ว ผู้ใดจะกล้าไม่ให้ความสำคัญกับคำพูดของท่าน”

จบบทที่ บทที่ 638 พลังแห่งวาจาของโอรสสวรรค์

คัดลอกลิงก์แล้ว