- หน้าแรก
- ยอดนักสืบทลายคดีอสูร
- บทที่ 290 - ความใจป้ำ
บทที่ 290 - ความใจป้ำ
บทที่ 290 - ความใจป้ำ
บทที่ 290 - ความใจป้ำ
จางเลี่ยค่อยๆ ลุกขึ้นยืน สองมือมีแสงสีแดงร้อนแรงวูบวาบขึ้นมาอย่างน่าประหลาด กลิ่นอายบนร่างพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนวินาทีถัดไปจะพุ่งเข้าใส่หม่าซาน
จะลงมือแล้วเหรอ!
จิตสังหารนั่นของจริง ปาจื่อที่อยู่ข้างๆ รีบหดตัวถอยหลัง ส่วนผู้ฝึกตนสิบกว่าคนที่อยู่นอกประตูก็ล้อมบ้านปาจื่อไว้แล้ว ถ้ามีการลงมือ ก็ต้องรั้งหม่าซานไว้ให้ได้
แต่ต่างจากสถานการณ์ที่ตึงเครียดจวนจะระเบิด หม่าซานกลับยิ้มกว้าง ไม่ตื่นตระหนกเลยสักนิด
"ดูท่าพลังยุทธ์ของพี่จางจะฟื้นฟูสมบูรณ์แล้ว ไม่เหมือนข้า ตอนนี้กินข้าวกินน้ำยังลำบาก ถ้าต้องสู้กับใครคงแสดงฝีมือได้ไม่ถึงครึ่งของเมื่อก่อน แต่พี่จางอย่าเพิ่งใจร้อน ข้าพูดความจริง เรื่องพลิกผันนั่นเป็นอุบัติเหตุจริงๆ"
"อุบัติเหตุ? ฝ่ายตรงข้ามวางกับดักรอเหยื่อชัดๆ สถานที่และเวลาซื้อขายคนของเจ้าเป็นคนจัดการทั้งหมด เจ้าบอกข้าว่าอุบัติเหตุ? หม่าซาน เจ้าพูดแบบนี้มันแส่หาที่ตายชัดๆ!" จางเลี่ยตั้งท่า พลังกดดันพุ่งถึงขีดสุด
"ช้าก่อน! ข้ายินดีชดใช้ให้พี่จางตามกฎของวงการ! พี่จางว่ายังไง?"
พูดซะแต่แรกก็จบแล้ว จะพล่ามทำไมตั้งเยอะแยะ? แม้พลังกดดันบนร่างจางเลี่ยจะยังอยู่ แต่จิตสังหารก็ลดลงไปบ้างแล้ว
"ว่ามา!"
"ยาเม็ดบำรุงแก่นแท้ขนาดใหญ่ห้าเม็ด!"
"สิบเม็ด!"
"พี่จาง อย่างมากหกเม็ด"
สุดท้ายหม่าซานควักยาเม็ดบำรุงแก่นแท้ขนาดใหญ่ออกมาเจ็ดเม็ดตรงนั้น ถือว่าลบล้างความบาดหมางกับจางเลี่ยไป ตามกฎของวงการ เขาไม่เพียงแต่หมดพันธะกับจางเลี่ย แต่ยังถือว่าได้กลับมาเชื่อมสัมพันธ์กับเฟยหลงที่อยู่เบื้องหลังจางเลี่ยอีกครั้ง
รับของแล้ว ธุรกิจก็คุยกันได้ แต่อำนาจการตัดสินใจยังคงอยู่ที่ฝ่ายจางเลี่ย
"พี่จาง นึกไม่ถึงว่าลูกพี่ของพวกเจ้าจะเก่งกาจขนาดนี้ ตลาดมืดทั่วจิ้งซีตอนนี้โดนถลกหนังไปสามชั้น ตัวยิ่งใหญ่ยิ่งตายเร็ว กลับเป็นพวกเจ้าที่ดูเหมือนจะไม่เป็นอะไรเลย"
จางเลี่ยแค่นเสียงตัดบท "เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า ก่อนมาพี่เฟยหลงฝากบอกว่า หินวิญญาณสสารไม่มี ปีนี้ถึงกลางปีหน้าก็จะไม่มีคนขายหินวิญญาณสสาร ถ้าเจ้ามีความสามารถก็ไปหาเอาเอง ทางเรากินสินค้านี้ไม่ลง"
สีหน้าหม่าซานไม่เปลี่ยน จางเลี่ยยอมออกมาเจอเขา ด้านหนึ่งคงเพื่อรีดไถค่าชดเชย อีกด้านหนึ่งต้องอยากจะตกลงธุรกิจนี้ให้ได้ ตอนนี้สถานการณ์ตลาดมืดชัดเจนอยู่ เฟยหลงเลี้ยงคนไว้ตั้งเยอะถ้าไม่มีรายได้เข้าต้องแย่แน่ หม่าซานมั่นใจว่าเฟยหลงต้องมีคำพูดฝากจางเลี่ยมาอีก
"งั้นนอกจากหินวิญญาณสสารล่ะ? พวกเจ้าต้องมีช่องทางปล่อยของอย่างอื่นแน่ใช่ไหม?"
"มีแต่เสบียง และมีแค่เสบียงเก่าเก็บสองปี"
"เท่าไหร่?"
"รถใหญ่ หกสิบเอ็ดคันรถ"
แววตาของหม่าซานเป็นประกายวูบทันที หกสิบเอ็ดคันรถ แถมเป็นรถใหญ่ นี่ไม่น้อยเลย ต่อให้เป็นเสบียงเก่าแล้วไง? กินได้ก็ถือว่าโอเค
แต่ประโยคถัดมาของจางเลี่ยทำเอาหม่าซานคิ้วขมวด
"ราคาห้าเท่าของปกติเจ้าก็เอาของไปได้เลย แต่ครั้งนี้พวกเจ้าต้องจัดขบวนขนส่งเอง พวกเราแค่รับหน้าที่เป็นนายหน้า"
"คนขายล่ะ?"
"คนขายกล้าขายก็ดีถมไปแล้ว ยังจะให้ช่วยขนอีกเหรอ?"
"แต่ตอนนี้อู่รถม้าไม่กล้ารับงานแบบนี้เลย ข้าจะขนออกไปยังไง?"
จางเลี่ยส่ายหน้า ยืนกรานคำเดิม "นั่นไม่ใช่เรื่องที่เราต้องพิจารณา เราแค่เป็นคนกลาง หาของมาให้ได้ ราคาห้าเท่าของเมื่อก่อน ถ้าเจ้าเอาก็หาคนขนเอง อย่างอื่นเราไม่ยุ่ง"
ตามแผนที่วางไว้ จางเลี่ยใช้ "กฎของวงการ" บีบเอายาเม็ดบำรุงแก่นแท้ขนาดใหญ่ออกมาจากปากหม่าซานได้เจ็ดเม็ด ของพรรค์นี้ผู้ฝึกตนพเนจรทั่วไปแค่เคยได้ยินชื่อ ส่วนใหญ่ตายไปก็ยังไม่เคยเห็น แต่หม่าซานกลับควักออกมาทีเดียวเจ็ดเม็ด แถมดูเหมือนไม่ได้ลำบากอะไรมากนัก
นี่อย่างน้อยก็แสดงว่าคนเบื้องหลังหม่าซานมีการสนับสนุนด้านยาเม็ดให้พวกเขาอย่างเพียงพอ
จากนั้นก็ตามแผน บีบคั้นต่อไป ดูว่าหม่าซานจะยอมทิ้งการซื้อขายนี้ หรือจะยอมงัดไพ่ตายออกมาอีก
เป็นไปตามคาด หม่าซานลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า "พี่จาง ข้ารู้ความสามารถของพี่เฟยหลงของพวกเจ้าดี ในเมื่อเขาสามารถติดต่อเสบียงล็อตใหญ่ขนาดนี้ได้ในเวลาแบบนี้ ย่อมต้องติดต่อช่องทางการขนส่งได้เช่นกัน เจ้าดูแบบนี้ได้ไหม ข้ายินดีเพิ่มค่าเหนื่อยให้อีกสองส่วน รบกวนพวกเจ้าช่วยวิ่งเต้นให้หน่อย?"
ราคาห้าเท่าก็แพงบรรลัยแล้ว ยังจะเพิ่มให้อีกสองส่วน?
จางเลี่ยหรี่ตา เขาประเมินว่าถ้าเขากล้ารับปาก ไม่ว่าจะเรียกราคาเท่าไหร่ หม่าซานก็จะตกลงทันที ไอ้คนที่ตอนนี้ดูป่วยใกล้ตายนี่เบื้องหลังรวยขนาดไหนกันแน่? มีภูเขาทองภูเขาเงินจริงๆ เหรอ?
เห็นจางเลี่ยส่ายหน้าไม่ตอบรับ หม่าซานในใจเริ่มร้อนรนจริงๆ
"พี่จาง ช่วยหน่อยเถอะ!" พูดจบไม่รู้ควักขวดเล็กๆ ออกมาจากไหนวางไว้ตรงหน้าจางเลี่ย ขวดนี้จางเลี่ยเคยเห็น เป็นขวดใส่ยาเม็ดบำรุงแก่นแท้ขนาดใหญ่
ใจป้ำขนาดนี้ จางเลี่ยที่เป็นคนหน้าตายยังอดใจเต้นผิดจังหวะไม่ได้ เพราะแม้เขาจะมาจากหน่วยชำระทมิฬ แถมยังมีประวัติเป็นองครักษ์ส่วนตัวของเจียงเฉิง แต่ยาเม็ดบำรุงแก่นแท้ขนาดใหญ่ก็เคยเห็นไม่กี่ครั้ง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการควักออกมาทีเดียวเยอะๆ โดยตาไม่กะพริบแบบนี้
เสียดาย รับไว้ไม่ได้!
"เจ้าไม่ต้องทำแบบนี้ เรื่องสินค้าไม่มีข้อต่อรอง พี่เฟยหลงสั่งไว้ชัดเจน การขนส่งพวกเจ้าจัดการเอง ไม่งั้นยกเลิกการซื้อขาย เจ้าไปคิดดูเถอะ ภายในสามวันนี้เจ้าติดต่อ... ปาจื่อได้ตลอดเวลา" พูดจบจางเลี่ยก็ลุกเดินจากไป
หม่าซานสีหน้ามืดมนนั่งอยู่บนเก้าอี้อยู่นาน กว่าจะลุกเดินหลังค่อมจากไปอย่างช้าๆ ท่ามกลางสายตาสงสัยของปาจื่อ
และการติดต่อระหว่างจางเลี่ยกับหม่าซานในครั้งนี้ ผ่านไปหนึ่งชั่วยามก็ปรากฏอยู่บนแถบทองแดงอย่างละเอียด วางอยู่ตรงหน้าเสิ่นฮ่าว
แถบทองแดงหวังเจี่ยนเป็นคนส่งขึ้นมา ไม่ผ่านมือคนอื่น เนื้อหาก็จางเลี่ยเป็นคนเล่า หวังเจี่ยนจดด้วยตัวเอง ไม่ใส่สีตีไข่ ว่าไปตามจริง
"ฮึ ใจป้ำดีนี่นา ยาเม็ดบำรุงแก่นแท้ขนาดใหญ่ควักออกมาทีละขวดๆ เบื้องหลังคงมีนักปรุงยาอยู่สินะ?" เสิ่นฮ่าวอ่านแถบทองแดงจบ เก็บเรียบร้อยแล้วก็อยากฟังความเห็นของหวังเจี่ยน
"ใต้เท้า ความเห็นของข้าเหมือนกับท่าน ยาเม็ดบำรุงแก่นแท้ขนาดใหญ่พูดตามตรงข้ายังไม่เคยเห็นเลย ท่านปู่ที่บ้านก็เคยได้เป็นรางวัลแค่เม็ดเดียวเมื่อก่อน ปกติฝึกวิชาก็ใช้แต่ยาเม็ดบำรุงแก่นแท้ขนาดเล็ก แต่หม่าซานคนนี้กลับเอายาเม็ดบำรุงแก่นแท้ขนาดใหญ่มาแจกได้ง่ายๆ เบื้องหลังน่าจะมีช่องทางยาเม็ดอยู่"
"ว่าต่อ"
"ผู้น้อยคิดว่า การจะไม่ขาดยาเม็ดนอกจากจะต้องมีนักปรุงยาแล้ว ยังต้องมีการป้อนสมุนไพรที่มั่นคง และเผ่าคนเถื่อนก็เป็นแหล่งผลิตสมุนไพรนานาชนิด ท่านว่าเส้นทางนี้ถ้าลองโยงเข้าหากัน มันจะต่อกันติดไหมขอรับ?"
หวังเจี่ยนพูดสั้นๆ ได้ใจความ หลายอย่างพูดแบบอ้อมค้อมไม่ได้ระบุชัด แต่ความหมายแฝงเหล่านั้นเสิ่นฮ่าวฟังเข้าใจหมด แถมยังรู้สึกตาสว่างวาบ
"เจ้าหมายความว่าผู้ฝึกตนสายมารควบคุมพวกจอมปลอมเหล่านี้ ร่วมกับเผ่าคนเถื่อนสร้างวงจรผลประโยชน์ขึ้นมา เผ่าคนเถื่อนได้สิ่งของเครื่องใช้ จ่ายด้วยสมุนไพร ส่วนพวกจอมปลอมและผู้ฝึกตนสายมารก็ได้ยาเม็ด แถมยังได้สร้างความวุ่นวายให้ราชอาณาจักรไปด้วย?"
"ผู้น้อยคิดเช่นนั้นขอรับ"
เสิ่นฮ่าวพยักหน้า ความคิดของหวังเจี่ยนเข้าท่ามาก แต่เสิ่นฮ่าวไม่คิดว่า "วงกลม" ที่หวังเจี่ยนพูดถึงนี้จะปิดสนิทจริงๆ จริงๆ แล้วยังขาดไปอีกชิ้นหนึ่ง นั่นก็คือกลุ่มคนลึกลับที่เชื่อมโยงผู้ฝึกตนสายมารกับเผ่าคนเถื่อนเข้าด้วยกันตั้งแต่แรก พวกเขาต้องการอะไร? และพวกเขาเป็นใคร?