- หน้าแรก
- ยอดนักสืบทลายคดีอสูร
- บทที่ 90 - เตาหลอมวิญญาณ
บทที่ 90 - เตาหลอมวิญญาณ
บทที่ 90 - เตาหลอมวิญญาณ
บทที่ 90 - เตาหลอมวิญญาณ
"บ้าเอ๊ย ทำไมถึงเป็นแบบนี้" เสิ่นฮ่าวตะโกนกู่ร้องอยู่ในใจ
สติสัมปชัญญะที่ยังพอหลงเหลืออยู่บ้างทำให้เสิ่นฮ่าวสามารถเก็กสีหน้าไว้ได้ และยังสามารถกดข่มพลังปราณแท้จริงที่กำลังปั่นป่วนอยู่ในร่างกายของเขาไว้ได้ เขาใช้น้ำเสียงที่ฟังดูใกล้เคียงกับปกติที่สุด สั่งให้ทุกคนที่อยู่ในห้องทรมานออกไปทันที
แม้ว่าจะรู้สึกสงสัย แต่บารมีของเสิ่นฮ่าวในตอนนี้มันเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งเขา ทุกคนต่างก็ก้มหัวคารวะแล้วล่าถอยออกไป
และในวินาทีต่อมา หลังจากที่ทุกคนเดินออกจากห้องทรมานไปจนหมดแล้ว เสิ่นฮ่าวก็ทรุดตัวลงไปคุกเข่ากับพื้นทันที เขายกมือขึ้นกุมหน้าอก บนหน้าผากมีเหงื่อเม็ดละเอียดผุดขึ้นมาในทันที ดูเหมือนเขากำลังพยายามอดทนอดกลั้นกับอะไรบางอย่างอยู่
ความกระหาย
เสิ่นฮ่าวไม่คาดคิดมาก่อนว่าเขาจะมาเกิดความกระหายอันแปลกประหลาดที่ไม่ได้เกิดขึ้นมานานแสนนานแล้วนี้อีกครั้งในสถานการณ์แบบนี้ และเป้าหมายกลับเป็นศพของสองพี่น้อง จ้าวเหอเซิงและจ้าวเหอคุน ที่เขาเพิ่งจะฟันคอขาดไปเมื่อครู่นี้เอง
สองคนนี้เป็นแค่คนธรรมดานะ ทำไมถึงเกิดสถานการณ์แบบนี้ขึ้นได้ ก่อนหน้านี้ตอนที่คุมการประหาร เขาเห็นศพมาก็ตั้งมากมาย ในจำนวนนั้นก็มีผู้ฝึกตนอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่เคยเกิดสถานการณ์แบบนี้ขึ้นเลย
ทำไมกัน
ไม่รอให้เสิ่นฮ่าวได้คิดอะไรมาก ความกระหายในครั้งนี้มันรุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาในอดีตรวมกันเสียอีก เพียงแค่ไม่กี่อึดใจ เขาก็สูญเสียการควบคุมร่างกายไปโดยสิ้นเชิง ดูเหมือนมันจะเร่งรีบมาก
เมื่อตั้งใจสัมผัสดู เสิ่นฮ่าวก็เข้าใจได้ว่าร่างกายของเขาในตอนนี้กำลังถูกควบคุมโดย "สัญชาตญาณ" บางอย่างที่ไม่ได้เป็นของเขามาตั้งแต่แรก "สัญชาตญาณ" นี้มันมาจากรอยสักที่อยู่ตรงหน้าอกของเขานั่นเอง
"ซี้ด"
เสิ่นฮ่าวพุ่งเข้าไปที่เข่งไม้ไผ่ที่ใส่ศีรษะมนุษย์สองศีรษะนั้นไว้ เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ แล้วสูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอด กลุ่มหมอกสีเขียวเข้มสองกลุ่มที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าก็ถูกดูดออกมาจากปากและจมูกของศีรษะทั้งสอง พวกมันลอยคว้างอยู่กลางอากาศ แล้วก็จับตัวกันเป็นรูปร่างมนุษย์ตัวเล็กๆ สองร่างอย่างรวดเร็ว
นี่มันอะไรกัน
การรับรู้ของเสิ่นฮ่าวบอกเขาอย่างชัดเจนว่ากลุ่มหมอกสีเขียวเข้มทั้งสองกลุ่มนี้คือวิญญาณ แต่ทำไมมันถึงกลายเป็นรูปร่างมนุษย์ได้ นี่ นี่มัน...
ไม่รอให้เสิ่นฮ่าวได้คิดอะไรมาก วิญญาณในรูปร่างมนุษย์ทั้งสองดวงที่ถูกดูดออกมากลับพยายามที่จะหนี พวกมันลอยละล่องไปด้วยความเร็วที่ไม่ช้าเลย ชั่วพริบตาเดียวก็พุ่งไปจนถึงขอบหน้าต่างช่องลม ดูท่าว่ากำลังจะหนีออกไปได้แล้ว
"ซี้ด" ร่างกายของเสิ่นฮ่าวทำการสูดลมหายใจเข้าไปอีกครั้งโดยอัตโนมัติ ดูเหมือนว่ามันจะมีแรงดูดที่มองไม่เห็นซึ่งพุ่งเป้าไปที่วิญญาณโดยเฉพาะ มันหยุดยั้งการหลบหนีของวิญญาณทั้งสองดวงนั้นไว้ได้ แล้วค่อยๆ ดึงพวกมันกลับมาอย่างช้าๆ
เสิ่นฮ่าวเบิกตากว้าง เขารู้สึกว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นตรงหน้านี้มันดูไม่เหมือนเรื่องจริงเลย
ไอ้สารเลวสองคนที่เห็นๆ อยู่ว่าเป็นแค่คนธรรมดา แต่พอตายไปกลับมีวิญญาณที่ก่อร่างขึ้นมาได้ นี่มันเป็นคุณสมบัติพิเศษของผู้ฝึกตนขั้นกำเนิดแก่นแท้เลยไม่ใช่หรือ จ้าวเหอเซิงกับจ้าวเหอคุนเป็นผู้ฝึกตนขั้นกำเนิดแก่นแท้งั้นหรือ เป็นไปไม่ได้ แล้วทำไมวิญญาณของพวกเขาถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ คำอธิบายเดียวที่เสิ่นฮ่าวนึกออกก็คือ "วิชานึ่งโลหิต"
"ที่พี่น้องตระกูลจ้าวพูดเป็นเรื่องจริง วิชานึ่งโลหิตสามารถทำให้วิญญาณของพวกเขาแข็งแกร่งขึ้นมาได้ถึงขนาดนี้จริงๆ มิน่าล่ะ ต่อให้พวกเขาจะโดนทรมานอย่างหนัก แต่สภาพจิตใจก็ยังไม่ลดน้อยถอยลงเลย ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง..." ในวินาทีนี้ ในใจของเสิ่นฮ่าวก็กระจ่างแจ้งขึ้นมาบ้าง แต่ในขณะเดียวกัน มันก็มีคำถามใหม่ผุดขึ้นมาด้วย
วิญญาณนั้นไร้สติสัมปชัญญะ เว้นเสียแต่ว่าจะบำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นบรรลุ แต่ถวิญญาณของพี่น้องตระกูลจ้าวไร้สติสัมปชัญญะ แล้วพวกมันจะหนีทำไม
ในขณะที่ในสมองกำลังสับสน แต่ภาพที่อยู่ตรงหน้าก็ยังดำเนินต่อไปไม่หยุด แรงดูดนั่นกลับเพิ่มมากขึ้นอีกหลายส่วน มันดึงวิญญาณทั้งสองดวงที่พยายามจะหนีกลับมาจนถึงริมฝีปาก
หอมจัง หอมจริงๆ
ถึงแม้ว่าในใจจะยังคงต่อต้านการกินของแปลกๆ พรรค์นี้อยู่ แต่ร่างกายของเสิ่นฮ่าวกลับซื่อสัตย์มาก พอได้กลิ่นเท่านั้นแหละ น้ำลายก็ไหลออกมาไม่หยุดเลย
จ๊วบ
ยังคงเป็นรสชาติเดิม มันคล้ายๆ กับรสชาติของผงบ๊วยที่เขาเคยกินในครั้งนั้น แต่ครั้งนี้มันกลับอร่อยกว่า หอมละมุนกว่า
พอกลืนลงท้องไปดวงหนึ่ง ความรู้สึกปลอดโปร่งก็แผ่ซ่านออกมาจากในท้องไปทั่วทั้งร่างของเสิ่นฮ่าว จากนั้นมันก็โคจรไปทั่วร่างหนึ่งรอบ แล้วก็กลับไปรวมกันที่หน้าอก ก่อนจะหายวับไป
ในขณะที่เสิ่นฮ่าวกำลังจะอ้าปากสูดวิญญาณอีกดวงที่เหลือเข้าไป เสียงคำรามด้วยโทสะเสียงหนึ่งก็ดังผ่านวิญญาณในรูปร่างมนุษย์ที่อยู่ตรงหน้าเขา ส่งตรงเข้ามาในห้วงสมองของเขาทันที
"ไอ้เด็กเหลือขอ บังอาจ เจ้ากล้าแตะต้องเตาหลอมวิญญาณของข้า ข้าจะทำให้เจ้าตายไร้ที่ฝัง"
"เสียง" นั้นดูเหมือนจะดังกึกก้องอยู่ในสมองของเขา ทำเอาเสิ่นฮ่าวถึงกับมึนงงไปชั่วขณะ ร่างกายสั่นสะท้านจนแทบจะยืนไม่อยู่ ในใจก็หวาดผวาอย่างรุนแรง เขาก็ค้นพบจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่ขาดหายไปจากคดีนี้ในทันที
นี่ นี่มันคือผู้ฝึกตนสายมารที่สอนวิชานึ่งโลหิตให้พี่น้องตระกูลจ้าวงั้นหรือ
ส่งเสียงข้ามมิติ เสียงสะท้านวิญญาณ นี่มันต้องมีระดับพลังขนาดไหนกัน
ในใจของเขากำลังตื่นตระหนกจนขีดสุด แต่ร่างกายของเสิ่นฮ่าวกลับไม่สนใจไยดีเลยแม้แต่น้อย ปากของเขาก็อ้าออกแล้วสูดวิญญาณที่เหลืออีกดวงเข้าไปในปากดังจ๊วบ เคี้ยวหงับๆ อร่อยจริงๆ เรื่องอื่นน่ะหรือ จะไปสนใจมันทำไม
ในวินาทีต่อมา เสียงที่กำลังคำรามอย่างบ้าคลั่งนั้นก็พลันเงียบหายไปอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่ามันจะยังไม่สามารถข้ามผ่านระยะทางที่ห่างไกลเพื่อมาล็อกเป้าเสิ่นฮ่าวได้ มันทำได้แค่ส่งเสียงผ่านความเชื่อมโยงที่มีอยู่กับวิญญาณของพี่น้องตระกูลจ้าวเท่านั้น พอวิญญาณหายไป เสียงมันก็ย่อมต้องหายไปด้วย
"ฟู่"
เสิ่นฮ่าวกลับมาควบคุมร่างกายของตัวเองได้อีกครั้ง แต่ในใจก็ยังไม่สงบลงเลย เขามาอยู่ที่โลกใบนี้หลายปีแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาสัมผัสได้ถึงความน่ากลัวของผู้ฝึกตนระดับสูง แม้แต่ตัวอยู่ที่ไหนก็ยังไม่รู้ แต่อาศัยแค่ความเชื่อมโยงกับวิญญาณเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถส่งเสียงข้ามมิติมาตะโกนใส่เขาได้แล้ว ถ้ามาเผชิญหน้ากันตรงๆ มันจะขนาดไหน
คนคนนั้นมันมีระดับพลังอะไร ขั้นกำเนิดแก่นแท้หรือ ไม่สิ ต้องสูงกว่านั้นแน่ๆ
เขาสะบัดหัวไล่ความคิดที่ฟุ้งซ่านเหล่านี้ออกไป สูดหายใจเข้าลึกๆ อารมณ์ก็เริ่มจะดีขึ้นมาบ้าง ไม่ใช่เพราะว่าเขาได้สูดสิ่งที่เรียกว่า "เตาหลอมวิญญาณ" เข้าไปสองดวง แต่เป็นเพราะเขาหาเบาะแสทั้งหมดของคดีนี้จนครบถ้วนสมบูรณ์แล้วต่างหาก
ลองเรียบเรียงดู พี่น้องตระกูลจ้าวป่วยเป็นโรคประหลาดร้ายแรงตั้งแต่ยังเด็ก เดิมทีต้องตายอย่างแน่นอน แต่กลับได้พบกับผู้ฝึกตนลึกลับคนหนึ่ง เขาสอนวิชานึ่งโลหิตที่แม้จะโหดเหี้ยมแต่ก็ "ช่วยชีวิต" พวกเขาได้ แถมยังมอบยุทธภัณฑ์พรางตาขั้นกลางให้พวกเขาอีกหนึ่งชิ้นเพื่อความสะดวกในการลงมือ ตลอดเวลาร้อยปีมานี้ พี่น้องตระกูลจ้าวเข่นฆ่าเด็กผู้บริสุทธิ์นับไม่ถ้วนเพื่อรวบรวมไอโลหิตมาช่วยชีวิตตัวเอง แต่ที่จริงแล้ว พวกเขาก็กำลังถูกคนอื่นใช้เป็นเครื่องมืออยู่
คำว่า "เตาหลอมวิญญาณ" สองคำนี้ แค่ฟังจากความหมายผิวเผินก็รู้แล้วว่าไม่ใช่เรื่องดีอะไร บวกกับวิญญาณที่แข็งแกร่งอย่างน่าประหลาดของพี่น้องตระกูลจ้าว ก็สามารถยืนยันได้เลยว่าในขณะที่พวกเขากำลังใช้วิชานึ่งโลหิตเพื่อช่วยชีวิตตัวเอง พวกเขาก็กำลังกลายเป็น "ผลผลิต" ให้คนอื่นรอเก็บเกี่ยวอยู่เช่นกัน เพียงแต่ว่ายังไม่ทันจะถึงเวลาเก็บเกี่ยว ก็ดันมาชนเข้ากับมือของเสิ่นฮ่าว ถูกเขาชิงตัดหน้าเก็บเกี่ยวผลผลิตไปเสียก่อน
ดังนั้น มันมีคนซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังพี่น้องตระกูลจ้าวจริงๆ เพียงแต่ว่าสิ่งที่มันต้องการ ไม่ใช่สายเลือดหยินหยาง แต่เป็นวิญญาณของพี่น้องตระกูลจ้าวต่างหาก หรือจะพูดว่า มันกำลังใช้สายเลือดหยินหยางเพื่อ "เพาะเลี้ยง" พี่น้องตระกูลจ้าวอยู่
แต่ว่า เรื่องพวกนี้มันจะเขียนลงไปในสำนวนคดีได้ยังไง
เขียนไม่ได้เลย เรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับความลับของรอยสักบนหน้าอกของเสิ่นฮ่าว เขาไม่สามารถบอกเรื่องพวกนี้ให้คนอื่นรู้ได้
หลังจากที่ปรับอารมณ์จนคงที่แล้ว เสิ่นฮ่าวก็ตะโกนเรียกให้คนที่อยู่ข้างนอกเข้ามาเก็บกวาดศพ
"ตามแถบคำสั่งที่อยู่ข้างบนนั่น นำศีรษะของคนทั้งสองคนนี้ไปล้างให้สะอาด พรุ่งนี้เช้า ให้นำไปแขวนประจานไว้บนเสาสูงที่ตลาดตะวันออก แล้วก็ติดป้ายประกาศ อธิบายการกระทำอันชั่วร้ายของสองพี่น้อง จ้าวเหอเซิงและจ้าวเหอคุน สรุปสั้นๆ ก็พอ ไม่ต้องไปแตะต้องเรื่องอาคมอะไรทั้งนั้น แค่ประกาศผลของคดีและอาชญากรรมของพวกมันให้สาธารณชนรับรู้ก็พอ"
จนกระทั่งถึงตอนพลบค่ำ เสิ่นฮ่าวถึงได้ออกจากกองบัญชาการกลับไปยังบ้านของตัวเองเหมือนเช่นทุกวัน เขาปฏิเสธอาหารมื้อดึกที่เซี่ยหนี่ว์ยกมาให้ พอกลับถึงห้อง เขาก็เปิดใช้ค่ายกลป้องกันที่เคยติดตั้งไว้ก่อนหน้านี้ทันที จากนั้นก็นั่งขัดสมาธิลงเข้าสู่สภาวะบำเพ็ญเพียร
ในชั่วพริบตาที่จิตใจของเขาจดจ่อแน่วแน่ สีหน้าของเสิ่นฮ่าวก็พลันแดงก่ำขึ้นมาทันที เขารู้สึกได้ถึงพลังงานที่แตกต่างจากที่เคยเป็นมาโดยสิ้นเชิง มันพวยพุ่งออกมาจากจุดชีพจรต่างๆ บนหน้าอกของเขา ไหลเข้าไปผสมรวมกับทั่วทั้งร่าง ทำให้พลังปราณแท้จริงในร่างกายของเขาเริ่มปั่นป่วนอย่างรุนแรง เส้นชีพจรพลังก็เริ่มสั่นสะท้านราวกับกำลังจะขยายตัว แม้กระทั่งเสิ่นฮ่าวเองก็ยังรู้สึกได้เป็นครั้งแรกอย่างชัดเจนว่า วิญญาณของเขาก็กำลังค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้น
[จบแล้ว]