- หน้าแรก
- รักวุ่นวายในโรงพยาบาลจิตเวช
- บทที่ 20 หมอกู้ คนป่วยจิตเวชจริงๆ แล้วเป็นมนุษย์ต่างดาว อย่าไปบอกหมอคนอื่นนะ
บทที่ 20 หมอกู้ คนป่วยจิตเวชจริงๆ แล้วเป็นมนุษย์ต่างดาว อย่าไปบอกหมอคนอื่นนะ
บทที่ 20 หมอกู้ คนป่วยจิตเวชจริงๆ แล้วเป็นมนุษย์ต่างดาว อย่าไปบอกหมอคนอื่นนะ
บทที่ 20 หมอกู้ คนป่วยจิตเวชจริงๆ แล้วเป็นมนุษย์ต่างดาว อย่าไปบอกหมอคนอื่นนะ
ตอนที่เหอชิงเหยียนเดินเข้ามาในห้องทำงานทีมสอง ซูชิงและเฉินเคอกำลังดูคลิปวีรกรรมของกู้หรันที่เอาหินไปขวางรถกันอย่างเพลิดเพลิน
"เขาไปขวางจริงๆ ด้วย" เฉินเคอทั้งประหลาดใจ นับถือ และขำขัน
"ลูกผู้ชายตัวจริง!" แม้จะเป็นคำชม แต่น้ำเสียงของซูชิงฟังยังไงก็เหมือนกำลังแซวมากกว่า
เธอหัวเราะอีกครั้ง "ต้องขอบคุณกู้หรัน วันฝนตกเลยไม่น่าเบื่ออีกต่อไป!"
"มีความสุขกันจังนะ"
เสียงไพเราะราวกับตัวโน้ตดนตรีดังขึ้น ทำเอาทั้งสองหันขวับไปมองที่ประตู
หญิงสาวคนหนึ่งในชุดหรูหราราวกับเพิ่งกลับจากงานเต้นรำ ยืนกอดอกพิงกรอบประตู ส่งยิ้มให้พวกเธอ
สีหน้าท่าทางไม่มีความเกรงใจคนแปลกหน้าเลยแม้แต่น้อย เฉินเคอมองซูชิงโดยสัญชาตญาณ คิดว่าทั้งสองคงรู้จักกัน
ซูชิงทำหน้าตึง "เธอเป็นใคร?"
เหอชิงเหยียนยืดตัวตรง ผละออกจากกรอบประตูแล้วเดินเข้ามา
ในฐานะผู้หญิงด้วยกัน เฉินเคอถึงกับตะลึงในความงามของเรียวขายาว ท่วงท่าสง่างาม และเสื้อผ้าอาภรณ์อันวิจิตรของหญิงสาวตรงหน้า
"เสี่ยวชิงชิง ลืมตอนที่เรานอนเตียงเดียวกันไปแล้วเหรอ?" เหอชิงเหยียนถามยิ้มๆ ขณะเดินเข้ามา
"ตอนที่เราบีบคอกันจนต้องเรียกรถพยาบาลน่ะเหรอ?" ซูชิงย้อนถาม
"เปล่า คืนที่เธอคร่อมฉันไม่ก็ฉันคร่อมเธอทั้งคืนต่างหาก"
เฉินเคอมองซ้ายทีขวาที เลิ่กลั่กไปหมด
ซูชิงบอกเฉินเคอ "อย่าไปคุยกับหล่อน ยัยนี่เป็นโรคแมเนียอ่อนๆ บ้าได้ตลอดเวลาแหละ"
"เธอหาว่าฉันป่วย มีหลักฐานมั้ย?"
"ถ้ามาหาหมอ ทำไมไม่อยู่ที่วอร์ด? มาทำอะไรที่นี่?" ซูชิงถามเสียงเย็น
เหอชิงเหยียนเดินไปที่โต๊ะทำงานตัวกลางแล้วกวาดตามอง
บนโต๊ะมีแฟ้มประวัติใหม่ของจ้าวเหวินเจี๋ย โดยมีชื่อกู้หรันเป็นเจ้าของไข้ เธอยกยิ้มที่มุมปาก นั่งลงอย่างสบายอารมณ์ และไขว่ห้างซ้ายทับขวาอย่างเป็นธรรมชาติ
เธอท้าวศอกซ้ายบนโต๊ะทำงานของซูชิง เอามือเท้าคาง ส่งยิ้มหวานให้ซูชิง "คิดถึงจัง"
ซูชิงยิ้มเยาะทันที "รถโดนขวาง ออกไม่ได้ล่ะสิ?"
"ฝีมือเธอเหรอ?" เหอชิงเหยียนถาม แล้วโบกมือเบาๆ ยิ้มอย่างไม่ยี่หระ "ไม่เป็นไร รถคันเดียวจอดสองช่อง ฉันกำไรเห็นๆ"
ซูชิงไม่มีอารมณ์จะต่อปากต่อคำด้วย "อย่ามาบ้าแถวนี้นะ นี่ห้องทำงาน แล้วก็นี่เวลางาน"
"หน้าที่เธอไม่ใช่รับมือคนบ้าในเวลางาน ในห้องทำงานหรอกเหรอ?" พูดจบ เหอชิงเหยียนยังทำเสียง "หืม?" ในลำคอเบาๆ
"ขอโทษนะคะ" เฉินเคอพยายามแทรก "มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ?"
เหอชิงเหยียนหันกลับมามอง ดวงตากลมโตดำขลับเป็นประกายกวาดมองเธอหัวจรดเท้า แล้วจู่ๆ ก็ยื่นมือมา "สวัสดี ฉันเหอชิงเหยียน"
เฉินเคอตั้งตัวไม่ติด ตอนแรกนึกว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนก้าวร้าวซะอีก
"อ๋อ สวัสดีค่ะ" เธอยื่นมือไปจับตอบ "ฉันเป็นนักจิตบำบัดคนใหม่ เฉินเคอค่ะ"
"เฉินไหน? เคอไหน?" เหอชิงเหยียนถาม
"เฉินที่แปลว่าเก่า และเคอที่แปลว่าน่า ใน 'น่ารัก' ค่ะ" (เล่นคำ: เฉิน 'เอ๋อร์ ตง เฉิน' / เคอ 'เข่อ อ้าย')
เหอชิงเหยียนพยักหน้ายิ้มๆ "ชื่อธรรมดาจัง"
รอยยิ้มของเฉินเคอค้าง ไม่ใช่เพราะโดนล้อชื่อ แต่เพราะความตรงไปตรงมาของอีกฝ่าย
เฉินเคอปรับสีหน้ากลับเป็นปกติ "คงเทียบไม่ได้กับชื่ออันเป็นเอกลักษณ์ของคุณเหอหรอกค่ะ"
ถ้านี่เป็นการ์ตูน คงมีกล่องข้อความข้างตัวเฉินเคอเขียนบรรยายความคิดว่า: เหอชิงเหยียน ยัยนางเอกแมรี่ซูนี่โผล่มาจากไหนเนี่ย?
"น่าเบื่อจะตาย" เหอชิงเหยียนเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ของกู้หรัน "'ชิงเหยียน' (ใบหน้าที่งดงาม) ตลอดทั้งวัน ใครเห็นก็รู้ว่าฉันสวย ชื่อยังต้องย้ำคิดย้ำทำขนาดนั้น จงใจเกินไป"
เธอเว้นจังหวะ แล้วจู่ๆ ก็เหมือนนึกขึ้นได้ เตือนเฉินเคอว่า "อ้อ จริงสิ ไอ้ชื่อ 'เอกลักษณ์' ที่เธอว่าน่ะ ลองไปค้นในเน็ตดูนะว่าใครใหญ่สุดในเมืองไห่ คนนั้นแหละตั้งให้"
"..." เฉินเคอหันไปมองซูชิง
ซูชิงพูด "รู้ไหมทำไมหล่อนป่วยแต่ไม่มีใบวินิจฉัยโรค?"
ครอบครัวบางคนจะมีคนป่วยจิตเวชไม่ได้เด็ดขาด แม้เฉินเคอจะเพิ่งจบใหม่ แต่เธอก็พอรู้เรื่องพวกนี้มาบ้าง
เฉินเคอมองรอยยิ้มของเหอชิงเหยียนอีกครั้ง เมื่อกี้ยังดูเป็นมิตร แต่ตอนนี้กลับรู้สึกลึกล้ำยากจะหยั่งถึง
นี่เป็นสังคมนิติรัฐก็จริง แต่ในฐานะหมอธรรมดาๆ เธอไม่อยากหาเหาใส่หัวโดยไม่จำเป็น
เธอยิ้มให้เหอชิงเหยียน แล้วหันกลับไปทำงานของตัวเอง
ซูชิงเองก็เงียบไป
เหอชิงเหยียนสำรวจโต๊ะทำงานของกู้หรัน ดึงลิ้นชักออกมาดูแวบหนึ่ง แล้วปิดกลับไปอย่างไม่ใส่ใจ
ซูชิงเงยหน้ามองแผ่นหลังของเธอ ไม่ได้ห้าม เธอรู้นิสัยอีกฝ่ายดี ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ
ถ้าเธอเอาจริงเอาจัง เหอชิงเหยียนจะยิ่งยึดที่นั่งกู้หรัน แล้วอาจจะพาลหาเรื่องกู้หรันไปด้วย
แต่ถ้าเมินเฉย ด้วยอาการของเธอ อีกเดี๋ยวก็คงเบื่อแล้วเดินออกไปเอง
ในขณะเดียวกัน ซูชิงเปิดวีแชทที่มุมล่างขวาของหน้าจอคอมพิวเตอร์ ส่งข้อความหากู้หรัน
【ซูชิง: อย่าเพิ่งกลับมา เจ้าของรถอยู่ในห้องทำงาน เปลี่ยน】
【กู้หรัน: ?】
ซูชิงเหลือบตาขึ้นมอง เหอชิงเหยียนกำลังเล่นที่ใส่ปากกาอยู่ตรงหน้า เธอดึงสายตากลับมาพิมพ์ต่อ
【ซูชิง: ไปรอที่ตึกพักผู้ป่วย รอสัญญาณจากฉัน เปลี่ยน】
【กู้หรัน: รับทราบ】
【ซูชิง: ฉันอยากกินแมคโดนัลด์ เปลี่ยน】
【กู้หรัน: ?】
【ซูชิง: ??】
【กู้หรัน: บุญคุณใหญ่หลวงไม่จำต้องกล่าวขอบคุณ เปลี่ยน】
ซูชิงยิ้ม เวลาไม่อยากเลี้ยงข้าวใคร ใช้คำว่า 'เปลี่ยน' งั้นเหรอ?
เหอชิงเหยียนหันขวับมา จ้องซูชิงเขม็ง
ซูชิงรีบซ่อนหน้าต่างวีแชท
"ขำอะไร?" เหอชิงเหยียนถาม
"เดาสิ" ซูชิงยิ้ม
เธอรู้วิธีหลีกเลี่ยงการยั่วยุคนไข้จิตเวช และแน่นอน เธอก็รู้วิธียั่วยุพวกเขาเช่นกัน
เป็นไปตามคาด ใบหน้าสวยที่หาตัวจับยากของเหอชิงเหยียนเปลี่ยนสีหน้าเล็กน้อย ระแวงว่าซูชิงกำลังหัวเราะเยาะเธอ
ผมยุ่งเหรอ?
หรือยัยนี่แกล้งอะไรข้างหลังฉัน?
เหอชิงเหยียนค่อยๆ ลุกขึ้น ในมือถือปากกาของกู้หรันไว้
เฉินเคอที่แอบดูผ่านกระจกตั้งโต๊ะบานเล็ก รู้สึกว่าสถานการณ์ชักไม่ดี สองคนนี้ทำท่าจะเปิดศึกระดับเรียกรถพยาบาลกันอีกรอบ
"ซูชิง!" เธอลุกขึ้น "ได้เวลาไปตึกเหลียวหยางแล้วไม่ใช่เหรอ? หมดเวลาพักเที่ยงแล้ว ไปดูคนไข้ใหม่กันเถอะ"
นี่คือแผนเดิมที่วางไว้
"ไปเล่นกับคนบ้าเหรอ?" เหอชิงเหยียนหัวเราะ "ฉันไปด้วย"
เฉินเคอสังเกตเห็นว่าซูชิงมองเธอด้วยสายตาพิเศษบางอย่าง
ซูชิงตัดสินใจช่วยกู้หรันอีกสักครั้ง เธอพูดกับเหอชิงเหยียน "เธอมากับฉัน ไปหาแม่ฉัน"
"ไม่" เหอชิงเหยียนปฏิเสธเสียงเรียบ "ฉันจะไปดูคนบ้าที่ตึกเหลียวหยาง"
"ถ้าไม่ได้รับอนุญาต ญาติก็เข้าเยี่ยมมั่วซั่วไม่ได้ ยิ่งเธอที่อารมณ์ไม่คงที่ยิ่งแล้วใหญ่" ซูชิงปราม
เหอชิงเหยียนยิ้มราวกับเดาได้อยู่แล้วว่าเธอจะพูดแบบนี้
เธอพูดว่า "น้าจิ้งอนุญาตแล้ว"
เธอเว้นจังหวะ รอยยิ้มยิ่งสดใสและได้ใจ "ตั้งแต่วันนี้ไป ฉันเข้าออกจิ่งไห่ได้ตามใจชอบ ที่เดียวที่ไปไม่ได้คือโซนวอร์ด"
" 'เข้าออกตามใจชอบ' หรือ 'โดนบังคับให้มา' กันแน่?" ซูชิงจะไม่รู้ทันผู้หญิงตรงหน้าได้ยังไง
เหอชิงเหยียนกดมุมปากอย่างไม่ยี่หระ "ถ้าพูดแบบนั้นแล้วเธอสบายใจขึ้นนะเสี่ยวชิงชิง... ก็เอาตามนั้นไปก่อน ไว้ว่างๆ ฉันค่อยแก้ให้"
เธอหันไปหาเฉินเคอ "ไปกันเถอะ อย่าให้คนไข้รอนาน อ้อ เดี๋ยว"
เธอมองไปรอบๆ ห้อง เจอตู้ล็อกเกอร์เปลี่ยนชุด แล้วเดินเข้าไปเปลี่ยนชุดกาวน์สำรอง
เฉินเคอมองหน้าซูชิง
เธอคิดว่านี่มันผิดกฎ แต่ซูชิงเป็นหัวหน้าทีม ผิดหรือไม่ผิดก็อยู่ที่เธอตัดสินใจ
ซูชิงถอนหายใจ "ปล่อยนางไปเถอะ ฉันรำคาญจะคุยกับนางแล้ว"
เหอชิงเหยียนไม่ได้พอใจแค่การสวมเสื้อกาวน์ พอเห็นซูชิงและเฉินเคอหยิบแฟ้มประวัติคนไข้ เธอก็ถือวิสาสะหยิบของกู้หรันมาบ้าง
"เปลี่ยนอัน" ซูชิงยื่นมือไปดึง 'แฟ้มประวัติจ้าวเหวินเจี๋ย' ออก แล้วใส่แบบฟอร์มประวัติเปล่าเข้าไปแทน
เหอชิงเหยียนไม่สนเรื่องหยุมหยิมพวกนี้ เธอชี้ไปที่หน้าอกตัวเอง "นี่ป้ายอะไร? ป้ายทำงาน? ป้ายชื่อ? ของฉันล่ะ?"
"ไม่มี" ซูชิงดันไหล่เธอ เร่งให้เดินไปเร็วๆ
เหอชิงเหยียนโดนดันจนตัวเซ แต่ก็ยังรักษท่วงท่าสง่างามไว้ได้
ทั้งสามเดินไปด้วยกัน ตอนผ่านเคาน์เตอร์ชั้นหนึ่ง พยาบาลหน้าแอปเปิ้ลที่กำลังแอบกินขนมถึงกับตะลึงจนลืมซ่อนขนม
เธอนึกว่ากองถ่ายละครหมอไอดอลมาถ่ายทำที่นี่
◇
กู้หรันได้รับข้อมูลจากซูชิงก็ตรงดิ่งไปที่ตึกพักผู้ป่วย
ตอนแรกเขาอยากไปห้อง 203 เพื่อถามอาการป้าหน้าดุ แต่ไม่มีแฟ้มประวัติอยู่ในมือ มันรู้สึกแปลกๆ เหมือนหน้าหนาวไม่ได้กินมันเผาเกาลัดคั่ว
ในห้องโถง คนไข้เดินไปมาและเล่นไพ่กันอย่างอิสระ
"เสี่ยวกู้ มาเร็ว!" ป้าเจ้าที่กวักมือเรียก
"ไม่ล่ะครับ ไม่ล่ะ" กู้หรันโบกมือ "เชิญพวกคุณเล่นกันตามสบายเลย"
เขาสังเกตเห็นว่านักเขียนกลิ่นผีก็ไม่ได้เล่นไพ่เช่นกัน เขาถือปากกากับกระดาษนั่งอยู่ที่ม้านั่งหน้าหน้าต่างบานใหญ่ ปกติตรงนี้แดดจะส่องถึง แต่วันนี้ข้างนอกฝนตก
กู้หรันเดินเข้าไปนั่งม้านั่งตัวเดียวกัน ห่างจากนักเขียนกลิ่นผีไปสองช่วงตัว
"ทำไมวันนี้ไม่เล่นล่ะครับ?" เขาถาม
"ผมได้ไอเดียนิยายเรื่องใหม่" นักเขียนกลิ่นผีเหม่อลอย
เขาเงยหน้ามองกู้หรัน "หมอกู้ ช่วยแนะนำหน่อยสิ"
"ได้ครับ" กู้หรันโน้มตัวเข้าไปใกล้เล็กน้อย
"พล็อตเป็นงี้: คนป่วยจิตเวชคือมนุษย์ต่างดาว หรือพูดให้ถูกคือ คลื่นความคิดต่างดาวลงมาจุติบนโลก แต่ระหว่างกระบวนการหลอมรวม เพราะสัญญาณไม่ดีหรือเหตุผลร้อยแปด มนุษย์โลกผู้ถูกเลือกเลยมีอาการป่วยทางจิต"
"ไซไฟ?"
นักเขียนกลิ่นผีพยักหน้า "ไซไฟ!"
"คุณเป็นนักเขียนแนวชนบทไม่ใช่เหรอ?"
"พระเอกเป็นชาวนา ผสมผสานทั้งชนบทและไซไฟ"
"ทันสมัยดีครับ แล้วไงต่อ?" กู้หรันถาม
นักเขียนกลิ่นผีเล่าต่ออย่างกระตือรือร้น
"คนป่วยจิตเวชคือมนุษย์ต่างดาว ส่วนจิตแพทย์คือทีมต่อต้านของชาวโลก พยายามศึกษาสมองต่างดาว และป้องกันไม่ให้มนุษย์ต่างดาวลงมาจุติ พร้อมกับพยายามขโมยความคิดและเทคโนโลยีต่างดาว"
"สมเหตุสมผลและมีตรรกะครับ" กู้หรันตอบรับทันที
"พระเอกเป็นชาวนา แต่ไม่อยากทำนาแล้ว เลยทำสัญญากับต่างดาว ทั้งมนุษย์และอมนุษย์ร่วมมือกันหนีออกจากโรงพยาบาลบ้า"
"เข้าใจได้ เป็นผม ผมก็หนี"
"พระเอกเขามีอุดมการณ์สูงส่งกว่าคุณ เขาไม่มีทางเลือกเพราะถูกเลือกโดยต่างดาวต่างหาก"
"งั้นผมคงขาดความทะเยอทะยานไปหน่อย"
นักเขียนกลิ่นผีเล่าต่อ "แน่นอน พระเอกหนีคนเดียวไม่ได้ เพราะคลื่นแม่เหล็กต่างดาว พระเอกเลยแกล้งทำตัวเป็นคนปกติได้ไม่เนียน เลยต้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมชาติ"
"เพื่อนร่วมชาติหมายถึงคนไข้จิตเวชคนอื่น?"
"ใช่ พวกเขาล้วนเป็นคนไข้จิตเวช มีทั้งดารา ญาตินักการเมือง และเศรษฐีที่ล้มละลายเพราะพนันในมาเก๊าแต่จริงๆ แอบโอนทรัพย์สินไปแล้ว มนุษย์ต่างดาวเขาเลือกคนนะจะบอกให้"
"เป็นวิธีที่ถูกต้องครับ"
"แล้วก็มีมนุษย์ต่างดาวที่ปลอมตัวเป็นจิตแพทย์ด้วย"
"ชาวโลกตกอยู่ในอันตรายแล้ว!" กู้หรันยืดตัวตรง
"ไม่ต้องห่วง ชาวโลกเจ้าเล่ห์จะตาย คนไข้จิตเวชที่ปลอมเป็นหมอ—ถุย ต่างดาวต่างหาก—ไม่กล้าทำตัวเด่นเกินไปหรอก กว่าจะแทรกซึมเข้ามาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย"
"ใช่ครับ อยู่ในตำแหน่งสำคัญขนาดนั้น จะหนีทีต้องสร้างวีรกรรมระดับระเบิดดาว"
"เธอเป็นสาวสวยด้วยนะ ยั่วยวนหมอหนุ่มอีกคนให้ช่วยมนุษย์ต่างดาวลงมาจุติ แล้วก็แอบใช้ยาผิดกฎหมายตอนจ่ายยาให้คนไข้"
"ต้องสวยระดับนางงามล่มเมืองนะครับ" กู้หรันกำชับ
"ประมาณหมอซูได้ไหม? บรรยายฉากวาบหวิวในวอร์ดสักสองตอน ยอดขายพุ่งกระฉูดแน่"
"ได้ครับ ได้ครับ สามตอนเลยก็ได้ ร่างกายผมไหว"
"...นั่นก็ไม่เลว" น้ำเสียงของนักเขียนกลิ่นผีจู่ๆ ก็ดูเหม่อลอย
กู้หรันมองเขา แล้วมองตามสายตาเขาไปไกลๆ ซูชิง เฉินเคอ และเหอชิงเหยียนเดินเข้ามาจากทางโรงอาหาร—โรงอาหารเชื่อมกับตึกพัก เดินผ่านทางนั้นจะไม่เปียกฝน
ในโถง นอกจากคนไข้ที่เล่นไพ่ เหล่าพยาบาลต่างก็จับจ้องไปที่ทั้งสามคน
ทั้งสามคนก็มองเห็นกู้หรัน
เหอชิงเหยียนก้าวเท้าจะเดินเข้ามาหาทันที แต่ซูชิงดึงตัวไว้ เสื้อกาวน์หลุดจากไหล่เธอเล็กน้อย กู้หรันได้ยินเสียงนักเขียนกลิ่นผีกลืนน้ำลาย
ฉากนั้นเย้ายวนใจจริงๆ นั่นแหละ
แต่นักเขียนกลิ่นผีมีอุดมการณ์ เขาได้สติกลับมาแล้วเล่าต่อให้กู้หรันฟัง "หลังจากผ่านความยากลำบากนับไม่ถ้วน ในที่สุด พระเอกก็หนีออกมาได้"
ประโยคแห้งแล้ง ราวกับสารอาหารในสมองถูกดูดไปหมดแล้ว ความงามมีพิษจริงๆ
กู้หรันกอดอกคิดอย่างจริงจัง "ผมว่าตอนจบต้องแก้นะ"
"แก้ยังไง?"
"คุณต้องเขียนให้ตอนแรกพระเอกดูเหมือนจะเป็นมนุษย์ต่างดาว แต่ก็เหมือนคนป่วยจิตเวชด้วย ค่อยๆ ให้คนอ่านเชื่อว่านี่เป็นแค่อาการหลงผิด ไม่มีอะไรมากกว่านั้น แต่ตอนจบ พอหนีออกมาได้ พระเอกจู่ๆ ก็เรียกยานอวกาศมารับ"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ
"หมอกู้ จริงๆ แล้วผมเป็นมนุษย์ต่างดาวจริงๆ นะ ผมแกล้งเป็นโรคกลิ่นผีเข้ามาครั้งนี้ก็เพื่อมาช่วยท่านจอมพลของเรา"
"ใครครับ? ตาเฒ่าชักเย่อเหรอ? แกอยากไปอวกาศตลอดเวลา ก็สมเหตุสมผลอยู่นะ"
"นี่เป็นความลับสุดยอด"
"ขอโทษครับ ผมไม่ควรถาม" กู้หรันกล่าว
นักเขียนกลิ่นผีมองเขาด้วยความชื่นชม แล้วลดเสียงลงกระซิบ:
"หมอกู้ คุณเป็นคนมีแวว มีศักยภาพที่จะเป็นคนทรยศต่อโลก ถ้าคุณช่วยผมตามหาจอมพลและพาเขาหนีออกไป พอเรายึดครองโลกและไล่มนุษย์ไปอยู่ออสเตรเลีย คุณจะได้เป็นพัศดีคุมออสเตรเลีย"
"คุณอยากฆ่าผู้ชายคนไหนก็ได้ อยากนอนกับผู้หญิงคนไหนก็ได้ ผมจะขอโควตาอมตะให้คุณด้วย ให้คุณเสพสุขความเป็นมนุษย์ได้เต็มที่ ผู้หญิงสามคนนั้นยกให้คุณหมดเลย"
กู้หรันเตือน "ระวังหลิวฉือซิน (ผู้แต่งดาวซานถี่) จะฟ้องเอานะครับ"
"บ้าเอ๊ย! เรื่องเปลี่ยนออสเตรเลียเป็นคุกไม่ใช่ไอเดียเขาสักหน่อย เขาแค่นกแก้วนกขุนทองอ้างอิงของเก่า! อังกฤษทำมาตั้งแต่ปี 1786 แล้ว..."
ฟังจากน้ำเสียง รู้เลยว่าอิจฉาคุณหลิวฉือซินขนาดไหน
เขาด่ากราดอยู่สามนาทีเต็ม เนื้อหาไม่เกี่ยวอะไรกับ "ดาวซานถี่" แล้ว ไม่สิ ตอนแรกคุยเรื่องอะไรกันนะ? ดูเหมือนจะไม่ใช่ "ดาวซานถี่" นี่นา
"ยังมีไช่อิงเหวินอีกคน ร้องเพลง 'ฉันจะส่งความคิดถึงที่ไม่เคยหลับใหล จับมือกันไว้ เดินไปทั่วโลก' หล่อนรู้ไหมว่า 'ไม่เคยหลับใหล' (อาทิตย์ไม่ตกดิน) หมายถึงอะไร? ล่าอาณานิคมไง! อะไรนะ? หล่อนอยากจะส่งอาณานิคมให้ใคร? นักร้องพวกนี้สมองมีปัญหาทั้งนั้น!"
"เนื้อเพลงไช่อิงเหวินไม่ได้แต่งไม่ใช่เหรอครับ?" กู้หรันก็ไม่แน่ใจ
"แล้วใครแต่ง?"
"ไม่ทราบครับ"
"ช่างหัวมัน สมองมีปัญหาเหมือนกันหมดนั่นแหละ"
กู้หรันเงียบ
สักพัก นักเขียนกลิ่นผีก็ถามเขา "นี่ ตาแก่กู้ คุณว่าไช่อิงเหวินจะส่งจดหมายทนายมาไหม?"
"คงไม่มั้งครับ"
"ผมหวังว่าจดหมายทนายจะมีลายเซ็นส่วนตัวของไช่อิงเหวินนะ"
กู้หรันหันไปมองนักเขียนกลิ่นผี
นักเขียนกลิ่นผีก็มองเขา ทั้งสองจ้องตากัน
นักเขียนกลิ่นผีพูดว่า "ขาของไช่อิงเหวินน่ะ ฮี่ฮี่ฮี่ฮี่!"
พูดตามตรง นั่นเป็นรอยยิ้มที่หื่นกามที่สุดเท่าที่กู้หรันเคยเห็นมาในรอบยี่สิบปี ถ้าไช่อิงเหวินมาเห็น คงขยะแขยงจนไม่อยากจะฟ้องร้องให้เสียเวลา
แค่หายใจร่วมศาลเดียวกับเขาก็คงรู้สึกเหมือนโดนลวนลามแล้ว—เสียงหัวเราะของเขามันหยาบคายขนาดนั้น
"วันนี้! สดใหม่! เปลี่ยนแปลง! ลาก่อน!" นักเขียนกลิ่นผีร้องเพลง เต้นไม้เต้นมือ "ขีดจำกัดของความงาม รักความงามไม่มีที่สิ้นสุด! บรู๊ววว—"
จู่ๆ เขาก็ลุกพรวด ถอดชุดคนไข้ เผยให้เห็นท่อนบนผอมแห้ง แล้วหอนเหมือนคนโรคจิตใส่พระจันทร์
"เขาอาการกำเริบ! เขาอาการกำเริบ!" ตาเฒ่าชักเย่อตะโกน
พยาบาลรีบกรูกันเข้ามา
กู้หรันลุกขึ้น ยกมือห้ามพยาบาล แล้วปรบมือให้นักเขียนกลิ่นผี
ซูชิงและเฉินเคอมองหน้ากันแต่ไม่ได้เข้าไปขัดขวาง
เหอชิงเหยียนเห็นเป็นเรื่องสนุก ก็ร่วมปรบมือ หรือเรียกว่าเชียร์จะถูกกว่า
นักเขียนกลิ่นผีร้องต่อ "แสงจันทร์สาดส่องผ่านหน้าต่างย้อมสี!
พริบตาเดียว สะกดทุกสายตา!
ขอน้ำแม่น้ำคงคาอันลึกลับโบราณอีกแก้ว!
ตาแมวฝังอยู่กลางหน้าผากข้า!
เปิดฉากงานเฉลิมฉลอง!
ไช่อิงเหวิน! ไช่อิงเหวิน!" นักเขียนกลิ่นผีเอามือกุมเป้า ทำท่าเด้งเป้าเอกลักษณ์ของไมเคิล แจ็คสัน
ทั้งไช่อิงเหวินและไมเคิล แจ็คสันคงไม่ปล่อยเขาไว้แน่ จริงๆ นะ
"บรู๊ววว—" นักเขียนกลิ่นผีหอน แล้วตะโกน "ตามข้ามา!"
คนไข้ทุกคน: "บรู๊ววว—"
"ไช่อิงเหวิน! ไช่อิงเหวิน!" ทุกคนตะโกนชื่อไช่อิงเหวิน
เห็นชัดว่านี่ไม่ใช่การกำเริบหมู่ครั้งแรก
"หมุนตัว! กระโดด! ฉันหลับตา!" นักเขียนกลิ่นผีทำท่าเหมือนเพลง "ดังนั้นฉันจึงปิดตาคุณไว้ชั่วคราว" ของอู๋ไป่
อู๋ไป่เข้าร่วมทีมโจทก์อีกราย
ร่างกายเขาบิดเร่าอย่างมีจังหวะจะโคน ไม่เหลือคราบนักเขียนบ้านนอกคอกนาหัวโบราณแม้แต่น้อย เหมือนนักเต้นนอกกระแสที่เปรี้ยวจี๊ดที่สุดในดิสโก้เธค
ห้องโถงกลายเป็นเวทีคอนเสิร์ตไปแล้ว
หวังเจียเจียเคาะเท้าตามจังหวะเพลง แอบถามพยาบาลข้างๆ "ไช่อิงเหวินคือใครเหรอ?"
พยาบาลส่ายหน้า "น่าจะเป็นนักร้องรุ่นเก่า รุ่นเดียวกับหลิวเต๋อหัวมั้ง"
จู่ๆ นักเขียนกลิ่นผีก็หยุดร้อง แหวกฝูงคน กระทืบเท้าตึงตังไปที่โต๊ะไพ่—ซึ่งจริงๆ ไม่ได้ใช้เล่นไพ่ ก้าวสองก้าวเหยียบเก้าอี้ปีนขึ้นไปยืนบนโต๊ะ
"ลงมา! ลงมา!" คราวนี้กู้หรันจะเมินเฉยไม่ได้แล้ว
เฉินเคอกังวล
ซูชิงกอดอก คิดในใจว่ากู้หรันคงได้เขียนใบสำนึกผิดเพิ่มอีกแน่
เหอชิงเหยียนตื่นเต้น จ้องเขม็งเหมือนดูมายากล รอลุ้นว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อ
นักเขียนกลิ่นผียืนหอบอยู่บนโต๊ะ จ้องมองทุกคนตาขวาง
เขาปาชุดคนไข้ในมือลงพื้น ชี้นิ้วชี้ขึ้นฟ้า พูดไปถุยน้ำลายไป:
"พวกแกรู้ไหมว่าราคาบ้านตอนนี้มันเท่าไหร่?
เมืองเล็กๆ เกรดสามที่ไม่มีอะไรเลยยังตารางเมตรละหมื่นกว่า!
ครอบครัวส่วนใหญ่อดออมจนหน้ามืด ใช้แรงงานคนกี่รุ่นต่อกี่รุ่นกว่าจะซื้อบ้านได้สักหลัง นั่นใช่ชีวิตคนเหรอ?
ทางรอดอยู่ที่ไหน!
ข้า! ผู้กอบกู้คนใหม่! ผู้ซึ่งอ่าน 'การต่อสู้ของข้าพเจ้า' จนทะลุปรุโปร่ง! จะนำทางทุกคน..."
"การต่อสู้ของข้าพเจ้า"? (หนังสือของฮิตเลอร์)
ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาพิจารณาอาการป่วยของเขาแล้ว
กู้หรันตะโกน "รีบเอาตัวเขาลงมา!"
บุรุษพยาบาลกรูเข้าไป
นักเขียนกลิ่นผีหันหลังกระโดดลงจากโต๊ะไพ่—ที่ไม่ได้ใช้เล่นไพ่—แล้ววิ่งหนีไปพลางร้องเพลง:
"ดอกไม้บานสะพรั่งอบอุ่น! พัดพาความเศร้าของฤดูหนาวไป!
สายลมพัดพาบรรยากาศโรแมนติก!
เพลงรักทุกเพลงพลัน! เต็มไปด้วยความหมาย!
ทันใดนั้นฉันก็เห็นคุณในนาทีนี้!
ไช่อิงเหวิน! Yes I do!"
หลังจากนั้น ป้ายข้อความ 【โรงพยาบาลจิตเวชไม่ได้อยู่นอกเหนือกฎหมาย】 ก็ถูกแปะเพิ่มใต้ป้ายเดิม 【กล้าที่จะสารภาพ—โอโนะ ยู (จิตแพทย์ ผู้บุกเบิกการบำบัดความคิดและพฤติกรรมในญี่ปุ่น)】
นักเขียนกลิ่นผีถูกเพิกถอนสิทธิ์กลุ่มบำบัดนอกสถานที่ และค้นเจอหนังสือ "การต่อสู้ของข้าพเจ้า" ในเครื่องนอน จึงถูกยึดไป
กู้หรันเขียนใบสำนึกผิดหนึ่งหมื่นคำ
เว่ยหงพูดใน {กลุ่มแชทจิ่งไห่}: "ไม่ถึงสองอาทิตย์ คุณเกือบจะทำลายสถิติจำนวนคำในใบสำนึกผิดของผมแล้วนะ คลื่นลูกหลังไล่คลื่นลูกหน้า และแต่ละคลื่นก็สูงขึ้นเรื่อยๆ ศิษย์น้องกู้หรัน คุณนี่สุดยอดจริงๆ!"
กู้หรันตอบ: "นี่แค่เริ่มต้นครับ ผมกะว่าจะตีพิมพ์รวมเล่มเลย (อิโมจิคารวะ)"
ซูชิง: กดถูกใจ
ถงหลิง: กดถูกใจ
เจียงฉี: กดถูกใจ
เฉินเคอ: กดถูกใจ
จากนั้น จวงจิ้ง: กดถูกใจ
——————
"บันทึกส่วนตัว": ไอ้โรคกลิ่นผี พ่อ*ตาย!
——————
"บันทึกแพทย์": วันนี้ผมทำผิดพลาดครั้งใหญ่ ผมมั่นใจในตัวเองมากเกินไป และเลือกแผนการรักษาแบบอุดมคติเกินไป
ขอโทษครับ นักเขียนกลิ่นผี
ขอโทษครับ อาจารย์จวงจิ้ง ผมทำให้คำสอนของอาจารย์สูญเปล่า
ขอโทษครับ พยาบาลทุกคน ผมสร้างความเดือดร้อนให้พวกคุณ