- หน้าแรก
- รักวุ่นวายในโรงพยาบาลจิตเวช
- บทที่ 18 นักวาดการ์ตูนฉาก
บทที่ 18 นักวาดการ์ตูนฉาก
บทที่ 18 นักวาดการ์ตูนฉาก
บทที่ 18 นักวาดการ์ตูนฉาก
กู้หรันในชุดกาวน์ขาว และจ้าวเหวินเจี๋ยในชุดคนไข้ นั่งขัดสมาธิบนเตียงคนไข้หันหน้าไปทางหน้าต่าง เหมือนที่บรรยายไว้ในนิยายกำลังภายในเป๊ะ
"วันนี้ฝนตก จะกระทบการฝึกกำลังภายในไหมครับ?" กู้หรันถาม
จ้าวเหวินเจี๋ยหลับตาพริ้ม "ดวงอาทิตย์ยังคงอยู่ที่เดิม อีกอย่าง อย่าพูดว่า 'ฝึกกำลังภายใน' มันงมงาย ต้องพูดว่า 'ศึกษา'"
ชัดๆ ว่าเป็นกำลังภายในแท้ๆ แต่ดันเน้นวิทยาศาสตร์ซะงั้น
นอกหน้าต่าง ฝนเทลงมาอย่างหนัก เสียงฟ้าคำรามครืนครานทำเอาตึกสั่นสะเทือนเป็นระยะ
ฝึกเสร็จ กู้หรันก็เริ่มถามคำถามตามกิจวัตร
"วันนี้วันที่เท่าไหร่ วันอะไรครับ?"
"วันอังคาร วันที่จำไม่ได้ เจ็ดมั้ง? หรือแปด?"
"รู้ไหมว่าที่นี่ที่ไหน?"
"สถานบำบัดทางจิตจิ่งไห่"
"วันนี้ผมจะคุยกับพ่อของคุณ มีอะไรอยากฝากบอกไหมครับ?"
"ไม่มี"
ยืนยันได้ว่าอาการของจ้าวเหวินเจี๋ยยังคงเดิม กู้หรันจึงเดินออกจากห้อง 101
พยาบาลที่เดินตามเขามาวันนี้ไม่ใช่หวังเจียเจีย พยาบาลหวังอยู่ที่เคาน์เตอร์พยาบาล กู้หรันลังเลว่าจะเข้าไปแสดงความห่วงใยดีไหม
หวังเจียเจียน่ารักมาก แต่ตอนนี้เขาไม่มีกะจิตกะใจจะเดทกับใคร นี่เป็นช่วงเวลาสำคัญในการเรียนรู้และปรับตัวกับงาน เขาไม่อยากวอกแวก
คิดไปคิดมา สุดท้ายเขาก็ไม่พูดอะไร แค่เหลือบมองเธอแวบหนึ่งตอนเดินผ่าน
เธอก็ดูปกติดี
โรงอาหารเชื่อมต่อกับตึกที่พัก ไม่ต้องกลัวเปียกฝน
ภายในโรงอาหาร เจ้าหน้าที่กำลังเตรียมอาหารเช้าไปส่งที่ห้องผู้ป่วย ป้าหน้าดุที่เพิ่งมาใหม่และยังออกจากห้อง 203 ไม่ได้ ก็จะได้รับบริการส่งอาหารถึงที่เช่นกัน
ป้าขาขาดกำลังช่วยส่งอาหารอยู่
ข้างนอกฝนตก ฟ้ามืดครึ้ม ข้างในเปิดไฟสว่าง ไอร้อนจากอาหารลอยฟุ้ง พอมองดูแผ่นหลังที่ง่วนอยู่กับงานของป้าแก กู้หรันก็รู้สึกขนลุกพิกล
หลังจากกินมื้อเช้าคนเดียวเสร็จ เขาก็สวนกับถงหลิงและเจียงฉีที่เพิ่งเดินเข้ามา
"ศิษย์น้องกู้ มาเช้าจังนะ?" เจียงฉีทัก
ถงหลิงยิ้มแล้วพูดว่า "สวัสดีจ้ะ"
"อรุณสวัสดิ์ครับรุ่นพี่" กู้หรันยิ้มตอบ "ผมกำลังเรียนกำลังภายในกับจ้าวเหวินเจี๋ยอยู่น่ะครับ หนึ่งในเงื่อนไขคือนอนเร็วตื่นเช้า"
เจียงฉีถามด้วยความอยากรู้ "ตอนเรียนกำลังภายใน รู้สึกอะไรพิเศษบ้างไหม?"
"แน่นอนครับ"
"อะไรเหรอ?" ถงหลิงก็เริ่มสงสัย
"ขาชาครับ"
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!" สองสาวหัวเราะลั่น
หลังจากหัวเราะกันพอหอมปากหอมคอ พวกเธอก็ไปกินข้าวเช้า กู้หรันกางร่มเดินกลับห้องทำงาน ละอองฝนที่ตกลงกระทบพื้นฟุ้งกระจายเหมือนหมอกจางๆ
ห้องทำงานมืดสลัว ต้องเปิดไฟ
คอมพิวเตอร์สามเครื่อง มีแค่เครื่องของกู้หรันที่เปิดอยู่ เขากำลังเช็คตารางงานวันนี้
8:00 - 9:00 น.: ฝึกในแดนสวรรค์คลุ้มคลั่งกับเฉินเคอ ซูชิง และเจียงฉี
9:30 น.: พบพ่อของจ้าวเหวินเจี๋ย
ช่วงบ่าย: ป้าหน้าดุ
ถ้ามีเวลาว่าง เตรียมการบำบัดกลุ่มนอกสถานที่กับซูชิงและเฉินเคอ
อ้อ เขาต้องหาเวลาเขียนใบสำนึกผิด 5,000 คำส่งจวงจิ้งด้วย เพราะไม่กล้า "ยืม" สำนวนคนอื่น เลยเขียนได้ช้ามาก
ยิ่งพอผ่าน 3,000 คำไปแล้ว แต่ละประโยค แต่ละคำ ต้องเค้นสมองสุดชีวิต
ยังไม่ถึง 8 โมงเช้า ซูชิงกับเฉินเคอยังไม่มา แต่เขาไม่ได้เขียนงานต่อ เขาค้นหาบันทึกเกี่ยวกับ 'การพูดคุยกับญาติคนไข้' มาอ่านอย่างละเอียดแทน
ไม่นาน ซูชิงและเฉินเคอก็เดินเข้ามาพร้อมกัน เวลาเข้างานของพวกเธอดูจะตรงกันเป๊ะ เพราะเจอกันตลอด
"ฉันเกลียดวันฝนตกที่สุดเลย" ซูชิงบ่นพลางปัดเสื้อผ้าที่ชื้นนิดหน่อย
เฉินเคอก็จัดผมยาวของเธอที่ดูเหมือนโดนละอองน้ำเกาะ
"คุณไม่มีรถเหรอ?" กู้หรันถามโดยไม่เงยหน้า
"เอารถเข้ามาจอดในตึกไม่ได้นี่ ตอนเช้าต้องพาหมาเดินก็น่ารำคาญ ต้องเช็ดเท้าให้มันยิ่งน่ารำคาญกว่า" วันนี้ซูชิงพลังงานลบพุ่งพล่าน
หรือเพราะชื่อเธอมีคำว่า 'ชิง' (ฟ้าใส/แจ่มใส) อยู่ด้วยนะ?
"ฝนตกจะพาหมาเดินทำไม?" เฉินเคอถาม
"กลัวมันเป็นซึมเศร้าน่ะ" ซูชิงตอบอย่างจนใจ
กู้หรันและเฉินเคอยิ้มบางๆ เป็นคำตอบที่สมกับเป็นนักจิตวิทยาจริงๆ
เฉินเคอเดินเข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า
กู้หรันเสนอแนะซูชิง "ลองถามสัตวแพทย์ดูสิว่าเฉลี่ยแล้วควรพาเดินบ่อยแค่ไหน อาจจะไม่ต้องทุกวันก็ได้มั้ง"
"ลองทายซิว่าทำไมฉันถึงเลี้ยงหมา?"
เสียงตู้ทำน้ำเย็นทำงานเบาๆ น้ำร้อนไหลลงแก้ว กลิ่นกาแฟเริ่มหอมฟุ้งไปทั่วห้อง
กู้หรันเงยหน้ามอง ซูชิงยืนหันหน้าเข้าตู้ทำน้ำเย็น หันหลังให้เขา เอวคอด สะโพกผาย ขายาวในกางเกงยีนส์
เห็นแล้วอยากจะเข้าไปกอดจากด้านหลังชะมัด
ซูชิงเหลือบตาขึ้นเล็กน้อย แผงควบคุมสีดำของตู้ทำน้ำเย็นสะท้อนภาพได้เหมือนกระจก
กู้หรันไม่รู้ตัวเลยสักนิด
เขาไม่กล้าจ้องนาน เลยพูดไปมองไป "คงไม่ใช่เลี้ยงไว้เพื่อพาเดินหรอกนะ?"
"เพื่อให้มันพาฉันเดินต่างหาก" ซูชิงเฉลย
น้ำร้อนไหลช้ากว่าน้ำอุ่นหรือน้ำเย็น ตู้ทำน้ำเย็นยังคงทำงานต่อไป
เธอพูดต่อ "ปกติถ้าไม่จำเป็นฉันจะไม่ค่อยออกจากบ้าน เพื่อบังคับให้ตัวเองขยับตัวบ้าง ฉันเลยหาหมามาเลี้ยง พอมีหมาก็ต้องพาเดิน การพาเดินก็เหมือนได้เดินเล่น กันซึมเศร้าแถมลดความอ้วนได้ด้วย"
"ไอเดียดี แต่หมาคุณขนร่วงเยอะเกินไป"
"แล้วไงต่อ? เพราะหมาขนร่วงเยอะ ฉันเลยต้องขายมันทิ้งเหรอ?"
เฉินเคอออกมาจากห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า "ซูชิง ฉันเสร็จแล้ว"
"อื้ม โอเค"
พอดีกับที่น้ำร้อนเต็มแก้ว ซูชิงวางแก้วไว้บนโต๊ะแล้วหันหลังเดินเข้าห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าบ้าง
ตู้ทำน้ำเย็นยังคงทำงาน เฉินเคอเริ่มชงกาแฟ
ท่ามกลางกลิ่นกาแฟ กู้หรันอดสงสัยไม่ได้ว่ามีกาแฟมือสองไหมนะ? การดมกลิ่นกาแฟจะทำให้เขานอนไม่หลับหรือเปล่า?
ถ้าถือว่าเจ็บป่วยจากการทำงาน ปัญหานอนไม่หลับก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่
ซูชิงเปลี่ยนชุดเสร็จ ทั้งสองไม่รอช้าในห้องทำงาน รีบออกไปตรวจเยี่ยมที่ตึกพักผู้ป่วย
แว่วเสียงซูชิงบ่นเหมือนเด็กๆ "ไม่อยากออกไปเลย วันนี้ขอนั่งในห้องทำงานทั้งวันได้ไหมเนี่ย?"
หลังประชุมเช้า ทั้งสี่คน กู้หรัน ซูชิง เฉินเคอ และเจียงฉี ไปที่ห้องเงียบ เพื่อฝึกโดยมีจวงจิ้งคอยดูแล
จวงจิ้งกล่าว "ตอนนี้เฉินเคอยังหาการ์ดอาชีพไม่เจอ และกู้หรันยังใช้คนเลี้ยงแกะไม่คล่อง พอทั้งสองคนเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว ค่อยแยกย้ายไปฝึกตามกลุ่มของตัวเองนะ"
ตามการจับกลุ่ม วันนี้ควรเป็นคิวของเฉินเคอและเจียงฉี
พรุ่งนี้วันพุธ จะเป็นตาของซูชิงและกู้หรัน
ในแดนสวรรค์คลุ้มคลั่ง ดอกไม้บานสะพรั่ง
เฉินเคอกำลังตั้งใจหาการ์ดอาชีพของเธอ สีหน้ามุ่งมั่นมาก
เจียงฉีกำลังควบคุมสัตว์ประหลาด: เซนทอร์คลุ้มคลั่ง
กำแพงใจปรากฏขึ้นพร้อมเสียงครืนคราน เส้นสายเรียบง่ายพุ่งออกมาจากกำแพง เปลี่ยนสภาพเป็นเลือดเนื้อ แผงคอพลิ้วไหว เซนทอร์คลุ้มคลั่งสูงสามเมตรสร้างแรงกดดันทางจิตใจมหาศาล
ในระยะสิบเมตรจากเซนทอร์คลุ้มคลั่ง ความฝันจะกลายเป็นฝันร้าย
ในห้องเงียบ กู้หรันพลิกตัวเปลี่ยนท่านอน ซูชิงขมวดคิ้ว เจียงฉีเองก็หนังตากระตุก
มีเพียงจวงจิ้ง และเฉินเคอที่อยู่ไกลจากเซนทอร์คลุ้มคลั่ง ที่ยังคงสงบนิ่ง
เลขาหญิงที่ดูแลความปลอดภัยเหลือบมองแวบหนึ่ง ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก
บนเนินเขาของแดนสวรรค์คลุ้มคลั่ง จวงจิ้งกล่าว "ความสามารถของเซนทอร์คลุ้มคลั่งคือการแพร่เชื้อใส่อีกฝ่าย ทำให้ตกอยู่ในสภาวะโกรธเกรี้ยวรุนแรง อย่ากดดันมัน อย่าต่อต้านมัน แต่ก็ต้องไม่ถูกความโกรธครอบงำ เธอต้องชักนำมัน"
เจียงฉีปาดเหงื่อ พยายามควบคุมเซนทอร์คลุ้มคลั่งอย่างยากลำบาก พร้อมเงี่ยหูฟังคำแนะนำของจวงจิ้ง
ซูชิงหันมาบอกกู้หรัน "ไปกันเถอะ เราไปฝึกที่อื่น แรงกดดันทางจิตใจตรงนี้จะกระทบการฝึกของเรา"
ทั้งสองเดินทอดน่องออกไปไกล
ดอกไม้บานสะพรั่ง ท้องฟ้าแจ่มใส สายลมพัดเอื่อยๆ แม้จะเป็นโลกแห่งจิตที่สมจริงจนน่าตกใจ แต่ความงดงามของมันก็ทำให้คนอดสงสัยไม่ได้ว่าเป็นเพียงความฝัน
"ตอนนี้คุณอยู่ขั้นไหนแล้ว?" กู้หรันถามด้วยความอยากรู้
ซูชิงอายุเท่าพวกเขา แต่เรียนจบก่อนปีนึง เข้าจิ่งไห่ก่อนปีนึง และได้การ์ดอาชีพก่อนปีนึง
"ฉันเพิ่งจะสยบสัตว์ประหลาดได้ตัวเดียว แต่กำแพงใจฉันยังอ่อนแอ จะเรียกออกมายังยากเลย แม่บอกให้ฉันอ่านหนังสือเยอะๆ พบปะผู้คนเยอะๆ ขยับตัวเยอะๆ"
"คุณมีสัตว์ประหลาดแล้วเหรอ?" กู้หรันถามอย่างประหลาดใจ
การจะสยบสัตว์ประหลาด ไม่ใช่แค่ต้องมีการ์ดอาชีพ แต่ต้องเรียกกำแพงใจของตัวเองออกมาให้ได้ด้วย
กำแพงใจ พูดง่ายๆ ก็คือโลกทัศน์ ทัศนคติ และค่านิยมของคนคนนั้น
กำแพงใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน วิธีคิดของคนโบราณกับคนสมัยใหม่ต่อเรื่องเดียวกันแทบไม่มีทางเหมือนกัน นี่คือการแสดงออกของกำแพงใจที่ต่างกัน
เหตุผลที่ต้องฝึกนักจิตวิทยาตั้งแต่มัธยมต้น ก็เพื่อบ่มเพาะทัศนคติที่เหมาะสม และเตรียมความพร้อมสำหรับความแข็งแกร่ง ความหนา และความยาวของกำแพงใจ
แม้จะเริ่มทำงานตอนอายุยี่สิบด้วยสัญญาห้าปี แต่ห้าปีนี้จริงๆ แล้วคือกระบวนการเรียนรู้ เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับกำแพงใจด้วย นี่คือเหตุผลที่ทุกคนเรียกจวงจิ้งว่า 'อาจารย์'
ภารกิจหลักในห้าปีนี้คือ: ได้การ์ดอาชีพ เรียกกำแพงใจ และสยบสัตว์ประหลาด
แต่ซูชิงทำสำเร็จภายในปีเดียว
แถมตอนนั้นเธออายุแค่สิบเก้า
การ์ดอาชีพเป็นเรื่องหนึ่ง แต่กำแพงใจนั้นยิ่งอายุมากยิ่งสร้างได้ง่ายขึ้น
แน่นอน ถ้าผ่านห้าปีจนอายุยี่สิบห้าแล้ว ค่านิยมเซตตัวสมบูรณ์แล้วแต่ยังเรียกออกมาไม่ได้ ก็คงไม่มีทางทำได้ตลอดชีวิต เว้นแต่จะเจอจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต
การเรียกออกมาไม่ได้ไม่ได้แปลว่าค่านิยมของคนคนนั้นแย่ แค่พิสูจน์ว่าค่านิยมของเขายังปะปนกันมั่วซั่ว ขาดความมั่นใจที่ทำลายไม่ได้ ความอดทนที่แน่วแน่ และทัศนคติเชิงบวกต่อชีวิต
"คุณแก่แดดเหรอ?" กู้หรันถาม
"ฉันเริ่มโตตอนป.6 แล้วก็โตมาอย่างดีด้วย นายถึงได้จ้องก้นฉันไม่วางตาไง"
"..."
ซูชิงยิ้มเยาะ
เธอพูดต่อ "ฉันสยบสัตว์ประหลาดได้ก็จริง แต่อย่างที่บอก กำแพงใจฉันยังไม่เสถียร เหมือนแก้วที่มีน้ำเต็มปริ่ม สะเทือนนิดเดียวก็หกแล้ว ฉันเลยได้แต่วางทิ้งไว้ หน้าที่จริงๆ ของฉันตอนนี้ก็เหมือนนายแหละ"
"...ผมยังใช้การ์ดอาชีพไม่คล่องเลยด้วยซ้ำ"
"เฉินเคอที่ยังหาการ์ดอาชีพไม่เจอ นั่งอยู่ข้างหน้านาย เวลานายท้อแท้เสียใจ ก็มองเธอไว้..."
"เจอแล้ว!!"
ทั้งสองหันขวับ
จวงจิ้งและเจียงฉีก็หันมอง
เฉินเคอที่เงียบขรึมและบอบบางมาตลอด ยืนอยู่ท่ามกลางดงดอกไม้ ชูดอกไม้ดอกหนึ่งขึ้นเหนือหัว ร้องตะโกนบอกทั้งสี่คนด้วยความตื่นเต้น
ซูชิงมองกู้หรัน แล้วพูดต่อ "...นาย เอ่อ ไม่ต้องเสียใจนะ"
"ผมหงุดหงิดนิดหน่อย" กู้หรันยิ้ม "แต่ผมดีใจยิ่งกว่าที่ผม คุณ และเฉินเคอ ได้อยู่กลุ่มเดียวกัน!"
ซูชิงยิ้ม
จังหวะที่เธอกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ความผิดปกติก็เกิดขึ้น
เมื่อสายตาของเจียงฉีจดจ้องไปที่เฉินเคอ แขนล่ำสันของเซนทอร์คลุ้มคลั่งก็น้าวคันธนู
"โฮก!"
พร้อมกับเสียงคำราม ลูกธนูแหวกอากาศ ไถพรวนเนินเขาดอกไม้ พุ่งตรงเข้าหาเฉินเคอ
เฉินเคอหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ
ถูกสัตว์ประหลาดฆ่าตายเป็นแค่ฝันร้าย แต่เธอเพิ่งเจอการ์ดอาชีพ ยังไม่ได้เก็บมันเข้าสู่ 'ความฝัน' ของเธอเลย ถ้าตายตอนนี้ ครั้งหน้าที่เข้ามามันจะยังอยู่ในมือเธอไหม?
เจียงฉีหน้าแดงก่ำด้วยความร้อนรน แต่เธอทำได้แค่ควบคุมเซนทอร์คลุ้มคลั่งอย่างทุลักทุเล ไม่สามารถควบคุมลูกธนูที่หลุดจากแล่งไปแล้วได้
เคร้ง!
คันธนูและลูกธนูหักสะบั้นร่วงลงพื้น
ราชินีสูงสามเมตรปกป้องเฉินเคอด้วยสองมือ ท่าทางเบาสบายไร้ความพยายาม
หลังความเงียบชั่วขณะ ทุกคนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นโครมคราม
ข้างนอก เฉินเคอและเจียงฉีเกือบสะดุ้งตื่น
เจียงฉีรีบเรียกกำแพงใจ เซนทอร์คลุ้มคลั่งคำรามแล้วเปลี่ยนร่างเป็นเส้นสาย ลอยละล่องเหมือนตัวโน้ต กลับไปสลักลงบนกำแพงใจ
เฉินเคอรีบมองดอกไม้ในมือ ยืนยันว่ามันยังอยู่ดี หัวใจถึงได้หล่นกลับไปอยู่ที่ตาตุ่ม
ทั้งสี่คนมารวมตัวกันอีกครั้ง
"อาเคอ พี่ขอโทษ!" เจียงฉีพนมมือไหว้ แล้วโค้งตัว "พี่ไหว้เธอเลย ถ้ายังไม่พอ พี่จะคุกเข่าให้!"
"ไม่ ไม่ ไม่ต้องค่ะ!" เฉินเคอรีบใช้มือข้างหนึ่งดึงแขนเธอไว้
"เอาล่ะ เธอไม่ได้ตั้งใจ" จวงจิ้งพูดพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน "ถ้าอยากขอโทษจริงๆ เย็นนี้เลี้ยงข้าวเฉินเคอ แล้วก็ดูแลเธอดีๆ ในอนาคตนะ"
"ไม่มีปัญหาค่ะ!" เจียงฉีรับคำทันที
"รุ่นพี่เจียง หนูเฉินเคออยู่กลุ่มเดียวกัน เมื่อกี้หนูก็ตกใจเหมือนกันนะ" ซูชิงเนียนผสมโรงหน้าตาเฉย
"โอเค ไปด้วยกันหมดนี่แหละ กู้หรัน นายก็มาด้วย"
"ผมคง..."
"รังเกียจรุ่นพี่เหรอ?" เจียงฉีกดดัน
"...ก็ได้ครับ"
เรื่องนี้ถือว่าจบลงด้วยดี ยังไงก็ศิษย์สำนักเดียวกัน ข้อแรก ไม่ใช่กรณีรุ่นพี่อิจฉารุ่นน้องแล้วพยายามฆ่าแกงกัน ข้อสอง ไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นจริง
นี่สะท้อนให้เห็นความสำคัญของอาจารย์
ถ้าจวงจิ้งไม่รับผิดชอบ ปล่อยให้ฝึกกันเอง อุบัติเหตุนี้คงเกิดขึ้นแน่ๆ
เจียงฉีเลยถามจวงจิ้งด้วย "อาจารย์จวงจิ้งคะ อาจารย์ว่างไหมคะ?"
"แม่ไม่ไปหรอก พวกเธอวัยรุ่นไปสนุกกันเถอะ" จวงจิ้งปฏิเสธยิ้มๆ
"อาจารย์จวงจิ้งคะ อาจารย์เคยออกไปไหนแล้วคนไม่ทำหน้าช็อกบ้างไหมคะ พอรู้อายุจริงแล้วนึกว่าเป็นนางเฒ่าทาริกาตลอดเลย" เจียงฉีประจบ
กู้หรันไม่ยอมน้อยหน้าเรื่องประจบ
เขาเสริม "หน้าตาอาจารย์เหมือนหลี่ชิวสุ่ยมากกว่าครับ สวยจนมองอีกนิดวิญญาณจะหลุดลอย ฟังคำพูดไม่กี่คำก็เหมือนล่องลอยอยู่บนปุยเมฆ ผมยังอยากจีบอาจารย์จวงจิ้งเลยครับ"
เจียงฉีมองกู้หรันราวกับเจอปรมาจารย์
เฉินเคอหัวเราะ
ซูชิงทำหน้าเอือม ถึงขั้นถอยห่างจากกู้หรันไปก้าวนึง
จวงจิ้งขำ เธอพูดว่า "เอาล่ะ วันนี้เฉินเคอเป็นนางเอก งั้นเอาอย่างนี้ มื้อเย็นนี้สถาบันจะเลี้ยงเอง เพื่อฉลองให้เฉินเคอ—เจียงฉี เธอเลี้ยงมื้อเที่ยงที่โรงอาหาร สั่งของดีๆ หน่อยล่ะ"
เธอยังคงเคลิ้มกับคำเยินยอ และตัดสินใจใช้เงินที่จะตกเป็นมรดกของซูชิงในอนาคตมาเลี้ยงมื้อเย็น
"พูดถึงโรงอาหาร" จู่ๆ ซูชิงก็แทรกขึ้นมา "แม่คะ ทำไมโจ๊กทะเลถึงมีทะเลคะ?"
จวงจิ้งทำหน้างง "ก็เพราะมันเป็นโจ๊กทะเลไง"
"แม่ก็รู้ว่าหนูไม่ได้หมายความแบบนั้น..."
"เสี่ยวเคอ มานี่สิ" จวงจิ้งตัดบทความขี้หึงและคำบ่นของลูกสาว หันไปยิ้มให้เฉินเคอ
ปกติซูชิงคงบ่นต่ออีกหน่อย แต่วันนี้เป็นวันที่เฉินเคอเจอการ์ดอาชีพ ไม่เพียงแต่เธอจะไม่บ่นต่อ เธอยังรู้สึกผิดที่ขัดจังหวะเมื่อกี้ด้วย
ซูชิงเหลือบมองกู้หรัน เขาแสดงความอยากรู้อยากเห็นและความเชื่อฟังในระดับที่พอเหมาะพอดี กำลังตั้งใจฟังเฉินเคออธิบายการ์ดอาชีพ
แต่พอเธอมองไป รอยยิ้มของเขาชัดเจนขึ้นทันตา
แถมยังเป็นการเยาะเย้ย
และได้ใจ!
ซูชิงจดบัญชีแค้นนี้ไว้แล้ว!!
การ์ดอาชีพของเฉินเคอเป็นกระดาษที่มีตารางอยู่บนนั้น
"แม่ตั้งชื่อให้ว่า นักวาดการ์ตูนฉาก" จวงจิ้งกล่าว "มันมีสามช่อง: สองช่องเล็กด้านบน และหนึ่งช่องใหญ่ด้านล่าง"
"ช่องเล็กวาดฉากเล็กๆ ได้ ให้คนคนเดียวเทเลพอร์ตไปที่ฉากนั้นได้เลย ส่วนช่องใหญ่วาดฉากใหญ่ ให้คนสามคนเข้าไปได้"
"นี่มัน... เทเลพอร์ต?" กู้หรันใช้ศัพท์ที่เข้าใจง่ายกว่า
"อื้ม" จวงจิ้งพยักหน้ายิ้มๆ
"สุดยอด!" กู้หรัน ซูชิง และเจียงฉี ต่างมองเฉินเคอด้วยความชื่นชม
นี่มันของดีชัดๆ
เฉินเคอตื่นเต้นมาก
กู้หรันเจอการ์ดอาชีพตั้งแต่วันที่สอง เธอไม่แสดงออก แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่กดดัน
ตอนนี้ ไม่เพียงแต่เจอแล้ว แต่ยังเป็นนักวาดการ์ตูนฉากที่มีประโยชน์สุดๆ เหมือนเมฆฝนที่ปกคลุมมานานจางหายไปจนฟ้าใสกระจ่าง
"ยินดีด้วยนะ" กู้หรันยิ้มให้
"ขอบคุณค่ะ!" พอเฉินเคอยิ้ม มุมปากของเธอก็โค้งสวยงาม
"เอาล่ะ!" จวงจิ้งปรบมือแล้วยิ้ม "ฝึกกันต่อนะ"
เธอก็ดีใจเหมือนกัน
เธอไม่สนเรื่องรายได้ของพวกเขา เธอแค่หวังว่าจะปั้นนักจิตบำบัดเก่งๆ ไปช่วยคนไข้ได้มากขึ้น
จากนั้น เจียงฉีแยกไปสู้กับเซนทอร์คลุ้มคลั่งที่เนินเขาฝั่งตรงข้ามคนเดียว
จวงจิ้งติวเข้มเฉินเคอ
กู้หรันยังคงอยู่กับซูชิง พอกู้หรันทำพลาด ซูชิงก็จะอดแขวะไม่ได้ และน่าแปลกที่กู้หรันกลับพัฒนาได้เร็วมากเพราะแบบนี้
ถึงจุดนี้ ซูชิงก็จะทำหน้าภูมิใจแบบ 'ฉันปั้นเด็กคนนี้มากับมือ' อีกครั้ง
————
บันทึกส่วนตัว: วันอังคารที่ 8 สิงหาคม ฝนตกหนัก
เฉินเคอเจอการ์ดอาชีพแล้ว นักวาดการ์ตูนฉาก
ซูชิง ผู้หญิงคนนั้น ทั้งน่าหมั่นไส้และน่ารักชะมัด ก้นเธอกลมกลึงและขาเธอก็ยาวจริงๆ