เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 149 - 150: แก๊งฉิงเข้าช่วย, ความจริง (ฟรี)

Chapter 149 - 150: แก๊งฉิงเข้าช่วย, ความจริง (ฟรี)

Chapter 149 - 150: แก๊งฉิงเข้าช่วย, ความจริง (ฟรี)


Chapter 149: แก๊งฉิงเข้าช่วย

 

มองเผินๆเหมือนพวกนักเลงจากแก๊งอินทรีบินได้เปรียบฮ่าวหรันและเพื่อนๆของเขา

 

“บอกมา ใครเป็นคนส่งพวกแกมา?” ฮ่าวหรันตะคอก

 

“ถ้าไม่บอกล่ะ?” หัวหน้านักเลงพูดตีรวน

 

“ถ้าไม่บอก พวกเราก็คงต้องใช้กำลัง” กู้หนิงกล่าว เธอรู้ว่าพวกมันไม่มีทางพูดจนกว่าจะรู้สึกกลัว ถ้าพวกเธออัดมันจนเละบางทีมันอาจจะยอมบอก

 

กู้หนิงหันไปมองฉู่ซวนเฟิงและพูดกับเขาว่า “พี่ฉู่ ทำไมเราไม่แข่งกันที่นี่เลยล่ะ? มีพวกนักเลงราวๆยี่สิบคน ใครล้มพวกมันได้มากที่สุดคนนั้นชนะ”

 

สีหน้าฉู่ซวนเฟิงยังคงราบเรียบแต่ภายในใจนึกกังวล เขารู้ว่าตั้งแต่ยังไม่เริ่มแข่งเขาก็แพ้แล้ว ถึงอย่างนั้นมันคงน่าขายหน้าถ้าเขายอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม ดังนั้นเขาจึงตอบว่า “ได้”

 

“แต่บอส พวกมันมีกันตั้งหลายคนและมีแท่งเหล็กในมือกันทุกคน” ฮ่าวหรันพยายามห้ามกู้หนิง

 

ถึงแม้กู้หนิงจะเก่งกว่าเขาและเพื่อนๆคนอื่น แต่ตอนนี้สถานการณ์มันไม่เหมือนกัน นักเลงพวกนี้มีกันยี่สิบคนเชียวนะ!

“ใช่ บอส” ฉินซีหุนและคนอื่นเป็นห่วงเธอ

“ไม่เป็นไรน่า น่าตื่นเต้นออกที่ได้สู้ท่อนเหล็กด้วยมือไม่ใช่เหรอ?” กู้หนิงกล่าว ดูเหมือนว่าเธอกำลังตื่นเต้น ประกายแววตาสั่นไหว ไม่ได้รู้สึกวิตกกังวลแต่อย่างใด เธอพูดเตือนเพื่อนด้วยน้ำเสียงแกมบังคับ

“พวกนายอยู่นี่ อย่าเข้ามายุ่งเด็ดขาด เข้าใจไหม?”

ฮ่าวหรันและคนอื่นไม่สามารถเปลี่ยนใจเธอได้ พวกเขาได้แต่รับคำของเธอ ในเมื่อเธอบอกว่าไม่เป็นไรแสดงว่าเธอต้องชนะแน่

“ปากดีเหลือเกินนะ! พวกเราลุย!” หัวหน้านักเลงไม่พอใจกับคำพูดของกู้หนิง เขายกท่อนเหล็กขึ้นตรงเข้าฟาดกู้หนิงและฉู่ซวนเฟิงทันที

ในขณะเดียวกันทั้งกู้หนิงและฉู่ซวนเฟิงก็วิ่งไปข้างหน้า มันเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดเลือดพล่าน

ถึงแม้พวกนักเลงจะมีท่อนเหล็กกันคนละแท่งแต่พวกเขาไม่ได้มีทักษะการต่อสู้ที่ดีเลิศ พวกเขาอาจล้มคนธรรมดาทั่วไปได้แต่ไม่ใช่กู้หนิงและฉู่ซวนเฟิง

กู้หนิงและฉู่ซวนเฟิงโจมตีพวกเขาอย่างรวดเร็วแม่นยำและรุนแรง บรรดานักเลงต่างร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บและไม่ช้าพวกเขาก็สู้ต่อไปไม่ไหว บางคนถูกเตะจนกระเด็นติดผนัง บางคนกระดูกหัก แต่กู้หนิงและฉู่ซวนเฟิงไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน

นักเลงทั้งยี่สิบคนต่างขวัญผวา พวกเขาคาดไม่ถึงว่าผู้ชายและผู้หญิงที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขาจะแข่งแกร่งขนาดนี้!

ฮ่าวหรันและคนที่เหลือตื่นตะลึงที่เห็นฉากต่อสู้ที่น่าเหลือเชื่อนี้ พวกเขารู้สึกราวกับได้ดูหนังแอ็คชั่น ไม่ใช่สิ แม้แต่ในหนังแอ็คชั่นยังไม่น่าเหลือเชื่อเท่านี้มาก่อน พวกเขาต่อสู้กันจริงๆ ในขณะที่ในหนังเป็นแค่การแสดง

เห็นได้ชัดว่ากู้หนิงเคลื่อนไหวได้เร็วกว่าฉู่ซวนเฟิง หลายนาทีผ่านไปการต่อสู้อันดุเดือดก็จบลง กู้หนิงล้มนักเลงไปได้สิบเอ็ดคน ส่วนฉู่ซวนเฟิงล้มไปได้เก้าคน

ความจริงกู้หนิงไม่ต้องการให้ฉู่ซวนเฟิงขายหน้า ดังนั้นเธอจึงออมแรงตัวเองไว้หลายส่วน

“ฉันแพ้แล้ว” ฉู่ซวนเฟิงยอมรับความพ่ายแพ้อย่างไม่อิดออด

ฉู่ซวนเฟิงรู้ดีว่ากู้หนิงออมแรงของเธอเพื่อช่วยรักษาหน้าของเขา เธอโจมตีนักเลงจนบาดเจ็บไปหลายคนจากนั้นก็ปล่อยให้ฉู่ซวนเฟิงเข้ามาซ้ำต่อ ตอนนี้ฉู่ซวนเฟิงรู้สึกนิยมชมชอบกู้หนิงมากกว่าเดิมหลายเท่า

“ว้าว ทั้งสองคนสุดยอดไปเลย!”

“ใช่ๆ สุดยอดมากๆ!”

ทุกคนโห่ร้องด้วยความตื่นเต้นดีใจ พวกเขาชื่นชมกู้หนิงและฉู่ซวนเฟินมากกว่าเดิมและพนักงานร้านV5 ก็มองพวกเขาด้วยความชื่นชมระคนนับถือด้วยเช่นกัน ฉู่ซวนเฟิงเปรียบเสมือนพระเจ้าในขณะที่กู้หนิงเปรียบเสมือนเทพธิดาในสายตาของพวกเขา

“เอาล่ะ ทีนี่ถึงเวลาเจรจากันได้รึยัง?” กู้หนิงพูด

ได้ยินแบบนั้นทุกคนพลันตระหนักว่ายังมีเรื่องที่ต้องสะสาง

พวกนักเลงร้องโอดโอยอยู่บนพื้น พนักงานร้านเตะพวกเขาสองสามทีด้วยความโกรธ

“ตอนนี้บอกได้รึยังว่าใครเป็นคนส่งพวกแกมา?” กู้หนิงจ้องไปที่ตัวหัวหน้า

ตัวหัวหน้าขดตัวด้วยความกลัวแต่เขายังไม่ยอมอ่อนข้อ เขาสวนกลับเป็นคำขู่แทน “พวกเรามาจากแก๊งอินทรีบิน พวกแกไม่กลัวว่าเราจะกลับมาแก้แค้นรึไงกันห๊ะ!?”

ฮ่าวหรันและเด็กหนุ่มคนอื่นลังเล แม้ว่าพวกเขาจะมาจากครอบครัวที่ร่ำรวยและมีอิทธพล ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่อยากมีเรื่องกับแก๊งอันธพาล ยกเว้นกู้หนิง ฉู่ซวนเฟิงและฉู่เพ่ยหานที่ไม่สนใจคำขู่ใดๆ

“แก๊งอินทรีบิน? อ้อ ใช่แก๊งเล็กๆที่มีคนเพียงสองร้อยคนน่ะเหรอ? ไม่รู้หรือว่าร้านนี้มีแก๊งฉิงดูแลอยู่” ฉู่ซวนเฟิงเปิดปากพูดขึ้นบ้าง ในเมื่อพูดไปแล้วเขาจึงตัดสินใจที่จะดูแลบาร์V5 อย่างไรก็ตามบรรดาคนที่ไม่รู้จักตัวตนของเขาต่างก็ตกตะลึง ตั้งแต่เมื่อใดกันที่แก๊งฉิงดูแลร้านนี้?

พวกเขาเข้าใจว่าการที่ฉู่ซวนเฟิงพูดชื่อแก๊งฉิงเพื่อที่จะขู่แก๊งอินทรีบิน แต่มันเหมาะหรือที่จะใช้ชื่อแก๊งฉิง? ถ้าหากเรื่องนี้รู้ถึงหูแก๊งฉิงเข้าจริงๆจะเป็นอย่างไร?

พวกเขารู้สึกกังวลแต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมาเสียงดัง

จากการคาดการณ์ของกู้หนิง การที่ฉู่ซวนเฟิงพูดชื่อแก๊งฉิงขึ้นมานั้นย่อมมีเหตุผล อย่างนั้นก็ดีต่อร้านของฮ่าวหรัน เธอเชื่อว่าเขาคงรู้จักใครสักคนในแก๊งฉิง

มีเพียงฉู่เพ่ยหานคนเดียวที่รู้ความจริง

“อะไรนะ?” สีหน้าของนักเลงทั้งยี่สิบคนเปลี่ยนสี พวกเขาตัวสั่นด้วยความกลัวแต่ยังสงสัยอยู่ “กะ แก แน่ใจเหรอ?”

“แกคิดว่าใครก็สามารถแอบอ้างชื่อแก๊งฉิงได้เหรอ?” ฉู่ซวนเฟิงพูดเสียงเย็นยะเยือก

ขณะนี้นักเลงจากแก๊งอินทรีบินทั้งยี่สิบคนเชื่ออย่างสนิทใจ ไม่มีใครใจกล้าแอบอ้างชื่อแก๊งฉิงสุ่มสี่สุ่มห้าอย่างแน่นอน ถ้าแก๊งฉิงรู้เรื่องนี้เข้าคิดหรือว่าคนที่แอบอ้างจะรับมือกับผลที่ตามมาไหว

ดังนั้นหัวหน้านักเลงจึงยอมประนีประนอม “เจ้าของชาร์มบาร์เป็นคนส่งพวกเรามา ตั้งแต่ V5 เปิด ลูกค้าของชาร์มบาร์ก็ลดลงไปครึ่ง”

ได้ยินเช่นนั้น ฮ่าวหรัน ฉินซีหุน จางเทียนปิงและพนักงานร้านต่างพากันโมโห

“ฮ่าวหรัน พวกเราควรทำอย่างไรต่อ?” ฉินซีหุนถาม

“บอส เธอคิดว่าไง?” ฮ่าวหรันกลับถามกู้หนิงแทน

กู้หนิงไม่ตอบเขาถามเขาในทันที เธอหันไปมองหัวหน้านักเลงและถามว่า “แกแน่ใจใช่ไหมว่าเจ้าของชาร์มบาร์เป็นคนส่งพวกแกมา? ถ้าแกโกหก เจอดีแน่”

กู้หนิงต้องการความแน่ใจว่ามันพูดความจริงไม่ใช่ปั่นหัวพวกเธอเล่น

ถึงแม้จะมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นชาร์บาร์ แต่แถวนี้มีบาร์อยู่เต็มไปหมด อาจเป็นใครก็ได้สวมรอยใช้ชื่อชาร์มบาร์

 

Chapter 150: ความจริง

 

“เรื่องจริงนะ! เป็นเจ้าของชาร์มบาร์ที่เป็นคนส่งพวกเรามาที่นี่!” หัวหน้านักเลงทำสีหน้าจริงจัง เขาไม่กล้าโกหก

 

“นายมีเบอร์ไหม?” กู้หนิงถาม

 

“มี” เขาตอบ

 

“เอาเบอร์มาให้ฉัน” กู้หนิงพูด

 

“ได้ๆ” หัวหน้านักเลงไม่ลังเลรีบหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาและบอกเบอร์กู้หนิงโดยไม่สนความเจ็บของตัวเอง

 

กู้หนิงฉวยเอาโทรศัพท์จากมือของเขาและโทรหาเจ้าของชาร์มบาร์

เสียงรอสายดังอยู่สามครั้งเท่านั้นราวกับว่าปลายสายกำลังรอเบอร์นี้โทรเข้ามาอย่างไรอย่างนั้น

กู้หนิงยังไม่ทันได้พูดอะไรปลายสายก็กรอกเสียงรัวเร็วว่า “เป็นยังไง? พวก V5 กลัวไหม?”

หัวหน้านักเลงพูดความจริง

รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนใบหน้ากู้หนิง เธอพูดข่มขู่เขาไปว่า “คุณหวัง คุณจะจ่ายค่าชดเชยเสียหายที่ V5 หรือจะให้ฉันไปทำลายร้านของคุณดี?”

ปลายสายตกใจไปชั่วขณะ เขาเพิ่งตระหนักว่าเขาทำพลาดไปที่ด่วนเปิดเผยความจริงว่าเขาส่งนักเลงไปที่ V5 และตอนนี้พวกมันอยู่ในกำมือของอีกฝั่ง

เขาจ้างนักเลงตั้งยี่สิบคน! พวกมันแพ้ได้ยังไง? หรือเป็นเพราะพวก V5 แข่งแกร่งกว่า? เขาเคยสืบข้อมูลว่าเจ้าของ V5 เป็นแค่นักเรียนธรรมดาๆไม่มีเส้นสายหรือรู้จักใครในแก๊งนักเลง

ไม่ว่ายังไงเขาก็ไม่ยอมรับแน่นอน ดังนั้นเขาจึงพยายามอย่างเต็มที่ที่จะสงบสติอารมณ์และพูดว่า "คุณเป็นใคร? คุณพูดอะไร? ผมไม่เข้าใจ”

กู้หนิงแค่นเสียงเยาะ “คุณหวัง ฉันรู้ว่าคุณเข้าใจเพราะฉะนั้นเลิกแสดงได้แล้ว สิ่งที่คุณพูดในตอนแรกเป็นหลักฐานมัดตัวคุณแล้ว กรุณาอย่าท้าทายความอดทนของพวกเรา พวกเราไม่ได้มีความอดทนสูงขนาดนั้น คนของคุณอยู่ในมือเราแล้ว คุณคิดจริงๆหรือว่าแก๊งอินทรีบินสามารถจัดการพวกเราได้?”

“เธอ…” นายหวังอึกอักไม่รู้จะโต้กลับอย่างไร เขาไม่พอใจที่ถูกขู่ในขณะที่เขาได้แต่หวาดผวา

พวกเขาไม่กลัวแก๊งอินทรีบินซึ่งหมายความว่าพวกเขาไม่ใช่คนธรรมดา

แต่นายหวังหรือชื่อเต็มคือหวังต้าเฉิงซึ่งมีแบล็กกราวด์ที่ดีเหมือนกัน ดังนั้นเขาจึงไม่ยอมจำนนต่อคำขู่ของกู้หนิง “แล้วไง? ลุงของฉันเป็นถึงหัวหน้ากระทรวงอุตสาหกรรมและพาณิชย์เชียวนะ! ถ้าเธอกล้ามาทำลายชาร์บาร์ละก็ ฉันจะให้ลุงสั่งปิดร้านเธอซะ!”

“โอ้ หัวหน้ากระทรวงอุตสาหกรรมและพาณิชย์? เขาใหญ่กว่าผู้อำนวยการหรือเปล่า?” กู้หนิงเยาะเย้ย

“เธอ เธอเป็นใคร?” หวังต้าเฉิงเข้าใจผิดคิดไปว่ากู้หนิงมีความสัมพันธ์กับผู้อำนวยการ

“ฉันคือคนของ V5” กู้หนิงกล่าว

หวังต้าเฉิงกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ ครั้งนี้เขาตัดสินใจผิดพลาดไปจริงๆ

“เธอต้องการอะไร?” หวังต้าเฉิงถามด้วยความโกรธ

“ฉันบอกนายไปแล้ว นายจะยอมจ่ายค่าเสียหายหรือจะให้พวกเราไปทำลายร้านของนายแทน ขึ้นอยู่กับนาย” เธอพูดเสียงเรียบประหนึ่งว่าทางเลือกที่เธอเสนอนั้นง่ายต่อการตัดสินใจมาก

“ได้ ฉันจะจ่ายค่าเสียหาย ฉันจะไปถึงที่นั่นภายในสิบนาที” หวังต้าเฉิงตอบก่อนที่จะกดวางสาย เขาโกรธจัดจนเกือบปาโทรศัพท์ลงพื้น ผู้จัดการร้านยืนอยู่ข้างเขาถามด้วยความตกใจว่า “หัวหน้า เกิดอะไรขึ้น?”

“แผนล้มเหลว ไอ้พวกนักเลงจากแก๊งอินทรีบินถูกพวกมันจับตัวเอาไว้ ผู้หญิงคนหนึ่งใช้โทรศัพท์ของเฉินเหลาเอ้อร์โทรมาหาฉัน เธอขู่ให้ฉันชดใช้ค่าเสียหายไม่อย่างนั้นจะมาทำลายร้านของเรา พวกมันไม่กลัวแก๊งอินทรีบินเลยสักนิดหรือลุงของฉัน! ฉันคิดว่าพวกมันต้องมีคนที่มีอำนาจมากให้ความช่วยเหลือ” หวังต้าเฉิงตอบ

เฉินเหลาเอ้อร์เป็นหัวหน้านักเลง ถือได้ว่าเขาเป็นคนสำคัญของแก๊งอินทรีบิน

“อะไรนะครับ?” ผู้จัดการร้านประหลาดใจ ไม่คิดว่าคนทางฝั่ง V5 จะมีอิทธิพลขนาดนี้ “แล้ว แล้วพวกเราควรทำอย่างไรดีครับตอนนี้?”

“พวกเราไม่มีทางเลือกนอกจากจ่ายค่าเสียหาย ฉันไม่อยากให้มันมาทำลายร้านของฉัน! ตอนนี้ร้านก็แทบจะไปไม่รอดแล้ว ถ้ามีเรื่องอีกคงถูกปิดแน่” ถึงแม้หวังต้าเฉิงจะไม่อยากจ่ายค่าเสียหายแต่เขาไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว

ค่าเสียหายอาจอยู่ที่ประมาณสองสามแสนหยวนซึ่งเขาสามารถจ่ายได้

ไม่นานหวังต้าเฉิงและลูกน้องหลายคนก็ตรงไปที่ V5

ฮ่าวหรันสั่งให้คนของเขาเฝ้าอยู่ที่ด้านนอกร้านเผื่อลูกคนทั่วไปเข้ามาในร้าน

หวังต้าเฉิงและลูกน้องของเขามาถึง V5

ภายใน V5 ข้าวของยังเละเทะเหมือนเดิม กู้หนิงยังไม่อนุญาตให้พนักงานเก็บกวาด มันคือหลักฐานความเสียหายที่พวกนักเลงก่อเอาไว้ พวกมันนั่งยองๆกันที่มุมห้อง ไม่มีใครกล้าขยับตัว

กู้หนิงและคนอื่นๆ หันหน้าไปทางประตูทางเข้ายืนเป็นแถวรอหวังต้าเฉิง

นางทีที่หวังตาเฉิงและพรรคพวกเดินเข้ามาในร้าน กลุ่มเด็กนักเรียนอยู่ในชุดเครื่องแบบนักเรียนก็ปรากฏสู่สายตาของเขา แม้จะรู้อยู่แล้วเจ้าของบาร์ V5 เป็นเด็กนักเรียนสามคน แต่มันยากมากที่จะทำใจยอมรับได้ยิ่งเมื่อเขาเห็นเองกับตา

เขาคิดด้วยซ้ำว่าตัวเองต้องอยู่ผิดที่ จากนั้นหวังต้าเฉิงสังเกตเห็นว่าห้องโถงนั้นเละเทะ ข้าวของพังเสียหายและเฉินเหลาเอ้อร์รวมทั้งคนของเขาก็นั่งยองๆอยู่ที่มุมห้องด้วยอาการบาดเจ็บ

หวังต้าเฉิงนึกกลัวขึ้นมาเล็กน้อยว่าจะถูกทุบตีเช่นนั้น

“ใครเป็นหัวหน้า?” หวังต้าเฉินถาม เขารู้หนึ่งในนักเรียนพวกนี้ต้องมีใครสักคนเป็นหัวหน้าแต่เขาไม่รู้ว่าใคร

“ฉันเอง”

ฮ่าวหรันก้าวเท้าออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว

“ฉันต้องจดจ่ายค่าเสียหายเท่าไหร่?” หวังต้าเฉิงถาม

ครั้งนี้กู้หนิงเป็นฝ่ายก้าวเท้าออกมาข้างหน้าและพูดว่า “พวกเราคำนวณไว้แล้ว เฟอร์นิเจอร์ถูกทุบเสียหายทั้งหมดเจ็บสิบสองตัว สิบตัวเป็นเก้าอี้บาร์ราคาตัวละสองพันหยวน ทั้งหมดสองหมดก็สองหมื่นหยวน สิบตัวเป็นโซฟาราคาตัวละสี่พันหยวนทั้งหมดสี่หมื่นหยวน ยี่สิบตัวเป็นเก้าอี้ราคาตัวละแปดร้อยหยวนทั้งหมดหนึ่งหมื่นหกพันหยวน นอกจากนี้ก็มีเครื่องมือต่างๆตัวละสองร้อยหยวนทั้มหมดเป็นหกพันสี่ร้อยหยวน เคาเตอร์บาร์สามหมื่นหยวน สเตจหนึ่งหมื่นหยวนและอุปกรณ์เครื่องเสียงหนึ่งแสนหยวน พวกเราต้องรีโนเวทร้านใหม่เพราะเสียหายหนักมากซึ่งกินเวลาอย่างน้อยหนึ่งอาทิตย์ อิงจากค่าตกแต่งร้านครั้งที่แล้วของเราประมาณห้าหมื่นหยวน ดังนั้นพวกเราต้องการค่าตกแต่งใหม่อีกห้าหมื่นหยวน รายได้ที่สูญเสียไปหนึ่งอาทิตย์อยู่ระหว่างสี่แสนถึงหกแสนหยวน ราคากลางๆละกันที่ห้าแสนหยวน อ้อ ยังมีค่าทำขวัญพนักงานอีกคนละหนึ่งหมื่นหยวน ที่ร้านเรามีพนักงานทั้งหมดยี่สิบสามคนรวมเป็นสองแสนสามหมื่นหยวน และชื่อเสียงของร้านที่เสียไปอีกห้าแสนหยวน รวมค่าชดเชยที่ต้องจ่ายอยู่ที่หนึ่งล้านห้าแสนสองพันสี่ร้อยหยวน ตีเป็นเลขกลมๆอยู่ที่หนึ่งล้านห้าแสนหยวน นายจะจ่ายเป็นเงินสดหรือบัตรเครดิต?”

จบบทที่ Chapter 149 - 150: แก๊งฉิงเข้าช่วย, ความจริง (ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว