- หน้าแรก
- ตัวประกอบพลิกสมรภูมิ
- ตอนที่ 221 - ชัยชนะอยู่แค่เอื้อม การโต้กลับครั้งสุดท้าย!
ตอนที่ 221 - ชัยชนะอยู่แค่เอื้อม การโต้กลับครั้งสุดท้าย!
ตอนที่ 221 - ชัยชนะอยู่แค่เอื้อม การโต้กลับครั้งสุดท้าย!
ตอนที่ 221 - ชัยชนะอยู่แค่เอื้อม การโต้กลับครั้งสุดท้าย!
ในขณะที่การสู้รบที่ไถเอ๋อร์จวงกำลังดุเดือดถึงขีดสุด กองทัพหน้าของกองพลที่ 114 ของญี่ปุ่นก็เดินทางมาถึงแถบเหนียนจวงด้วยความเร็วที่น่าตกใจ
ซึ่งปะทะเข้ากับกองทัพหน้าของกองพลที่ 119 ภายใต้การนำของหลิวจื่อเลี่ยงที่ได้รับคำสั่งให้ย้ายมาตั้งรับที่นี่พอดี
ในเวลานี้ เหนียนจวงยังเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ทางตะวันออกของสวีโจว แต่เนื่องจากมีทางรถไฟสายหลงไห่และถนนหลวงสายหลงไห่ตัดผ่าน หลังจากที่เหลียนหยุนกั่งแตก ที่นี่จึงกลายเป็นปราการด่านสุดท้ายและสำคัญที่สุดในการสกัดกั้นกองพลที่ 114 ของญี่ปุ่นไม่ให้รุกเข้าสู่สวีโจวทางตะวันตก!
ทั้งสองฝ่ายเดินทางมาถึงเหนียนจวงแทบจะพร้อมกัน ทัพหน้าของญี่ปุ่นคือกรมทหารม้าที่ 114 ซึ่งขึ้นตรงต่อกองพลที่ 114 มีกำลังพลกว่า 1,000 นาย และม้าศึกอีกกว่า 1,000 ตัว
ส่วนทัพหน้าของจีนคือกองพันที่ 3 ของกองพลที่ 119 ซึ่งมีกำลังพลเพียง 500 กว่านายเท่านั้น
หากเป็นการปะทะกันในทุ่งโล่ง การรบครั้งนี้คงไม่ต้องสู้ให้เสียเวลา
ทหาร 500 กว่านายนี้อาจจะถูกกรมทหารม้าที่ 114 ของญี่ปุ่นตีแตกพ่ายไปก่อนที่จะทันได้ตั้งแนวรับเสียอีก
แต่โชคดีที่สมรภูมิคือภายในหมู่บ้านแห่งนี้
พันตรีหวังจือจ้ง ผบ.พัน 3 ของกองพลที่ 119 สั่งการให้ทหารอาศัยบ้านเรือนในหมู่บ้านเป็นที่กำบัง ตั้งปืนยิงสกัดกั้นญี่ปุ่นทันที
"ปังๆๆ!"
"ตู้มๆๆ!——"
"เปรี้ยง!"
"เปรี้ยงๆๆ!——"
เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งหมู่บ้าน
ทัพหน้าของญี่ปุ่นเป็นทหารม้าล้วนๆ เป้าใหญ่ แถมในหมู่บ้านที่คับแคบและภูมิประเทศซับซ้อน การหลบหลีกหรือกลับตัวทำได้ยากมาก
จึงถูกกองพัน 3 ของกองพลที่ 119 เล่นงานจนตั้งตัวไม่ติด
กระสุนปืนสาดเทลงมาอย่างหนาแน่น ทหารม้าญี่ปุ่นกว่า 30 นายร่วงตกจากหลังม้าทันที
ม้าศึกก็ถูกยิงบาดเจ็บล้มตายไปหลายตัว
แต่ม้าศึกนั้นมีความอึดกว่าคน เมื่อถูกยิงจึงไม่ได้ตายทันที
มันร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดแล้ววิ่งพล่านไปทั่ว
ทำให้ทหารม้าญี่ปุ่นที่เหลือตกอยู่ในความโกลาหล
บวกกับไม่แน่ใจว่าในหมู่บ้านมีทหารจีนอยู่เท่าไหร่ ด้วยความตื่นตระหนก พวกมันจึงถอยร่นออกไปก่อน
พันตรีหวังจือจ้ง ผบ.พัน 3 กองพลที่ 119 สั่งการให้ทหารไล่ตามตีทันที หลังจากไล่ทหารม้าญี่ปุ่นออกจากหมู่บ้านได้แล้ว เขาก็สั่งให้หยุดไล่ตาม และให้ลูกน้องรีบยึดพื้นที่บ้านเรือนให้มากที่สุดเพื่อสร้างแนวป้องกัน
พร้อมกันนั้นก็รีบส่งคนไปรายงานสถานการณ์และขอกำลังเสริม!
เถียนเวินฉี ผบ.กองพลที่ 119 พอรู้ว่าทัพหน้าของญี่ปุ่นมาถึงเหนียนจวงแล้ว ก็ตกใจมาก รีบนำกำลังหลักของกองพลเร่งเดินทางมาสมทบ
ในเวลานั้น กองกำลังสนับสนุนของญี่ปุ่นที่เป็นกรมทหารราบอีกหนึ่งกรมจากกองพลที่ 114 ก็เดินทางมาถึงเหนียนจวงเช่นกัน
นายทหารญี่ปุ่นที่นำทัพมาคือ พลตรีโอคุโบะ มัน ผู้บัญชาการกองพลน้อยที่ 128 แห่งกองพลที่ 114
หลังจากตาแก่คนนี้รับทราบสถานการณ์คร่าวๆ
เขาก็สั่งการให้กรมทหารราบที่ 150 ภายใต้สังกัดเปิดฉากบุกจากด้านหน้าทันที เพื่อรีบเปิดทางไปสู่สวีโจว!
ส่วนกรมทหารม้าที่ 114 ให้โอบล้อมจากปีกสองข้าง นอกจากช่วยบุกแล้ว ยังเพื่อความปลอดภัยของปีกกองทัพด้วย
กองทัพที่ 68 ของหลิวจื่อเลี่ยงมีสองกองพล คือกองพลที่ 119 และกองพลที่ 143
โดยกองพลที่ 143 นั้น หลิวจื่อเลี่ยงเป็นผู้บัญชาการด้วยตัวเอง
เวลานี้ นอกจากหน่วยส่งกำลังบำรุงบางส่วนที่ยังเดินทางมาจากสวีโจว กำลังรบหลักของกองพลที่ 119 ทั้งสองกองพลน้อยและสี่กรมทหาร ได้มาถึงเหนียนจวงเกือบครบแล้ว
ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ยอมลดราวาศอก ปะทะกันอย่างดุเดือดราวกับดาวหางชนโลก
เนื่องจากกองพัน 3 ของกองพลที่ 119 ชิงความได้เปรียบทางภูมิประเทศวางแนวรับไว้ก่อน บวกกับญี่ปุ่นไม่ได้มีกำลังพลเหนือกว่ามากนัก และยังไม่มีอาวุธหนักอย่างปืนใหญ่สนามช่วย
ดังนั้น ในช่วงแรกของการรบ ฝ่ายบุกของญี่ปุ่นจึงเพลี่ยงพล้ำเล็กน้อย
แต่เมื่อหน่วยอื่นๆ ของกองพลที่ 114 ทยอยเดินทางมาถึง โดยเฉพาะกองพันรถถังและกรมปืนใหญ่สนามที่ 114 ที่เป็นหน่วยขึ้นตรงต่อกองพลที่ 114 มาถึงและเข้าร่วมรบ การสู้รบก็ทวีความรุนแรงและโหดร้ายยิ่งขึ้น
โชคดีที่หลิวจื่อเลี่ยงก็นำกองพลที่ 143 และหน่วยขึ้นตรงกองทัพมาถึงสนามรบเหนียนจวงเช่นกัน
จำนวนทหารที่ทั้งสองฝ่ายทุ่มลงไปเริ่มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ขอบเขตการสู้รบขยายวงกว้างออกไป
จากเหนียนจวงลามไปถึงหมู่บ้านรอบๆ เนินเขา และแม่น้ำลำคลอง ล้วนกลายเป็นสนามรบที่ทั้งสองฝ่ายแย่งชิงกันอย่างดุเดือด
โดยเฉพาะเหนียนจวง ด้วยชัยภูมิที่สำคัญ จึงกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ทั้งสองฝ่ายแย่งชิงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
ต่างฝ่ายต่างสู้ถวายหัว ไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว!
ภายใต้การระดมยิงของกรมปืนใหญ่สนามที่ 114 และกองพันรถถังของญี่ปุ่น หมู่บ้านเหนียนจวงแทบจะถูกระเบิดจนราบเป็นหน้ากลอง
แทบหาบ้านดีๆ ไม่เจอสักหลัง มีแต่กำแพงดินที่พังทลายไปกว่าครึ่ง
เหนียนจวง ได้กลายเป็นเครื่องบดเนื้อขนาดยักษ์ ที่บดขยี้ชีวิตทหารของทั้งสองฝ่ายอย่างไม่หยุดยั้ง!
เนื่องจากญี่ปุ่นมีรถถังซึ่งเป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์ สามารถบุกตะลุยในสนามรบได้อย่างไร้ความเกรงกลัว
ส่วนฝ่ายจีนขาดแคลนอาวุธต่อต้านรถถัง ในยามคับขันต้องส่งหน่วยกล้าตายแบกระเบิดวิ่งเข้าไปแลกชีวิตกับรถถังญี่ปุ่น
บวกกับอำนาจการยิงของปืนใหญ่ญี่ปุ่น และความแม่นยำรวมถึงสมรรถภาพการรบของทหารญี่ปุ่นที่เหนือกว่ากองทัพที่ 68
ดังนั้น เมื่อการสู้รบยืดเยื้อ สถานการณ์จึงเริ่มเอียงไปในทางที่ไม่ดีต่อกองทัพที่ 68
…………
ภายในเมืองสวีโจว
เพื่อจะเลียนแบบปาฏิหาริย์การลอบโจมตีกองบัญชาการป้องกันเมืองที่จินหลิง
กลุ่มสายลับญี่ปุ่นที่ปลอมตัวมาพร้อมอาวุธครบมืออย่างปืนกลมือและปืนพก อาศัยความมืดลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอย มุ่งหน้าเข้าหากองบัญชาการเขตสงครามที่ 5 อย่างเงียบเชียบ
สุดท้ายก็มาหยุดอยู่ที่ตรอกเล็กๆ ไม่ไกลจากกองบัญชาการ
ไม่นาน สายลับญี่ปุ่นคนหนึ่งที่ทำหน้าที่ดูต้นทางก็โผล่หน้าออกมาที่ปากตรอกด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ
หัวหน้ากลุ่มสายลับกวักมือเรียก สายลับคนนั้นก็รีบวิ่งเหยาะๆ เข้ามารายงานเสียงเบา "หัวหน้าครับ ทหารยามของจีนดูเหมือนจะถูกโยกย้ายไปเกือบหมด คาดว่าน่าจะไปต้านทานกองพลที่ 114 ของจักรวรรดิกันหมดแล้ว!
ตอนนี้กองบัญชาการของจีนว่างเปล่ามาก มีทหารเฝ้าไม่ถึงหนึ่งกองร้อย!"
"โยชิ! นี่เป็นโอกาสทองจริงๆ!" หัวหน้าสายลับญี่ปุ่นตาเป็นประกายด้วยจิตสังหาร พูดอย่างลำพองใจว่า "จำไว้ เดี๋ยวเราต้องรีบจบเกมให้เร็วที่สุด!
ทางที่ดีต้องจับเป็นหรือจับตายหลี่เต๋อหลิน ผู้บัญชาการเขตสงครามที่ 5 ของจีนให้ได้ และยึดสถานีวิทยุของพวกมันซะ!"
"ไฮ่!"
เหล่าสายลับญี่ปุ่นต่างก้มหัวรับคำสั่ง จากนั้นภายใต้การนำของหัวหน้าที่สวมหมวกสักหลาด ก็ลัดเลาะไปตามตรอก มุ่งหน้าเข้าประชิดกองบัญชาการเขตสงครามที่ 5 อย่างรวดเร็ว
ค่ำคืนนี้ เงียบสงัดผิดปกติ!
ทำให้พวกสายลับญี่ปุ่นรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ
แต่เมื่อเห็นกองบัญชาการเขตสงครามที่ 5 อยู่ตรงหน้า ด้วยความอยากได้ความดีความชอบครั้งใหญ่ ความตื่นเต้นในใจของหัวหน้าสายลับก็เอาชนะความกังวล เขาตัดสินใจเด็ดขาด สั่งบุกทันที
"นักรบแห่งจักรวรรดิ ถึงเวลาตอบแทนองค์จักรพรรดิแล้ว!"
"ตามข้าบุกเข้าไป จับเป็นหลี่เต๋อหลิน แม่ทัพเขตสงครามที่ 5 ของจีน!"
"โทสึเงกิ!"
"โทสึเงกิ!——"
สิ้นเสียงคำสั่ง สายลับญี่ปุ่นชุดดำกว่า 50 คนก็พุ่งออกมาจากตรอก เปิดฉากโจมตีใส่ลานกองบัญชาการเขตสงครามที่ 5 อย่างกะทันหัน!
"ปังๆๆ!"
"เปรี้ยง!"
"เปรี้ยงๆๆ!——"
เสียงปืนดังขึ้น ทหารยามสองคนที่ยืนเฝ้าหน้าประตูล้มลงทันที
หัวหน้าสายลับญี่ปุ่นนำทีมพุ่งเข้ามาดู พบว่าที่ล้มลงกลับเป็นหุ่นฟางสองตัว สีหน้าเปลี่ยนทันที "แย่แล้ว! พวกเราติดกับ!"
พูดจบ หัวหน้าสายลับก็เตรียมจะสั่งถอย
แต่ทันใดนั้น พลุแสงสว่างหลายลูกก็พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ลากหางไฟยาวเหยียด
"ปัง!"
"ปังๆ!——"
พลุแสงสว่างระเบิดกลางอากาศราวกับดอกไม้ไฟ ส่องสว่างท้องฟ้าครึ่งซีกจนขาวโพลน
ในขณะที่กำลังตะลึงงัน พวกสายลับญี่ปุ่นก็มองเห็นว่า บนหลังคาบ้านเรือนรอบๆ และบนกำแพงกองบัญชาการเขตสงครามที่ 5 มีปืนกลเบาและหนักตั้งรออยู่แล้ว
มาถึงขั้นนี้ พวกสายลับญี่ปุ่นถึงได้เข้าใจสถานการณ์
"ปังๆๆ!"
"ปังๆๆ!——"
"ตู้ม!"
"ตู้มๆๆๆ!——"
วินาทีถัดมา ปืนกลก็พ่นไฟสาดกระสุนร้อนระอุจำนวนมหาศาลลงมาใส่พวกสายลับญี่ปุ่นที่ไร้ที่กำบังบริเวณหน้ากองบัญชาการราวกับห่าฝน
"เอื้อก!"
"อ๊ากๆๆ!——"
สายลับญี่ปุ่นพวกนี้ยังไม่ทันได้ตอบโต้ ก็ถูกยิงพรุนเป็นรังผึ้ง ชักกระตุกนอนจมกองเลือด
…………
ภาพตัดกลับมาที่ไถเอ๋อร์จวง
ภายใต้การโจมตีอย่างบ้าคลั่งไม่กลัวตายของกองพลที่ 27 และกองพลที่ 30 แรงกดดันของทหารญี่ปุ่นที่เฝ้ากองบัญชาการก็เพิ่มขึ้นทวีคูณ
เพื่อรักษาแนวป้องกันด้านหลังให้มั่นคง และรับประกันความปลอดภัยของตัวเอง อิโซไก เรนสุเกะและโดอิฮาระ เคนจิ สองตาแก่ที่กำลังตกใจ จึงรีบดึงทหารราบหนึ่งกรมจากแนวหน้า กลับมาช่วยเสริมแนวป้องกันด้านหลังกองบัญชาการร่วม
ในเวลาเดียวกัน เมื่อญี่ปุ่นดึงทหารกลับไปหนึ่งกรม แรงกดดันของกรมเสือและกองพลที่ 31 ก็ลดลงไปมาก
หน่วยกล้าตายของทั้งสองฝ่ายหลังจากสูญเสียอย่างหนัก ในที่สุดก็เจาะแนวป้องกันของญี่ปุ่นที่แนวหน้าได้สำเร็จ และเข้าตะลุมบอนกับพวกญี่ปุ่น
ในเมืองไถเอ๋อร์จวง กองบัญชาการกรมเสือ
"กริ๊งๆๆ!"
"กริ๊งๆๆ!——"
รองผู้พันหวังต้าลี่คว้าโทรศัพท์ขึ้นมาฟัง ครู่หนึ่งเขาก็วางสาย หันไปพูดกับหยางจิ้งด้วยความดีใจ "ท่านผู้พัน ท่านเสธ.โทรมาแจ้งว่า ตอนนี้หน่วยบุกของกรมเรา โดยการช่วยเหลือของกองพลที่ 31 ได้เจาะแนวป้องกันแนวหน้าของญี่ปุ่นได้แล้วครับ!
กำลังตะลุมบอนกับพวกมันอยู่!"
หยางจิ้งได้ยินก็ดีใจมาก ตบโต๊ะดังปังอย่างตื่นเต้น "เยี่ยมมาก สั่งการลงไป กองพันพลาธิการ กองพันปืนใหญ่ กองร้อยอารักขา กองร้อยลาดตระเวน กองร้อยทหารม้า และหน่วยรบพิเศษ ทุกหน่วย บุกขึ้นไปให้หมด!
เราต้องรีบจัดการข้าศึกที่เหลือ! ตีกองพลอิโซไกและกองพลโดอิฮาระให้แตกพ่าย ปิดฉากสงครามครั้งนี้ซะ!"
พูดจบ หยางจิ้งก็หันไปสั่งพลสื่อสารที่เข้าเวรอยู่ข้างๆ "ส่งโทรเลขถึงนายพลซุนฝ่างหลู่เดี๋ยวนี้ บอกให้ท่านถอนกองพลที่ 30 กลับมา รวมกับกองทัพเรา ทุ่มกำลังบุกแนวหน้าของญี่ปุ่นให้เต็มที่!
และบอกท่านด้วยว่า ให้เปิดช่องทางหนีให้พวกญี่ปุ่นที่กองบัญชาการที่กำลังดิ้นรนอยู่นั่น เพื่อให้พวกมันแหกวงล้อมหนีไป!"
"ครับ!"
ทุกคนในกองบัญชาการขานรับเสียงดัง
พลสื่อสารรีบเคาะรหัสมอร์ส ส่งโทรเลขไปยังกองทัพกลุ่มที่ 2 ทันที
นายพลซุนฝ่างหลู่ได้รับคำสั่งจากหยางจิ้ง แม้จะไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่การบัญชาการอันน่าทึ่งของหยางจิ้งทำให้เขายอมรับนับถือไปแล้ว
จึงไม่ลังเล รีบปฏิบัติตามคำสั่งทันที
ด้านหนึ่งสั่งถอนกองพลที่ 30 ออกมาช่วยตีตลบหลังแนวหน้าของญี่ปุ่น อีกด้านหนึ่งสั่งกองพลที่ 27 ให้เปิดช่องทางทางทิศเถิงเซี่ยน ให้พวกญี่ปุ่นที่กองบัญชาการหนีออกไป
ภายในเมืองไถเอ๋อร์จวง
เมื่อคำสั่งของหยางจิ้งถูกถ่ายทอดลงไป ไม่นาน กองร้อยอารักขา กองร้อยลาดตระเวน กองร้อยทหารม้า และหน่วยอื่นๆ ก็รวมพลเสร็จสิ้น!
หยางจิ้งให้หวังต้าลี่เฝ้ากองบัญชาการต่อไป
ส่วนตัวเขาขี่ม้านำกองร้อยอารักขาและกองร้อยทหารม้า ออกจากเมืองเป็นกลุ่มแรก มุ่งหน้าสู่สนามรบที่ไฟลุกโชนและเสียงระเบิดดังสนั่น
กองร้อยลาดตระเวน กองพันพลาธิการ และหน่วยรบพิเศษ เนื่องจากไม่มีม้า จึงตามหลังมาติดๆ
นอกเมือง ค่ายปืนใหญ่กรมเสือ
เจ้ากลัวเมียก็ชักปืนพกออกมา ตะโกนสั่งทหารปืนใหญ่เสียงเข้ม "พี่น้องทั้งหลาย เวลาตัดสินมาถึงแล้ว! หยิบอาวุธของพวกแกขึ้นมา ให้พวกญี่ปุ่นและพวกเดียวกันได้เห็นว่า ทหารปืนใหญ่ของเราไม่ได้แค่ยิงปืนใหญ่เป็น แต่แทงดาบปลายปืนก็เก่งไม่แพ้ใคร!"
ไม่นาน ทหารปืนใหญ่ก็วางปืนใหญ่และกระสุนลง หันมาหยิบปืนยาว ดาบปลายปืน และปืนพกที่แทบไม่ค่อยได้ใช้ขึ้นมา
"พี่น้องทั้งหลาย ลุย!"
เมื่อพร้อมแล้ว เจ้ากลัวเมียก็โบกมือเดินนำหน้า พาพวกเขาวิ่งเข้าใส่แนวหน้าของญี่ปุ่น
ชั่วขณะนั้น กรมเสือทั้งกรมเคลื่อนพล ทางเหนือของไถเอ๋อร์จวงเต็มไปด้วยเสียงฆ่าฟันและแสงไฟ!
ตาชั่งแห่งชัยชนะ ในเวลานี้ เริ่มเอียงมาทางกรมเสืออย่างเต็มที่
…………
แนวหน้าของญี่ปุ่น ทหารจีนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ หลั่งไหลเข้ามาพร้อมดาบปลายปืนอันคมกริบ เปิดฉากสู้รบเลือดเดือดกับทหารญี่ปุ่นที่ดิ้นรนเฮือกสุดท้าย
แม้ว่าทหารจากกองพลที่ 30 กองพลที่ 31 และกรมเสือ จะมีทักษะการใช้ดาบปลายปืนด้อยกว่าญี่ปุ่นเล็กน้อย
แต่รวมกันสามหน่วย กำลังพลก็มากกว่า 20,000 นาย และหลังจากกรมทหารราบที่ 59 ของกองพลที่ 14 ถูกโดอิฮาระ เคนจิดึงกลับไป
ทหารญี่ปุ่นที่แนวหน้าก็เหลือไม่ถึง 5,000 นาย
แถมพวกนี้ยังบาดเจ็บกันระนาวจากการโดนปืนใหญ่ถล่มก่อนหน้านี้
เวลานี้ ทหารญี่ปุ่นหนึ่งคนต้องเจอกับทหารจีนรุมกินโต๊ะอย่างน้อยสามคนหรือมากกว่านั้น
โดยเฉพาะทหารกรมเสือ ที่ได้รับการบ่มเพาะจากหยางจิ้ง แต่ละคนฝึกฝนทักษะ "หน้าด้านไร้ยางอาย" มาอย่างช่ำชอง
อะไรที่ใช้ปืนแก้ปัญหาได้ พวกเขาจะไม่ยอมใช้มีดเด็ดขาด
ปืนกลมือและปืนพก ในระยะประชิด ถือเป็นเทพแห่งอาวุธ
กรมเสือมีอาวุธเหลือเฟือ ไม่เหมือนหน่วยอื่นที่ต้องระดับผบ.หมวดขึ้นไปถึงจะมีปืนพก
หัวหน้าหมู่ รองหัวหน้าหมู่ รวมถึงทหารในกองร้อยอารักขา กองร้อยลาดตระเวน กองร้อยทหารม้า และกองพันปืนใหญ่ แทบทุกคนมีปืนพกติดตัว
เวลานี้ เจ้าพวกนี้ไม่ได้วิ่งเข้าไปดวลดาบกับญี่ปุ่นตรงๆ
แต่รอจังหวะที่เพื่อนทหารพัวพันญี่ปุ่นอยู่ ก็แอบยิง "ลอบกัด" จากข้างหลัง
มุมหนึ่งของสนามรบ
สิบเอกญี่ปุ่นคนหนึ่ง หลังจากปัดดาบปลายปืนของทหารตะวันตกเฉียงเหนือกระเด็น กำลังจะแทงซ้ำ
ทันใดนั้น ก็มีเสียงปืนดังทึบๆ มาจากด้านข้าง เจ้าญี่ปุ่นรู้สึกเจ็บแปลบที่ต้นขาซ้ายจนเกือบล้ม
มันหันขวับไปด้วยความโกรธ ก็เห็นปากกระบอกปืนดำมืดอยู่ห่างไปสามสี่เมตร มีควันลอยออกมาจางๆ
"บากะ! แก..."
สิบเอกญี่ปุ่นยังพูดไม่จบ ก็ถูกเสียงปืนดังทึบๆ ขัดจังหวะอีกนัด
แล้วร่างของมันก็ล้มตึงลงไป
ทหารกรมเสือคนที่ยิง เดาจากสีหน้าโกรธเกรี้ยวของสิบเอกญี่ปุ่นก่อนตายได้ว่า มันคงกำลังด่าเขาว่าหน้าด้าน ไม่มีความเป็นนักรบ
แต่ทว่า เขาไม่ถือสา กลับภูมิใจเสียอีก!
เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสนามรบอันดุเดือด ทหารญี่ปุ่นจำนวนมากกำลังสู้กับศัตรูตรงหน้าอย่างเมามัน
จู่ๆ ก็ถูกกระสุนปริศนาที่ยิงมาจากไหนไม่รู้เจาะร่าง
คนที่ตาย ก็ล้มลงทันที
คนที่บาดเจ็บ ก็ถูกทหารจีนที่สู้ด้วยฉวยโอกาสเข้าประชิดตัว
สุดท้ายก็หนีไม่พ้นความตาย
ภายใต้เงาแห่งความหวาดกลัวนี้ ขวัญกำลังใจของทหารญี่ปุ่นในสนามรบตกต่ำถึงขีดสุด
กลัวจะโดนลอบยิง
ทำให้การโจมตีเริ่มกล้าๆ กลัวๆ อ่อนปวกเปียก ไร้ซึ่งความดุดันและจิตสังหารเหมือนก่อน
ในทางกลับกัน ทหารกองพลที่ 30 กองพลที่ 31 และกรมเสือ กลับยิ่งรบยิ่งฮึกเหิม!
…………
[จบแล้ว]