เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 138 เสี่ยวเฮยไปต่อสู้

บทที่ 138 เสี่ยวเฮยไปต่อสู้

บทที่ 138 เสี่ยวเฮยไปต่อสู้


บทที่ 138 เสี่ยวเฮยไปต่อสู้

“มาเริ่มกันเลย ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นเองว่า ความแตกต่างระหว่างนักรบแท้จริงกับปรมาจารย์นักรบมีช่องว่างห่างกันมากแค่ไหน” เฟิงซินหยูรู้สึกโล่งใจ เมื่อได้ยินว่าหลินเป้ยไม่ได้ใช้อาวุธลับและยันต์หุ่นเชอด

แม้ว่าหลินเป้ยจะใช้เสี่ยวเฮยซึ่งเป็นสัตว์อสูรระดับ 3 ขั้น 9 มาต่อสู้ แต่เฟิงซินหยูก็คิดว่า นางสามารถจัดการกับมันได้

ส่วนหลินเป้ยนั้น เป็นเพียงแค่นักรบแท้จริงขั้น 4 เท่านั้นนางเลยไม่ได้สนใจ

แม้ว่าเฟิงซินหยูจะอยู่ในขอบเขตปรมาจารย์นักรบขั้น 7 แต่ทักษะและวิธีกาบ่มเพาะของนางนั้น ย่อมเหนือกว่าปรมาจารย์นักรบที่ทรงพลังในเมืองชิงหลินมาก

ในฐานะหนึ่งในอัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองหลวง มันเป็นเรื่องธรรมดาที่นางสามารถท้าทายคนที่อยู่เหนือระดับนางได้อยู่แล้ว

อัจฉริยะที่ไม่สามารถต่อสู้ข้ามขอบเขต ยังจะเรียกว่าอัจฉริยะได้อยู่หรือ?

นอกเหนือจากการทะลวงขอบเขตบ่มเพาะได้รวดเร็วแล้ว อัจฉริยะที่แท้จริงก็ต้องท้าสู้กับผู้ที่มีขอบเขตบ่มเพาะเหนือตนเองได้

เฟิงซินหยู่คิดว่าเสี่ยวเฮยคือที่พึ่งสุดท้ายของหลินเป้ย ดังนั้นนางจึงไม่รู้สึกกลัวแม้แต่น้อย

แม้ว่าหลินเป้ยจะโชคดีพอที่จะมีสัตว์อสูรระดับ 3 แต่เขาก็ยังไม่สามารถเทียบเกับตัวนางได้

“แม่นางเฟิง เจ้าก็รู้ว่าข้ามีสัตว์เลี้ยงจิตวิญญาณ ดังนั้นข้าจึงเป็นผู้ฝึกสัตว์จิตวิญญาณด้วย เจ้าแน่ใจนะว่าจะสู้กับข้า?” หลินเป้ยพูดอย่างใจเย็น

ในความเป็นจริง ในการประลองเมื่อก่อนนั้น ผู้ฝึกสัตว์จิตวิญญาณสามารถนำสัตว์เลี้ยงจิตวิญญาณของเขาเข้าสู่การต่อสู้ได้ ทำให้หลายคนคิดว่ามันไม่ยุติธรรมที่จะมีทั้งสัตว์เลี้ยงวิญญาณ และผู้ฝึกสัตว์จิตวิญญาณเข้าต่อสู้ด้วยกัน

ในปัจจุบัญ ผู้ที่ต่อสู้ในฐานะผู้ฝึกสัตว์จิตวิญญาณจะสามารถใช้เพียงสัตว์เลี้ยงจิตวิญญาณในการต่อสู้เท่านั้น และตัวเขาไม่สามารถเข้าร่วมในการต่อสู้ได้โดยตรง ดังนั้นจึงมีการใช้กฎนี้เพื่อให้มีความยุติธรรมมากขึ้น

ตราบใดที่คู่ต่อสู้เอาชนะสัตว์เลี้ยงจิตวิญญาณของผู้ฝึกสัตว์จิตวิญญาณได้ เขาก็จะถือว่าพ่ายแพ้ไปนั่นเอง

นี่คือกฎการประลองอย่างเป็นทางการที่ใช้กันทั่วไป แน่นอนว่า หากเป็นการต่อสู้แบบทีมตั้งแต่ 4 คนขึ้นไป ก็ไม่มีข้อจำกัดดังกล่าว

สำหรับการปประลองด้วยชีวิตและความตายนั้นไม่นับกฎนี้

ความสามารถในการควบคุมสัตว์อสูรในการต่อสู้ก็เป็นวิธีหนึ่งของผู้บ่มเพาะ ซึ่งจำกัดให้ผู้ฝึกสัตว์จิตวิญญาณใช้กฎนี้เพียง 3 รูปแบบเท่านั้นคือ การประลองแบบตัวต่อตัว การประลองแบบ 2 ต่อ 2 และการประลองแบบ 3 ต่อ 3

สำหรับการประลองแบบ 4 ต่อ 4 หรือการประลองแบบทีมใหญ่ที่มีคนมากกว่า 4 คนต่อทีม ไม่มีข้อจำกัดดังกล่าว

ไม่มีความยุติธรรมที่แน่นอนในโลก แต่นี่คือความยุติธรรมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ที่ผุ้ฝึกตนส่วนใหญ่เห็นชอบนั่นเอง

“เจ้าอยากต่อสู้ในฐานะผู้ฝึกสัตว์จิตวิญญาณใช่ไหม ได้! แต่เจ้าคิดว่าหมาป่าสีครามจะชนะข้าได้งั้นหรือ?” เฟิงซินหยูพูดอย่างเหยียดหยาม

ถ้าเฟิงซินหยูโจมตีด้วยพละกำลังทั้งหมด แม้แต่มหาปรมาจารย์นักรบขั้นแรกยังรับมือนางไม่ไหว แล้วหมาป่าสีครามที่ยังไม่ถึงระดับ 4 จะมาเป็นคู่ต่อสู้ของนางได้อย่างไร?

เรื่องที่หลินเป้ยเป็นผู้ฝึกสัตว์จิตวิญญาณนั้น ทำให้หลายคนในที่นี้ต่างประหลาดใจกันมาก

แน่นอนว่า มีเพียงตระกูลโจวและสมาคสเงามืดเท่านั้น ที่รู้ว่าหลินเป้ยมีสัตว์เลี้ยงจิตวิญญาณมากกว่าหนึ่งตัว

แม้แต่หมิงหลานก็รู้สึกสนใจเล็กน้อยด้วย

นางรู้เพียงว่าหลินเป้ยเป็นนักปรุงและปรมาจารย์ค่ายกล แต่นี่เขายังเป็นผู้ฝึกสัตว์จิตวิญญาณอีกด้วยงั้นเหรอ?

คนผู้หนึ่งสามารถฝึกในได้มากมายขนาดนี้เชียว?

ในตอนแรก หลายคนคิดว่าหลินเป้ยไม่ใช่คู่ต่อสู้เฟิงซินหยู แต่ตอนนี้เขามีสัตว์เลี้ยงจิตวิญญาณ ทำให้หลายคนคาดหวังว่าสัตว์อสูรของเขาคืออะไร?

ตั้งแต่แรกเริ่ม เฟิงซินหยูคิดว่าจะเป็นการประลองตัวต่อตัว หลินเป้ยค่อนข้างเป็นคนแปลกๆ หากนางประลองกับเขาโดยตรง เฟิงซินหยูกังวลว่าเขาจะมีวิธีที่ไม่รู้จักบางอย่าง

แต่ตอนนี้เขาปล่อยให้สัตว์เลี้ยงจิตวิญญาณาต่อสู้กับนางแทน สิ่งนี้ทำให้เฟิงซินหยูรู้สึกโล่งใจเล็กน้อย

เฟิงซินหยูยังคงจำฉากที่หลินเป้ยสังหารผู้เชี่ยวชาญสองคนของสำนักเทียนไห่ได้

ถ้านางไม่เคยพบกับหลินเป้ยมาก่อน วันนี้นางอาจจะต้องสูญเสียครั้งใหญ่

ในเวลาเดียวกันนางรู้สึกโกรธคนที่มาสืบข่าวเรื่องตระกูลหลินก่อนหน้านี้ ทำไมเขาถึงไม่รายงานเรื่องหลินเป้ยที่ถูกต้อง

เมื่อนางกลับไปเมืองหลวง นางจะคิดบัญชักับสายสีบอย่างแน่นอน

ให้ข้อมูลเท็จไม่พอและยังเก็บเงินนางเป็นจำนวนมากอีก

หากบุคคลนั้นรู้ว่าเฟิงซินหยูกำลังคิดอะไรอยู่ เขาคงจะกรีดร้องอย่างแน่นอน เพราะเมื่อสามเดือนก่อน หลินเป้ยยังเป็นขยะอยู่เลย!

หลังจากที่ทุกอย่างพร้อมแล้ว “ไม่ต้องกังวล ยังไงเจ้าก็ชนะไม่ได้” หลินเป้ยพูดด้วยรอยยิ้ม

“ออกมา” หลินเป้ยโบกมือ และหมาป่าสีครามก็ปรากฏตัวบนลสนประลองในทันที

เมื่อเสี่ยวเฮยปรากฏตัว ด้วยร่างกายของมันที่แข็งแกร่งราวกับวัวทำให้หลายคนตกใจ

นี่คือหมาป่าสีครามจริงๆเหรอ? มันตัวมันใหญ่ขนาดนี้!?

มันมีขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของราชาหมาป่าสีครามทั่วไป

ราชาหมาป่าครามโดยเฉลี่ยมีน้ำหนักเพียง 1,000 จิน(500 กิโลกรัม) เท่านั้น ตอนนี้เสี่ยวเฮยเติบโตขึ้นเล็กน้อยในช่วง 2 วันที่ผ่านมา และมันหนักถึง 2,000 จิน(1,000 กกิโลกรัม)

“ราชาหมาป่าสีครามระดับ 3 ขั้น 10!” หลายคนจ้องมองไปที่เสี่ยวเฮยที่ปรากฏตัว ด้วยสีหน้าที่เหลือเชื่อ

นี่เทียบเท่ากับผู้เชี่ยวชาญปรมาจารย์นักรบขั้น 10 นี่หลินเป้นมีสัตว์เลี้ยงจิควิญญาณที่แข็งแกร่งขนาดนี้เลยงั้นเหรอ?

ไม่ต้องพูดถึงหลินวู่จี้ แม้แต่โจวต้วนผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลโจว ก็ยังรู้สึกหวาดกลัว

ตระกูลโจวคิดเสมอว่า หลินเป้ยมีสัตว์เลี้ยงจิตวิญญาณระดับ 3 อยู่ในมือ แต่เขาไม่คาดคิดว่ามันจะเป็นสัตว์เลี้ยงวิญญาณระดับ 3 ขั้น 10 ซึ่งสัตว์อสูรตัวนี้เกือบจะเข้าสู่ระดับ 4 แล้ว

แม้แต่คนในตระกูลหลินก็ดูสับสน พวกเขาไม่อยากจะเชื่อภาพตรงหน้า

พวกเขาหลินเป้ยมีไพ่เด็ดที่แข็งแกร่งขนาดนี้เลยงั้นเหรอ?

ก่อนหน้านี้เขาขยะนี่นา แล้วจะทำให้ราชาหมาป่าสีครามเชื่องได้อย่างไร?

เห็นได้ชัดว่าขอบเขตของราชาหมาป่าสีครามนี้สูงกว่าของหลินเป้ยมาก

หลินวู่จี้ก็ตกใจจนพูดไม่ออก จริงๆ แล้วเขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับหลินเป้ยเลยแม้แต่น้อย

เช่นเดียวกับหลินเทียน แต่อย่างไรก็ตาม เขามีความสุขและภูมิใจมาก ที่บุตรชายของเขาแข็งแกร่งจริงๆ

“มันเลื่อนขั้นแล้ว?” เฟิงซินหยูมองเสี่ยวเฮยที่อยู่ต่อหน้านางด้วยความประหลาดใจ เพียง 3 วัน มันก็เลื่อนไปอีกขั้นได้แล้ว!

“ฮึ่ม แม้ว่ามันจะก้าวหน้า แต่มันก็ยังไม่สามารถเป็นคู่ต่อสู้ของข้าอยู่ดี” เฟิงซินหยูแค่นเสียงอย่างเย็นชา

“ทักษะต่อสู้ระดับ 3 กระบวนท่ากระบี่ม่านเทียน(กระบี่พรมทั่วฟ้า)” เฟิงซินหยู ถือกระบี่เรียวยาวและโจมตีเสี่ยวเฮย

นี่คือทักษะต่อสู้แบบโจมตีกลุ่ม ที่สามารถควบแน่นปราณกระบี่นับร้อยได้ในทันที ปราณกระบี่สามารถครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ และไม่มีเป้าหมายใดที่สามารถหลบหนีการโจมตีของปราณกระบี่นี้ได้

แม้ว่าพลังของปราณกระบี่จะไม่แข็งแกร่งมากนัก แต่ก็มีจำนวนที่มากกว่าชดเชย ทำให้ยากต่อการหลีกเลี่ยง

แต่คำว่าไม่แข็งแกร่งมากนักก็ไม่ถูกต้องซะทีเดียว กระบวนท่านี้ใช้ออกมาจากอัจฉริยะอย่างเฟิงซินหยู ซึ่งอยู่ในขอบเขตปรมาจารย์นักรบขั้น 7 ทำให้แม้แต่มหาปรมาจารย์นักรบขั้นแรกยังลำบากได้!

หากเป็นผู้ฝึกตนระดับต่ำถูกห่อหุ้มด้วยปราณกระบี่นี้ เขาจะถูกตัดเป็นชิ้น ๆ อย่างแน่นอนเลยทีเดียว

“เสี่ยวเฮย เล่นกับนาง เจ้าแค่เอาชนะก็พอ ห้ามสังหารนางเด็ดขาด” หลินเป้ยสั่งเสี่ยวเฮยทันที

ตอนนี้เสี่ยวเฮยฉลาดขึ้นมามาก และมันรู้ว่าหลินเป้ยหมายถึงอะไร

“แฮ่!” เสียวเฮยคำราม แต่มันไม่ได้หลบ แต่ยอมรับการโจมตีด้วยทักษะต่อสู้นี้โดยตรง

ปราณกระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนกระทบร่างกายของเสี่ยวเฮย ทำให้เกิดเสียงดัง

ติ๊ง ติ๊ง!

เสียงมันเหมือนกับปราณกระบี่ที่กระทบกับโลหะหนัก

หลังจากที่พายุปราณกระบี่ผ่านไป เสี่ยวเฮยก็ไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ เลย ยกเว้นขนหมาป่าบางส่วนที่ถูกตัดแหว่งออกไป

ปราณกระบี่ไม่สามารถเฉือนผิวหนังมันได้เลย

“อะไรเนี้ย?” เฟิงซินหยูก็ตกใจมากเช่นกันเมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น

นี่มันไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อยเลยเหรอ!?

จบบทที่ บทที่ 138 เสี่ยวเฮยไปต่อสู้

คัดลอกลิงก์แล้ว