เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 34 ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์

บทที่ 34 ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์

บทที่ 34 ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์


บทที่ 34

ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์

หลังจากที่ขับไล่บรรยากาศที่ไม่ดีออกไปหมดแล้ว         หลินซีเหยียนก็ได้รับจดหมายมาจากสำนักหมอ: นายน้อยของตระกูลกว๋อกงจิ่งหยางนกเขาไม่ขัน จึงได้ร้องขอรับการรักษา

“ที่ว่าทำไม่ดีก็จะได้รับผลที่ไม่ดีถ้าจะเป็นเรื่องจริงสินะ แล้วเราจะไม่ยินดีกับเรื่องดีๆเช่นนี้ได้อย่างไร?” คนที่นางรังเกียจได้รับผลกรรมไปแล้ว หลินซีเหยียนจึงรู้สึกยินดีอย่างมาก

นางหัวเราะอย่างมีความสุขราวกับเสียงกระดิ่งลม และรอยยิ้มที่สวยงามของนางราวกับดอกพลับพลึงแดงที่ทำให้ผู้คนที่ได้พบเห็นต้องหลงใหล

หลินซีเหยียนกลับไปที่ห้องของนางแล้วเขียนจดหมายจากนั้นก็ให้นกที่อยู่ที่ไหล่ของนางที่ชื่อเสี่ยวฮุยนำกลับไป

หลังจากที่จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วนางก็นั่งลงที่ม้านั่งและหลับตาที่ราวกับหงส์ไฟของนางและหลับสักงีบ ตั้งแต่ที่นางกลับมาที่เมืองหลวงนี้นางยังไม่เคยได้หลับอย่างเต็มอิ่มเลย

ในคราวนี้หลินซีเหยียนหลับไปลึกพอสมควร พอนางตื่นขึ้นมาก็เป็นเวลาค่ำแล้ว

“คุณหนูเจ้าคะ ฮูหยินอวี้ได้จัดงานเลี้ยงในครอบครัวขึ้นและอยากให้คุณหนูไปเข้าร่วมด้วยเจ้าค่ะ” จิ่งชุนที่พยายามเรียกด้วยเสียงเบาๆ เพราะกลัวว่าจะไปรบกวนนาง

หลินซีเหยียนที่กะพริบตารัวๆเพื่อทำให้การมองเห็นของนางแจ่มชัดขึ้นมา แล้วพอได้ยินที่จิ่งชุนกล่าวแล้ว นางก็พูดอย่างหงุดหงิด “บอกพวกเขาไปว่า ข้าป่วยอยู่ไม่สามารถออกไปได้”

จิ่งชุนมองไปที่คุณหนูของนางที่ทำตัวเอาแต่ใจเหมือนเด็กๆแล้วก็ได้เม้มปากแล้วพูดโต้แย้งนาง “ฮูหยินอวี้เป็นคนที่ยากจะหยั่งถึง ข้าน้อยเกรงว่านางอาจจะพูดว่าร้ายคุณหนูต่อหน้าท่านมหาเสนาบดีก็ได้นะเจ้าคะ”

หลินซีเหยียนถอนหายใจออกมาเมื่อได้ยินคำว่าพูดว่าร้าย เมื่อก่อนนางเคยโดนทำเช่นนี้มานับไม่ถ้วนแล้ว จึงทำให้พ่อของหลินซีเหยียนนั้นดุร้ายกับนางและไม่แม้แต่จะเห็นนางเป็นลูกสาวของเขาเลย

เมื่อนึกถึงเรื่องนี้แล้ว หลินซีเหยียนก็ได้ตื่นขึ้นมาอย่างเต็มที่ยักคิ้วแล้วกล่าว “ไปเตรียมชุดให้ข้าที ดูตัวที่ดูเก่าๆหน่อยยิ่งดี”

จิ่งชุนที่ไม่รู้ว่าคุณหนูของนางกำลังคิดอะไรอยู่นั้น แต่นางก็ทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ แต่จริงๆแล้วนางก็ไม่ได้มองหายากนัก เพราะว่าชุดเก่าๆของหลินซีเหยียนนั้นก็สภาพแย่พอสมควรอยู่แล้ว

เมื่อนางนำไปให้หลินซีเหยียน หลินซีเหยียนเองก็ยังตกใจแล้วทำสายตาเย็นชาขึ้นมาด้วยดวงตาหงส์ไฟของนาง

ณ เรือนชิงจู๋ สมาชิกในบ้านของมหาเสนาบดีที่ยากจะได้พบหน้ามารวมตัวกัน ซึ่งในบรรดานั้นมีภรรยาของมหาเสนาบดีหลินสามคนรวมอยู่ด้วย ซึ่งอวี้เหลียนได้ขึ้นเป็นภรรยาหลวงหลังจากที่แม่ของหลินซีเหยียนได้ตายไป

อวี้เหลียนเป็นแม่ของหลินหัวเยว่และหลินเฉิงอวี้ และเป็นบุตรีคนที่สองของบ้านสกุลอวี้ ซึ่งมีชื่อเสียงมากในฐานะ        *บุปผารู้ภาษาของมหาเสนาบดีหลิน (*บุปผาหญิงงามที่เฉลียวฉลาด รู้ใจคน)

ส่วนภรรยาคนที่สองคือจางไฉ่เตี๋ย เป็นน้องสาวของรองเสนาบดีพิธีการ เป็นสาวงามที่ทั้งบริสุทธิ์และสง่างาม เป็นคนอ่อนโยนและเก่งเรื่องมารยาท เป็นที่รักใคร่ของทุกคน นางเคยมีลูกชายที่เสียไปตอนอายุได้แค่ 3 ขวบ ตั้งแต่นั้นมานางก็ถือศีลกินเจสวดภาวนาให้ลูกชายของนางที่ตายไปอยู่ตลอด

ภรรยาคนที่สามคือฉินชวง เป็นลูกสาวพ่อค้า มีนิสัยใจคอโหดร้ายและชอบใช้อำนาจ และเอารัดเอาเปรียบคนอื่น ซึ่งนิสัยต่างกับอวี้เหลียนอย่างมาก นางนั้นไม่ค่อยกินเส้นกันกับ     อวี้เหลียนนัก นางนั้นมีทั้งลูกชายและลูกสาว แต่ลูกชายของนางเสียก่อนวัยอันควรตั้งแต่อายุได้แค่ 8 เดือน ส่วนลูกสาวคือ         หลินเสวี่ยเหยียน ซึ่งเป็นบุตรีคนที่สามของบ้านมหาเสนาบดี

จริงๆแล้วยังมีลูกชายลึกลับอีกคนในบ้านมหาเสนาบดีนั่นคือ หลินหนานเฟิงที่เป็นลูกของนางโลม ซึ่งควรจะเป็นลูกชายคนโตในบ้านของมหาเสนาบดี แต่เนื่องจากมหาเสนาบดีหลินนั้นไม่ชอบเขามาก หลินซีเหยียนก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เขายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า?

“ฮูหยินใหญ่ ลูกรองยังไม่มาอีกเหรอเจ้าคะ?” ฮูหยินสามพูดอย่างหมดความอดทน ในความคิดของนางนั้นทิ้งสำรับอาหารไว้ให้หลินซีเหยียนก็ดีถมไปแล้ว ทำไมต้องยุ่งยากมารอทานพร้อมหน้าด้วย

“ฮูหยินสามเจ้าช่วยอดทนหน่อยสิ ไม่เห็นเหรอว่าแม้แต่ท่านพี่เองก็ยังอดทนรอเลยนะ” ฮูหยินใหญ่อวี้เผยรอยยิ้มบนใบหน้าของนาง

ฮูหยินสามนั้นอยู่ในจวนของมหาเสนาบดีมานานแล้ว นางย่อมรู้ดีถึงพลังของการทำคิ้วต่ำและรอยยิ้มเช่นนี้ของผู้หญิงคนนี้ดี นางจึงได้ยิ้มตอบแบบเดียวกัน “อย่างที่ฮูหยินใหญ่ว่า ข้าเองก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร แต่ข้าแค่คิดว่านังเด็กคนนั้นทำให้ท่านพี่ต้องมารอเช่นนี้ ช่างนิสัยแย่ยิ่งนัก”

มหาเสนาบดีหลินนั้นเป็นคนให้ความสำคัญกับหน้าของตัวเองมาก จากเรื่องเสียหายของหลินหัวเยว่ที่เผยแพร่ออกไปนั้น ทำให้เขาต้องอยู่แต่กับบ้านก็แย่พออยู่แล้ว

พอมาได้ยินที่ภรรยาคนที่สามพูดอีก มหาเสนาบดีหลินก็หน้าเสียมากยิ่งขึ้นไปอีก เขาที่เป็นถึงมหาเสนาบดีกลับต้องมารอลูกสาวเช่นนี้ ช่างรู้สึกตกต่ำยิ่งนัก

“พอเถอะ ไม่ต้องรอแล้วกินกันก่อนเลย!” มหาเสนาบดีหลินพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ปิดบัง ใครได้ยินก็รู้ว่าเขากำลังหงุดหงิด

มองดูเขาที่กำลังจะขยับตะเกียบ ฮูหยินอวี้ก็ได้รีบห้าม “ท่านพี่อย่าเพิ่งรีบโกรธไปเลยเจ้าค่ะ บางทีลูกรองอาจจะมาช้าเพราะเหตุผลบางอย่างก็ได้นะเจ้าคะ”

หลังจากที่นางพูดจบ นางก็ได้เอนตัวไปหามหาเสนาบดีหลินแล้วพูดกระซิบกระซาบ “เรื่องของ 3,000 ตำลึงทองนั้น บางทีพวกเราอาจจะยังตกลงดีๆกับนางก็ได้นะเจ้าคะ”

คำพูดนี้ทำให้เขาคิดได้ขึ้นมา และมหาเสนาบดีหลินเองก็ได้ทำตามฮูหยินอวี้มาโดยตลอดจนสามารถไต่ข้ามศัตรูคู่แข่งของเขามาได้โดยตลอด “ก็ได้ ถ้าเช่นนั้นข้าจะรออีกหน่อยก็ได้”

แล้วผู้คนในเรือนชิงจู๋นั้นต่างก็พากันคิดเรื่องของตัวเอง โดยที่พวกเขาไม่ทันได้รู้สึกตัวเลยว่ามีคนมารออยู่ที่หน้าประตูเรือนอยู่พักใหญ่ๆแล้ว และมองดูบรรยากาศที่เงียบสงบนี้อย่างประชดประชัน

แล้วก็ได้กระแอมบอกกับทุกคนว่านางมาถึงแล้วอย่างช่วยไม่ได้

“เหยียนเอ๋อเจ้ามาแล้วหรือ” ฮูหยินอวี้พูดขึ้นมาอย่างสนิทสนมและคุ้นเคย แต่แล้วนางก็ต้องชะงักเมื่อเห็นชุดของหลินซีเหยียน

ในเวลานี้หลินซีเหยียนนั้นสวมชุดเก่าๆขาดๆ อีกทั้งยังแต่งตัวให้ดูโทรมๆ หลินซีเหยียนจงใจทำให้นางต้องอับอายหรืออย่างไร?

คนแรกที่อดทนไม่ไหวก่อนก็คือมหาเสนาบดีหลิน ที่ลุกขึ้นมาด้วยความโกรธแล้วชี้ไปที่หลินซีเหยียนแล้วตะโกน “มีงานเลี้ยงในครอบครัวทั้งที แล้วสารรูปของเจ้าที่แต่งตัวมานี่มันอะไรกัน?”

หลินซีเหยียนก็ได้ทำให้หูหนวกต่อเสียงตะโกนของเขา แล้วเดินไปและนั่งลงยังที่นั่งของตัวเอง จากนั้นก็ได้หันไปมองมหาเสนาบดีหลินแล้วกล่าว “นี่ข้าแต่งตัวไม่เรียบร้อยงั้นเหรอ?”

“แล้วเจ้าไม่คิดเช่นนั้นเหรอ?” มหาเสนาบดีหลินที่ได้รับคำแนะนำมาจากฮูหยินอวี้ก็ได้พยายามระงับอารมณ์โกรธของเขา

“หลินซีเหยียนก็ได้ยิ้มกริ่ม”แน่นอนว่าข้าไม่คิดเช่นนั้น ก็เพราะว่าชุดนี้เป็นชุดเดียวที่ข้ามีในจวนมหาเสนาบดีแห่งนี้”

“เป็นไปไม่ได้” ก่อนที่มหาเสนาบดีหลินจะทันได้พูดอะไร ฮูหยินอวี้ก็ได้พูดออกมาก่อน “เยว่เอ๋อก็ใจดีให้ชุดเจ้าไปตั้งมากมายแล้วนี่”

“อ้อ ข้าจำได้แล้ว” หลินซีเหยียนก็ได้ทำท่าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้แล้วกล่าวอย่างใสซื่อบริสุทธิ์ “ชุดที่หลินหัวเยว่ให้ข้านั้นถึงจะเก่าแต่ก็เป็นผ้าเนื้อดีอยู่”

หลินซีเหยียนที่ตอบอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ทำให้          ฮูหยินอวี้ตกใจ แต่นางก็รู้สึกว่ามีอะไรผิดปรกติอยู่

แล้วหลินซีเหยียนก็ได้พูดต่อ “ไม่แปลกใจเลยที่ชอบมีสาวใช้ชอบมาขโมยชุดของข้าไปตลอดเลยตอนนั้น”

ฮูหยินอวี้จึงได้รีบแกล้งทำเป็นโมโห เพราะนางนึกขึ้นได้ว่าเป็นนางเองที่ใช้ให้สาวใช้ของนาง อย่าทำให้หลินซีเหยียนนั้นมีชีวิตที่สุขสบาย แต่นางก็ไม่เคยบอกให้ใครรู้เรื่องนี้เลย เพราะนางนั้นเป็นผู้หญิงที่อ่อนโยนและใจกว้างต่อหน้ามหาเสนาบดีหลินมาโดยตลอด

นางจึงได้พยายามอย่างสุดฤทธิ์ในการทำเป็นพูดอย่างชิงชัง “ทำไมเหยียนเอ๋อถึงไม่บอกข้า? ถ้าข้ารู้ข้าจะจัดการลงโทษข้ารับใช้เลวๆพวกนั้นอย่างสาสม”

หลินซีเหยียนก็ทำหน้าเหมือนสับสนทำอะไรไม่ถูก “แต่พวกเขาบอกว่าเป็นคำสั่งของฮูหยินใหญ่ที่ให้มาทำให้ข้าลำบากนะเจ้าคะ?”

มหาเสนาบดีหลินก็ได้จ้องไปที่ทั้งสองคนนั้นอย่างสงสัย ถึงแม้ว่าเขานั้นไม่เคยคิดที่จะลงโทษฮูหยินอวี้ และเขาก็ไม่อาจทำเช่นนั้นได้

ฮูหยินอวี้จึงได้ตบมือแล้วลุกขึ้นยืน สีหน้าของนางแดงด้วยความโกรธ ราวกับว่านางกำลังโมโหอย่างสุดๆ “ใครกันที่กล้าปรักปรำข้า? บอกข้ามาข้าจะไม่เอามันไว้”

“น่าเสียดายนะที่เรื่องนี้ใครเป็นคนผิดเป็นคนถูกก็ไม่รู้ ไม่มีหลักฐานเลยเจ้าค่ะ” หลินซีเหยียนก็ได้ส่ายหัวพูดอย่างผิดหวัง

จบบทที่ บทที่ 34 ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์

คัดลอกลิงก์แล้ว