เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 31 ตามหาเบาะแส

บทที่ 31 ตามหาเบาะแส

บทที่ 31 ตามหาเบาะแส


บทที่ 31

ตามหาเบาะแส

เมื่อเทียนเอ๋อได้ยินเรื่องของอาหาร ก็มีดีใจขึ้นมาทันที และหลินซีเหยียนก็อดที่จะยิ้มตามไปด้วยไม่ได้

แต่ทว่าบรรยากาศในพระราชวังรัตติกาลนั้นกลับไม่ได้ผ่อนคลายลงเลย เจียงหวายเย่ที่นั่งอยู่ที่บัลลังก์เพียงคนเดียวด้วยสีหน้าซีดๆ ในมือของเขานั้นเขามีข้อมูลอย่างละเอียดที่รวบรวมมาโดยหอพันกล

“นายท่านขอรับ ผู้ที่ลอบสังหารท่านคือกลุ่มภูติทะลวงขอรับ”  อันอี้ขมวดคิ้วที่เหมือนกระบี่ของเขาแน่น กลุ่มภูติทะลวงนั้นคือองค์กรนักฆ่าที่สามารถแกะรอยได้ยาก จนมีชื่อเสียงไปทั่วว่า หากตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มภูติทะลวงแล้ว ลูกศรที่มองไม่เห็นนี้ก็ยากที่จะปัดป้องได้ จนกว่าเป้าหมายจะถูกกำจัด

และเข็มพิษที่ทำให้ไม่สามารถทำอะไรได้ไปชั่วขณะ ถ้าไม่ดึงเข็มออก พิษก็จะไม่คลาย

เจียงหวายเย่บิดริมฝีปากอย่างรังเกียจ “ไม่มีทางที่จะป้องกันกลุ่มภูติทะลวงได้งั้นเหรอ? ในเมื่อพวกเขากล้ามายุ่งเกี่ยวกับเปิ่นหวาง ถ้าเช่นนี้เปิ่นหวางจะเป็นถอนรากถอนโคนมันเอง”

“แต่ที่อยู่ของกลุ่มภูติทะลวงนั้นยังไม่ชัดเจน ข้าเกรงว่าในระยะเวลาสั้นๆ.....” แต่ก่อนที่อันอี้จะได้พูดจบ เขาก็ถูกขัดโดยเจียงหวายเย่เสียก่อน

“ยกให้จุนหานเป็นคนดำเนินการ” เจียงหวายเย่คิ้วขมวด และแสดงสีหน้าที่สนุกสนานออกมา

อันอี้ได้ยินเช่นนี้ก็ตกใจ จุนหานนั้นเคยเป็นคนของกลุ่มภูติทะลวงมาก่อน แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างเขาถูกกลุ่มภูติทะลวงขับไล่ และได้องค์ชายเย่ช่วยเหลือเขาเอาไว้ อันอี้จำได้ว่าตอนแรกที่พบเขานั้น ชายคนนั้นทั้งตัวเต็มไปด้วยบาดแผลน่ากลัวมาก ในเวลานี้เขาถูกรักษาจนหายสนิทแล้ว

และในเวลานี้มันเป็นเวลาที่เขาจะต้องใช้หนี้ให้องค์ชายแล้ว จากนั้นอันอี้ก็ได้หายไปทันที

เจียงหวายเย่หยิบเอาเอกสารของหอพันกลขึ้นมาดูอีก แล้วก็พบว่ามีข้อมูลของหมอผีอยู่ในนั้นด้วย แล้วเขาก็เผยยิ้มออกมาแล้วจากนั้นก็ครุ่นคิดเรื่องบางอย่างก่อนจะคิ้วขมวดและเรียก “อันเอ้อ”

แล้วก็มีคนผู้หนึ่งที่ปรากฏตัวเข้ามาในห้องนี้แล้วคุกเข่ากับพื้นและกล่าว “ขอรับนายท่าน”

“เจ้าได้ข่าวของผู้หญิงคนนั้นเมื่อ 5 ปีที่แล้วบ้างหรือไม่?” เจียงหวายเย่กล่าวรู้สึกได้ว่ามันจะต้องมีอะไรผิดปกติ ถ้าคนคนนั้นคือแม่นางหลินจริงๆทำไมนางถึงไม่มีการโต้ตอบอะไรเลย ในตอนที่ได้พบกันอีกครั้ง

อันเอ้อนั้นไม่รู้เลยว่าเจ้านายของเขานั้นกำลังคิดอะไรอยู่ เขาที่นั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้นก็ได้รายงานด้วยความเคารพ “ข้ายังไม่พบอะไรเพิ่มเติมขอรับ ทราบเพียงอย่างเดียวคือปิ่นปักผมที่เหลือทิ้งไว้โดยหญิงสาวคนนั้นคือสิ่งของที่สามารถหาพบได้แค่นอกกำแพงใหญ่เท่านั้นขอรับ”

นอกกำแพงใหญ่งั้นเหรอ? เจียงหวายเย่รู้สึกไม่ดีขึ้นมา เขาได้โบกมือให้อันเอ้อนั้นกลับไปก่อน แล้วจากนั้นเขาก็เริ่มจัดการเรื่องของหอพันกลต่อ

ณ จวนมหาเสนาบดี เรือนเชียนเหยียน หลินซีเหยียนได้สั่งให้จัดหาโต๊ะขนาดใหญ่มา แล้วให้ทุกคนในเรือนทานอาหารร่วมกัน จิ่งชุนที่คุ้นเคยกับท่าทีเช่นนี้ของคุณหนูแล้วก็ได้นั่งลง ในขณะที่อีกสามคนที่เหลือนั้นไม่กล้าที่จะพูดอะไรออกมา

หลินซีเหยียนกับเทียนเอ๋อจึงช่วยไม่ได้และรับบทเป็นไม้เรียวกับลูกกวาด แล้วทั้งหมดจึงยอมนั่งโต๊ะร่วมกันในลักษณะข่มขู่

หลังจากที่ทานอาหารกันอย่างมีความสุข รั่วฉุ่ยกับจิ่งชุนก็ได้เก็บกวาดทำความสะอาด

เมื่อมองออกไปด้านนอกก็พบว่าดึกแล้ว และเทียนเอ๋อก็ง่วงแล้วด้วย จึงได้ให้เขานอนก่อน เหลือเพียงแม่ครัวกับแม่นมจ้าวที่ยังอยู่

“คุณหนูเจ้าค่ะ ข้าน้อยมีเรื่องที่จะบอกคุณหนูเจ้าค่ะ” แม่ครัวสวี่หงอิงพูดด้วยสีหน้าที่จริงจัง

หลินซีเหยียนก็ได้ผงกหัว “ว่ามาสิป้าสวี่”

แล้วแม่ครัวก็ได้กล่าวต่อ “การที่นายหญิงจู่ๆล้มป่วยและไม่สามารถรักษาได้นั้น ข้าน้อยเคยคิดว่ามันจะต้องมีอะไรแปลกๆ ดังนั้นข้าจึงได้แอบน้ำใบสั่งยานั้นไปให้ร้านยาที่เชื่อใจได้ดู แล้วหมอคนนั้นก็บอกกับข้าว่ามีตัวยาที่เป็นพิษรุนแรงผสมอยู่ด้วย ซึ่งตัวยานั้นมีชื่อว่าหงเหยียนเจ้าค่ะ”

หงเหยียนคือยาพิษชนิดหนึ่งที่หลินซีเหยียนก็เคยได้ยิน มันเป็นยาพิษที่ร้ายแรงมาก ใครกันที่ชิงชังท่านแม่ของนางถึงขนาดต้องใช้ยาพิษชนิดนี้

แม่นมจ้าวก็สายตาเบิกกว้างขึ้นมาเมื่อได้ยินเช่นนี้ “ยาที่นายหญิงทานเมื่อก่อนนั้นเป็นยาที่ให้ทานโดยนายท่านเองเจ้าค่ะ”

แล้วสีหน้าของหลินซีเหยียนก็ได้มืดมนและน่ากลัวขึ้นมา มหาเสนาบดีนั้นไม่เพียงแต่จะเลี้ยงดูนางอย่างโหดร้ายแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับการตายของท่านแม่ของนางจริงๆอีกจะหาว่านางไม่ปรานีก็คงไม่ได้แล้ว

“ข้าจะสืบเรื่องนี้ต่อเอง” หลินซีเหยียนกล่าวอย่างมั่นใจ

จากนั้นแม่ครัวกับแม่นมจ้าวก็ได้ลุกขึ้นแล้วจากไปด้วยเศร้าใจ

คืนนั้นหลินซีเหยียนจึงตัดสินใจที่จะเริ่มสืบดูจากเรื่องของการเลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็วของมหาเสนาบดีก่อน แต่ถึงแม้นางจะคิดอะไรออก แต่การนอนหลับก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นนั้น

รุ่งเช้าวันต่อมา หลินซีเหยียนหลังจากที่แต่งตัวเสร็จก็ได้พาเทียนเอ๋อไปที่พระราชวังเย่ ถ้าเป็นเรื่องของการรวบรวมข้อมูลแล้ว หลินซีเหยียนคิดว่าไม่มีที่ไหนที่เหนือไปกว่าหอพันกลแล้ว

เมื่อทั้งสองคนได้มาถึงที่หน้าพระราชวังเย่แล้ว พวกนางก็พบกับสาวใช้ที่กำลังทำความสะอาดอย่างง่วงๆ หลินซีเหยียนจึงคิดว่าคราวนี้นางคงโชคร้ายและถูกห้ามเข้าอีกแน่นอน

เมื่อคิดเช่นนี้นางจึงได้พาเทียนเอ๋อเข้าไปในพระราชวังแบบไม่ได้สนใจอะไร แล้วผลก็เป็นไปตามที่นางคาดไว้จริงๆ

แล้วก็มีไม้กวาดที่โผล่มาตรงหน้านางและขวางไม่ให้เข้าไป “แม่นางท่านนี้ พระราชวังนี้ไม่ใช่สถานที่อนุญาตให้เข้าออกตามใจชอบได้ ขอให้กลับออกไปด้วยเจ้าค่ะ”

หลินซีเหยียนก็เม้มปากของนางอย่างช่วยไม่ได้ แล้วจากนั้นก็หยิบเอาแผ่นหยกออกมาจากแขนเสื้อของนาง

เมื่อเห็นแผ่นหยก สาวใช้ก็ได้ลงไปคุกเข่ากับพื้นด้วยความหวาดกลัว “ข้าน้อยมีตาแต่หามีแววไม่ ขอเชิญพระชายาเข้ามาด้านในด้วยเจ้าค่ะ”

พระชายา? หรือว่าสาวใช้คนนี้ก็จะรู้เรื่องที่นางถูกบังคับให้แต่งงานกับเจียงหวายเย่แล้ว แต่ก่อนที่นางจะทันได้คิดอะไร นางก็ถูกจูงมือโดยเทียนเอ๋อแล้วพาเข้ามาในพระราชวัง “ท่านแม่ข้าได้กลิ่นหอมมากๆด้วยล่ะ”

เรียกได้ว่าเทียนเอ๋อนั้นมีจมูกที่ดีมากจริงๆ ถึงแม้จมูกของเขาจะตามรอยคนร้ายไม่ได้ก็เถอะ แต่พอเป็นเรื่องได้กลิ่นของกินแล้ว เรียกได้ว่ามีพรสวรรค์เลยก็ว่าได้

ภายใต้การนำของเทียนเอ๋อ หลินซีเหยียนกับเทียนเอ๋อก็ได้มาหยุดอยู่ที่ห้องห้องหนึ่ง นางนั้นคิดที่จะขออนุญาตก่อนแต่เจ้าลูกชิ้นที่ไร้ความอดทนและดื้อรั้นของนางก็ได้เข้าไปด้านในแล้ว

นางจึงรีบตามเข้าไปและพบกับเจียงหวายเย่ที่สวมชุดบางๆแค่ชั้นเดียว แล้วร่างกายท่อนบนของเขาก็เปลือยเปล่า ภาพที่ราวกับฤดูใบไม้ผลิที่เย็นสบายตรงหน้านางนั้นทำให้นางถึงกับต้องกลืนน้ำลาย

เจียงหวายเย่นั้นมั่นใจในรูปร่างของเขามาก ดังนั้นเขาจึงไม่คิดมากที่จะโชว์ให้หลินซีเหยียนได้ดู

“ท่านแม่ขอรับ เจ้าซาลาเปาน้อยพวกนี้อร่อยมากเลยขอรับ มาทานด้วยกันสิขอรับ!” เทียนเอ๋อที่กินเต็มปาก ก็ยังไม่ลืมที่จะเรียกแม่ของเขาให้มาทานด้วยกัน

หลินซีเหยียนจึงได้ตั้งสติได้ แล้วรีบหันหน้าหลบแล้วไอกระแอมสองหนแล้วกล่าว “ข้าอยากที่จะซื้อข้อมูลเกี่ยวกับการเลื่อนขั้นอย่างรวดเร็วของมหาเสนาบดีจากองค์ชายเสียหน่อยเจ้าค่ะ”

เจียงหวายเย่ที่เห็นสายตาที่บอกไม่ถูกของหลินซีเหยียนแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ได้สวมเสื้อผ้าและยิ้มขึ้นมาแล้วกล่าว “เจ้าเป็นถึงว่าที่พระชายาของเปิ่นหวาง  ไม่จำเป็นต้องซื้อข้อมูลจากเปิ่นหวางหรอกนะ”

“ท่านแม่จะแต่งงานกับท่านอาจารย์เหรอขอรับ?”      เทียนเอ๋อเงยหน้าขึ้นมาแล้วถาม

หลินซีเหยียนก็ได้แย้งกลับไป “การแต่งงานนั่นเป็นคำสั่งของฮ่องเต้ต่างหาก”

“แม่นางหลินไม่อยากที่จะแต่งกับเปิ่นหวางอย่างนั้นเหรอ?” ดวงตาสีเข้มของเจียงหวายเย่ก็ได้มืดมนขึ้นมา

“องค์ชาย ท่านนั้นเป็นที่หมายปองของเหล่าหญิงสาวเป็นร้อยเป็นพัน อย่างข้าจะไปคู่ควรกับท่านได้อย่างไร?” หลังจากที่หลินซีเหยียนกล่าวจบ นางก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่หนักอึ้งมากขึ้นเรื่อยๆ นางจึงอดไม่ได้ที่จะสงสัยขึ้นมาว่าองค์ชายกำลังโกรธอย่างนั้นเหรอ? ทำไมล่ะ? นางจึงได้ระวังตัวมากขึ้น!

เจียงหวายเย่ก็ได้จ้องไปที่หลินซีเหยียนแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

หลินซีเหยียนที่รู้สึกไม่สู้ดีเมื่อเห็นเข้าจึงได้พูดออกไป “องค์ชาย ข้าพูดอะไรผิดไปเช่นนั้นเหรอ?”

หลังจากที่ผ่านไปพักใหญ่เจียงหวายเย่ก็ได้กล่าว “หากเปิ่นหวางว่าเจ้าเหมาะสม เจ้าก็ต้องเหมาะสม”

ประโยคนี้ทำให้หลินซีเหยียนนั้นรู้สึกสับสนมากกว่าเดิม นางนั้นมีค่ามากพอจริงๆเหรอ? ในขณะที่นางนึกขึ้นได้นางกำลังคิดอะไรอยู่นั้น หลินซีเหยียนก็อยากที่จะฆ่าตัวเองให้ตาย เพราะนางนั้นไม่เคยคิดถึงเรื่องแต่งงานมาก่อนเลย

ในขณะที่หลินซีเหยียนอยากที่จะบอกถึงความคิดของนาง ก็ได้มีเสียงที่ดังฟังชัดออกมาจากข้างนอกเสียก่อน “พี่สี่ขอรับ ข้ากลับมาจากการชนะครั้งใหญ่แล้ว”

แล้วก็มีบางคนที่เขาห้องมาโดยที่ไม่ได้แจ้งเตือนอะไร

แม่ทัพหนุ่มในชุดเกราะสีขาวเงินได้เดินเข้ามา เขานั้นคิดที่จะอวดพี่สี่ของเขา แต่แล้วเขาก็ต้องชะงักเมื่อเห็นหลินซีเหยียนกับเทียนเอ๋อเข้าเสียก่อน

จบบทที่ บทที่ 31 ตามหาเบาะแส

คัดลอกลิงก์แล้ว