เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 ตระกูลกว๋อกงจิ่งหยาง

บทที่ 7 ตระกูลกว๋อกงจิ่งหยาง

บทที่ 7 ตระกูลกว๋อกงจิ่งหยาง


บทที่ 7

ตระกูลกว๋อกงจิ่งหยาง

จากนั้นขอทานน้อยทั้งสองกับเจ้าลูกชิ้นก็ได้เข้าสู่การหลบหนีครั้งใหญ่ด้วยกัน

ในตรอกหนึ่ง หลินเทียนชื่อกับขอทานน้อยคนหนึ่งคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในเวลานี้ขอทานอีกคนนั้นใบหน้าแดงฉานและสติก็ดูเหมือนจะเบลอๆด้วย

“อี้อี้ฟื้นขึ้นมาก่อน อย่าเพิ่งทิ้งเสี่ยวอู่ไปนะ” ขอทานน้อยที่เห็นว่าพี่ชายต้องตกอยู่ในสภาพนี้เพราะปกป้องนาง ก็เริ่มร้องไห้ออกมาด้วยความกลัว

“เจ้าชื่อเสี่ยวอู่ ส่วนเขาชื่ออี้อี้สินะ?” หลินเทียนชื่อเอาตัวพิงกับกำแพง แล้วถามเสี่ยวอู่อย่างสงสัย แล้วเขาก็หยิบยาออกมาจากกระเป๋าใบน้อยของเขา ยาเม็ดนี้แม้จะเล็กแต่ก็มีกลิ่นของสมุนไพรที่หอมสดชื่น

“ไม่ต้องกังวลนะ นี่คือยาเห็ดโลหิตที่ท่านแม่ให้มา เสี่ยวอี้จะต้องไม่เป็นอะไรแน่” เจ้าลูกชิ้นหยิบเอายาออกมาจากขวดแล้วส่งยาให้กับเสี่ยวอี้

ถ้าหลินซีเหยียนมาเห็นเหตุการณ์นี้เข้า นางคงจะตกใจเป็นแน่แท้ ที่เจ้าตัวแสบของนางจะดูแลคนอื่นเป็นด้วย?

หลังจากที่ได้ยินที่เจ้าลูกชิ้นพูด เสี่ยวอู่ก็ผงกหัวแล้วกล่าว “ขอบคุณมากนะที่ช่วยอี้อี้กับเสี่ยวอู่” แล้วนางก็นึกขึ้นได้ว่านางยังไม่รู้จักชื่อของเจ้าลูกชิ้นจึงได้ถามขึ้นมา “ไม่ทราบว่าเจ้าชื่ออะไรเหรอ?”

เจ้าลูกชิ้นก็ได้เสยผมขึ้นมา เนื่องจากผมของเขายุ่งเหยิงเพราะการหนีเมื่อสักครู่ แล้วกล่าว “ชื่อของข้าคือหลินเทียนชื่อ ที่แปลว่าของขวัญจากสวรรค์”

หลังจากที่เสี่ยวอี้ได้ทานยาเข้าไป เจ้าตัวน้อยทั้งสองก็พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน แล้วจู่ๆสีหน้าหลินเทียนชื่อก็เปลี่ยนไป จากนั้นเขาก็ได้มองไปรอบๆแล้วก็พบกองฟาง “เข้าไปซ่อนอยู่ในนี้ มีคนกำลังมา”

แล้วคนคนนั้นก็มาอยู่ตรงหน้าพวกเขา แล้วจากนั้นก็ตามมาด้วยเหล่าข้ารับใช้ที่ใบหน้าดุดัน

“ข้าเห็นพวกมันวิ่งมาทางนี้เมื่อครู่ แต่พวกมันหายไปไหนแล้ว?” ใบหน้าของผู้ที่เป็นหัวหน้านั้นดูบูดเบี้ยวมาก ถ้าเกิดเขาหาไม่พบ นายน้อยจะต้องโกรธมากแน่ๆ เมื่อถึงตอนนั้นเขาคงไม่รอดแน่ “รีบมองหาดูรอบๆเร็วเข้า ถ้าหาไม่พบพวกแกโดนดีแน่”

คนอื่นๆที่ได้รับคำสั่งก็ได้พากันแยกย้ายกันหา               เฮอเหวินจางนั้นคือลูกชายคนโตของกว๋อกงจิ่งหยางที่จะได้สืบทอดตำแหน่งกว๋อกงในอนาคต พวกเขาจึงไม่อาจทำให้เขาโกรธได้!

ได้ยินเสียงฝีเท้าห่างออกไป เจ้าลูกชิ้นกับเสี่ยวอู่และอี้อี้ก็ได้โผล่หัวออกมา

“รีบไปจากที่นี่กันเถอะ!” หลินเทียนชื่อก็ได้แบกอี้อี้ ถึงเขาจะตัวเล็กแต่ก็แข็งแรง

เสี่ยวอู่เช็ดน้ำตาแล้วผงกหัว “ตามข้ามา ข้ารู้จักวัดร้างวัดหนึ่งอยู่ ซึ่งน้อยคนนักจะรู้จัก”

ภายใต้การนำทางของเสี่ยวอู่ ในที่สุดพวกเขาก็มาถึง ในเวลานี้พวกเขาต่างก็หมดแรง จึงได้นอนอยู่ข้างๆเสี่ยวอี้และผล็อยหลับไป

“องค์ชาย มีคนแจ้งว่าพบเด็กน้อยคนหนึ่งที่ถนน               ชิงอวิ๋นขอรับ จากการสอบถามคนผ่านไปผ่านมาแถวนั้นพบว่า เด็กน้อยคนนั้นได้ช่วยขอทานสองคนจากคนของเฮอเหวินจางทายาทกว๋อกงจิ่งหยาง แล้วพวกเขาก็หลบหนีจากการตามล่าจากคนของกว๋อกงขอรับ” อันเอ้อก็ได้มองไปที่องค์ชายเย่แล้วรายงานอย่างละเอียด

เฮอเหวินจาง? ที่เป็นคู่หมั้นของแม่นางหลินน่ะเหรอ? แล้วเขาก็ได้หันไปมองที่หลินซีเหยียนที่นั่งอยู่ข้างๆเขา และปรากฏแววตาที่เย็นชาออกมาจากดวงตาของนาง แล้วจากนั้นเขาก็ได้พูดขึ้นมา “ค้นหาต่อไป จะต้องพบเขาให้ได้ก่อน               เฮอเหวินจาง

“รับทราบขอรับ องค์ชาย”

เฮอเหวินจางคือลูกชายของกว๋อกงจิ่งหยาง และพี่สาวคนโตของเขาก็เป็นสนมคนโปรดในพระราชวัง จากข้อมูลที่ได้รับมาจากอันอี้ ดูเหมือนหลินซีเหยียนจะหลงรักเฮอเหวินจางมาก หรือว่าเทียนเอ๋อจะเป็นลูกของเขา?

“ที่แม่นางหลินไม่รับรักเปิ่นหวาง หรือจะเป็นเพราะว่าแม่นางจะยังรักคุณชายเฮ่ออยู่?” เจียงหวายเย่จิบชาจากในแก้วชาของเขาแล้วพูดออกมาราวกับว่าหลินซีเหยียนไม่ได้อยู่ตรงนั้น

“องค์ชายก็พูดเป็นเล่นไป การหมั้นของข้ากับ                 เฮอเหวินจางนั้นคงจะยกเลิกเร็วๆนี้อยู่แล้วล่ะเจ้าค่ะ”                หลินซีเหยียนพูดอย่างอารมณ์ไม่ดี เมื่อได้ยินว่าเจียงหวายเย่จับตัวนางคู่กับเจ้าสารเลวนั่น แต่เมื่อนางนึกถึงเรื่องที่เฮอเหวินจางกำลังหาตัวเทียนเอ๋อทั่วทั้งเมืองอยู่นั้น หลินซีเหยียนก็รู้สึกไม่ค่อยดี ที่มุมปากของนางก็แสยะยิ้มออกมา ก่อนที่เฮอเหวินจางจะพบเทียนเอ๋อ นางจะต้องหาเทียนเอ๋อให้พบก่อนให้ได้ ดูเหมือนว่านางจะต้องกลับบ้านเสียแล้ว

“องค์ชายเย่ ข้าจะรักษาพิษและขาของท่านให้ แต่ข้ามีข้อแม้อย่างนึง” หลินซีเหยียนก็ได้มองไปที่เจียงหวายเย่ ด้วยสายตาที่แนวแน่

เจียงหวายเย่ก็ได้ผงกหัว “แม่นางโปรดบอกมา หากเป็นสิ่งที่เปิ่นหวางทำได้ เปิ่นหวางจะทำให้แน่นอน”

“ข้าอยากให้ท่านรับเทียนเอ๋อเป็นศิษย์ และช่วยสอนเรื่องกลศาสตร์และวิทยายุทธให้แก่เขาเจ้าค่ะ” หลินซีเหยียนนึกถึงสิ่งที่ท่านอาจารย์ของนางกล่าวกับนางก่อนที่จะลงจากเขามา ว่าองค์ชายเย่นั้นคือเซียนอัจฉริยะที่ลงมาเกิดในโลกนี้ เชี่ยวชาญศาสตร์ฉีเหมินตุ้นเจีย, เก่งในด้านกลศาสตร์, อีกทั้งยังเชี่ยวชาญกลยุทธ์แนวตั้งแนวนอน ซึ่งเมื่ออยู่ในสนามรบแล้ว ไม่ว่าจะพบปัญหาที่ยากลำบากขนาดไหน ก็จะสามารถแก้ไขปัญหานั้นได้ด้วยตัวคนเดียว

ครั้งหนึ่งนางเคยถามอาจารย์ว่าคนคนนั้นคือใครกันแน่ แต่ท่านอาจารย์กลับไม่ยอมบอกอะไรจึงได้พูดแบบตัดพ้อ “ท่านอาจารย์อย่ามาโกหกข้านะ ถึงแม้ข้าจะอาศัยอยู่แต่ในภูเขาลึก แต่ข้าก็รู้มานะว่าถึงแม้องค์ชายเย่นั้นจะเป็นเหมือนกับเซียน แต่ตอนนี้เขาก็อยู่ในช่วงขาลงแล้วและยังพิการอีกด้วย เดี๋ยวนี้ก็แทบจะไม่ต่างอะไรไปจากใช้การไม่ได้แล้ว”

แต่แล้วท่านอาจารย์ก็ได้พูดประโยคหนึ่งออกมา และประโยคนั้นก็ได้ทำให้นางเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งถึงความไม่ธรรมดาขององค์ชายเย่ ด้วยประโยคที่ว่า “ผู้บัญชาการหอพันกลก็คือเขา”

เมื่อ 5 ปีก่อนหอพันกลได้รับผิดชอบสามงานได้แก่การลอบสังหาร, สืบหาข่าวและปรุงยา ครั้งหนึ่งเคยมีเหตุการณ์ที่โดนรุมล้อมจากหลายๆฝ่าย แต่ทว่าด้วยเครื่องกลที่ทรงพลังทำให้หอพันกลอยู่รอดปลอดภัยมาได้

จนกระทั่งวันหนึ่งพระราชวังอู๋ฮัวที่เคยมีอำนาจมากเป็นอันดับหนึ่งก็ได้ถูกทำลายลงด้วยการรุมล้อมของหอพันกลทั่วทุกหนแห่ง จนกระทั่งประตูเมืองได้ถูกทำลาย ทุกคนจึงได้รู้ซึ้งถึงความทรงพลังอันน่ากลัว

สายตาของเจียงหวายเย่เย็นชาขึ้นมา คำพูดของ            หลินซีเหยียนเมื่อสักครู่นั้นทำให้เขารู้สึกถึงอันตรายขึ้นมา ราวกับว่าผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นล่วงรู้ความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา

“แม่นางหลินประเมินเปิ่นหวางสูงไป ในเวลานี้เปิ่นหวางเป็นเพียงคนพิการเท่านั้น จะไปรับเทียนเอ๋อเป็นศิษย์ได้อย่างไร ยิ่งเรื่องกลศาสตร์อะไรนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง”

ก่อนที่เขาจะพูดจบ หลินซีเหยียนก็ได้เผยรอยยิ้มออกมา ดวงตาที่ใส่แจ๋วของนางก็ดูเหมือนจะมองเขาได้ทะลุปรุโปร่ง ดวงตาของเจียงหวายเย่ก็ได้มืดดำขึ้นมา “ดูเหมือนว่าแม่นางจะรู้จักเปิ่นหวางเป็นอย่างดีสินะ”

“เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่ข้าต้องการจะหาคนที่แข็งแกร่งมาคอยหนุนหลังเทียนเอ๋อ” องค์ชายเย่ผู้ที่เป็นที่โปรดปรานของท่านอาจารย์นั้นคือตัวเลือกที่ดีที่สุด

“แม่นางหลินรู้ความลับของเปิ่นหวาง เจ้าไม่กลัวว่าเปิ่นหวางจะฆ่าเจ้าบ้างเหรอ?” เจียงหวายเย่ได้ยิ้มอย่างหมางเมิน และตัวเขาก็ได้ปล่อยรังสีฆ่าฟันออกมา

ถ้าเป็นคนธรรมดาก็คงจะกลัวจนเข่าอ่อนไปแล้ว แต่ หลินซีเหยียนนั้นก็ได้บิดปากแดงของนางราวกับไม่รู้สึกถึงมัน “องค์ชายเย่ ข้าน่ะสามารถรักษาพิษและขาของท่านได้ นอกจากข้าแล้วไม่มีใครที่สามารถรักษาท่านได้อีกแล้ว”

เจียงหวายเย่ก็ได้มองไปที่หญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าเขา นางนั้นไม่ได้ทาเครื่องสำอางใดๆแต่นางกลับโดดเด่นยิ่งนัก ริมฝีปากแดงที่แสดงถึงความมั่นใจของนาง ซึ่งทำให้เขารู้สึกสนใจในตัวหลินซีเหยียนมากยิ่งขึ้นไปอีก

“ท่านต้องการสมุนไพรบางอย่างเพื่อกำจัดพิษของท่าน ซึ่งบางตัวนั้นยากที่จะหา แต่ก็ไม่ยากมากนักสำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของหอพันกล” หลินซีเหยียนได้ทำรายการมาให้แล้วส่งให้กับเจียงหวายเย่

เจียงหวายเย่ก็ได้รีบอ่านอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ผงกหัว

หลินซีเหยียนก็ได้ยื่นแขนของนางออกมา แล้วก็มีผีเสื้อที่มีสีสันตัวใหญ่จากมือที่ขาวเนียนของนาง เจียงหวายเย่ก็ได้มองดูด้วยสายตาที่ดำมืด ปีกของผีเสื้อแกะรอยนั้นมีสีสันที่งดงามมากก็จริงแต่ก็มีพิษ ผู้ใดที่แตะต้องมันก็สามารถตายได้ภายในการหายใจแค่ 3 ครั้ง เขาก็ได้มองที่ไปที่ใบหน้าที่เป็นปกติของ            หลินซีเหยียน ราวกับว่าที่อยู่ในมือของนางนั้นเป็นแค่ผีเสื้อธรรมดาๆ “ดูเหมือนว่าเปิ่นหวางคงจะต้องทำความรู้จักแม่นางหลินให้มากกว่านี้เสียแล้ว”

“ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ ข้าจะไปหาเทียนเอ๋อกลับมาพบกับท่านอาจารย์ของเขา” เมื่อนางพูดจบ หลินซีเหยียนก็ได้ตามผีเสื้อแกะรอยออกไปทันที

จบบทที่ บทที่ 7 ตระกูลกว๋อกงจิ่งหยาง

คัดลอกลิงก์แล้ว