- หน้าแรก
- ระบบฝึกฝนมังกรอมตะ
- ตอนที่ 672 เสี่ยวหยูต่อสู้
ตอนที่ 672 เสี่ยวหยูต่อสู้
ตอนที่ 672 เสี่ยวหยูต่อสู้
กลุ่มผู้ฝึกตนที่อยู่บนดาบบินอีกกลุ่มหนึ่งก็ค่อยๆบินลงมายังพื้นเบื้องล่าง กลุ่มคนทั้งหมดนั้นสวมชุดเกราะสีเงินแวววาว
ชายชราที่เป็นผู้นำนั้นสวมชุดเกราะสีทองมีหน้าตาราวกับนายพลสวรรค์ เขามองสำรวจบริเวณโดยรอบด้วยรอยยิ้ม!
"ท่านปู่รอง จากข้อมูลที่เราได้รับมาในก่อนหน้านี้ การฝึกฝนของโลกหลักได้เสื่อมถอยลงอย่างสิ้นเชิง แต่ความจริงดูเหมือนจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เราคิดไว้ ยังมียอดฝีมือในระดับก่อกำเนิดลมปราณหลายร้อยคน!"
ชายหนุ่มร่างกายกำยำที่ยืนอยู่ข้างผู้อาวุโสในชุดเกราะสีทองพูดอย่างใจเย็น ขณะที่จ้องมองกลุ่มผู้ฝึกตนด้วยทักษะวิชาบางอย่าง และด้วยประกายแสงสีทองในดวงตาของเขา ทำให้สามารถเห็นระดับพลังยุทธของกลุ่มผู้ฝึกตนที่อยู่ด้านล่างได้
"น่าจะเพราะน้ำตกพลังจิตวิญญาณ ครึ่งเดือนก็เพียงพอที่จะทำให้คนจำนวนมากเปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างสมบูรณ์!"
ขณะที่สำรวจมองดู ดวงตาของผู้อาวุโสในชุดเกราะก็เปล่งประกายแสงสีทอง "ไม่เลว ไม่เลวเลย หลังจากการชำระล้างร่างกายด้วยพลังงานจิตวิญญาณแล้ว พรสวรรค์ที่น่าจับตามองมากมายสำหรับการฝึกฝนก็ปรากฏขึ้น!"
"ใครเป็นผู้รับผิดชอบที่นี่?!"
ผู้อาวุโสในชุดเกราะทองเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เสียงของเขาดังก้องไปทั่วบริเวณ
“เรียนท่านผู้อาวุโส! พวกเราจากสำนักมังกรสามารถตัดสินใจแทนทุกคนในที่นี้ได้!”
หลานชิงเยว่ประกบมือของเธอเพื่อทักทายชายชราในชุดเกราะสีทอง อธิบายให้กลุ่มของชายชราที่มาทีหลังฟังอีกครั้ง
"โอ้? พวกเธอทั้งหมดเป็นกลุ่มคนของสำนักมังกรอย่างนั้นเหรอ? เอาล่ะถ้าเช่นนั้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สำนักมังกรของพวกเจ้าก็จะอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักฮุนหยวนของเรา หรืออีกนัยหนึ่งพวกเจ้าทุกคนก็จะกลายเป็นศิษย์ของสำนักอมตะฮุนหยวน!”
ผู้อาวุโสในชุดเกราะทองพูดกับหลานชิงเยว่อย่างเผด็จการ คล้ายกับการออกคำสั่ง โดยที่ไม่ให้อีกฝ่ายมีโอกาสได้ปฏิเสธ
"อุบ๊ะ! ไอ้เจ้าจินคุนหมิง คนเหล่านี้ถูกจับจองโดยสำนักอมตะหวงเทียนของพวกเราก่อนแล้ว พวกเจ้าที่มาทีหลังไม่มีสิทธิ์!”
ชายชราในชุดคลุมสีทองที่เป็นผู้นำของกลุ่มคนชุดแรก พูดอย่างเย็นชาต่อชายชราที่สวมชุดเกราะทอง
ใบหน้าของชายชราจินคุนหมิงในชุดเกราะทองมืดมนลงเมื่อได้ยินคำพูดของชายชราเฟิงจินชิงในชุดคลุมสีทอง
“ฮึ่ม! เจ้าหมายความว่าเช่นไร? พวกเขาตกลงจะเข้าสำนักอมตะหวงเทียนของเจ้าแล้วเช่นนั้นหรือ?”
“ถึงแม้ว่าพวกเขาจะยังไม่ได้ตกลงโดยตรง! แต่การที่พวกเรามาถึงก่อนก็ย่อมมีสิทธิ์ก่อน!”
ชายชราเฟิงจินชิงพยักหน้าแสดงรอยยิ้มที่เหนือกว่า ขณะที่จ้องมองไปยังดวงตาของชายชราจินคุนหมิงในชุดเกราะทอง
“พวกเราจากสำนักมังกร ไม่มีความประสงค์จะเข้าร่วมกับสำนักอมตะใดๆทั้งสิ้น!”
ในขณะนั้นเอง เสี่ยวหยูที่ยืนอยู่ด้านข้าง ก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างจะเย็นชาเล็กน้อย
"ฮ่าฮ่า เฟิงจินชิง เจ้าได้ยินไหม? ไม่มีใครอยากเข้าร่วมสำนักหวงเทียนของเจ้าหรอก!”
เมื่อได้ยินคำพูดของเสี่ยวหยู ชายชราจินคุนหมิงที่สวมชุดเกราะสีทองก็หัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน!
"โง่เขลา! ช่างอวดดีเสียจริง!"
ชายหนุ่มรูปงามที่อยู่ข้างชายชราเฟิงจินชิงจ้องมองเสี่ยวหยูและตะโกนออกมาด้วยความโกรธ!
“เจ้านั่นแหละที่โง่และอวดดี! ข้าและคนจากสำนักมังกรไม่เคยคิดจะอยากเข้าร่วมกับสำนักหวงเทียนของเจ้าเลยแม้แต่น้อย!”
เมื่อเสี่ยวหยูเห็นชายหนุ่มผู้นั้นตะคอกใส่เธอเสียงดัง เธอก็ตะโกนตอบกลับเขาไปด้วยความโกรธเช่นเดียวกัน!
“ฮึ่ม! เด็กปากกล้าเช่นเจ้า ควรได้รับการสั่งสอน!”
เมื่อชายหนุ่มเห็นว่าเสี่ยวหยูกล้าตอบโต้เขา เขาจึงชี้ไปที่เธอพร้อมกับพูดจาข่มขู่
“เจ้านั่นแหล่ะที่สมควรต้องถูกสั่งสอน! เป็นชายแต่ปากคอนั้นเราะร้ายไม่แพ้สตรี!”
เสี่ยวหยูก็ไม่ได้มีท่าทางหวาดกลัวต่อชายหนุ่มแต่อย่างใด เธอกลับใช้นิ้วชี้ไปที่เขาขณะที่พูดพร้อมกับเบ้ปากใส่
"ฮ่าๆ น่าสนใจ น่าสนใจเสียจริง! โอรสศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักหวงเทียน แต่กลับถูกเด็กสาวตัวเล็กๆ ยั่วยุเช่นนี้ ช่างน่าขันและน่าอับอายขายหน้าจริงๆ!”
ในขณะนี้ ชายหนุ่มร่างกายกำยำที่อยู่ข้างชายชราจินคุนหมิงในชุดเกราะทองก็หัวเราะและพูดจาเยาะเย้ยออกมาเสียงดัง
"จินฮุยอ้าว หุบปากเหม็นๆของเจ้าซะ! ถ้าไม่พอใจก็มาประลองกับข้า!"
เมื่อชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาได้ยินคำพูดของชายหนุ่มร่างกายกำยำสวมเกาะที่ชื่อ จินฮุยห้าว ใบหน้าของเขาก็แสดงความโกรธออกมา
“ฮ่าๆๆ! เจ้าถูกท้าทายโดยเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆแล้ว! เจ้าไปทำธุระของเจ้าให้เสร็จเสียก่อนแล้วค่อยมาท้าสู้กับข้า!”
จินฮุยห้าวยกคิ้วขึ้นและพูดด้วยสีหน้าเยาะเย้ย
“สาวน้อย! ถึงแม้ว่าเจ้าจะเป็นผู้หญิง แต่อย่าคิดว่าข้าไม่กล้าที่จะตีสั่งสอนเจ้านะ!”
ชายหนุ่มรูปหล่อกระโดดลงจากดาบ เสื้อคลุมสีน้ำเงินและสีขาวของเขาพลิ้วไสว ผมยาวของเขาทำให้เขาดูเหมือนจอมยุทธผู้สง่างาม!
“ผู้ชายสมองหมู! เจ้าช่างโง่เง่าจริงๆ เพียงแค่อีกฝ่ายพูดจายุยงแค่นี้ เจ้าก็จะสู้กับข้าในทันทีเลยงั้นรึ?”
เสี่ยวหยูเห็นชายหนุ่มจ้องเธอพร้อมกับตั้งท่าที่จะต่อสู้ เธอจึงพ่นลมหายใจและพูดออกมาอย่างอารมณ์เสีย
หลานชิงเยว่และซุนหลิงซิ่วที่ยืนอยู่ด้านข้างยิ้มแต่ไม่พูดอะไร!
คนที่อยู่ตรงหน้าพวกเธอไม่มีใครอยู่ในระดับเทพเจ้าเลย หรือต่อให้มีมา แม้ว่าพวกเธอจะสู้ไม่ได้ แต่พวกเธอก็ยังคงมั่นใจว่าสามารถหนีได้ ฉะนั้นจึงไม่รู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อย!
“เจ้า!..”
ชายหนุ่มโกรธมาก ขณะที่จินฮุยห้าวและชายหนุ่มอีกหลายคนที่อยู่ข้างๆ หัวเราะเยาะเสียงดัง!
“แม่สาวน้อย! หากเจ้าก้มหัวขอโทษข้าด้วยความจริงใจ ข้าก็จะเมตตาเจ้าสักวัน!”
“ฝันกลางวัน!”
เสี่ยวหยูเบะปากและพูดกับชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“อวดดี! งั้นข้าก็จะไม่เมตตาเจ้าแม้แต่น้อย แล้วอย่ามาร้องไห้หาว่าข้ารังแกล่ะ!”
ชายหนุ่มโกรธจัด เขาเพิ่งมาถึงโลกแห่งความเป็นจริงและถูกเด็กหญิงตัวน้อยดุด่าและท้าทาย เขาคือนายน้อยทายาทแห่งสำนักหวงเทียนอันยิ่งใหญ่ ไม่เคยถูกปฏิบัติด้วยความดูถูกเหยียดหยามเช่นนี้มาก่อน
เขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว แสงสีฟ้าปรากฏขึ้น และดาบวิญญาณในมือของเขาก็โจมตีด้วยความเร็วที่น่าสะพรึงกลัว
เมื่อเห็นชายหนุ่มกำลังโจมตีเธอ เสี่ยวหยูก็เคลื่อนไหวและเข้าไปเผชิญหน้ากับเขาในทันที!
“นี่...น้องสาวของราชามังกรกำลังต่อสู้กับชายหนุ่มรูปหล่อคนนั้น!”
"กลุ่มคนที่ลอยอยู่บนฟ้านั้นทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ การปะทะกับพวกเขาคงอันตรายมาก!"
"อันตราย? ใครจะไปรู้ว่าตอนนี้ราชามังกรแข็งแกร่งแค่ไหนกัน? อีกอย่าง คุณหนูเสี่ยวหยูก็รู้เรื่องโลกมิติทั้งเก้าอยู่แล้วนี่นา ข้าไม่คิดว่าราชามังกรจะกลัวคนพวกนี้หรอก!"
"ถูกต้องแล้ว! ระดับพลังและความแข็งแกร่งของราชามังกรนั้นลึกซึ้งล้ำมาก หากพวกมันทำร้ายคุณหนูเสี่ยวหยู ก็ยากที่จะบอกได้ว่าใครจะต้องทนทุกข์ทรมาน!"
ข้างล่างกลุ่มผู้ฝึกฝน พูดคุยกันขณะที่จ้องมองเสี่ยวหยูต่อสู้กับชายหนุ่มที่จากสำนักอมตะหวงเทียน
บัดนี้เมื่อราชาแห่งมังกรได้สังหารบุคคลผู้มีอำนาจซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างน่าตกตะลึง ผู้คนจำนวนมากจึงเริ่มบูชาเขาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
ถึงแม้ว่าคนเหล่านี้จะออกมาจากรอยแยกแห่งความว่างเปล่าแล้วไงล่ะ?
ครั้งหนึ่งราชาแห่งมังกรเคยต่อสู้กับเนี่ยหวูซวง และจักรพรรดิปีศาจ และเขายังทำลายความว่างเปล่านั้นได้ด้วย!
“ฮึ! คุณหนูแห่งสำนักมังกรงั้นรึ? ดูเหมือนว่าผู้ฝึกตนที่แสนอ่อนแอเหล่านั้นจะยกย่องเจ้ามากเลยนะ! แต่ในสายตาของข้า เจ้าก็ไม่ต่างจากสาวใช้มากนัก!”
เมื่อได้ยินเสียงจากข้างล่าง ริมฝีปากของชายหนุ่มก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะเย้ย และเขาก็แทงดาบยาวของเขาไปทางเสี่ยวหยูด้วยความเร็ว
“รูปร่างหน้าตาบอบบาง ซ้ำร้ายยังทาหน้าขาวปากแดง แถมคำพูดคำจาและการโต้เถียงก็ไม่ต่างจากสตรี! ข้าว่าเจ้าคงไม่ใช่ทายาทแห่งสำนักอมตะเป็นแน่ คงจะเป็นขันทีในวังเสียมากกว่ากระมัง?”
เสี่ยวหยูพูดจาเยาะเย้ย ขณะที่พลิกตัวหลบการโจมด้วยดาบของชายหนุ่ม
เคร้งงงง!
แต่ถึงอย่างไรด้วยการโจมตีที่รวดเร็วคมดาบก็ยังฟันเฉียดกระทบเกราะสีดำของเสี่ยวหยูหยุดทิ้งรอยสีขาวจางไว้!
"หืม?"
“ห๊ะ?”
เสี่ยวหยูค่อนข้างประหลาดใจกับความเร็วของดาบวิญญาณ ขณะที่ชายหนุ่มก็ค่อนข้างประหลาดใจกับการป้องกันของเกราะสีดำบนร่างของเสี่ยวหยู!
"เด็กน้อย! เจ้ากล้าเรียกข้าว่าขันที? ดูเหมือนข้าจะต้องสั่งสอนเจ้าจนต้องร้องไห้หาแม่!"
ดวงตาของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความโกรธ เมื่อถูกเด็กหญิงตัวน้อยเรียกว่าขันที เขาก็อดไม่ได้ที่จะจินตนาการถึงรอยยิ้มเยาะเย้ยของเหล่าไอ้สารเลวจากนิกายฮุนหยวนที่อยู่รอบตัวเขา
ชายชราเฟิงจินชิงมองดูชายหนุ่มต่อสู้กับหญิงสาวโดยไม่พูดอะไรสักคำ
การใช้ความแข็งแกร่งเพื่อข่มขู่ผู้ฝึกตนในโลกแห่งความเป็นจริงก็เป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน!
“ดาบวายุคลั่งไร้เงา!”
ชายหนุ่มจ้องมองไปที่เสี่ยวหยู และด้วยการสะบัดดาบวิญญาณของเขา พลังลมจำนวนหนึ่งควบแน่นเป็นดาบวิญญาณที่ปรากฏขึ้นรอบตัวเขา
ดาบบินนับพันเล่มที่เรียงตัวกันอย่างหนาแน่นพุ่งตรงไปที่เสี่ยวหยู
"โล่ดาบทมิฬ!"
เสี่ยวหยูขยับมือซ้ายด้วยสีหน้าจริงจัง โล่กระดูกขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นบนแขนซ้าย และดาบยาวสีดำก็ปรากฏขึ้นที่มือขวา
ปัง ปัง ปัง!
ดาบวิญญาณแต่ละเล่มที่ตกลงบนโล่กระดูกของเสี่ยวหยูทิ้งร่องรอยไว้เพียงจางๆ แม้แต่ตอนที่ดาบวิญญาณระดับสิบสองของชายหนุ่มตกลงบนนั้น มันก็เป็นเพียงจุดสีขาวเล็กๆ เท่านั้น!
"อะไร?"
สีหน้าของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความตกใจ เมื่อเขาสังเกตเห็นว่าดาบวิญญาณของเขานั้นไม่สามารถสร้างความเสียหายใดๆให้แก่โล่กระดูกสีดำบนมือซ้ายของเสี่ยวหยูได้
……….
จบบท