- หน้าแรก
- สำนักนี้ไม่รับอัจฉริยะ แต่พอออกจากสำนักไปเหตุใดล้วนกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่กันหมด
- บทที่ 135 ปรมาจารย์บรรพชนช่วยข้าด้วย! (ฟรี)
บทที่ 135 ปรมาจารย์บรรพชนช่วยข้าด้วย! (ฟรี)
บทที่ 135 ปรมาจารย์บรรพชนช่วยข้าด้วย! (ฟรี)
ในฐานะศิษย์ฝ่ายในของสำนักเทียนซานซึ่งเป็นสำนักระดับสอง ซูฉางโก่วหาได้มีความเย่อหยิ่งจองหองดั่งเช่นศิษย์ฝ่ายนอกไม่
เพราะตั้งแต่วันแรกที่เขาได้รับคัดเลือกให้เป็นศิษย์ฝ่ายใน เขาก็ได้รับแจ้งความจริงว่าสำนักเทียนซานนั้นมีหนี้สินล้นพ้นตัว ติดค้างเงินราชวงศ์ต้าอวี่และมหาสำนักต่าง ๆ เป็นจำนวนไม่น้อย แม้กระทั่งเทียนซานอันเป็นที่ตั้งของสำนักเทียนซานก็ยังเช่ามาจากสำนักเต๋า
เพื่อรักษาสภาพคล่องและค่าใช้จ่ายประจำวันของสำนัก ศิษย์ฝ่ายในจำต้องเสี่ยงชีวิตผดุงคุณธรรม กำจัดสัตว์อสูรที่ถือกำเนิดจากกิเลสทั้งสามคือ โลภะ โทสะ โมหะ ทั่วแคว้นจิง
ซูฉางโก่วอยากจะถอนตัวกลับไปเป็นศิษย์ฝ่ายนอกใจจะขาด แต่ก็จนปัญญา เพราะก่อนหน้านั้นเพียงชั่วพริบตา เขาเพิ่งจะสาบานต่อหน้ารูปปั้นปรมาจารย์บรรพชนแห่งสำนักเทียนซานว่าจะแบกรับหน้าที่ของศิษย์ฝ่ายในอย่างดีที่สุด
หลายปีผ่านไป ซูฉางโก่วก็เริ่มชินชากับวิถีชีวิตเช่นนี้เสียแล้ว
และภารกิจของเขาในวันนี้คือนำศิษย์ฝ่ายนอกจำนวนหนึ่งมาสังหารปีศาจ ณ ทุ่งราบร่วงโรจน์อสูรแห่งนี้
“ศิษย์น้องฝ่ายนอกทุกท่าน ที่นี่คือทุ่งราบร่วงโรจน์อสูร ข้า...”
“ศิษย์พี่ เหตุใดที่นี่จึงเรียกว่าทุ่งราบร่วงโรจน์อสูรขอรับ!”
ซูฉางโก่วไม่พอใจนัก
ศิษย์ฝ่ายในกำลังพูด ศิษย์ฝ่ายนอกจะสอดปากพูดแทรกตามอำเภอใจได้อย่างไร?!
ซูฉางโก่วหันไปมองผู้พูด
ที่แท้ก็หลานชายของผู้อาวุโสใหญ่
เช่นนั้นก็แล้วไปเถิด
ซูฉางโก่วพลันมีความอดทนขึ้นมาอย่างล้นเหลือทันที
“ศิษย์น้อง เมื่อหมื่นปีก่อน ที่นี่ยังเป็นเพียงทุ่งราบธรรมดาแห่งหนึ่ง”
“ทว่าวันหนึ่ง ปีศาจตนหนึ่งที่มีตบะระดับผสานกายขั้นสูงสุดได้ฝ่าวงล้อมออกมาจากหุบเหวอสูรนรกภูมิ ต่อสู้เลือดเดือดกับผู้บำเพ็ญเพียรแห่งราชวงศ์ต้าอวี่และผู้ทรงฤทธิ์แห่งสำนักเต๋ามาตลอดทางจนถึงที่นี่”
“ปีศาจตนนี้ไม่ธรรมดา แม้จะยังไม่บรรลุขอบเขตข้ามด่านเคราะห์ แต่ดุร้ายเหี้ยมหาญยิ่งนัก ใช้วิชาอัสนีชักนำทัณฑ์สวรรค์ ผ่านทัณฑ์สวรรค์มานับครั้งไม่ถ้วน ภายในกายได้ให้กำเนิดโลกใบหนึ่งขึ้น เผชิญหน้ากับการรุมล้อมของผู้บำเพ็ญเพียรระดับผสานกายขั้นสูงสุดหลายคน ยิ่งสู้ยิ่งกล้าแกร่ง ถึงขั้นชักนำทัณฑ์สวรรค์ หวังจะอาศัยการต่อสู้เลือดเดือดนี้บรรลุเป็นปีศาจระดับข้ามด่านเคราะห์”
“ในท้ายที่สุด แม้แต่ผู้ทรงฤทธิ์ระดับข้ามด่านเคราะห์ก็ยังตื่นตระหนก”
“ผู้ทรงฤทธิ์ระดับข้ามด่านเคราะห์สามท่านลงมือพร้อมกันสังหารปีศาจตนนั้น แต่ปีศาจตนนั้นในยามสิ้นใจได้บรรลุขอบเขตข้ามด่านเคราะห์แล้ว แม้ตัวตาย แต่โลกปีศาจที่ถือกำเนิดในกายกลับสมบูรณ์”
“เนื่องจากปีศาจตนนั้นแบกรับทัณฑ์สวรรค์มามากเกินไป โลกปีศาจใบนั้นจึงได้รับการยอมรับจากวิถีสวรรค์ แม้แต่ผู้ทรงฤทธิ์ระดับข้ามด่านเคราะห์ทั้งสามท่านก็ไม่อาจทำลายมันได้ ทำได้เพียงผนึกมันไว้เป็นดาราอสูร ล่ามไว้บนท้องนภา ทุกช่วงเวลาหนึ่งจะมีปีศาจที่ดาราอสูรให้กำเนิดร่วงหล่นลงมา และสถานที่ที่ถูกดาราอสูรปกคลุม แม้จะไม่มีปุถุชนอาศัยอยู่ ก็จะมีปีศาจถือกำเนิดขึ้น”
“ดังนั้นที่นี่จึงได้ชื่อว่า ‘ร่วงโรจน์อสูร’”
ซูฉางโก่วชูนิ้วขึ้น ท่องจำเนื้อหาในตำราราวกับได้ประสบพบเจอมาด้วยตนเอง เหล่าศิษย์ฝ่ายนอกต่างพากันเลื่อมใสศรัทธา จินตนาการถึงภาพการต่อสู้ของผู้ทรงฤทธิ์ระดับข้ามด่านเคราะห์
“ศิษย์พี่... ปีศาจ ยังใช้วิชาอัสนีได้ด้วยหรือขอรับ?” ศิษย์ฝ่ายนอกคนหนึ่งถามด้วยความสงสัย
ซูฉางโก่วไพล่มือไว้ด้านหลัง “ย่อมได้แน่นอน เพียงแต่ปีศาจเป็นเผ่าพันธุ์นอกรีต ฟ้าดินไม่ยอมรับ หากโคจรวิชาอัสนีเมื่อใดก็อาจชักนำให้วิถีสวรรค์ส่งทัณฑ์สวรรค์ลงมา ปีศาจทั่วไปหากโดนทัณฑ์สวรรค์เข้าไปก็มีโอกาสรอดเพียงหนึ่งในสิบ แต่ก็มีบางตนที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศ ดั่งเช่นปีศาจดาราอสูรตนนั้นที่จงใจชักนำทัณฑ์สวรรค์มาขัดเกลาตนเอง”
“ผู้ใดต้านทานทัณฑ์สวรรค์ได้มากผู้นั้นก็จะได้รับการยอมรับจากวิถีสวรรค์มากขึ้น พลังการต่อสู้ก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย”
“นี่คือการแบ่งชนชั้นในหมู่ผู้ทรงฤทธิ์ระดับข้ามด่านเคราะห์”
เวลานั้นหลานชายของผู้อาวุโสใหญ่ก็เอ่ยขึ้นอีก “ศิษย์พี่ ทุ่งราบร่วงโรจน์อสูรนี้มีที่มาที่ไปยิ่งใหญ่เพียงนี้ การสังหารปีศาจของพวกเราในครั้งนี้คงไม่เกิดเหตุไม่คาดฝันกระมัง”
ซูฉางโก่วอยากจะวางมาดสักหน่อย กล่าวทำนองว่า ‘ไม่ต้องกลัว ศิษย์พี่สังหารปีศาจดุจฆ่าสุนัข พวกเจ้าวางใจเถิด’
แต่คนตรงหน้าคือหลานชายของผู้อาวุโสใหญ่ กลับไปอาจนำเรื่องราวในการเดินทางครั้งนี้ไปเล่าให้ผู้อาวุโสใหญ่ฟัง
หากผู้อาวุโสใหญ่รู้ว่าศิษย์ฝ่ายในอย่างเขาคุยโวว่าตนเองสังหารปีศาจดุจฆ่าสุนัข จะต้องดีใจจนเนื้อเต้นและเชื่ออย่างสนิทใจ จากนั้นก็ยัดเยียดภารกิจสังหารปีศาจมาให้เขามากขึ้นเป็นแน่
ตำนานเล่าว่าอดีตศิษย์พี่ใหญ่ฝ่ายในก็ถูกส่งตัวไปเช่นนี้เอง
“ศิษย์น้องทั้งหลายอย่าได้ตื่นตระหนก ทุ่งราบร่วงโรจน์อสูรนี้แบ่งเป็นวงนอก วงกลาง และวงใน ยิ่งลึกเข้าไป ปีศาจที่อันตรายก็ยิ่งมาก ตำแหน่งที่พวกเราอยู่ตอนนี้คือวงนอก มีเพียงสัตว์อสูรระดับสร้างแกนทองไม่กี่ตัวเท่านั้น”
“สัตว์อสูรเหล่านั้นต่างมีอาณาเขตของตนเอง หากไม่เกิดสถานการณ์พิเศษอันใด...”
“โฮกกก!”
เสียงคำรามกึกก้องทำลายความเงียบสงบ แรงสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นจนภูเขาไหว แผ่นดินแยก คลื่นดินม้วนตัวถาโถมเข้ามา
ซูฉางโก่วในฐานะผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตสร้างแกนทองระยะต้นรีบยกมือขึ้นม้วนตัวศิษย์ฝ่ายนอก เรียกสมบัติวิเศษเหาะเหินขึ้นสู่ท้องนภาทันที มองไปยังใจกลางคลื่นดิน
ณ ใจกลางคลื่นดิน แรดสีเทาเหล็กขนาดมหึมาตัวหนึ่งกำลังคำรามสะบัดศีรษะ นอแรดที่ดูราวกับศาสตราวุธเทพแผ่คลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัว ทุกครั้งที่กีบเท้าของมันกระทบพื้นดูราวกับจะพลิกผืนปฐพีให้คว่ำลง
ซูฉางโก่วหน้าถอดสี
“แรดทลายปฐพีระดับสร้างแกนทองระยะกลาง!? พวกเรายังไม่ได้ล่วงล้ำเข้าสู่อาณาเขตของมันชัด ๆ!”
เหล่าศิษย์ฝ่ายนอกก็ตระหนักถึงอันตรายจากสีหน้าของซูฉางโก่ว ต่างพากันหยิบสมบัติวิเศษออกมาด้วยสีหน้าตึงเครียด
“ไม่ถูกต้อง! เป้าหมายของแรดทลายปฐพีตัวนี้ไม่ใช่พวกเรา!”
ซูฉางโก่วสังเกตเห็นความผิดปกติอย่างรวดเร็ว เบื้องหน้าแรดทลายปฐพีอันน่าสะพรึงกลัว มีเงาร่างหนึ่งกำลังพุ่งทะยานด้วยความเร็วสูง และดูจากกลิ่นอายนั้น...
“เป็นขอบเขตสร้างรากฐาน? ไม่ใช่ เป็นขอบเขตกลั่นลมปราณ... หือ? ครึ่งก้าวสู่สร้างรากฐาน? ไม่ใช่...”
ขณะที่ซูฉางโก่วกำลังมึนงงกับระดับบำเพ็ญอันแปลกประหลาดของชายหนุ่มผู้นั้น ชายหนุ่มผู้นั้นกลับหยุดฝีเท้ากะทันหัน หันกลับมาเผชิญหน้ากับแรดทลายปฐพี
ซูฉางโก่วตกใจแทบสิ้นสติ กำลังจะเอ่ยปากเตือน ก็เห็นชายหนุ่มผู้นั้นสูดลมหายใจยืดอกขึ้น
เสียงตะโกนกึกก้องสะท้านฟ้าดิน
“ปรมาจารย์บรรพชนช่วยข้าด้วย!”
เสียงตะโกนนี้เปี่ยมด้วยพลังลมปราณ เต็มไปด้วยความมั่นใจอันหาที่เปรียบมิได้
ท่ามกลางเสียงตะโกนนี้ สมองของซูฉางโก่วสร้างภาพผู้ทรงฤทธิ์ปรากฏกายขึ้นตบแรดทลายปฐพีตายในฝ่ามือเดียวโดยสัญชาตญาณ
แรดทลายปฐพีในฐานะปีศาจระดับสร้างแกนทองย่อมมีสติปัญญาสูงส่ง เสียงขอความช่วยเหลือที่คุ้นหูอย่างยิ่งนี้ทำให้แรดทลายปฐพีเบรกตัวโก่ง สมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ มองเห็นภาพหลอนว่าตนเองถูกตบตายคาที่
ทว่ากลับไม่มีภาพผู้ทรงฤทธิ์ตบแรดทลายปฐพีตายปรากฏขึ้น มีเพียงชายหนุ่มระดับสร้างรากฐานที่พุ่งเข้าไปปล่อยหมัดธรรมดา ๆ ใส่หัวแรดทลายปฐพี
“ปัง!”
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น...
แรดทลายปฐพีได้สติกลับมา โทสะพุ่งพล่านทันที แกนทองที่หยุดชะงักเริ่มโคจรอีกครั้ง กำลังจะสำแดงเดช ชายหนุ่มผู้นั้นก็ตะโกนลั่นอีกครั้ง
“ปรมาจารย์บรรพชนอย่าล้อข้าเล่นเลย! รีบลงมือเร็วเข้า!”
หรือว่าจะเป็นผู้ทรงฤทธิ์ผู้ไม่ยึดติดกับโลก!?
ไม่ว่าจะเป็นแรดทลายปฐพีหรือพวกซูฉางโก่วบนท้องฟ้า ต่างก็เกิดภาพในจินตนาการขึ้นอีกครั้ง เพียงแต่ผู้ทรงฤทธิ์ผู้มีบารมีน่าเกรงขามเปลี่ยนเป็นเฒ่าทารกจอมขี้เล่น
เสียงหมัดดังปังอีกครั้ง
ยังคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แรดทลายปฐพียิ่งโกรธจัด สาบานในใจว่าครั้งนี้ไม่ว่ามนุษย์ตรงหน้าจะตะโกนอะไรมันก็จะไม่เชื่ออีกแล้ว แต่ยังไม่ทันได้ระเบิดโทสะ ประกายสายฟ้าสายหนึ่งก็แลบผ่านหน้ามันไป
“หึ! เจ้าตายแล้ว”
ชายหนุ่มหมุนตัวกลับด้วยความหยิ่งผยอง แล้ววิ่งหนีสุดชีวิต
ยังไม่ทันที่พวกซูฉางโก่วจะตั้งสติได้ แสงอัสนีบาดตาก็ระเบิดออกมาจากภายในร่างของแรดทลายปฐพีพร้อมกับเสียงโหยหวนอันน่าเวทนา
“นี่คือวิชาศักดิ์สิทธิ์อันใด!?”
ลูกตาของซูฉางโก่วแทบจะถลนออกมานอกเบ้า
ในฐานะผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตสร้างแกนทอง เขามองปราดเดียวก็รู้ว่านี่คือปรากฏการณ์ของการโคจรวิชาอัสนี
ปีศาจตนหนึ่ง โคจรวิชาอัสนีด้วยตนเอง?
ขณะที่ซูฉางโก่วกำลังงุนงง ท้องฟ้าก็มืดครึ้มด้วยเมฆดำ แสงอัสนีแลบแปลบปลาบ
แรดทลายปฐพีที่กำลังพยายามสะกดข่มปราณอัสนีฟ้าดินในกายหน้าถอดสี แหงนหน้ากรีดร้องโหยหวน
“ข้าไม่ใช่! ข้าไม่ได้ทำนะ!”
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของแรดทลายปฐพี บททดสอบจากวิถีสวรรค์ ทัณฑ์สวรรค์ก็ผ่าเปรี้ยงลงมา
สำหรับระดับทารกวิญญาณ ทัณฑ์สวรรค์สายนี้อาจไม่นับว่าตึงมือนัก แต่สำหรับแรดทลายปฐพีที่มีเพียงระดับสร้างแกนทองระยะกลาง นี่คือมหันตภัยแห่งความเป็นความตายที่ทดสอบว่าปกติมันขยันหมั่นเพียรหรือไม่ ในการบำเพ็ญเพียรได้เกียจคร้านหรือเล่นตุกติกหรือไม่
ชัดเจนว่า มันไม่ได้ทำ...
“ตูม!”