- หน้าแรก
- สำนักนี้ไม่รับอัจฉริยะ แต่พอออกจากสำนักไปเหตุใดล้วนกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่กันหมด
- บทที่ 130 ราชตระกูลไร้ใจเป็นที่สุด (ฟรี)
บทที่ 130 ราชตระกูลไร้ใจเป็นที่สุด (ฟรี)
บทที่ 130 ราชตระกูลไร้ใจเป็นที่สุด (ฟรี)
“สหายเต๋าทั้งหลาย! ข้าไม่ได้มาปล้น!”
ทันทีที่ร่อนลงพื้น เสวียนหลิงจื่อก็รีบอธิบายด้วยความร้อนรน เต้าไห่ที่หยิบสนับมือออกมาแล้วจึงค่อยๆ เก็บกลับเข้าไปอย่างเชื่องช้า
“เมื่อครู่ข้าเห็นเทียนกุ่ยจื่อและพวกรีบร้อนจากไป พวกมันอาศัยที่มีระดับบำเพ็ญเพียรสูงกว่า ข่มขู่ให้พวกท่านส่งของมีค่าออกมาทั้งหมดใช่หรือไม่!”
“ใช่แล้ว” เหลิ่งหนิงซวงตอบกลับอย่างฉะฉานชัดเจน ไม่มีลังเลแม้แต่น้อย
หลี่เหยี่ยนโม่รู้สึกทะแม่งๆ แต่พอคิดดูดีๆ เหลิ่งหนิงซวงก็ไม่ได้โกหกจริงๆ
เทียนกุ่ยจื่ออาศัยระดับบำเพ็ญเพียรที่สูงกว่า บังคับให้พวกเขาส่งของมีค่าออกมาทั้งหมดจริงๆ
“พวกมารชั่วช้า!”
เสวียนหลิงจื่อสบถด่าด้วยความเห็นอกเห็นใจ ก่อนจะมองซ้ายมองขวาแล้วลดเสียงลง
“ขอถามหน่อยเถิด พวกท่านมาจากสำนักระดับสุดยอดใช่หรือไม่?”
“ไม่ใช่”
“เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ข้าชื่อเสวียนหลิงจื่อ เป็นศิษย์เอกฝ่ายในของสำนักเทียนเซียว”
เสวียนหลิงจื่อหัวเราะร่า ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม ไร้ซึ่งมาดของยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งแคว้นจิง
“ทุกท่าน ข้าต้องขอชี้แจงสักนิด ผู้ที่ประมูลรูปเคารพศักดิ์สิทธิ์แห่งอสูรไปนั้นแท้จริงแล้วเป็นคนอื่น ข้าเป็นเพียงหน้าม้าคอยส่งเสียง ส่วนตอนวัวกลไกที่ข้าเสนอราคาไปสามร้อยล้านหินวิญญาณระดับกลางนั้น...”
เสวียนหลิงจื่อชะงักไป แววตาใสซื่อบริสุทธิ์อย่างน่ากลัว
“ข้าตะโกนเล่นๆ สำนักเทียนเซียวไม่มีเงินถุงเงินถังขนาดสามร้อยล้านหินวิญญาณระดับกลางหรอก! ที่ข้าทำไปก็เพื่อให้คนอื่นรู้ว่าหุบเขาหมื่นมารร่ำรวยมากต่างหาก!”
“ทุกท่านวางใจได้ สำนักเทียนเซียวของข้าจะต้องให้คำตอบที่น่าพอใจแก่ทุกท่านอย่างแน่นอน ขอลา!”
พูดจบเสวียนหลิงจื่อก็นำศิษย์สำนักเทียนเซียวรีบร้อนจากไป
เมื่อบินไปไกลแล้ว ศิษย์คนหนึ่งของสำนักเทียนเซียวจึงเอ่ยถาม “ศิษย์พี่ใหญ่ เหตุใดท่านต้องนอบน้อมต่อสามคนนั้นด้วย? พวกเขาบอกเองไม่ใช่หรือว่าไม่ได้มาจากสำนักระดับสุดยอด?”
เสวียนหลิงจื่อปรายตามองศิษย์ผู้นั้น แล้วเอ่ยอย่างจนใจ “พวกเขาบอกว่าไม่ใช่ก็คือไม่ใช่อย่างนั้นหรือ? นอกจากสำนักระดับสุดยอดเหล่านั้น จะมีผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานที่ไหนพกหินวิญญาณระดับสูงหนึ่งพันล้านออกมาเดินเล่น?”
“อีกอย่าง เจ้าดูสิ พวกเขาสามคนเพิ่งถูกเทียนกุ่ยจื่อปล้น แต่กลับไม่มีท่าทีโกรธเคืองแม้แต่น้อย แสดงว่าพวกเขาไม่เห็นของเหล่านั้นอยู่ในสายตาเลย!”
พอฟังคำอธิบายของเสวียนหลิงจื่อ ศิษย์ผู้นั้นก็ถึงบางอ้อ
“แต่ทำไมศิษย์พี่ต้องย้ำกับสามคนนั้นว่าสำนักเทียนเซียวของเรายากจน และหุบเขาหมื่นมารร่ำรวยด้วยเล่า? นี่มิใช่... เป็นการยกย่องศัตรูหรอกหรือ?”
“หุบเขาหมื่นมารก็ติดหนี้สำนักระดับสุดยอดเหล่านั้นอยู่ไม่น้อย ให้สำนักเหล่านั้นไปทวงหนี้หุบเขาหมื่นมารก่อนเถอะ”
คราวนี้ศิษย์สำนักเทียนเซียวทุกคนต่างเข้าใจแจ่มแจ้ง
สมเป็นศิษย์พี่ใหญ่ รู้ลึกรู้จริงเสียจริงๆ
...
“สำนักเทียนเซียวทำไมถึงดูไม่มี... ราศีของสำนักฝ่ายธรรมะอันดับหนึ่งแห่งแคว้นจิงเอาเสียเลย”
หลี่เหยี่ยนโม่เลิกพยายามพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง
โบราณว่าเรื่องร้ายไม่ควรเกิดซ้ำสาม หากครั้งที่สามยังเรียกคนมาได้อีก เขาเองก็คงทนไม่ไหวแล้วเหมือนกัน
เทียบกับสมบัติวิญญาณอักขระในฝ่ามือ หลี่เหยี่ยนโม่สนใจเรื่องของเสวียนหลิงจื่อที่ในงานประมูลดูวางก้ามใหญ่โต แต่พอออกมาข้างนอกกลับบอกว่าตะโกนเล่นๆ มากกว่า
“แคว้นจิงค่อนข้างมั่งคั่ง ดังนั้นสำนักฝ่ายธรรมะเหล่านี้ต้องจ่ายภาษีหนักมาก”
เหลิ่งหนิงซวงอธิบาย “ส่วนสำนักฝ่ายมาร นโยบายของราชวงศ์ต้าอวี่คือยกเว้นภาษีมาโดยตลอด ดังนั้นช่องว่างความมั่งคั่งระหว่างสำนักฝ่ายธรรมะและฝ่ายมารในแคว้นจิงจึงกว้างมาก”
“ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะ?”
“เพราะปกติเราใช้วิธียึดทรัพย์และกวาดล้างสำนักไปเลย”
“อ้อ เข้าใจแล้ว”
ทั้งสามเดินทอดน่องกลับเข้าเมืองหวงอวี้ อาศัยป้ายห้อยเอวของเหลิ่งหนิงซวงผ่านเข้าสู่จวนเจ้าเมืองได้อย่างสะดวกโยธิน จนได้พบกับหวงไท่จี๋ในตำนาน ผู้ที่เคยซ้อมเจ้าสำนักหุบเขาหมื่นมารและสำนักเทียนเซียวจนปัสสาวะราด และยังทิ้งอาการบาดเจ็บเรื้อรังร้ายแรงไว้ให้
ดูจากภายนอก หวงไท่จี๋เป็นเพียงชายวัยกลางคนร่างท้วมหน้าตาธรรมดา ยิ้มแย้มแจ่มใสดูใจดี พอเห็นเหลิ่งหนิงซวงมาก็ไม่แปลกใจ ประสานมือยิ้มร่า
“มือปราบเหลิ่ง ไม่เจอกันนาน บิดาของท่านสบายดีหรือไม่?”
“ก็ดีอยู่ เพียงแต่ไม่ยอมซื้อกับดักสัตว์ของกรมโยธาให้ข้า”
เหลิ่งหนิงซวงย่อกายคารวะอย่างนอบน้อม ท่าทางไม่ใช่ทั้งมือปราบและคุณชายเจ้าสำราญ แต่ดูเหมือนกุลสตรีในห้องหอ แม้ว่ากุลสตรีผู้นี้จะเปิดปากพูดเรื่องซื้อกับดักสัตว์ก็ตาม
“เอ่อ เรื่องกับดักสัตว์ ข้าก็คงช่วยพูดลำบาก ท่านนี้... หรือจะเป็นเจ้าสำนักหลี่แห่งหอเทียมฟ้าในข่าวลือ? ไม่เลว ดูแล้วช่างเอ่อ... หือ?”
พอได้ยินคำว่ากรมโยธา หวงไท่จี๋ก็เหงื่อตก รีบหันไปมองหลี่เหยี่ยนโม่ ตั้งใจจะเอ่ยชมสักสองสามประโยค แต่กลับชะงักค้างอยู่กับที่
“ทำไมท่านถึงเป็นทั้งระดับกลั่นลมปราณและระดับสร้างรากฐาน?”
“เรียนท่านเจ้าเมือง สองอย่างนี้ไม่ขัดแย้งกันขอรับ” หลี่เหยี่ยนโม่ประสานมือตอบ ดูเหมือนสงบนิ่ง แต่ในใจก็สับสนวุ่นวายไม่แพ้กัน
หวงไท่จี๋ได้ยินหลี่เหยี่ยนโม่พูดเช่นนั้นก็เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม แต่พอลองคิดดูดีๆ ก็เหมือนจะไม่ได้พูดผิด
หวงไท่จี๋ตัดสินใจไม่คิดมาก ยิ้มแล้วผายมือ
“นั่นสินะ ทั้งสองท่านเชิญตามข้ามาเถิด”
“เอ่อ... ท่านเจ้าเมืองหวง ตรงนี้ยังมี... คนอยู่อีกคนนะขอรับ”
ด้วยมารยาท หลี่เหยี่ยนโม่ชี้ไปที่เต้าไห่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ทันใดนั้นรอยยิ้มใจดีของหวงไท่จี๋ก็เปลี่ยนไปทันที หันไปมองเต้าไห่แล้วร้องอ้ออย่างเย็นชา
“เกือบมองไม่เห็นเจ้าหัวโล้นนี่ สวัสดีเจ้าหัวโล้น”
เห็นได้ชัดว่าวิชาคืนสู่ทางโลกของสำนักพุทธตบตาเจ้าเมืองผู้นี้ไม่ได้
เต้าไห่ยังคงยิ้มแย้ม ไม่โกรธเคืองแม้แต่น้อย “ใครๆ ก็บอกว่าท่านเจ้าเมืองหวงช่วงนี้ฝึกจิตบำเพ็ญตน สิ้นความแหลมคมในอดีตไปแล้ว ดูท่าคงเป็นข่าวลือที่ราชวงศ์ต้าอวี่จงใจปล่อยออกมาสินะ หรือว่า... คิดจะวางกับดักล่อบรรพชนหุบเขาหมื่นมารกับบรรพชนสำนักเทียนเซียวออกมา?”
หวงไท่จี๋แค่นเสียงหึ หันกลับมาหาเหลิ่งหนิงซวงและหลี่เหยี่ยนโม่ด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจอีกครั้ง
“ว่าแต่ทั้งสองท่านมาเพื่อฟอกของโจรใช่หรือไม่”
กลางวันแสกๆ เช่นนี้ หลี่เหยี่ยนโม่นึกอยากจะปฏิเสธ แต่เหลิ่งหนิงซวงควักถุงสมบัติออกมาหมดแล้ว
รับถุงสมบัติของพวกเทียนกุ่ยจื่อมา หวงไท่จี๋ลูบคลำอยู่ครู่หนึ่ง นัยน์ตาทอประกายวาววับ ก่อนจะหัวเราะหึๆ
“มีเครื่องติดตามจริงๆ ด้วย ดูท่าหนึ่งในเจ็ดราชันย์สวรรค์แห่งหุบเขาหมื่นมารคงจะตามมาในเร็วๆ นี้ ต้องเอาไปไว้ไกลๆ หน่อย เดี๋ยวพวกมันจะไม่กล้ามา”
หลี่เหยี่ยนโม่ไว้อาลัยให้หนึ่งในเจ็ดราชันย์สวรรค์แห่งหุบเขาหมื่นมารอย่างเงียบๆ ไปสามวินาที
บ่นพึมพำเสร็จ หวงไท่จี๋ก็ยิ้มแย้มส่งถุงสมบัติให้ลูกน้องอีกคนไปนับของโจร แล้วนำหินวิญญาณมูลค่าเท่ากันมาให้
อาศัยจังหวะว่าง เหลิ่งหนิงซวงเอ่ยถาม “ท่านเจ้าเมืองหวง การชิงตำแหน่งจักรพรรดิอวี่ครั้งนี้ ท่านมีคนที่สนับสนุนในใจหรือยัง”
สีหน้าของหวงไท่จี๋เปลี่ยนไปทันที ถามกลับว่า “ได้ยินว่าช่วงนี้องค์ชายจีฟาไปที่แคว้นเฉียน หรือว่าจะมาขอความช่วยเหลือจากทั้งสองท่าน?”
วันนี้แดดออก อากาศอบอุ่น แต่ประโยคสั้นๆ เพียงสองประโยคกลับนำมาซึ่งความหนาวเหน็บเข้ากระดูก
ราชตระกูลไร้ใจเป็นที่สุด
บัลลังก์มังกรหนึ่งตัวมักแลกมาด้วยเลือดเนื้อและพายุฝน แม้แต่ราชวงศ์ต้าอวี่ก็ไม่อาจหลีกหนีชะตากรรมนี้พ้น
และการเลือกของขุนนางมักหมายถึงอนาคตของตระกูล
“คุณหนูเหลิ่ง ข้าก็ไม่ปิดบัง ข้าตัดสินใจสนับสนุนองค์ชายใหญ่จีสวี่แล้ว!”
หวงไท่จี๋กอดอก สีหน้าเคร่งขรึมเด็ดเดี่ยวอย่างที่สุด
“องค์ชายใหญ่รอบรู้ดาราศาสตร์ภูมิศาสตร์ เชี่ยวชาญทั้งพิณ หมาก อักษร และภาพวาด นิสัยใจคอก็โอบอ้อมอารี องค์ชายเช่นนี้...”
“จะให้มาเสียเวลาวัยหนุ่มกับภาระเน่าๆ อย่างตำแหน่งจักรพรรดิอวี่ไม่ได้เด็ดขาด!”
......
แนะนำนิยาย!
จากศิลปินสู่ตำนาน
นักค้าขายงานศิลปะผู้หนึ่งได้ย้ายผ่านมิติไปยังโลกคู่ขนาน เพื่อความอยู่รอด เขาจึงหวนกลับมาทำงานเดิม นำผลงานของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายมาเผยแพร่อย่างสนุกสนาน โดยไม่รู้ตัวว่าได้กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และก้าวขึ้นเป็นปรมาจารย์แห่งวงการ
***
สถานะ: จบแล้ว