เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 130 ราชตระกูลไร้ใจเป็นที่สุด (ฟรี)

บทที่ 130 ราชตระกูลไร้ใจเป็นที่สุด (ฟรี)

บทที่ 130 ราชตระกูลไร้ใจเป็นที่สุด (ฟรี)


“สหายเต๋าทั้งหลาย! ข้าไม่ได้มาปล้น!”

ทันทีที่ร่อนลงพื้น เสวียนหลิงจื่อก็รีบอธิบายด้วยความร้อนรน เต้าไห่ที่หยิบสนับมือออกมาแล้วจึงค่อยๆ เก็บกลับเข้าไปอย่างเชื่องช้า

“เมื่อครู่ข้าเห็นเทียนกุ่ยจื่อและพวกรีบร้อนจากไป พวกมันอาศัยที่มีระดับบำเพ็ญเพียรสูงกว่า ข่มขู่ให้พวกท่านส่งของมีค่าออกมาทั้งหมดใช่หรือไม่!”

“ใช่แล้ว” เหลิ่งหนิงซวงตอบกลับอย่างฉะฉานชัดเจน ไม่มีลังเลแม้แต่น้อย

หลี่เหยี่ยนโม่รู้สึกทะแม่งๆ แต่พอคิดดูดีๆ เหลิ่งหนิงซวงก็ไม่ได้โกหกจริงๆ

เทียนกุ่ยจื่ออาศัยระดับบำเพ็ญเพียรที่สูงกว่า บังคับให้พวกเขาส่งของมีค่าออกมาทั้งหมดจริงๆ

“พวกมารชั่วช้า!”

เสวียนหลิงจื่อสบถด่าด้วยความเห็นอกเห็นใจ ก่อนจะมองซ้ายมองขวาแล้วลดเสียงลง

“ขอถามหน่อยเถิด พวกท่านมาจากสำนักระดับสุดยอดใช่หรือไม่?”

“ไม่ใช่”

“เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ข้าชื่อเสวียนหลิงจื่อ เป็นศิษย์เอกฝ่ายในของสำนักเทียนเซียว”

เสวียนหลิงจื่อหัวเราะร่า ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม ไร้ซึ่งมาดของยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งแคว้นจิง

“ทุกท่าน ข้าต้องขอชี้แจงสักนิด ผู้ที่ประมูลรูปเคารพศักดิ์สิทธิ์แห่งอสูรไปนั้นแท้จริงแล้วเป็นคนอื่น ข้าเป็นเพียงหน้าม้าคอยส่งเสียง ส่วนตอนวัวกลไกที่ข้าเสนอราคาไปสามร้อยล้านหินวิญญาณระดับกลางนั้น...”

เสวียนหลิงจื่อชะงักไป แววตาใสซื่อบริสุทธิ์อย่างน่ากลัว

“ข้าตะโกนเล่นๆ สำนักเทียนเซียวไม่มีเงินถุงเงินถังขนาดสามร้อยล้านหินวิญญาณระดับกลางหรอก! ที่ข้าทำไปก็เพื่อให้คนอื่นรู้ว่าหุบเขาหมื่นมารร่ำรวยมากต่างหาก!”

“ทุกท่านวางใจได้ สำนักเทียนเซียวของข้าจะต้องให้คำตอบที่น่าพอใจแก่ทุกท่านอย่างแน่นอน ขอลา!”

พูดจบเสวียนหลิงจื่อก็นำศิษย์สำนักเทียนเซียวรีบร้อนจากไป

เมื่อบินไปไกลแล้ว ศิษย์คนหนึ่งของสำนักเทียนเซียวจึงเอ่ยถาม “ศิษย์พี่ใหญ่ เหตุใดท่านต้องนอบน้อมต่อสามคนนั้นด้วย? พวกเขาบอกเองไม่ใช่หรือว่าไม่ได้มาจากสำนักระดับสุดยอด?”

เสวียนหลิงจื่อปรายตามองศิษย์ผู้นั้น แล้วเอ่ยอย่างจนใจ “พวกเขาบอกว่าไม่ใช่ก็คือไม่ใช่อย่างนั้นหรือ? นอกจากสำนักระดับสุดยอดเหล่านั้น จะมีผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานที่ไหนพกหินวิญญาณระดับสูงหนึ่งพันล้านออกมาเดินเล่น?”

“อีกอย่าง เจ้าดูสิ พวกเขาสามคนเพิ่งถูกเทียนกุ่ยจื่อปล้น แต่กลับไม่มีท่าทีโกรธเคืองแม้แต่น้อย แสดงว่าพวกเขาไม่เห็นของเหล่านั้นอยู่ในสายตาเลย!”

พอฟังคำอธิบายของเสวียนหลิงจื่อ ศิษย์ผู้นั้นก็ถึงบางอ้อ

“แต่ทำไมศิษย์พี่ต้องย้ำกับสามคนนั้นว่าสำนักเทียนเซียวของเรายากจน และหุบเขาหมื่นมารร่ำรวยด้วยเล่า? นี่มิใช่... เป็นการยกย่องศัตรูหรอกหรือ?”

“หุบเขาหมื่นมารก็ติดหนี้สำนักระดับสุดยอดเหล่านั้นอยู่ไม่น้อย ให้สำนักเหล่านั้นไปทวงหนี้หุบเขาหมื่นมารก่อนเถอะ”

คราวนี้ศิษย์สำนักเทียนเซียวทุกคนต่างเข้าใจแจ่มแจ้ง

สมเป็นศิษย์พี่ใหญ่ รู้ลึกรู้จริงเสียจริงๆ

...

“สำนักเทียนเซียวทำไมถึงดูไม่มี... ราศีของสำนักฝ่ายธรรมะอันดับหนึ่งแห่งแคว้นจิงเอาเสียเลย”

หลี่เหยี่ยนโม่เลิกพยายามพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง

โบราณว่าเรื่องร้ายไม่ควรเกิดซ้ำสาม หากครั้งที่สามยังเรียกคนมาได้อีก เขาเองก็คงทนไม่ไหวแล้วเหมือนกัน

เทียบกับสมบัติวิญญาณอักขระในฝ่ามือ หลี่เหยี่ยนโม่สนใจเรื่องของเสวียนหลิงจื่อที่ในงานประมูลดูวางก้ามใหญ่โต แต่พอออกมาข้างนอกกลับบอกว่าตะโกนเล่นๆ มากกว่า

“แคว้นจิงค่อนข้างมั่งคั่ง ดังนั้นสำนักฝ่ายธรรมะเหล่านี้ต้องจ่ายภาษีหนักมาก”

เหลิ่งหนิงซวงอธิบาย “ส่วนสำนักฝ่ายมาร นโยบายของราชวงศ์ต้าอวี่คือยกเว้นภาษีมาโดยตลอด ดังนั้นช่องว่างความมั่งคั่งระหว่างสำนักฝ่ายธรรมะและฝ่ายมารในแคว้นจิงจึงกว้างมาก”

“ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะ?”

“เพราะปกติเราใช้วิธียึดทรัพย์และกวาดล้างสำนักไปเลย”

“อ้อ เข้าใจแล้ว”

ทั้งสามเดินทอดน่องกลับเข้าเมืองหวงอวี้ อาศัยป้ายห้อยเอวของเหลิ่งหนิงซวงผ่านเข้าสู่จวนเจ้าเมืองได้อย่างสะดวกโยธิน จนได้พบกับหวงไท่จี๋ในตำนาน ผู้ที่เคยซ้อมเจ้าสำนักหุบเขาหมื่นมารและสำนักเทียนเซียวจนปัสสาวะราด และยังทิ้งอาการบาดเจ็บเรื้อรังร้ายแรงไว้ให้

ดูจากภายนอก หวงไท่จี๋เป็นเพียงชายวัยกลางคนร่างท้วมหน้าตาธรรมดา ยิ้มแย้มแจ่มใสดูใจดี พอเห็นเหลิ่งหนิงซวงมาก็ไม่แปลกใจ ประสานมือยิ้มร่า

“มือปราบเหลิ่ง ไม่เจอกันนาน บิดาของท่านสบายดีหรือไม่?”

“ก็ดีอยู่ เพียงแต่ไม่ยอมซื้อกับดักสัตว์ของกรมโยธาให้ข้า”

เหลิ่งหนิงซวงย่อกายคารวะอย่างนอบน้อม ท่าทางไม่ใช่ทั้งมือปราบและคุณชายเจ้าสำราญ แต่ดูเหมือนกุลสตรีในห้องหอ แม้ว่ากุลสตรีผู้นี้จะเปิดปากพูดเรื่องซื้อกับดักสัตว์ก็ตาม

“เอ่อ เรื่องกับดักสัตว์ ข้าก็คงช่วยพูดลำบาก ท่านนี้... หรือจะเป็นเจ้าสำนักหลี่แห่งหอเทียมฟ้าในข่าวลือ? ไม่เลว ดูแล้วช่างเอ่อ... หือ?”

พอได้ยินคำว่ากรมโยธา หวงไท่จี๋ก็เหงื่อตก รีบหันไปมองหลี่เหยี่ยนโม่ ตั้งใจจะเอ่ยชมสักสองสามประโยค แต่กลับชะงักค้างอยู่กับที่

“ทำไมท่านถึงเป็นทั้งระดับกลั่นลมปราณและระดับสร้างรากฐาน?”

“เรียนท่านเจ้าเมือง สองอย่างนี้ไม่ขัดแย้งกันขอรับ” หลี่เหยี่ยนโม่ประสานมือตอบ ดูเหมือนสงบนิ่ง แต่ในใจก็สับสนวุ่นวายไม่แพ้กัน

หวงไท่จี๋ได้ยินหลี่เหยี่ยนโม่พูดเช่นนั้นก็เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม แต่พอลองคิดดูดีๆ ก็เหมือนจะไม่ได้พูดผิด

หวงไท่จี๋ตัดสินใจไม่คิดมาก ยิ้มแล้วผายมือ

“นั่นสินะ ทั้งสองท่านเชิญตามข้ามาเถิด”

“เอ่อ... ท่านเจ้าเมืองหวง ตรงนี้ยังมี... คนอยู่อีกคนนะขอรับ”

ด้วยมารยาท หลี่เหยี่ยนโม่ชี้ไปที่เต้าไห่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ทันใดนั้นรอยยิ้มใจดีของหวงไท่จี๋ก็เปลี่ยนไปทันที หันไปมองเต้าไห่แล้วร้องอ้ออย่างเย็นชา

“เกือบมองไม่เห็นเจ้าหัวโล้นนี่ สวัสดีเจ้าหัวโล้น”

เห็นได้ชัดว่าวิชาคืนสู่ทางโลกของสำนักพุทธตบตาเจ้าเมืองผู้นี้ไม่ได้

เต้าไห่ยังคงยิ้มแย้ม ไม่โกรธเคืองแม้แต่น้อย “ใครๆ ก็บอกว่าท่านเจ้าเมืองหวงช่วงนี้ฝึกจิตบำเพ็ญตน สิ้นความแหลมคมในอดีตไปแล้ว ดูท่าคงเป็นข่าวลือที่ราชวงศ์ต้าอวี่จงใจปล่อยออกมาสินะ หรือว่า... คิดจะวางกับดักล่อบรรพชนหุบเขาหมื่นมารกับบรรพชนสำนักเทียนเซียวออกมา?”

หวงไท่จี๋แค่นเสียงหึ หันกลับมาหาเหลิ่งหนิงซวงและหลี่เหยี่ยนโม่ด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจอีกครั้ง

“ว่าแต่ทั้งสองท่านมาเพื่อฟอกของโจรใช่หรือไม่”

กลางวันแสกๆ เช่นนี้ หลี่เหยี่ยนโม่นึกอยากจะปฏิเสธ แต่เหลิ่งหนิงซวงควักถุงสมบัติออกมาหมดแล้ว

รับถุงสมบัติของพวกเทียนกุ่ยจื่อมา หวงไท่จี๋ลูบคลำอยู่ครู่หนึ่ง นัยน์ตาทอประกายวาววับ ก่อนจะหัวเราะหึๆ

“มีเครื่องติดตามจริงๆ ด้วย ดูท่าหนึ่งในเจ็ดราชันย์สวรรค์แห่งหุบเขาหมื่นมารคงจะตามมาในเร็วๆ นี้ ต้องเอาไปไว้ไกลๆ หน่อย เดี๋ยวพวกมันจะไม่กล้ามา”

หลี่เหยี่ยนโม่ไว้อาลัยให้หนึ่งในเจ็ดราชันย์สวรรค์แห่งหุบเขาหมื่นมารอย่างเงียบๆ ไปสามวินาที

บ่นพึมพำเสร็จ หวงไท่จี๋ก็ยิ้มแย้มส่งถุงสมบัติให้ลูกน้องอีกคนไปนับของโจร แล้วนำหินวิญญาณมูลค่าเท่ากันมาให้

อาศัยจังหวะว่าง เหลิ่งหนิงซวงเอ่ยถาม “ท่านเจ้าเมืองหวง การชิงตำแหน่งจักรพรรดิอวี่ครั้งนี้ ท่านมีคนที่สนับสนุนในใจหรือยัง”

สีหน้าของหวงไท่จี๋เปลี่ยนไปทันที ถามกลับว่า “ได้ยินว่าช่วงนี้องค์ชายจีฟาไปที่แคว้นเฉียน หรือว่าจะมาขอความช่วยเหลือจากทั้งสองท่าน?”

วันนี้แดดออก อากาศอบอุ่น แต่ประโยคสั้นๆ เพียงสองประโยคกลับนำมาซึ่งความหนาวเหน็บเข้ากระดูก

ราชตระกูลไร้ใจเป็นที่สุด

บัลลังก์มังกรหนึ่งตัวมักแลกมาด้วยเลือดเนื้อและพายุฝน แม้แต่ราชวงศ์ต้าอวี่ก็ไม่อาจหลีกหนีชะตากรรมนี้พ้น

และการเลือกของขุนนางมักหมายถึงอนาคตของตระกูล

“คุณหนูเหลิ่ง ข้าก็ไม่ปิดบัง ข้าตัดสินใจสนับสนุนองค์ชายใหญ่จีสวี่แล้ว!”

หวงไท่จี๋กอดอก สีหน้าเคร่งขรึมเด็ดเดี่ยวอย่างที่สุด

“องค์ชายใหญ่รอบรู้ดาราศาสตร์ภูมิศาสตร์ เชี่ยวชาญทั้งพิณ หมาก อักษร และภาพวาด นิสัยใจคอก็โอบอ้อมอารี องค์ชายเช่นนี้...”

“จะให้มาเสียเวลาวัยหนุ่มกับภาระเน่าๆ อย่างตำแหน่งจักรพรรดิอวี่ไม่ได้เด็ดขาด!”

......

แนะนำนิยาย!

จากศิลปินสู่ตำนาน

นักค้าขายงานศิลปะผู้หนึ่งได้ย้ายผ่านมิติไปยังโลกคู่ขนาน เพื่อความอยู่รอด เขาจึงหวนกลับมาทำงานเดิม นำผลงานของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายมาเผยแพร่อย่างสนุกสนาน โดยไม่รู้ตัวว่าได้กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และก้าวขึ้นเป็นปรมาจารย์แห่งวงการ

***

สถานะ: จบแล้ว

>คลิกอ่านที่นี่<

จบบทที่ บทที่ 130 ราชตระกูลไร้ใจเป็นที่สุด (ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว