- หน้าแรก
- สำนักนี้ไม่รับอัจฉริยะ แต่พอออกจากสำนักไปเหตุใดล้วนกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่กันหมด
- บทที่ 60 ฟ้าเลี้ยงดินอม ลายมังกรล้ำค่า (ฟรี)
บทที่ 60 ฟ้าเลี้ยงดินอม ลายมังกรล้ำค่า (ฟรี)
บทที่ 60 ฟ้าเลี้ยงดินอม ลายมังกรล้ำค่า (ฟรี)
“ได้ยินว่าสัตว์วิญญาณที่เจ้าเลี้ยงไว้ ล้วนบำเพ็ญเพียรได้ และยังร่ายรำเพลงหมัดมวยได้ด้วยรึ?”
ในฐานะยอดฝีมือระดับขอบเขตผสานกายขั้นสูงสุด โม่จ่านเซียนเพียงแค่คิดก็ไปถึงตำแหน่งของนาวิญญาณได้แล้ว แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นในตัวหลี่เหยี่ยนโม่ เขาจึงเลือกที่จะเดินเท้าไป พร้อมกับชวนหลี่เหยี่ยนโม่คุยไประหว่างทาง
“ท่านแม่ทัพดูเองเถิด” หลี่เหยี่ยนโม่ไม่อยากสนทนากับโม่จ่านเซียนมากนัก
ระดับขอบเขตผสานกายขั้นสูงสุดบวกกับตำแหน่งแม่ทัพมังกรครามนั้นมีน้ำหนักมากเกินไป หากพูดผิดเพียงนิดเดียว ค่าประสบการณ์บารมีจะพุ่งกระฉูดกลายเป็นหินวิญญาณทันที
“ข้าว่าโอ้อวดเกินจริงไปหน่อยกระมัง เอาอย่างนี้ พวกเรามาพนันกันดีกว่า หากสัตว์วิญญาณของเจ้าต่อยตีเป็นเพลงมวยได้จริง ของวิเศษชิ้นนี้ข้ายกให้เจ้า ตกลงหรือไม่?”
โม่จ่านเซียนล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบเอาลายมังกรเส้นหนึ่งออกมา ลายมังกรนั้นพอต้องแสงตะวันก็ขยับไหวราวกับมังกรตัวจริง พยายามจะเลื้อยหนี แต่ไม่ว่าจะดิ้นรนอย่างไร ก็ไม่อาจหลุดพ้นจากห้านิ้วของโม่จ่านเซียนไปได้
หลี่เหยี่ยนโม่เพิ่งเคยเห็นของวิเศษเช่นนี้เป็นครั้งแรก ถึงกับเบิกตากว้าง
โม่จ่านเซียนแนะนำอย่างภาคภูมิใจ “นี่คือลายมังกรวารี กลั่นมาจากเต่าเขามังกร เดิมทีมันคิดจะอาศัยลายมังกรวารีนี้กลายร่างเป็นมังกร แต่ถูกข้าชิงลงมือก่อน จับมาต้มซุปบำรุงหม้อใหญ่ ส่วนลายมังกรวารีนี้ก็ตกมาอยู่ในมือข้า”
“ลายมังกรนี้ถือเป็นของวิเศษฟ้าดินอย่างแท้จริง ไม่เพียงมีสติปัญญา เล่าลือกันว่าหากหลอมรวมจนถึงขั้นสมบูรณ์จะสามารถกลายร่างเป็นมังกรแท้ได้! ตอนนั้นหากไม่ใช่เพราะข้าตาไวและมือไว ลายมังกรวารีเส้นนี้คงหนีไปกำเนิดเป็นมังกรแท้ทันที ผู้ที่มีลายมังกรในครอบครอง ทุกหมัดทุกเท้าจะมีพลังดุจมังกร ทั้งยังได้ปราณมังกรแท้คุ้มกาย ภูตผีปีศาจไม่อาจกล้ำกราย!”
“บอกความลับให้เจ้ารู้ข้อหนึ่ง จักรพรรดิอวี่องค์ปัจจุบันทรงมีลายมังกรประทับอยู่ถึงเก้าเส้น!”
พอโม่จ่านเซียนพูดเช่นนี้ หลี่เหยี่ยนโม่ก็ใจเต้นตึ้กตั้ก
“ข้ารับไว้ไม่ไหวหรอก”
หลี่เหยี่ยนโม่อยากได้จริงๆ แต่เขาก็ไม่ได้โง่ ลายมังกรนี้เห็นชัดว่ามีสติปัญญาเป็นของตัวเอง ขนาดโม่จ่านเซียนยังแทบจะเอาไม่อยู่ แล้วศาลเจ้าเล็กๆ ของผู้ฝึกปราณขั้นเจ็ดอย่างเขาจะกักขังมันไว้ได้หรือ?
อีกอย่าง หลี่เหยี่ยนโม่ไม่อยากถูกจับไปต้มซุปวันไหนก็ไม่รู้
“...เจ้าหนูนี่ก็นับว่าเป็นคนรู้ความ เช่นนั้นลายมังกรเส้นนี้ข้ายกให้เจ้าก็แล้วกัน!”
หลี่เหยี่ยนโม่กุมขมับ “เช่นนั้นรบกวนท่านแม่ทัพช่วยเก็บรักษาไว้แทนข้าสักระยะ รอให้เซียวอวิ๋นมีฝีมือพอจะควบคุมมันได้ ค่อยมอบให้เซียวอวิ๋นใช้เถิด”
ได้ยินดังนั้น เซียวอวิ๋นซาบซึ้งใจจนแทบจะคุกเข่าโขกศีรษะอีกครั้ง แต่ถูกหลี่เหยี่ยนโม่รั้งไว้
“ลูกผู้ชายมีทองคำอยู่ใต้เข่า หากเจ้าอยากขอบคุณข้าจริง ก็จงอย่าทำให้กระดูกนักบุญและลายมังกรนี้ต้องผิดหวัง”
“ขอบคุณท่านอาจารย์...”
โม่จ่านเซียนเดินอยู่ข้างๆ เกาศีรษะแกรกๆ รู้สึกไม่สบอารมณ์พิลึก แต่ก็บอกไม่ถูกว่าเป็นเพราะเหตุใด
ระหว่างสนทนา พวกเขาก็แหวกพุ่มไม้เข้ามาถึงนาวิญญาณที่ซ่อนอยู่ภายใต้มหาค่ายกล
เพียงไม่กี่วัน นาวิญญาณก็เปลี่ยนแปลงไปราวกับพลิกฟ้าคว่ำดิน พืชผลนานาชนิดเติบโตตามธรรมชาติ กลมกลืนกันอย่างยิ่ง ไม่มีร่องรอยของการแย่งชิงสารอาหารกันแม้แต่น้อย
ตรงกลางมีสิ่งปลูกสร้างเพิ่มขึ้นมาหลายหลัง ด้านนอกยังมีเสาไม้ปักไว้มากมาย กระเรียนเซียนตัวหนึ่งกับงูเขียวตัวหนึ่งกำลังกระโดดโลดเต้นประลองยุทธ์กันอยู่บนเสาไม้
เซียวอวิ๋นเคยเห็นภาพเช่นนี้ที่ไหนกัน ถึงกับยืนตะลึงงันอยู่กับที่ทันที
“โอ๊ย!”
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดึงสติเซียวอวิ๋นกลับมาจากภวังค์ เห็นเพียงสัตว์กินเหล็กตัวอ้วนกลมถูกตีจนกลิ้งโคโล่ ส่วนผู้ที่ไล่ตามอยู่ด้านหลังคือแรคคูนที่ถือไม้ไผ่ยาว
เจ้าแรคคูนตัวนั้นสวมเสื้อผ้าชุดจิ๋ว การเคลื่อนไหวพลิ้วไหว ไม้ไผ่ทุกดอกฟาดทำลายจังหวะการทรงตัวของสัตว์กินเหล็กได้อย่างแม่นยำ บีบให้สัตว์กินเหล็กต้องเปลี่ยนฝีเท้าไม่หยุดหย่อน
หลี่เหยี่ยนโม่กระแอมไอเบาๆ หนึ่งครั้ง
ใบหูของแรคคูนกระดิก หยุดมือทันที ใช้ไม้ไผ่เคาะพื้นยืมแรงดีดตัวมายืนอยู่เบื้องหน้าหลี่เหยี่ยนโม่
สัตว์ตัวอื่นๆ ก็หยุดการกระทำทันที เข้ามาเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบต่อหน้าหลี่เหยี่ยนโม่ ประสานมือคารวะ
“ท่านปรมาจารย์!”
เฟิงโส่วอวิ๋นเคยเห็นมาครั้งสองครั้งแล้วจึงไม่แปลกใจเท่าไรนัก แต่โม่จ่านเซียนที่เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ผู้เจนจัดกลับตกใจจนสะดุ้ง
“เยอะขนาดนี้... ล้วนเป็นภูตพรายหรือ? เจ้าทำได้อย่างไรกัน?!”
“ปล่อยไปตามธรรมชาติ ให้กินผลวิญญาณบ้าง ก็เท่านี้เอง” หลี่เหยี่ยนโม่โบกมือ “ไม่ต้องใส่ใจ จำไว้ว่าต้องรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา...”
สำหรับเหล่าภูตพรายตรงหน้า หลี่เหยี่ยนโม่ไม่ได้รู้สึกปวดหัวอันใด
เดิมทีเขาก็หวังให้สัตว์เหล่านี้บำเพ็ญเพียรเพื่อผลาญเสบียงผลวิญญาณและหินวิญญาณของเขาอยู่แล้ว
บัดนี้มีสัตว์เปิดปัญญาได้มากขนาดนี้ ก็นับว่าสมดังเจตนา
อีกอย่างเขาไม่ได้คิดจะให้ภูตพรายเหล่านี้ไปทำงานหนักอะไร ก็แค่ให้พวกมันใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีก็พอ
เหล่าสัตว์ก้มคำนับ หันหลังวิ่งหายไปอย่างรวดเร็ว บ้างไปฝึกยุทธ์ บ้างไปทำนา เหลือเพียงแรคคูนที่ยังยืนอยู่ที่เดิม
“ท่านปรมาจารย์ ท่านทั้งสองนี้คือ?”
แรคคูนมองไปทางโม่จ่านเซียนและเซียวอวิ๋น
โม่จ่านเซียนยกมืออกทันที คิดจะประกาศชื่อเสียงเรียงนาม แต่เจ้าแรคคูนตรงหน้าเพิ่งจะเปิดปัญญาได้ไม่นาน อาจจะไม่รู้จักราชวงศ์ต้าอวี่ด้วยซ้ำ ประกาศศักดาแม่ทัพมังกรครามไปก็คงไร้ประโยชน์
โม่จ่านเซียนครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วนั่งยองๆ ลง “พี่แรคคูน ข้ากับศิษย์อยากจะขออาศัยบำเพ็ญเพียรที่นี่สักระยะ ไม่ทราบว่าจะช่วยอำนวยความสะดวกได้หรือไม่?”
แรคคูนเงยหน้ามองหลี่เหยี่ยนโม่ เมื่อเห็นสายตาอนุญาตของหลี่เหยี่ยนโม่จึงพยักหน้า
“ย่อมได้ พวกเรากำลังลองสร้างบ้านกันอยู่พอดี หวังว่าท่านจะช่วยชี้แนะพวกเราบ้าง”
“ย่อมได้แน่นอน ฮ่าฮ่าฮ่า”
เห็นโม่จ่านเซียนหัวเราะร่า เฟิงโส่วอวิ๋นก็รู้ว่าเรื่องสำเร็จแล้ว จึงเอ่ยลาหลี่เหยี่ยนโม่
ในฐานะเจ้าเมือง เขายังมีภารกิจอีกมากที่ต้องจัดการ
การปรับปรุงที่ซ่อนร่างของจอมมารเซี่ยงหมัวให้สมบูรณ์ก็เป็นหนึ่งในนั้น
ครานี้โม่จ่านเซียนนำของวิเศษและค่ายกลมาไม่น้อย หากทำสำเร็จ ต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตข้ามด่านเคราะห์ก็ไม่อาจหาพบได้ง่ายๆ
ส่วนโม่จ่านเซียน สำหรับยอดฝีมือขอบเขตผสานกายขั้นสูงสุด จะอยู่ที่เมืองรื่อเซิงหรือตำบลลั่วหยาง ก็แทบไม่มีความแตกต่างกัน
หลี่เหยี่ยนโม่เก็บผลไม้จากนาวิญญาณสองสามลูก แล้วเอ่ยลาพวกโม่จ่านเซียนและเซียวอวิ๋น
ทันทีที่กลับถึงเรือน หลี่เหยี่ยนโม่ก็ได้กลิ่นหอมของเนื้อโชยมา ผลักประตูเข้าไปก็เห็นเจี้ยนเซินนั่งอยู่ที่โต๊ะ เฝ้าหม้อน้ำแกงเนื้ออยู่
“เจ้าใหญ่ หากเจ้าหิวก็กินก่อนได้เลย ไม่ต้องรอข้าหรอก”
เจี้ยนเซินเหลือบตามองขึ้นเล็กน้อย ส่ายหน้าช้าๆ “ท่านอาจารย์ ผิดธรรมเนียม”
เห็นเจี้ยนเซินยืนกราน หลี่เหยี่ยนโม่ก็หัวเราะร่า ยื่นมือไปลูบศีรษะเจี้ยนเซินแล้วนั่งลงที่โต๊ะ ลิ้มรสแกงเนื้อฝีมือเจี้ยนเซินอย่างเอร็ดอร่อย
เพียงไม่กี่คำ หลี่เหยี่ยนโม่ก็รู้สึกร่างกายร้อนผ่าว ราวกับมีพละกำลังมหาศาลพวยพุ่งขึ้นมา จึงอดแปลกใจไม่ได้
“เจ้าใหญ่ เจ้าใช้วัตถุดิบอะไรหรือ?”
“...ก็ไม่ใช่วัตถุดิบแปลกประหลาดอันใด แค่สัตว์ป่าที่ล่าได้ริมทาง” เจี้ยนเซินสายตาหลุกหลิก “ท่านอาจารย์ไม่ชอบหรือ?”
“อร่อยดี”
หลี่เหยี่ยนโม่คิดว่าตนคงกินผลวิญญาณมากไปจนเกิดภาพหลอน จึงไม่ได้คิดมาก
เจี้ยนเซินเพิ่งจะอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นหนึ่ง จะไปล่าสัตว์ป่าอะไรได้ ส่วนมากก็คงเป็นกระต่ายป่าหรือนกตัวเล็กๆ เท่านั้นกระมัง
...
“อมิตาพุทธ...”
เมื่อมองดูเนินเขาที่เกือบจะถูกย้อมเป็นสีเลือด เต้าไห่สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่
ตามรอยเลือดที่แห้งกรังไป ในที่สุดเต้าไห่ก็พบเป้าหมายของการเดินทางครั้งนี้
งูยักษ์ปี้เทียน ปีศาจยักษ์แปลงกายขอบเขตทารกวิญญาณที่มีสายเลือดมังกรเจือปนอยู่ หากผ่านทัณฑ์สวรรค์ไปได้ก็มีโอกาสกลายร่างเป็นมังกร เป็นเจ้าแห่งดินแดนฝ่ายหนึ่ง
ทว่าปีศาจยักษ์ผู้ดุร้ายและเปี่ยมศักยภาพตนนี้ กลับขดตัวอยู่ท่ามกลางกองกระดูกแห้ง สิ้นลมหายใจไปนานแล้ว บาดแผลมีเพียงแห่งเดียว นั่นคือรอยกระบี่ที่ผ่าร่างของมันตั้งแต่หัวจรดหาง
“ดีงูยังอยู่ แต่โลหิตหัวใจมังกรถูกควักออกไปจนเกลี้ยง...”
สีหน้าของเต้าไห่ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นซับซ้อนพิกล