- หน้าแรก
- เป็นเซียนมันเสี่ยงไปเลี้ยงปลาดีกว่า
- บทที่ 370 - เพ่ยเหยาคลางแคลงใจ และการเริ่มฝึกฝนเก้าวงวน
บทที่ 370 - เพ่ยเหยาคลางแคลงใจ และการเริ่มฝึกฝนเก้าวงวน
บทที่ 370 - เพ่ยเหยาคลางแคลงใจ และการเริ่มฝึกฝนเก้าวงวน
บทที่ 370 - เพ่ยเหยาคลางแคลงใจ และการเริ่มฝึกฝนเก้าวงวน
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"สหายยุทธ์ สมบัติยันต์เพียงแผ่นเดียวคิดจะแลกของทิพย์กึ่งระดับสามถึงห้าชิ้น มันไม่เอาเปรียบไปหน่อยหรือ"
ครึ่งชั่วยามต่อมา
สตรีวัยกลางคนนางหนึ่งเดินมาหยุดที่ป้ายแลกเปลี่ยนของเฉินเจียงเหอ นางกวาดตามองรายการของแลกเปลี่ยนบนป้ายแล้วขมวดคิ้วมุ่น
แม้สมบัติยันต์จะมีมูลค่าสูง แต่การจะเอาไปแลกของทิพย์กึ่งระดับสามถึงห้าชิ้น แถมยังระบุให้ครบห้าธาตุอีกต่างหาก
ดูจะเกินไปหน่อย
"สหายยุทธ์สนใจจะแลกหรือ เงื่อนไขคุยกันได้นะ"
เฉินเจียงเหอย่อมรู้อยู่แล้วว่าสมบัติยันต์แผ่นเดียวแลกของทิพย์ห้าชิ้นนั้นเป็นไปไม่ได้ แต่งานแลกเปลี่ยนสิ่งของย่อมต่อรองราคากันได้
ที่เขาขึ้นป้ายไว้ ก็เพื่อดึงดูดความสนใจให้คนเข้ามาเจรจา
ส่วนจะแลกกันอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับการตกลง
"ข้ามีของทิพย์กึ่งระดับสามธาตุทอง ไม้ และดิน รวมสามชิ้น พอจะแลกสมบัติยันต์ของสหายยุทธ์ได้หรือไม่"
"สามชิ้นหรือ สี่ชิ้นแล้วกัน ขอแค่มีของทิพย์กึ่งระดับสามธาตุใดก็ได้สี่ชิ้น สมบัติยันต์ธาตุไฟแผ่นนี้ก็จะเป็นของท่านทันที"
"ตกลง"
สตรีวัยกลางคนหยิบของทิพย์กึ่งระดับสามออกมาสี่ชิ้นทันที เป็นธาตุทอง ไม้ ไฟ และดิน
เฉินเจียงเหอก็ไม่ลีลา หยิบ 'ยันต์เพลิงโลกันตร์เผาผลาญฟ้า' ออกมาแลกเปลี่ยนทันที
ตอนนี้ในตัวเขาเหลือสมบัติยันต์แค่สองแผ่น
คือยันต์อัสนีม่วงทะลุเมฆาและยันต์เพลิงโลกันตร์เผาผลาญฟ้า
ยันต์อัสนีม่วงทะลุเมฆาเอาออกมาแลกไม่ได้ เพราะกำลังบ่มเพาะอยู่ในตันเถียน อีกไม่เกินสองปีก็จะกลายเป็นยันต์สมบัติระดับสาม
นอกจากนี้ยังมี ยันต์โล่ไม้ทิพย์เซียน ยันต์เถาวัลย์ไม้ทิพย์รัดวิญญาณ และยันต์โล่เถาวัลย์ไม้ทิพย์ ที่ใกล้จะบ่มเพาะจนกลายเป็นสมบัติยันต์แล้ว
หลังจากแลกเปลี่ยนเสร็จ เฉินเจียงเหอก็ยังขาดของทิพย์กึ่งระดับสามธาตุน้ำอีกหนึ่งชิ้น เพื่อใช้ในการเปลี่ยนไปฝึก [เคล็ดวิชาเก้าวงวนซ่อมแซมฟ้า]
เขาลบข้อความบนป้ายแลกเปลี่ยน แล้วนำไปเก็บที่เดิม
จากนั้น เฉินเจียงเหอก็เริ่มเดินดูรอบงานแลกเปลี่ยนสิ่งของ ขาดแค่ของทิพย์ธาตุน้ำชิ้นเดียว
หาได้ง่ายมากในงานนี้
ในทะเลดาวดารา ของทิพย์ธาตุอื่นอาจหายาก แต่ของทิพย์ธาตุน้ำไม่เคยขาดแคลน
เดินวนแค่รอบเดียว เฉินเจียงเหอก็ใช้โอสถโลหิตวิญญาณหนึ่งเม็ด กับโอสถขจัดมลทินชั้นยอดอีกสองเม็ด แลกของทิพย์กึ่งระดับสามธาตุน้ำมาได้สำเร็จ
เฉินเจียงเหอยังมีโอสถขจัดมลทินเหลืออยู่อีกพอสมควร แลกออกไปสองเม็ด ก็ยังเหลืออีกสิบสามเม็ด
ตอนนี้เขาไม่ได้ใช้โอสถขจัดมลทินในการบำเพ็ญเพียรแล้ว
เขาใช้เหอโส่วอูระดับสาม ซึ่งให้ผลดีกว่าโอสถขจัดมลทินมาก เพียงแต่สิ้นเปลืองไปหน่อย
แต่มันช่วยให้ระดับพลังของเฉินเจียงเหอพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว
ทำให้ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของรากปราณผสมห้าธาตุ เทียบชั้นได้กับรากปราณสี่ธาตุเทียมเลยทีเดียว
ของทิพย์ห้าธาตุสำหรับเปลี่ยนวิชามาฝึก [เคล็ดวิชาเก้าวงวนซ่อมแซมฟ้า] ครบแล้ว เหลือแค่ 'น้ำทิพย์ผลัดเปลี่ยนกาย' สำหรับฝึกการเปลี่ยนแปลงที่หนึ่ง·ผลัดเปลี่ยนกาย
ซึ่งต้องใช้โสมร้อยปี หญ้าเส้นเหล็ก ทรายผลึกเขียว และของทิพย์ระดับสองอื่นๆ อีกสิบแปดชนิด นำมาเคี่ยวในน้ำทิพย์ระดับสาม
น้ำทิพย์ระดับสาม เฉินเจียงเหอยังเหลืออยู่อีกสิบชั่ง เพียงพอสำหรับเคี่ยวน้ำทิพย์ผลัดเปลี่ยนกาย
ส่วนของทิพย์ระดับสองทั้งสิบแปดชนิดนั้น ก็ถือว่าเป็นของทิพย์ทั่วไป
แม้จะเป็นระดับสองชั้นสูง แต่ก็หาซื้อได้ในหอหมื่นสมบัติ หรือร้านค้าภายนอก
แต่สิ่งที่เขาต้องหาในงานแลกเปลี่ยนสิ่งของ คือของอัศจรรย์ฟ้าดินที่จะช่วยให้กายเนื้อสมบูรณ์
ได้เคล็ดวิชาหลอมกายามาแล้ว ด้วยพื้นฐานเดิมจาก [เคล็ดวิชาชำระไขกระดูกคลื่นธารา] ขั้นหกสมบูรณ์
ใช้เวลาไม่นาน เขาก็น่าจะฝึก [เคล็ดวิชาเก้าวงวนซ่อมแซมฟ้า] ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงที่สองได้
ถึงตอนนั้น จำเป็นต้องใช้ของอัศจรรย์ฟ้าดิน เพื่อช่วยยกระดับกายเนื้อขึ้นไปอีกขั้น ให้บรรลุถึงการเปลี่ยนแปลงที่สาม·แปลงวิญญาณ ตั้งแต่ยังอยู่ในระดับสร้างฐาน
สองชั่วยามผ่านไป
เฉินเจียงเหอเดินวนจนทั่ว แต่ไม่เห็นใครเอาของอัศจรรย์ฟ้าดินมาแลกเปลี่ยนเลย เพราะของพวกนี้สามารถหลอมรวมเข้ากับสมบัติวิเศษได้
ช่วยเพิ่มอานุภาพของสมบัติวิเศษ
ของแบบนี้หายากมากในงานแลกเปลี่ยนทั่วไป
คงต้องไปลุ้นเอาในงานชุมนุมถกวิชาร้อยศิลป์ หรืองานประมูล
เดินวนอีกรอบ เฉินเจียงเหอก็เจอเกาเพ่ยเหยา นางยังคงเดินหาของที่ต้องการอยู่ในงาน
เฉินเจียงเหอก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร
รอจนถึงยามเซิน เกาเพ่ยเหยาถึงจะแลกของที่ต้องการได้ครบ แล้วเดินออกจากหอหมื่นสมบัติพร้อมกับเฉินเจียงเหอ
ไม่ได้ไปโรงเตี๊ยม และไม่ได้ไปโรงน้ำชา
แต่เดินไปที่จุดชมวิวภูเขาใกล้ๆ หาศาลาเมเปิ้ลหลังหนึ่งแล้วนั่งลง
บันไดหยกขาว หลังคากระเบื้องเขียว เสาศาลาสีแดงเลือดนกสี่ต้น กิ่งไม้จากต้นเมเปิ้ลยื่นเข้ามาภายในศาลา ใบไม้สีแดงรูปร่างคล้ายฝ่ามือปกคลุมไปทั่ว
นั่งตรงนี้ สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของภูเขาว่านฝูได้ชัดเจน
"พี่เจียงเหอรู้ความมหัศจรรย์ของแก่นแท้ภายในหรือไม่เจ้าคะ"
เกาเพ่ยเหยามองเฉินเจียงเหอ ดวงตาหงส์เจือรอยยิ้ม เอ่ยถามขึ้นเรียบๆ
"พอจะได้ยินมาบ้าง ไม่ทราบว่าแม่นางเพ่ยเหยามีความเห็นอย่างไร"
"โบราณว่าพรสวรรค์รากปราณฟ้าลิขิต แต่หลังก่อเกิดแก่นแท้ ศักยภาพล้วนอยู่ที่คนกำหนด"
เกาเพ่ยเหยาเอ่ยช้าๆ "ยิ่งพรสวรรค์รากปราณดี การสร้างฐานก็ไร้คอขวด การก่อเกิดแก่นแท้ก็ยิ่งง่ายดาย"
เฉินเจียงเหอฟังคำพูดของเกาเพ่ยเหยา แม้จะรู้เรื่องพรสวรรค์รากปราณดีอยู่แล้ว แต่เขาก็ไม่ขัดจังหวะนาง
พรสวรรค์รากปราณมีผลอย่างมากต่อการสร้างฐานและก่อเกิดแก่นแท้
ผู้มีรากปราณสามธาตุ ขอแค่มียาเม็ดสร้างฐาน ก็สร้างฐานสำเร็จแน่นอน
ถ้าเป็นรากปราณปฐพีคู่ ต่อให้ไม่มียาเม็ดสร้างฐาน ก็สร้างฐานสำเร็จร้อยส่วน
ไม่ต้องพูดถึงรากปราณสวรรค์เดี่ยวเลย
นอกจากนี้ รากปราณปฐพีคู่และรากปราณสวรรค์เดี่ยว ยังส่งผลดีอย่างมากต่อการก่อเกิดแก่นแท้
ผู้มีรากปราณปฐพีคู่จะมีโอกาสสำเร็จแต่กำเนิดหนึ่งส่วน
และแก่นแท้ที่ได้ พื้นฐานจะไม่ต่ำกว่าสามลายแก่นแท้ภายใน
หมายความว่า ขอแค่รากปราณปฐพีคู่ก่อเกิดแก่นแท้สำเร็จ อย่างน้อยก็ได้สามลายแก่นแท้ภายใน
มีศักยภาพที่จะฝึกฝนไปถึงขั้นก่อเกิดแก่นแท้ตอนกลาง
ส่วนผู้มีรากปราณสวรรค์เดี่ยว ยามทะลวงด่านก่อเกิดแก่นแท้ มีโอกาสสำเร็จถึงสามส่วน
ต่อให้ไม่มีเคล็ดวิชาลับก่อเกิดแก่นแท้ แค่กินของทิพย์ก่อเกิดแก่นแท้สองชิ้น
ก็มีโอกาสสำเร็จถึงเจ็ดส่วน
โดยทั่วไปแล้ว รากปราณสวรรค์ทะลวงขั้นก่อเกิดแก่นแท้ ไม่มีคำว่าล้มเหลว
เมื่อสำเร็จ คุณภาพแก่นแท้ก็จะสูงมาก ปกติจะอยู่ที่ห้าลายแก่นแท้จริงขึ้นไป
หากมีรากฐานลึกล้ำเป็นทุนเดิม อาจถึงขั้นก่อเกิดแก่นแท้ทองคำได้เลย
ดังนั้น พรสวรรค์รากปราณจึงสำคัญมากในระดับฝึกปราณ สร้างฐาน และก่อเกิดแก่นแท้
แต่หลังจากก่อเกิดแก่นแท้แล้ว พรสวรรค์รากปราณจะมีผลต่อศักยภาพของผู้ฝึกตนน้อยลง
ต้องดูที่คุณภาพของแก่นแท้ที่ได้
ยิ่งคุณภาพสูง ศักยภาพก็ยิ่งสูง
แก่นแท้จริงมีหวังฝึกถึงขั้นก่อเกิดแก่นแท้ตอนปลาย แก่นแท้ทองคำมีหวังทำลายแก่นแท้ก่อเกิดทารก
แน่นอนว่าก็มีข้อยกเว้น ตำนานโบราณของโลกบำเพ็ญเพียรเทียนหนาน เคยมีกรณีที่สองลายแก่นแท้ภายในสามารถบรรลุเป็นปรมาจารย์หยวนอิงได้
ส่วนกรณีแก่นแท้จริงบรรลุหยวนอิงนั้นมีตัวอย่างให้เห็นมากกว่า
เกาเพ่ยเหยาเล่าเรื่องศักยภาพของแก่นแท้ให้เฉินเจียงเหอฟังจบ แล้วก็วกเข้าเรื่องความมหัศจรรย์ของแก่นแท้ ซึ่งใน [บันทึกท่านผู้เฒ่าเสวียน] เรียกว่า 'คัมภีร์ลับทองคำสามบท'
แต่เกาเพ่ยเหยาไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด เพียงแค่พูดถึงผิวเผินเท่านั้น
เพราะนี่คือความลับที่ไม่ถ่ายทอด
เกาเพ่ยเหยาจะพูดออกมาง่ายๆ ได้อย่างไร
นางพูดมาตั้งยืดยาว ก็เพื่อกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของเฉินเจียงเหอ หวังจะใช้คัมภีร์ลับทองคำมาแลกเปลี่ยนกับเขา
หากรู้วิธีลับนี้ จะสามารถยกระดับคุณภาพแก่นแท้ของตนเอง ให้กลายเป็นแก่นแท้ทองคำได้
วิชาลับระดับนี้ อย่าว่าแต่แคว้นเทียนหนานเลย สมาคมการค้าสี่ทะเลก็คงไม่มี ไม่อย่างนั้นปรมาจารย์ทะเลชาดคงไม่หยุดอยู่แค่หกลายแก่นแท้จริงหรอก
เกรงว่าทั่วทั้งโลกบำเพ็ญเพียรเทียนหนาน ขุมกำลังที่ครอบครองวิชาลับนี้คงนับนิ้วได้
เผลอๆ อาจไม่มีขุมกำลังไหนมีเลยด้วยซ้ำ
ในวินาทีนี้ เฉินเจียงเหอเกิดการคาดเดาที่น่าตกใจเกี่ยวกับความลับของเกาเพ่ยเหอ
ถ้าคัมภีร์ลับทองคำไม่ใช่สิ่งที่เกาเพ่ยเหยาได้มาด้วยวาสนา แล้วเด็กสาวบ้านป่าที่เฒ่าเกาพาออกมา จะไปรู้วิชาลับระดับนี้ได้อย่างไร
แต่ถ้าเป็นวาสนาล่ะ
ต้องเป็นวาสนาที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหน
เฉินเจียงเหอรู้สึกว่าวาสนาของตัวเองก็ยิ่งใหญ่มากแล้ว เพราะเขาได้ [บันทึกท่านผู้เฒ่าเสวียน] มา แม้จะเป็นแค่บทต้น แต่ก็มีคัมภีร์ลับทองคำสามบทครบถ้วน
หรือว่าเกาเพ่ยเหยาก็ได้ [บันทึกท่านผู้เฒ่าเสวียน] มาจากแดนลับควบคุมอสูรเหมือนกัน
เฉินเจียงเหอคิดว่าความเป็นไปได้นี้มีน้อยมาก
ดังนั้น เขาจึงคิดว่าการคาดเดาที่น่าตกใจของเขานั้นน่าเชื่อถือกว่า
"พี่เจียงเหอไม่สนใจวิธีลับเกี่ยวกับแก่นแท้ภายในหรือเจ้าคะ"
เกาเพ่ยเหยาเห็นท่าทางเฉยเมยของเฉินเจียงเหอ ดูเหมือนไม่ได้ตื่นเต้นกับเรื่องคัมภีร์ลับทองคำเลยสักนิด
นี่ทำให้เกาเพ่ยเหยารู้สึกผิดปกติมาก
คัมภีร์ลับทองคำแบบนี้ ทั่วทั้งโลกบำเพ็ญเพียรเทียนหนานมีคนรู้ไม่กี่คน ใครได้ยินก็ต้องตกใจกันทั้งนั้น
ถ้ารู้วิธีนี้ ก็มีความหวังที่จะได้เป็นเมล็ดพันธุ์หยวนอิง
"ไม่ใช่ไม่สนใจ แต่ไม่กล้าฝัน ข้าจะก่อเกิดแก่นแท้สำเร็จหรือเปล่า ยังลูกผีลูกคนอยู่เลย"
เฉินเจียงเหอส่ายหน้ายิ้มขมขื่น
เรื่องก่อเกิดแก่นแท้ เฉินเจียงเหอมั่นใจเต็มร้อยว่าต้องสำเร็จแน่ เชื่อมั่นอย่างแรงกล้า
แต่เขาจะไม่แสดงออกมาให้ใครเห็น
ส่วนเรื่องคัมภีร์ลับทองคำ เขามี [บันทึกท่านผู้เฒ่าเสวียน] อยู่แล้ว ในนั้นบันทึกคัมภีร์ลับทองคำสามบทไว้อย่างละเอียด
ดังนั้น เฉินเจียงเหอจึงไม่จำเป็นต้องขวนขวายวิธีลับจากมือเกาเพ่ยเหยาอีก
"พี่เจียงเหอมีเคล็ดวิชาลับก่อเกิดแก่นแท้ แถมยังมีของทิพย์ก่อเกิดแก่นแท้อีก ต้องสำเร็จแน่นอนเจ้าค่ะ"
เกาเพ่ยเหยากล่าว
นางมั่นใจมากว่าเฉินเจียงเหอจะทำสำเร็จ
แต่นางสงสัยว่าทำไมเฉินเจียงเหอถึงไม่สนใจวิธีลับของนาง
นั่นมันวิธีเปลี่ยนแก่นแท้จริงให้เป็นแก่นแท้ทองคำเชียวนะ
หรือว่าเฉินเจียงเหอจะรู้วิธีลับอันลึกซึ้งนี้อยู่แล้ว
ความคิดนี้ผุดขึ้นมาปุ๊บ เกาเพ่ยเหยาก็รีบปัดทิ้งทันที
วิชาลับระดับนี้ นางมั่นใจว่าทั่วทั้งโลกบำเพ็ญเพียรเทียนหนาน อย่างมากก็มีแค่สองขุมกำลังที่ครอบครอง
ดังนั้น เฉินเจียงเหอไม่มีทางล่วงรู้วิชาลับนี้ได้แน่
"ถ้าเช่นนั้น รอให้พี่เจียงเหอก่อเกิดแก่นแท้สำเร็จ หากอยากรู้วิธีเปลี่ยนเป็นแก่นแท้ทองคำ ก็ไปหาน้องหญิงที่เกาะห้าปรมาจารย์ได้ทุกเมื่อนะเจ้าคะ"
เกาเพ่ยเหยาทำได้แค่คิดว่าเฉินเจียงเหอเป็นคนรอบคอบ ไม่มองการณ์ไกลเกินตัว ไม่อย่างนั้นก็คงแปลกเกินไปแล้ว
"ได้เลย"
เฉินเจียงเหอพยักหน้า
ทั้งสองแยกทางกัน เฉินเจียงเหอย้อนกลับไปที่หอหมื่นสมบัติ
เขาต้องซื้อโสมร้อยปี หญ้าเส้นเหล็ก และของทิพย์ระดับสองอื่นๆ อีกสิบแปดชนิด
จ่ายไปห้าร้อยศิลาปราณชั้นกลาง ได้ของครบตามต้องการ เฉินเจียงเหอก็กลับเรือนวารีใส
"เกาเพ่ยเหยาต้องการให้ข้าทำอะไรกันแน่ เริ่มจากของทิพย์ก่อเกิดแก่นแท้ ตอนนี้ถึงขั้นเอาคัมภีร์ลับทองคำมาล่อ"
เฉินเจียงเหอสงสัยมาก เขาเป็นแค่ผู้ฝึกตนระดับสร้างฐาน ตามหลักแล้วไม่น่าจะช่วยอะไรเกาเพ่ยเหยาได้
ต่อให้ก่อเกิดแก่นแท้สำเร็จ ก็เป็นแค่ผู้ฝึกตนอิสระคนหนึ่ง
ให้เขาช่วย สู้ให้ปรมาจารย์หลานช่วยไม่ดีกว่าหรือ
"คัมภีร์ลับทองคำล้ำค่าเพียงใด นางถึงกับยินดีจะถ่ายทอดให้ข้า ดูท่าเรื่องที่ขอร้องคงใหญ่หลวงนัก"
เฉินเจียงเหอส่งกระแสจิตหาเสี่ยวเฮย "บนตัวเกาเพ่ยเหยา เจ้าสัมผัสถึงกลิ่นอายสัตว์ทิพย์ได้ไหม"
"นึกว่าจะไม่ถามซะแล้ว มีสัตว์ทิพย์ แต่อยู่แค่ระดับสองขั้นสมบูรณ์ พอๆ กับเจ้าขนปุย น่าจะใกล้ทะลวงระดับสามแล้ว"
"ความบริสุทธิ์ของสายเลือดล่ะ สัมผัสได้ไหม"
"น่าจะสายเลือดระดับสี่"
เฉินเจียงเหอได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ ด้วยระดับพลังของเกาเพ่ยเหยาตอนนี้ ย่อมต้องเลี้ยงสัตว์ทิพย์สักตัว
ถึงนางจะไม่ได้เชี่ยวชาญร้อยศิลป์ แต่ก็เป็นถึงยอดฝีมือระดับก่อเกิดแก่นแท้
บวกกับคุณภาพแก่นแท้ของนาง พอเข้าไปอยู่เกาะห้าปรมาจารย์ ย่อมต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่
เพราะเป็นศิษย์สำนักแดนใต้เหมือนกัน แถมยังมีศักยภาพสูงส่ง พวกศิษย์ลุงศิษย์อาเหล่านั้นย่อมต้องดูแลเป็นพิเศษ
"น้องชายเฉิน ในที่สุดเจ้าก็กลับมาเสียที"
หน้าประตูเรือนวารีใส หร่วนเถี่ยหนิวมารอตั้งแต่ยามซื่อ เห็นป้าย 'ปิดด่าน' หน้าประตูถูกเปลี่ยนเป็น 'ไม่อยู่'
หร่วนเถี่ยหนิวก็ดีใจ
ขอแค่ไม่ปิดด่านก็พอ
จากที่เขารู้จักเฉินเจียงเหอ การออกไปข้างนอกคงใช้เวลาไม่นาน
เพราะเฉินเจียงเหอไม่กล้าออกจากนครเซียนทะเลชาดคนเดียว ในสายตาคนนอก เขาพกทรายวิญญาณทองคำม่วงติดตัว
ย่อมเป็นขนมหวานในสายตาโจรปล้นชิง
"พี่ใหญ่หร่วนมาเรื่องดาบมารโลหิตสลายร่างหรือ"
เฉินเจียงเหอเก็บกระบี่จันทร์เงินคลื่นวารี ร่อนลงหน้าเรือนวารีใส ยิ้มให้หร่วนเถี่ยหนิวแล้วกล่าวว่า "พี่ใหญ่หร่วนอย่าเพิ่งใจร้อน ท่านอาวุโสฉู่เคยบอกไว้ว่าให้ไปรับดาบในอีกหนึ่งปี รอพรุ่งนี้ ข้าจะขึ้นเขาว่านฝูไปรับของมาให้พี่ใหญ่เอง"
"ข้าใจร้อนไปหน่อย ให้น้องชายเฉินต้องขบขันแล้ว"
หร่วนเถี่ยหนิวประสานมือคารวะ "น้องชายเฉินคงรู้สถานการณ์ของข้าดี ข้าต้องรีบได้ดาบมารโลหิตสลายร่างมาบ่มเพาะ แล้วรีบออกจากนครเซียนทะเลชาด กลับแคว้นเทียนหนานให้เร็วที่สุด"
หร่วนเถี่ยหนิวฝึกฝนวิชาลับของสำนักแม่น้ำโลหิต
หลังก่อเกิดแก่นแท้ จะต้องถูกสมบัติลับของสำนักแม่น้ำโลหิตตรวจจับได้แน่นอน
ไม่ใช่ศิษย์สำนัก แต่กลับรู้วิชาลับสำนัก ย่อมต้องถูกไล่ล่าทวงคืน [บันทึกลับแม่น้ำโลหิต]
ดังนั้น หร่วนเถี่ยหนิวจึงรีบร้อนอยากได้ดาบมารมาบ่มเพาะ แล้วรีบกลับแคว้นเทียนหนานพร้อมจีอู๋จิ้น
ขืนอยู่นครเซียนทะเลชาดต่อไป จะอันตรายมาก
"พี่ใหญ่หร่วนวางใจ พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปรับของที่เขาว่านฝูให้"
"ได้ รบกวนน้องชายเฉินแล้ว"
หร่วนเถี่ยหนิวประสานมือคารวะ แล้วขอตัวลากลับไป
วันรุ่งขึ้น
เฉินเจียงเหอออกจากบ้านยามเฉิน
ก็เห็นหร่วนเถี่ยหนิวยืนรออยู่หน้าประตูแล้ว
ทำให้เฉินเจียงเหอรู้ว่า หร่วนเถี่ยหนิวร้อนใจจริงๆ
คิดดูแล้วก็สมควร อยู่ที่นครเซียนทะเลชาดนานไปอีกนิด อันตรายก็เพิ่มขึ้นอีกหน่อย
ไม่มีใครรู้ว่าผู้ฝึกตนจากสำนักแม่น้ำโลหิตจะโผล่มาเมื่อไหร่
การมาทวงคืนวิชาลับของสำนัก ผู้ที่มาต้องมีฝีมือไม่ธรรมดาแน่ ดังนั้นหร่วนเถี่ยหนิวต้องรีบบ่มเพาะดาบมารโลหิตสลายร่างให้เร็วที่สุด
เฉินเจียงเหอกับหร่วนเถี่ยหนิวเดินทางไปเขาว่านฝูพร้อมกัน
แต่หร่วนเถี่ยหนิวไม่ได้ขึ้นเขา รออยู่แค่ตีนเขา
เฉินเจียงเหอไปถึงถ้ำเมฆาสะท้าน มองดูกลุ่มผู้ฝึกตนที่มารอขอสมบัติอยู่ด้านนอก เขาไม่ลังเล เดินตรงเข้าไปหย่อนเทียบเชิญลงในกล่องรับสาส์น
ครู่ต่อมา
สาวใช้จากถ้ำเมฆาสะท้านก็เดินออกมา
ท่ามกลางสายตาของทุกคน นางเชิญเฉินเจียงเหอเข้าไปในถ้ำ ท่ามกลางเสียงฮือฮา
ผู้ที่รู้ความสัมพันธ์ระหว่างเฉินเจียงเหอกับฉู่หยุนเทียน ก็หันไปบอกพวกที่เพิ่งมาใหม่
ทันใดนั้น ยอดฝีมือระดับก่อเกิดแก่นแท้บางคนถึงกับไม่กล้าดูแคลนเฉินเจียงเหออีก
ผู้ฝึกตนระดับสร้างฐานเป็นสหายกับปรมาจารย์หลอมสมบัติ
แค่ข้อนี้ข้อเดียว ก็เพียงพอให้ยอดฝีมือระดับก่อเกิดแก่นแท้ตอนต้นหลายคนต้องเรียกขานเขาว่าสหายยุทธ์แล้ว
"ท่านอาวุโสเฉิน โปรดรอสักครู่เจ้าค่ะ"
สาวใช้เดินเข้าไปในห้องหลอมสมบัติ ไม่นานก็เดินออกมา
"ท่านอาวุโสเฉินต้องขออภัยด้วย นายท่านกำลังหลอมสมบัติวิเศษอยู่ ไม่สามารถออกมาพบได้ แต่ก่อนหลอมสมบัติ นายท่านสั่งไว้ว่าหากท่านมา ให้มอบถุงเก็บของใบนี้ให้ บอกว่าของที่ท่านต้องการอยู่ในนี้เจ้าค่ะ"
เฉินเจียงเหอรับถุงเก็บของมา ส่งจิตวิญญาณเข้าไปตรวจสอบ ก็เห็นดาบมารที่แผ่กลิ่นอายโลหิตอยู่ภายใน
แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะยังคงเหมือนกระบี่เพลิงม่วงทองคำ
แต่กลับมีร่องเลือดเก้าร่อง และรูโลหิตแปดสิบเอ็ดรูเพิ่มขึ้นมา
ขอแค่ถูกดาบมารโลหิตสลายร่างบาดเนื้อ มันจะดูดกลืนเลือดเนื้อและพลังชีวิตอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วครู่ ก็สามารถดูดเลือดจนแห้งเหือดได้ทั้งตัว
"แรงกดดันมหาศาลนัก นี่หรืออานุภาพของสมบัติวิเศษระดับสี่"
เฉินเจียงเหออุทานในใจ
จากนั้น เขาจึงกล่าวกับสาวใช้ว่า "ถ้าเช่นนั้น ข้าก็ไม่รบกวนท่านอาวุโสฉู่แล้ว รบกวนแม่นางช่วยส่งข้าออกจากถ้ำด้วย"
"เจ้าค่ะ เชิญท่านอาวุโสเฉินทางนี้"
หลังจากออกจากถ้ำเมฆาสะท้าน
เฉินเจียงเหอก็รีบลงเขาไปสมทบกับหร่วนเถี่ยหนิว มอบถุงเก็บของที่มีดาบมารโลหิตสลายร่างให้เขา
"เยี่ยม! เยี่ยมมาก! สมแล้วที่เป็นปรมาจารย์หลอมสมบัติแห่งสำนักแดนใต้ ถึงกับหลอมรูโลหิตได้ครบเก้าสิบเก้าแปดสิบเอ็ดรูจริงๆ"
หร่วนเถี่ยหนิวดีใจมาก
ต่อให้เป็นของเลียนแบบ ก็มีความแตกต่าง
แม้จะเป็นสมบัติวิเศษระดับสี่เหมือนกัน แต่ถ้ามีแค่เจ็ดสิบสองรูโลหิต อานุภาพย่อมสู้แปดสิบเอ็ดรูไม่ได้แน่นอน
"ฝีมือปรมาจารย์ฉู่ช่างล้ำเลิศ ขอบคุณน้องชายเฉินมาก"
หร่วนเถี่ยหนิวประสานมือคารวะ
"ข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณเคล็ดวิชาของพี่ใหญ่หร่วน" เฉินเจียงเหอยิ้ม
พอเฉินเจียงเหอพูดถึงเรื่องเคล็ดวิชา สีหน้าของหร่วนเถี่ยหนิวก็ฉายแววขัดเขิน
เคล็ดวิชาหลอมกายาโบราณสองวิชานั้นแม้จะแข็งแกร่ง แต่ธรณีประตูในการฝึกฝนก็สูงลิ่ว เงื่อนไขโหดหินเกินไป
[เคล็ดวิชามารอัคคีผลาญสวรรค์] ถึงกับต้องใช้เพลิงทิพย์ฟ้าดินถึงจะฝึกได้
[เคล็ดวิชาเก้าวงวนซ่อมแซมฟ้า] แม้จะดีกว่าหน่อย แต่ก็ผลาญทรัพยากรมหาศาล ยิ่งฝึกสูงขึ้น ทรัพยากรที่ต้องใช้ก็ยิ่งมาก
การเปลี่ยนแปลงที่หนึ่ง·ผลัดเปลี่ยนกาย ก็ต้องใช้ของทิพย์ระดับสองชั้นสูงสิบแปดชนิด กับน้ำทิพย์ระดับสามมาเคี่ยวเป็นน้ำทิพย์ผลัดเปลี่ยนกาย
มูลค่าของของทิพย์พวกนี้ มากพอที่จะทำให้ผู้ฝึกตนระดับฝึกปราณขั้นหนึ่งสิบคนฝึกไปถึงระดับสร้างฐานตอนกลางได้เลย
ดังนั้น ต่อให้หร่วนเถี่ยหนิวรู้ว่า [เคล็ดวิชาเก้าวงวนซ่อมแซมฟ้า] แข็งแกร่งแค่ไหน เขาก็ไม่กล้าเปลี่ยนมาฝึก
ก่อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่สาม·แปลงวิญญาณยังพอทน แต่หลังจากนั้น ทรัพยากรที่ต้องใช้ แม้แต่เขาที่เป็นถึงอัครเสนาบดีแคว้นเฟิง ก็ยังยากจะแบกรับไหว
เพราะยุคนี้ไม่ใช่ยุคโบราณที่ของทิพย์มีอยู่เกลื่อนกลาด
เพราะรู้ดีถึงข้อนี้ หร่วนเถี่ยหนิวจึงรู้สึกว่าตัวเองเอาเปรียบไปหน่อย
"พี่ใหญ่หร่วน มีเรื่องหนึ่งที่น้องชายอยากให้ท่านช่วย" เฉินเจียงเหอมองหร่วนเถี่ยหนิวด้วยสีหน้าจริงจัง
"เรื่องอะไร น้องชายเฉินว่ามาได้เลย ขอแค่พี่ชายคนนี้ทำได้ จะพยายามสุดความสามารถ"
"หากน้องชายเดาไม่ผิด ของอัศจรรย์ฟ้าดินที่ช่วยให้พี่ใหญ่หร่วนกายเนื้อสมบูรณ์ น่าจะมาจากเทือกเขาเซียนสัญจร"
"ถูกต้อง ท่านอสูรขุ่ยนามเห็นแก่ที่ข้าถวายหญ้าบัวโลหิตห้าใบให้ถึงสองครั้ง เลยประทานของอัศจรรย์ฟ้าดิน 'น้ำนมวายุอัสนี' ให้ข้า"
หร่วนเถี่ยหนิวพอจะเดาเจตนาของเฉินเจียงเหอออก จึงกล่าวอย่างจนใจว่า "ของอัศจรรย์ฟ้าดินเป็นของที่พบเจอได้ยากยิ่ง แถมยังคงอยู่ได้ไม่นาน ต่อให้มีถุงสมบัติเฉียนคุนเก็บไว้ ก็อยู่ได้มากสุดแค่ยี่สิบปี"
"ดังนั้น ท่านอสูรขุ่ยนามเองก็ไม่มีของอัศจรรย์ฟ้าดินเก็บไว้ ต้องรอให้เทือกเขาเซียนสัญจรให้กำเนิดของอัศจรรย์ฟ้าดินขึ้นมาใหม่ ถึงจะเก็บเกี่ยวได้"
เฉินเจียงเหอก็รู้เรื่องนี้ดี
ขนาดปรมาจารย์ทะเลชาด ประมุขสมาคมการค้าสี่ทะเล ยังหาสิ่งนี้ให้หลานสาวไม่ได้
เพราะมันเก็บรักษาไม่ได้
ต่อให้ใส่ถุงสมบัติเฉียนคุน ยี่สิบปีก็สลายไปหมด
ดังนั้น ได้มาแล้วต้องรีบใช้ภายในยี่สิบปี ไม่งั้นก็สูญเปล่า
จะเก็บไว้ให้ลูกหลาน?
ฝันไปเถอะ
"ถ้าเทือกเขาเซียนสัญจรมีของอัศจรรย์ฟ้าดินเกิดขึ้นอีก รบกวนพี่ใหญ่หร่วนช่วยส่งข่าวบอกด้วย น้องชายยินดีจะขอแลกเปลี่ยน"
"ได้เลยๆ ถ้ามีของอัศจรรย์ฟ้าดินปรากฏขึ้นในเทือกเขาเซียนสัญจร พี่ชายจะรีบส่งคนมาแจ้งเจ้าที่นครเซียนทะเลชาดทันที"
"ขอบคุณพี่ใหญ่หร่วนมากขอรับ"
เฉินเจียงเหอประสานมือขอบคุณ
หร่วนเถี่ยหนิวหัวเราะร่า แล้วรีบลงจากเขาว่านฝู มุ่งหน้ากลับที่พักในโรงเตี๊ยมสี่ทะเล
ได้ดาบมารโลหิตสลายร่างมาแล้ว
เขาต้องรีบบ่มเพาะให้เร็วที่สุด จะได้รีบออกจากนครเซียนทะเลชาดพร้อมจีอู๋จิ้น
ขืนรอให้คนของสำนักแม่น้ำโลหิตโผล่มา เขาคงต้องหนีหัวซุกหัวซุน ถึงตอนนั้นของกำนัลจากสหายยุทธ์ทั้งหลาย คงตกเป็นของจีอู๋จิ้นคนเดียว
นั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่อยากเห็นที่สุด
เฉินเจียงเหอกลับถึงเรือนวารีใส
ให้เสี่ยวเฮยไปบำเพ็ญเพียร ส่วนตัวเขาเข้าห้องลับฝึกฝน
หยิบของทิพย์กึ่งระดับสามธาตุทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน ออกมาวางไว้รอบตัวห้าทิศทาง
การเปลี่ยนไปฝึก [เคล็ดวิชาเก้าวงวนซ่อมแซมฟ้า] ไม่จำเป็นต้องสลายพลังของ [เคล็ดวิชาชำระไขกระดูกคลื่นธารา] แค่ต้องควบแน่นกายเนื้อใหม่เท่านั้น
[เคล็ดวิชาชำระไขกระดูกคลื่นธารา] เป็นวิชาธาตุน้ำ ส่วน [เคล็ดวิชาเก้าวงวนซ่อมแซมฟ้า] ไม่มีธาตุ
แต่ในช่วงเริ่มต้นฝึก [เคล็ดวิชาเก้าวงวนซ่อมแซมฟ้า] จำเป็นต้องรวมพลังห้าธาตุ ให้กายเนื้อรองรับพลังปราณห้าธาตุ เพื่อสร้างรากฐานการแปลงวิญญาณ
สิ่งที่เรียกว่า การเปลี่ยนแปลงที่สาม·แปลงวิญญาณ จริงๆ แล้วก็คือการใช้กายเนื้อปุถุชน ควบแน่นเป็นกายทิพย์ เรียกว่าแปลงวิญญาณ
การใช้พลังปราณห้าธาตุสร้างรากฐาน ก็เพื่อปูทางสู่การแปลงวิญญาณ
เฉินเจียงเหอโคจร [เคล็ดวิชาชำระไขกระดูกคลื่นธารา] กระตุ้นพลังกายเนื้อ ดูดซับพลังปราณจากของทิพย์กึ่งระดับสามทั้งห้าชิ้น
ด้วยระดับขั้นหกสมบูรณ์ของ [เคล็ดวิชาชำระไขกระดูกคลื่นธารา] ทำให้รอบกายของเฉินเจียงเหอเกิดกระแสลมหมุนเล็กๆ หลายสาย ดูดกลืนพลังปราณห้าธาตุอย่างบ้าคลั่ง
แต่พลังปราณห้าธาตุเหล่านี้ไม่สามารถหลอมรวมเข้ากับกายเนื้อได้
มีเพียงพลังปราณธาตุน้ำเท่านั้นที่ผสานเข้ากับเลือดเนื้อได้ชั่วคราว แต่ไม่นานก็แยกตัวออกมา
[เคล็ดวิชาชำระไขกระดูกคลื่นธารา] ของเขาฝึกถึงขั้นหกสมบูรณ์แล้ว ไม่มีเคล็ดวิชาต่อยอด จึงไม่สามารถก้าวหน้าไปได้อีก
ห้าชั่วยามผ่านไป
เฉินเจียงเหอรู้สึกว่าพลังปราณห้าธาตุในร่างกายถึงจุดอิ่มตัวแล้ว
แม้แต่ในกระแสลมหมุนก็อัดแน่นไปด้วยพลังปราณห้าธาตุอันเข้มข้น เขารู้ว่าถึงเวลาของการรวมพลังห้าธาตุ เพื่อเปลี่ยนไปฝึก [เคล็ดวิชาเก้าวงวนซ่อมแซมฟ้า] แล้ว
เมื่อเฉินเจียงเหอหยุดโคจร [เคล็ดวิชาชำระไขกระดูกคลื่นธารา] กระแสลมหมุนรอบกายก็สลายไปทันที
พลังปราณห้าธาตุอันเข้มข้นก็เริ่มแตกซ่าน
แม้แต่พลังปราณห้าธาตุในร่างกายก็เริ่มไหลซึมออกมาตามรูขุมขน
ฟึ่บ!
ทันใดนั้น เมื่อเฉินเจียงเหอเริ่มฝึกฝน [เคล็ดวิชาเก้าวงวนซ่อมแซมฟ้า] โคจรตามเคล็ดวิชา ร่างกายของเขาก็กลายเป็นดั่งเตาหลอม กักขังพลังปราณห้าธาตุเอาไว้ในพริบตา
แม้แต่พลังปราณห้าธาตุที่กำลังจะสลายไป ก็ถูกดูดกลับเข้ามา
จากนั้น กลุ่มหมอกแสงห้าสีก็ห่อหุ้มร่างกายของเขาไว้ นั่นคือพลังปราณห้าธาตุอันเข้มข้น
เมื่อเฉินเจียงเหอโคจร [เคล็ดวิชาเก้าวงวนซ่อมแซมฟ้า] พลังปราณห้าธาตุเหล่านี้ก็เริ่มหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของเขา
ของทิพย์กึ่งระดับสามห้าธาตุรอบกาย ก็เริ่มถูกเตาหลอมห้าธาตุขนาดใหญ่ที่เป็นร่างกายของเฉินเจียงเหอกลืนกิน
ครืนนน!
ในเวลานี้ ร่างกายของเฉินเจียงเหอส่งเสียงคำรามทึบๆ ดังสนั่น ราวกับระฆังโบราณที่ถูกตีดังสนั่นหวั่นไหวอยู่กลางมหาสมุทร
[จบแล้ว]