- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอฟาร์มสเตตัสตั้งแต่เป็นทารก
- บทที่ 241 - ว่าที่ลูกเขยที่หมายมั่นปั้นมือ
บทที่ 241 - ว่าที่ลูกเขยที่หมายมั่นปั้นมือ
บทที่ 241 - ว่าที่ลูกเขยที่หมายมั่นปั้นมือ
บทที่ 241 - ว่าที่ลูกเขยที่หมายมั่นปั้นมือ
ลีกึงเฉินมีความคิดนี้มานานแล้ว เพียงแต่เมื่อก่อนพลังยังไม่ถึง เลยได้แต่ซุ่มเก็บเลเวลไปก่อน
เพราะความปรารถนาของเขาคือการได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขกับครอบครัวและเพื่อนฝูง
และตราบใดที่ประตูมิติยังอยู่ ความปรารถนานี้ก็ไม่มีทางเป็นจริง
ซ่างกวนอวิ๋นเชว่อึ้งไป ไม่คิดว่าลีกึงเฉินจะตอบตกลงง่ายขนาดนี้
สำหรับเธอ การเฝ้าประตูมิติก็แค่เปลี่ยนสถานที่ฝึกวิชาเท่านั้น
แต่ลีกึงเฉินยังเด็ก เป็นวัยที่ทนความเหงาไม่ได้
ดังนั้นเธอจึงคิดว่ายังไม่ควรให้ลีกึงเฉินไปเฝ้าประตูมิติในตอนนี้
น่าเสียดายที่ต้าเซี่ยแบกรับแรงกดดันมหาศาล เพียงฟางเส้นสุดท้ายก็อาจทำให้ทุกอย่างพังทลาย การปรากฏตัวของลีกึงเฉินจึงเป็นทั้งความตกตะลึงและความยินดี
นักหลอมดาราเกือบแปดสิบเปอร์เซ็นต์เห็นด้วยที่จะให้ลีกึงเฉินไปเฝ้าประตูมิติ
แต่แน่นอนว่า สวัสดิการที่เหมาะสมก็ต้องจัดให้ไม่ขาดตกบกพร่อง
"แต่อย่ากังวลไป แค่เฝ้าอีกสามปีเท่านั้น หลังจากนั้น พวกเจ้าก็ไม่ต้องแบกรับอะไรพวกนี้อีกแล้ว!"
"พวกเจ้าจะได้ไปเรียนหนังสือ มีความรัก ใช้ชีวิตในแบบที่อยากจะเป็นได้อย่างสบายใจ!"
ซ่างกวนอวิ๋นเชว่กำหมัดเล็กๆ ของเธอแน่น ดวงตาเป็นประกายด้วยความหวัง
ขอแค่ชนะศึกในอีกสามปีข้างหน้า ประตูมิติหมายเลขหนึ่งไม่จำเป็นต้องให้ท่านเทพสงครามเฝ้าอีกต่อไป ท่านก็จะสามารถลงมือจัดการประตูมิติอื่นๆ ได้ ทำให้ดาบแห่งดาโมเคลสที่แขวนอยู่เหนือหัวชาวต้าเซี่ยหายไปตลอดกาล
ที่สำคัญคือศึกนี้ ท่านเทพสงครามได้มองเห็นอนาคตแล้ว ว่าเราชนะแน่นอน!
แม้อนาคตจะเปลี่ยนแปลงได้ คำทำนายไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว
แต่นั่นก็ทำให้พวกเขาทุกคนเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
"ผมตั้งตารอเลยล่ะครับ"
ลีกึงเฉินยิ้ม
นั่นคือชีวิตที่เขาใฝ่ฝัน
หูซูซินและซุนเยี่ยนฟังแล้วงงๆ รู้สึกแค่ว่าเรื่องที่ทั้งสองคนคุยกันดูยิ่งใหญ่มาก
ซ่างกวนอวิ๋นเชว่ก็ไม่สนใจว่าทั้งคู่จะได้ยิน หูซูซินเป็นเพื่อนสมัยเด็กและพี่สาวของลีกึงเฉิน ได้ยินไปก็ไม่เป็นไร
ส่วนซุนเยี่ยน พอกินข้าวเสร็จออกไป เธอก็จะลืมข้อมูลสำคัญบางอย่างไปเองโดยอัตโนมัติ เช่นเรื่องสัญญาสิบปีอะไรพวกนั้น
หลังจากโซ้ยอาหารไปอีกหลายคำ และแจ้งเรื่องบางอย่างเสร็จ ซ่างกวนอวิ๋นเชว่ก็ขอตัวกลับอย่างเร่งรีบ
ความจริงที่เธอมาครั้งนี้ หลักๆ ก็แค่อยากมาเจอลีกึงเฉิน เพราะปีหนึ่งเจอกันไม่ถึงสองครั้ง
ลีกึงเฉินส่ายหน้ามองถุงเก็บของมิติในมือ
นี่คือทรัพยากรฝึกวิชาที่ซ่างกวนอวิ๋นเชว่ทิ้งไว้ให้ แทบทุกครั้งที่เจอกันจะเป็นแบบนี้
คุยกันรีบๆ ทิ้งของไว้ แล้วก็ไป
ลีกึงเฉินเข้าใจดี เพราะศึกในอีกสามปีข้างหน้าจะเป็นตัวตัดสินว่าต้าเซี่ยจะหลุดพ้นจากปลักโคลนนี้ได้หรือไม่
จะไม่ให้ความสำคัญก็ไม่ได้
...
หลังกินข้าวเสร็จ และไปส่งซุนเยี่ยนที่บ้าน ลีกึงเฉินก็อุ้มหูซูซินในท่าเจ้าหญิงบินกลับบ้าน
เดิมทีเขาว่าจะเรียกรถ
เพราะถึงจะบินได้ แต่บินทุกวันก็เบื่อแล้ว นั่งรถสบายกว่าตั้งเยอะ
แต่ทนลูกอ้อนของหูซูซินไม่ไหว เลยต้องยอม
ท่ามกลางเสียงร้องด้วยความตื่นเต้น เพียงไม่กี่นาทีทั้งคู่ก็ถึงบ้าน
นี่ขนาดยังจงใจบินช้าๆ เพื่อให้หูซูซินได้สัมผัสประสบการณ์การบินนานๆ แล้วนะ
เพราะนี่เป็นคนละความรู้สึกกับการนั่งยานบินหรือกระสวยบินขึ้นฟ้าโดยสิ้นเชิง
ที่หน้าประตูบ้าน ลีกึงเฉินวางหูซูซินลง แก้มของเธอแดงระเรื่อเหมือนลูกแอปเปิ้ล น่ากัดสักคำจริงๆ
"เป็นไง ยังไม่หายตื่นเต้นเหรอ?" ลีกึงเฉินถามยิ้มๆ
"บินได้นี่มันเท่สุดๆ ไปเลย ไม่รู้เมื่อไหร่ฉันจะบินเองได้บ้าง" หูซูซินพยักหน้า
"อันนี้ยากหน่อย" ลีกึงเฉินเริ่มครุ่นคิด
เพราะการบิน ต่อให้เป็นปรมาจารย์ใหญ่ นอกจากจะฝึกวิชาสายการบินมาโดยเฉพาะ ก็ทำได้แค่ลอยตัวกลางอากาศชั่วคราวเท่านั้น
ต่อให้มีวิชาสายการบิน ก็บินนานๆ ไม่ได้
ต้องเป็นนักหลอมดาราที่สามารถควบคุมพลังดาราในธรรมชาติได้ดั่งใจเท่านั้น ถึงจะบินได้อย่างอิสระ
"อีกสองสามวันผมจะไปหาวิชาสายการบินมาให้ ถึงจะบินนานไม่ได้ แต่บินระยะสั้นๆ น่าจะไม่มีปัญหา"
ลีกึงเฉินคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตอบไป
หลายปีมานี้เขาออกไปทำภารกิจบ่อย แต้มผลงานมีเยอะแยะ
ยิ่งไปเฝ้าประตูมิติมา ได้รางวัลทีเดียวร้อยล้านแต้ม ใช้ยังไงก็ไม่หมด
กับว่าที่ภรรยา เขาไม่มีทางขี้เหนียวอยู่แล้ว
"เสี่ยวเฉินดีกับฉันที่สุดเลย"
หูซูซินโผเข้ากอดลีกึงเฉิน ขยี้หัวเขาเล่น ปากก็บ่นพึมพำ "ถ้าตัวโตกว่านี้อีกหน่อยก็คงดี"
"อะไรดีที่สุดเหรอ?"
ทันใดนั้น เสียงทุ้มห้าวเปี่ยมพลังก็ดังขึ้น
ชายวัยสามสิบกว่าคนหนึ่งเดินออกมาจากลิฟต์
ใบหน้ากร้านลมแดด แต่โครงหน้าชัดเจน พอมองออกว่าตอนหนุ่มๆ ก็หล่อเหลาเอาการ
"พ่อ! กลับมาแล้วเหรอคะ?"
หูซูซินหน้าแดงก่ำ รีบผละออกจากลีกึงเฉิน ทำเสียงกระเง้ากระงอด "แน่นอนว่าต้องเสี่ยวเฉินดีกับหนูที่สุดอยู่แล้ว!"
"เดือนหนึ่งพ่อจะกลับมาสักครั้งยังยากเลย"
ก็นะ ตอนนี้ทั้งคู่สนิทสนมกันเกินงามไปหน่อย
ตอนเด็กๆ ถึงจะนอนด้วยกัน แต่ตอนนั้นยังเล็ก ไม่รู้เรื่องรู้ราว
หูเหยียนย่อมรู้ทันความคิดลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน เอ่ยแซวว่า "ใช่สิๆ เสี่ยวเฉินดีที่สุด พ่อเห็นลูกแทบอยากจะไปสิงอยู่ที่บ้านเสี่ยวเฉินทุกวันอยู่แล้ว"
สำหรับลีกึงเฉิน เขาพอใจอย่างที่สุด หรือจะพูดให้ถูกคือ ลูกสาวจอมซื่อบื้อของเขาจะคู่ควรกับลีกึงเฉินหรือเปล่ายังเป็นปัญหา
แต่ดูจากตอนนี้ เขาก็พอมองออกว่าลีกึงเฉินก็มีใจให้ลูกสาวเขาเหมือนกัน
ติดแค่อายุน้อยไปหน่อย ยังเร็วไปที่จะแต่งงาน
แต่ไม่รีบ ยังไงเขาก็หมายมั่นปั้นมือลูกเขยคนนี้ไว้แล้ว
หูเหยียนชูถุงกับข้าวพะรุงพะรังในมือ สายตาที่มองลีกึงเฉินอ่อนโยนเหมือนมองลูกชาย "เสี่ยวเฉิน เย็นนี้มาทานข้าวบ้านอานะ อาจะโชว์ฝีมือทำกับข้าวให้ดู!"
หลายปีก่อนเขาย้ายจากหน่วยองครักษ์เฟยหลงไปอยู่หน่วยพิทักษ์ดวงดาว เฝ้าประตูมิติ เพราะหน่วยองครักษ์เฟยหลงแม้จะปลอดภัยกว่า
แต่การหาทรัพยากรจะช้ากว่า
พอย้ายไปหน่วยพิทักษ์ดวงดาว นอกจากสวัสดิการจะดีกว่า ยังสามารถออกไปล่าสัตว์อสูรหาแต้มผลงานได้ด้วย
ตอนนี้เขาเป็นผู้ควบคุมเครื่องจักรระดับ S แล้ว
ข้อเสียอย่างเดียวคือ การลาพักต้องสลับกันลา (เข้าเวร)
เดือนหนึ่งกลับมาได้ไม่กี่ครั้ง
กลับมาคราวนี้ ย่อมต้องสังสรรค์กันให้เต็มที่
...
ตกเย็น บ้านหูซูซิน
ในห้องนั่งเล่นเต็มไปด้วยผู้คน หลี่เทียนขุยยกหม้อน้ำซุปเดินออกมาจากครัว
"ฮ่าๆ ซุปไก่มาแล้วจ้า!"
สีหน้า ท่าทางนั่น ทำเอาลีกึงเฉินเกือบหลุดขำ
ฉากนี้มันคุ้นตาแปลกๆ (มีมอินเทอร์เน็ตจีน: ซุปไก่มาแล้วจ้า)
"กินสิ ทำไมไม่กินกันล่ะ? มองฉันทำไม?"
หลี่เทียนขุยเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน ร้องเรียกทุกคน
ใช่เลย! เป๊ะเลย!
มุมปากของลีกึงเฉินยกขึ้นเล็กน้อยอย่างห้ามไม่อยู่
"ว้าว คุณอาหูผัดกุ้งจานนี้อร่อยมากเลยค่ะ"
"พ่อ ซุปไก่นี่รสชาติเข้มข้นมาก รสดั้งเดิมสุดๆ!"
ไม่นาน ลีกึงเฉิน สวี่โต้วโต้ว และหูซูซิน ก็กลายร่างเป็นนักวิจารณ์อาหาร กินกันอย่างเอร็ดอร่อย
ครั้งนี้หูเหยียนกลับมายากลำบาก ย่อมต้องเชิญครอบครัวสวี่โต้วโต้วมาด้วย
ความสัมพันธ์ของทั้งสามครอบครัวตอนนี้ สนิทกันยิ่งกว่าพี่น้องแท้ๆ ซะอีก ไม่ต้องพูดอะไรมาก
"พี่หู กลับมาคราวนี้ ต้องพักผ่อนให้เต็มที่นะ"
บนโต๊ะอาหาร หลี่เทียนขุยยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มอวยพรหูเหยียน ยิ้มกล่าว
"เฮ้อ ฉันก็อยากนะ แต่ช่วงนี้ประตูมิติที่ฉันเฝ้าอยู่ พวกสัตว์อสูรเริ่มมีความเคลื่อนไหว กลับมาคราวนี้ก็เก็บวันลามาตั้งนาน ครั้งหน้าไม่รู้จะได้กลับมาเมื่อไหร่" หูเหยียนทำหน้าลำบากใจ
ลีกึงเฉินได้ยินดังนั้น ก็ทำท่าครุ่นคิด