เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

DNA อลวนคนสองร่าง ตอนที่ 50

DNA อลวนคนสองร่าง ตอนที่ 50

DNA อลวนคนสองร่าง ตอนที่ 50


ตอนที่ 50

หลังจากที่กลับบ้านมาก็รีบไปกระซิบบอกคุณเย่ แล้วเย่ซวงก็ได้ค้นพบว่าการสอบคุณสมบัติไม่ใช่เรื่องที่แค่มีความสามารถก็จะผ่านไปได้อย่างสวยงาม

อย่างแรก ข้อสอบทักษะเฉพาะด้านที่สำคัญมากๆ ปกติจะจัดสอบแค่ปีละหนึ่งถึงสองครั้งเท่านั้น แน่นอนว่าจะเข้าสอบต้องสมัครสอบก่อนอยู่แล้ว แต่การสมัครสอบบางอย่างก็ต้องมีประสบการณ์หรือคุณสมบัติบางอย่างมาก่อน

อย่างต่อไปคือ ต่อให้สามารถสมัครได้แล้ว เวลาในการสอบครั้งนี้ก็จะต้องตรงกับเพศที่จะสอบด้วย...นอกจากใบขับขี่แล้ว เดิมทีเย่ซวงก็เลือกสอบทักษะอย่างอื่นตามใจไม่ได้

“ถ้ายึดตามวิธีการของเสี่ยวฟาง พวกเราไปทำใบรับรองทางทหารก่อนเถอะ” คุณเย่ก็จนปัญญาแล้วเหมือนกัน ลูกชาย/ลูกสาวตัวเองยอดเยี่ยมขนาดนี้ แต่สุดท้ายคุณสมบัติโดดเด่นแบบนี้กลับไม่สามารถควบคุมเพศได้อยู่ดี ตอนนี้แค่อยากจะเอาใบรับรองคุณสมบัติถูกต้องตามกฎหมายยังยากเลย

ถ้าทำใบรับรองทางทหารล่ะก็ โดยทั่วไปก็คือการใช้วิธีการที่เหนือกว่าวิธีการทั่วไป เหมือนกับสร้างมารเฒ่าหวง*แห่งเกาะดอกท้อยังไงอย่างนั้น...หรือเล่าจื๊อที่มีชื่อเสียงก้องไกลไปทั่วทุกแห่ง แต่เล่าจื๊อก็ไม่ได้รับราชการ...อารมณ์ประมาณนี้

เงื่อนไขสำคัญที่สุดที่ทุกคนเข้าใจกันดีก็คือ อยากทำให้ทุกคนพบว่าคุณนั้นมีพรสวรรค์ยอดเยี่ยม ก่อนอื่นจะต้องมีชื่อเสียงอย่างมากในแวดวงต่างๆ แล้วหลังจากมีคนมาผูกมิตรด้วย ก็จะผ่านไปได้อีกหนึ่งขั้นตอน จากนั้นพอเอาชนะมืออาชีพที่ทักษะเป็นที่ยอมรับได้แล้วนั้น ก็จะสร้างจุดยืนของตัวเองได้

แต่ว่าชื่อเสียงในขั้นแรกจะมาได้ยังไง?

“ไม่ใช่ว่าเจ๊ถ่ายโฆษณาไปแล้วหรอกเหรอ?!” ขณะที่สองพ่อลูกกำลังปรึกษาหารือกันอยู่ เย่เฟิงที่เดินผ่านมาจึงถือโอกาสพูดแทรกขึ้นมาหนึ่งประโยค “แค่ได้ออกอากาศ ใบหน้าของเจ๊ก็จะดังแล้ว จากนั้นจะคบค้ากับคนรวยที่ไหนก็ได้...เฮ้ย! เจ๊ตีผมอีกละ...เอิ่ม ทำไมกลายเป็นพ่อที่ตีล่ะ!”

ไอ้เด็กปากเสียถูกคุณเย่ตีไปทีหนึ่ง เย่ซวงเองก็เอือมระอา แต่ก็นับว่าได้ไอ้น้องนี่บอกใบ้ให้ “จะว่าไปแล้ว วันอาทิตย์นี้หนูตอบตกลงไปดูม้าให้กับทายาทในแวดวงชนชั้นสูงคนหนึ่งของเมืองซานหลินด้วย อย่างนี้ไม่รู้ว่าจะได้รู้จักคนพวกนั้นบ้างไหม?!”

คุณเย่เคยติดต่อกับแวดวงคนรวยมาก่อนเสียที่ไหนกันล่ะ? ต่อให้พูดออกมาว่ารู้จัก ส่วนใหญ่ก็คือนักศึกษารวยๆ ในมหาวิทยาลัยที่ตัวเองเคยสอนมาก่อนก็เท่านั้น แต่อย่างแรกคือวิชาที่เขาสอนนั้นไม่ใช่วิชาสำคัญ อย่างที่สองคือ อาจารย์กับนักศึกษาก็ติดต่อกันด้วยเรื่องส่วนตัวมากไม่ได้ แม้ว่าหลังจากคิดๆ ดูแล้วก็ยังไม่ค่อยแน่ใจนัก จึงตอบไปว่า “...ก็คงได้ล่ะมั้ง แต่แค่รู้จักกันจะไปมีประโยชน์อะไร?!”

“หนูก็ไม่รู้ว่ามีประโยชน์อะไร แต่สิ่งที่ได้อันดับแรกเลยคือความน่าเชื่อถือนะ” เย่ซวงจะไม่ใช้วิธีแบบสามัญชนแล้ว ที่สำคัญเลยคือ เธอค้นพบว่าตัวเธอเองตั้งแต่หัวจรดเท้านั้นก็ไม่ใช่สามัญชนทั่วไปแล้ว “หนูไปงานเลี้ยงเป็นเพื่อนคุณหนูฟาง ในช่วงที่พูดคุยกันทุกคนก็เกิดรู้สึกถูกชะตากันเข้า จึงถือโอกาสพูดเรื่องการแข่งม้า ถ้าครั้งนี้หนูแพ้ ก็หมายความว่าหนูขี้โม้จนทำให้ทุกคนขายหน้า กลับมาคงไม่ต้องบอกสินะว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าชนะขึ้นมา พวกเธอก็จะรู้สึกว่าสายตาของพวกเธอนั้นมองหนูไว้ไม่ผิดเลย ครั้งต่อไปหากมีเรื่องอะไรก็จะมาหาหนูให้ช่วยอีก...”

คุณเย่ขมวดคิ้ว คำพูดนี้ฟังดูแล้วก็ไม่เลว แต่ทำไมยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกว่ามันห่างไกลจากงานทั่วไปจังล่ะ “ทำไมมันดูมั่วซั่วไปหมดล่ะ?”

“...” มันก็มั่วซั่วจริงๆ นั่นแหละ

ในเมื่อวิธีนี้ไม่ได้ผล เย่ซวงจึงตัดเรื่องนี้ทิ้งไป ก็ชัดอยู่ว่าที่ฟางม่อบอกมานั้นไม่เลวเลย ก่อนอื่นแค่ปัญหาเรื่องการสอบก็ทำเอาเธอหมดไฟแล้ว

ยังดีที่เย่ซวงสับสนอยู่ได้ไม่นาน วันต่อมาฟางม่อก็โทรมาหา

“พี่กลับไปคิดดูแล้ว ดูเหมือนว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่นายจะไปเข้าสอบในเร็วๆ นี้” ฟางม่อตรวจสอบรายละเอียดพวกการสอบวัดระดับสูงต่างๆ อยู่ที่บ้าน ก็ค้นพบว่ามีข้อผิดพลาด คิดได้ว่าตนเองได้ทำความผิดที่ไม่สมควรทำเข้าแล้ว เหมือนกับชี้ทางคนไปในทางที่ผิด สำหรับคนเป็นบอสอย่างฟางม่อแล้ว แน่นอนว่าต้องรู้สึกไม่ดี

แต่นึกย้อนดูอีกที ที่จริงเขาก็ไม่ได้ตั้งใจ ตั้งแต่เล็กจนโตฟางม่อเดินในเส้นทางที่ดีเลิศมาโดยตลอด จะให้พูดอีกอย่างก็คือ เป็นประเภทบุคคลต้นแบบ เรื่องบางเรื่องก็รู้อยู่หรอก แต่ก็ไม่ได้ไปสัมผัสกับเรื่องพวกนั้นมาก เป็นที่ปรึกษาให้คนอื่นครั้งแรกก็มีบ้างที่จะคิดไม่รอบด้าน

ดังนั้นวันต่อมาจึงรีบโทรมาแก้ไข “พี่พบว่าการสอบคุณสมบัติพวกนั้นถ้าไม่เลยเวลาสมัครไปแล้ว ก็ต้องรออีกนาน อีกทั้งไม่มีจุดไหนเด่นเป็นพิเศษก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มสอบจากตรงไหน...แต่ว่าเสี่ยวเย่ ยังไงนายก็ต้องมีความมั่นใจ เอาอย่างนี้ไหม นายไปคุยกับเพื่อนพี่โดยตรงเลยเป็นยังไง”

“ไม่ใช่ว่าคนของเฮดฮันเตอร์ยุ่งกันมาก จนปลีกเวลามาสัมภาษณ์ทีละคน ไม่ได้หรอกเหรอ?” เย่ซวงคาดไม่ถึงเล็กน้อย

ฟางม่อรู้สึกอึดอัด จะให้พูดได้ยังไงว่าทำไปเพราะอยากกู้หน้าคืน “ที่จริงพวกเฮดฮันเตอร์ก็มีรับแบบส่วนตัวบ้าง บางครั้งพวกลูกค้าก็ชอบขอร้องอะไรแปลกๆ หรือว่าในไฟล์บันทึกไม่มีคนที่มีความสามารถตรงกับคนที่ลูกค้าอยากได้...” แน่นอนว่ายังมีบางคนที่ค่อนข้างมีความพิเศษแต่ไม่ได้เข้าไปอยู่ในบันทึกอยู่อีก อีกทั้งเฮดฮันเตอร์เองก็อยากได้รายได้ที่เพิ่มขึ้นเหมือนกัน...ฟางม่อกระแอมออกมาหนึ่งครั้ง แล้วพูดประเด็นหลักไป “ในเมื่อเป็นแบบนี้ เอกสารที่นายได้รับจากเขาก็ต้องจ่ายค่านายหน้าด้วย อีกทั้งการจะเข้าไปก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไร”

พูดอีกอย่างก็คือ นายหน้าประเภทนี้กับบริษัทนายหน้านั้นแตกต่างกัน แบบแรกเงื่อนไขจะน้อยหน่อย ส่วนแบบหลังทรัพยากรบุคคลจะมากกว่า แล้วก็ต้องคัดคนมากหน่อย

ถ้าหากเย่ซวงตอบรับ ก็เท่ากับว่าหลังจากนี้จะต้องทำงานให้คนอื่น นี่ถึงเป็นสิ่งที่ฟางม่อได้บอกกับอีกฝ่ายว่าที่เหลือก็ต้องใช้ความสามารถของตัวเองแล้ว...ถ้าหากเป็นคนที่มีพรสวรรค์จริงๆ อีกฝ่ายก็คงรับอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ถ้าหากเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ก็คงจะมีประวัติเยอะจนเลือกไม่หวาดไม่ไหว แล้วทำไมเขาถึงจะต้องเลือกนาย?!

ไม่ว่าจะเป็นคนแบบไหน ในท้ายที่สุดเรื่องผลประโยชน์ของตัวเองก็ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง

“ผมจะยังไงก็ได้ ยังไงก็ไม่ได้หวังว่าหางานแล้วจะช่วยจ่ายสามประกันหนึ่งกองทุน**ให้หรอก...” ตอนนี้ที่เย่ซวงรู้สึกหนักใจคือปัญหาอีกอย่างหนึ่งมากกว่า “ถ้าเพื่อนของพี่ต้องการสัมภาษณ์ล่ะก็ ใครจะเป็นคนกำหนดเวลากับสถานที่เหรอครับ?” ที่สำคัญคือวันที่ตนเองต้องสัมภาษณ์นั้นจะเป็นเพศไหน

ฟางม่อเองก็เหมือนจะไม่แน่ชัดเรื่องเวลา “คนนั้นเป็นเฮดฮันเตอร์ที่รับผิดชอบงานภายในประเทศ แต่ก็ต้องไปจังหวัดโน้นจังหวัดนี้ที ตอนนี้จึงยังบอกแน่ชัดไม่ได้...ได้ยินมาว่าอีกไม่กี่วันจะมาที่เมืองซานหลิน นายก็คอยเอามือถือติดตัวไว้ตลอดก็แล้วกัน เร็วๆ นี้เขาอาจจะติดต่อนายมาก็ได้”

...หลังจากที่รู้ว่าไม่สามารถกำหนดเวลาที่แน่นอนได้ เย่ซวงก็รู้สึกว้าวุ่นขึ้นมาทันที

เธอกะจะใช้โอกาสตอนที่ยังเป็นผู้ชายอยู่คุยเรื่องนี้ให้จบ แต่น่าเสียดายที่รอจนท้ายที่สุดแล้วก็อยู่ไม่ถึงวันที่เฮดฮันเตอร์จะโทรมา

เมื่อวันอาทิตย์มาถึง เย่ซวงผู้หญิงก็ออกมาปรากฏตัวอีกครั้ง ระหว่างที่กินข้าวเช้าอยู่ที่บ้านรอให้คุณหร่วนเด็กสาวน่ารักโทรมา ฝ่ายตรงข้ามก็ช่างเลือกเวลาประจวบเหมาะโทรมาในที่สุด

“ฮัลโหล? คุณคือเย่ซวงเหรอ?!”

รับสายก็ได้ยินเสียงผู้ชายแปลกหน้าลอยออกมาจากในสาย ทันใดนั้นเย่ซวงก็เริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล “...ใช่ค่ะ”

สองคำง่ายๆ ที่ตอบกลับไป ก็ทำเอาอีกฝ่ายในสายเงียบไปอย่างน้อยกว่าครึ่งนาที จากนั้นเย่ซวงก็ได้ยินเสียงตกใจของอีกฝ่ายดังออกมาจากในสายอย่างชัดเจนว่า “บ้าเอ๊ย คุณเป็นผู้หญิงเหรอ?!”

 

 

*มารเฒ่าหวง เป็นฉายาของหวงเหยาซือ จากนวนิยายเรื่อง มังกรหยก ซึ่งตัวละครตัวนี้มีความสามารถแทบจะทุกด้าน

**สามประกันหนึ่งกองทุนคือระบบประกันสังคมจีนที่ระบุให้คนที่ทำงานจ่ายเงินประกันสังคมแก่สำนักงานทรัพยากรบุคคลและหลักประกันสังคมประจำท้องถิ่น โดยสวัสดิการประกอบด้วยสามประกันคือ ประกันชราภาพ ประกันการว่างงาน และประกันการรักษาพยาบาล ส่วนหนึ่งกองทุนคือ กองทุนเพื่อที่อยู่อาศัย

 

จบบทที่ DNA อลวนคนสองร่าง ตอนที่ 50

คัดลอกลิงก์แล้ว