เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

DNA อลวนคนสองร่าง ตอนที่ 46

DNA อลวนคนสองร่าง ตอนที่ 46

DNA อลวนคนสองร่าง ตอนที่ 46


ตอนที่ 46

ในช่วงการถ่ายทำโฆษณาไม่ได้เกิดปัญหานอกเหนือความคาดหมาย แล้วก็ไม่ได้มีการสับสนขั้นตอนการถ่ายทำแต่ยังไง หลังจากเสร็จสิ้นการถ่ายทำเทคสุดท้ายโดยการผลักหน้าต่างให้เห็นทิวทัศน์ยามค่ำคืนจากแสงโคมไฟที่ประดับอยู่ จากนั้นผู้กำกับก็ส่งเสียง ‘เลิกกอง’ ซึ่งหมายความว่างานพิเศษของเย่ซวงได้เสร็จไปแล้วอย่างหนึ่ง

ขั้นตอนต่อไปคือการถ่ายรูปโปรโมต เพื่อไปทำเป็นโปสเตอร์หรือติดตามกำแพงอะไรพวกนั้น แต่ตอนนี้เวลาไม่พอ จึงต้องไปตัดมาจากฉากที่ถ่ายในโฆษณา แล้วมาทำโฟโต้ช็อปแทน

ในเมื่อทำงานเสร็จแล้ว ที่เหลือก็เป็นเรื่องส่วนตัว หลังจากที่เปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องนอนของคอนโดที่ถ่ายทำเรียบร้อยแล้ว ก็หันไปเห็นเป้าหมายที่มารับน้องสาว เย่ซวงจึงดีใจรีบเดินเข้าไปหา โดยที่ไม่ทันสังเกตเห็นฟางเฟยแล้วตบไหล่ฟางม่อเบาๆ จากนั้นก็ยิ้มแล้วพูดว่า “ออกไปกินข้าวกันไหม?”

“นายหิวแล้วเหรอ?!” ฟางม่อรู้สึกว่าตลกดี เพื่อนคนนี้ยิ่งรู้จักก็ยิ่งไม่เกรงใจตัวเอง รู้สึกแปลกใจมากเหมือนกัน อีกทั้งยังเป็นเพื่อนเพศเดียวกันที่เข้ามาโดยไม่หวังผลประโยชน์ ฟางม่อจึงรู้สึกสบายใจอยู่ไม่น้อย ไม่เหมือนกับคนอื่นที่เวลาคุยกันจะต้องระแวดระวังอยู่ตลอด

แม้จะลังเลเล็กน้อย แต่หลังจากที่ฟางม่อดูเวลาแล้วจึงพยักหน้า “ตอนนี้ไห่หลัววานมีร้านอาหารบุฟเฟ่ต์อาหารทะเลสดตอนกลางคืน รสชาติค่อนข้างดี ไปที่นั่นกันไหม?”

ไห่หลัววานเป็นโรงแรมที่มีชื่อเสียงด้านอาหารทะเลของเมืองนี้ แม้จะไม่ใช่ระดับชั้นนำ แต่ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แล้วก็เชี่ยวชาญในเรื่องวัตถุดิบอาหารทะเลต่างๆ จุดเด่นที่สำคัญที่สุดคือความสดใหม่ อีกทั้งอาหารอบ ต้ม ทอด ย่างก็มีหมด อยู่ที่เมืองซานหลินถ้าคิดอยากจะกินอาหารทะเล แน่นอนว่าจะต้องนึกถึงร้านนี้เป็นอันดับแรก

เดิมทีเย่ซวงแค่คิดอยากจะอาศัยการกินข้าวเป็นฉากบังหน้าเพื่อพูดคุยเรื่องงานกับฟางม่อ แล้วขอให้อีกฝ่ายช่วยแนะนำให้ แต่เมื่อได้ยินว่าจะไปไห่หลัววาน ท้องก็รู้สึกหิวขึ้นมาทันที

“บุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างอันนั้น หลังจากเลือกอาหารทะเลแล้วก็ย่างที่ตะแกรงได้เลยใช่ไหม?” เย่ซวงคิดอย่างจริงจัง “ได้ยินมาว่าร้านของพวกเขาอาหารทะเลสดมาก น้ำจิ้มก็ดีเหมือนกัน...ก็ได้ งั้นไปไห่หลัววานกันเถอะ”

วัตถุดิบอาหารไม่มีปัญหา ฝีมือการทำอาหารของเย่ซวงก็ไม่มีปัญหา แน่นอนว่าคุณภาพของอาหารนั้นไม่ต้องไปพูดถึง

สำหรับเย่ซวงแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องไปกินอาหารตามแผงลอยคุณภาพต่ำที่มีแต่รสชาติสารเคมีอยู่เต็มปากเลย นั่นเป็นเรื่องที่แย่สุดๆ ... เวลาก็ตั้งขนาดนี้แล้ว เธอยังกลัวว่าอยู่ๆ ฟางม่อเกิดจะอยากไปกินข้าวสานสัมพันธ์กับพวกทีมงาน จึงโบกมือขึ้น แล้วพูดหนึ่งประโยค “…เดี๋ยวพวกเราไปกันเถอะ”

ทีมงานถ่ายทำรวมถึงผู้ช่วยของฟางม่อกำลังจะจัดเลี้ยงกินข้าวกัน ทุกคนรู้ว่าพี่น้องฟางม่อนั้นสนิทกับเย่ซวง จึงไม่มีใครคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องที่ทั้งสามคนจะไปไหนมาไหนด้วยกัน ดังนั้นหลังจากที่รอให้เก็บของจนเสร็จ ทั้งสองฝ่ายจึงแยกย้ายกัน ขึ้นรถแล้วก็ตรงไปยังร้านอาหารที่ได้เลือกกันไว้

...

ที่เรียกว่าบุฟเฟ่ต์อาหารทะเล แน่นอนว่าต้องบริการตัวเอง

“จะย่างหรือว่าทอดดี?” พอทั้งสามคนเข้ามาในไห่หลัววานก็แบ่งหน้าที่กันชัดเจน ฟางม่อทำหน้าที่จ่ายเงิน เชฟเย่ซวงก็ไปเลือกอาหารทะเล เครื่องเคียง และน้ำจิ้ม ส่วนฟางเฟย...ไปนั่งรอเถอะ อย่ามากวนก็พอ!

เย่ซวงพับแขนเสื้อขึ้น จากนั้นก็กำลังจะเดินไปยังส่วนที่วางของทะเลเอาไว้ ก่อนไปก็ได้พูดว่า “ถ้าพวกคุณไม่ได้มีรสชาติที่ชอบเป็นพิเศษ พวกเราก็ย่างกันเถอะ ผมดูแล้วอาหารทะเลพวกนี้สดมาก แค่บีบน้ำมะนาวเพิ่มรสชาติก็สุดยอดแล้วล่ะ”

ตอนที่ฟางม่อเอากรรมสิทธิ์ห้องไปให้ที่บ้านเย่ก็ได้ชิมฝีมือของน้องซวงมาแล้ว ต้องยกนิ้วให้เลยทีเดียว แต่ยังไม่เคยเห็นเย่ซวงน้องรักทำมาก่อน...แต่ดูจากชื่อและความสามารถที่เทพเหมือนกันทั้งคู่แล้ว ท่าทางฝีมือการทำอาหารของเย่ซวงน้องรักก็คงไม่เป็นรองแน่นอน

ต่อให้ไม่ได้เรื่อง...ก็ยังมีพนักงานยืนอยู่ข้างๆ ไม่ใช่เหรอ

ดังนั้นฟางม่อจึงไปจ่ายเงินโดยที่ไม่มีความคิดเห็นใดๆ หลังจากนั้นไม่นาน เย่ซวงก็ยกถาดที่เต็มไปด้วยอาหารทะเลกลับมา จากนั้นก็เลือกหอยนางรมสดๆ ขนาดใหญ่มาวางลงในตะแกรง แล้วพูดตรงเข้าประเด็น “พี่ฟาง ผมถามอะไรหน่อยสิ”

ฟางม่อตกตะลึง จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “พี่คิดว่าอย่างน้อยนายน่าจะปูเรื่องให้พี่ก่อนนะ”

“ปูเรื่องอะไรเหรอ?!” เย่ซวงก็รู้สึกประหลาดใจ “เดิมทีก็มาหาพี่เพราะมีเรื่องนี่แหละ”

จากที่เย่ซวงเข้ามาชวนไปทานอาหารด้วยตัวเอง ฟางม่อก็พอจะเดาออกแล้วว่าอีกฝ่ายคงมีเรื่องที่จะคุยกับตัวเอง มืดค่ำแบบนี้แล้วมันก็คงไม่ใช่เวลาที่เหมาะจะเชื่อมสัมพันธ์กันเท่าไร โดยเฉพาะทุกคนเพิ่งจะเลิกกองกันด้วย...ปัญหาคือฟางม่อนึกไม่ถึงว่าเย่ซวงจะมาถึงจุดนี้ได้ ยังไม่ทันที่อาหารจะได้เข้าปาก ก็พูดถึงจุดประสงค์ของตัวเองเสียแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะตัวเองรู้นิสัยของฝ่ายตรงข้ามมาก่อนแล้วล่ะก็ วิธีการพูดแบบนี้ก็คงต้องให้คะแนนติดลบอย่างแน่นอน

แต่ในเมื่อเป็นเย่ซวง ฟางม่อก็ไม่ได้รู้สึกว่าอีกฝ่ายคิดถึงแต่ผลประโยชน์ เพียงแค่รู้สึกว่าเปิดเผยตรงไปตรงมาเท่านั้นเอง...นี่คือความแตกต่างระหว่างความสนิทกับไม่สนิท

“พูดสิ พี่ฟังอยู่” ฟางม่อส่ายหน้าไปมาอย่างจำใจ หลังจากทำท่าทางให้ฟางเฟยรับหน้าที่ย่างต่อแล้ว ตัวเองก็วางที่คีบลงแล้วทำท่าทางตั้งใจฟัง

...ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายกว่านี้ก็คือ ที่จริงเย่ซวงมาหาฟางม่อก็เพื่อปรึกษาเรื่องงานนั่นเอง

ด้วยข้อจำกัดต่างๆ ของตัวเอง เย่ซวงจึงไม่สามารถเลือกงานที่เข้าเก้าโมงออกห้าโมงตามปกติได้ แต่เธอก็ไม่มีเงินพอจะนั่งกินนอนกินใช้ไปได้ตลอด แถมยังทำงานที่บ้านไม่ได้อีกด้วย

เย่ซวงจำเป็นต้องไปติดต่อคนอื่นด้วยตัวเอง อย่างแรกคือเพื่อรับประกันที่มาของรายได้ อย่างที่สองคือรับประกันว่าจะมีช่องทางการคบหากับผู้ชายดีๆ ...ดังนั้นเมื่อเป็นแบบนี้แล้ว การเลือกงานที่มีหลักประกันที่แน่นอนจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ช่องทางการติดต่อกันของคนธรรมดานั้นแคบเกินไป ไม่ได้กว้างขวางเท่าฟางม่อ ด้วยขอบข่ายที่เย่ซวงต้องการขอความคิดเห็นและคำแนะนำนั้น จึงมีเพียงแค่ฟางม่อเท่านั้นที่ให้คำตอบได้

“...จะพูดว่า นายไม่ปฏิเสธที่จะรับงานสั้นๆ สินะ อีกทั้งยังทำงานอะไรก็ได้ด้วย แต่กลับไม่มีวิธีหางานประเภทนี้ที่ดูมั่นคงได้ ก็เลยจะให้ผมช่วยแนะนำให้อย่างนั้นเหรอ?!”

หลังจากรู้ความหมายที่เย่ซวงต้องการจะบอกแล้ว ฟางม่อก็ลังเลอยู่พักหนึ่ง ประหนึ่งว่ากำลังคิดให้เป็นรูปเป็นร่าง “ฟังดูแล้วรู้สึกเหมือนกับเป็นสำนักงานส่วนตัวเลย...แต่ว่านะเสี่ยวเย่นายควรจะรู้ว่า บริษัทที่รับงานสารพัดอย่างแบบนั้นน่ะไม่มีอยู่หรอก หนึ่งเพราะมันไม่สามารถกำหนดขอบเขตธุรกิจได้อย่างแน่ชัด ถ้าจะพูดอย่างจริงจังก็คือหนึ่งมันไม่ถูกต้องตามกฎหมาย สองคือมันไม่ค่อยน่าเชื่อถือ...”

“ผมเองก็คิดว่าร้านรับจ้างสารพัดแบบนี้ดูจะพูดไร้สาระไปหน่อย แต่ผมก็คิดว่าพี่น่าจะพอช่วยผมได้” เย่ซวงพูดจบก็เป็นเด็กดีด้วยการคีบหอยนางรมที่เพิ่งสุกส่งให้เพื่อเป็นการติดสินบน คุณภาพเนื้อหอยนางรมที่กำลังสุกได้ที่ บวกกับความเปียกชุ่มของน้ำจิ้มที่ปรุงขึ้นเอง หลังจากใช้ช้อนตักเนื้ออ่อนนุ่มขึ้น ก็ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนออกมา

“...” ฟางเฟยมองดูหอยนางรมที่ตัวเองเพิ่งย่างเสร็จ เนื้อนั้นไม่ได้ดูอ่อนนุ่ม และไม่ได้ฉ่ำน้ำ แม้แต่รสชาติก็ไม่ได้หอมหวานเหมือนคนอื่น...

จึงได้ยื่นที่คีบไปคีบในจานของเย่ซวงมา แล้วเอามาวางไว้ที่จานของตัวเอง จากนั้นฟางเฟยก็ก้มหน้ากินอย่างเงียบๆ ...หึ! เดิมทีแล้วเธอตั้งใจจะย่างกินเอง! แต่...แต่ดันทำได้ไม่อร่อยนี่สิ!!

จบบทที่ DNA อลวนคนสองร่าง ตอนที่ 46

คัดลอกลิงก์แล้ว