บทที่ 16 เซซิล
บทที่ 16 เซซิล
บทที่ 16 เซซิล
คำพูดของเธอไม่ต่างอะไรกับการสารภาพความผิดด้วยตัวเอง ส่งผลให้ช่องคอมเมนต์ระเบิดเถิดเทิงในทันที
[เชี่ย เชี่ย เชี่ย! เพื่อนบ้านคนสวยไม่แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องแล้วโว้ย!]
[สรุปว่าเจ๊แกรู้ตัวตั้งแต่เมื่อไหร่? ตอนกินข้าวเย็นเหรอ?]
[ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ แต่พี่สาวโคตรเท่เลย แฮ่ก แฮ่ก!]
[ต้าตงขู่เธอ เธอเลยจะยืมมือครอบครัวป้าไอเลียมาฆ่าต้าตง เป็นผู้หญิงที่โหดเหี้ยมชะมัด ให้ตายสิ]
[แล้วทำไมเธอถึงไม่กลัวว่าจะโดนต้าตงฆ่าปิดปากก่อนล่ะ?]
[เออนั่นดิ แปลกนะ ทำไม? ปั่วจิงโม่ก็ไม่ฆ่าเธอ ต้าตงก็ไม่ฆ่าเธอ เพื่อนบ้านคนนี้ใจกล้าบ้าบิ่นชะมัด หรือเธอจะมีของดีอะไรที่ทำให้พวกนั้นต้องเกรงใจ?]
หากต้าตงสามารถมองเห็นคอมเมนต์เหล่านี้ได้ เขาคงโกรธจนกระอักเลือดตายแน่ๆ
ทำไมน่ะเหรอ?
จะเป็นเพราะอะไรได้อีกเล่า?!
ก็เพราะคุณชายความจำเสื่อมของเขาดันไปตกหลุมรักยัยผู้หญิงต่างชาติบัดซบนั่นเข้าแล้วน่ะสิ!
ต้าตงเองก็ยังแปลกใจ ทำไมตอนมีชีวิตอยู่คุณชายไม่เห็นจะชอบเธอ แต่พอตายกลายเป็นผีแล้วดันมาชอบซะได้?!
แค่เพราะวิญญาณของผู้หญิงคนนี้หอมงั้นเหรอ?
แต่เขาไม่เห็นจะได้กลิ่นอะไรเลยนี่หว่า!
ต้าตงหงุดหงิดงุ่นง่านจนแทบบ้า สีหน้าบิดเบี้ยวอัปลักษณ์เพราะคำพูดของอวี่หลี เขาแค่นเสียงในใจ 'จะตายอยู่แล้วยังปากแข็งอีกนะ นังผู้หญิงหลงตัวเอง ถ้าไม่ใช่เพราะคุณชายล่ะก็—'
"เจอแล้ว!"
เสียงตื่นเต้นของจอร์ดีดังขัดจังหวะความคิดของเขา จอร์ดีมองดูต้นไม้ตรงหน้าด้วยดวงตาเป็นประกาย อักขระประหลาดบนลำต้นยังคงปรากฏอยู่ "ตรงนี้แหละค่ะ!"
เจียงซีเงยหน้ามองขึ้นไปบนต้นไม้ แต่ทว่านอกจากเชือกป่านเส้นหยาบๆ เส้นหนึ่งแล้ว ก็ไม่มีศีรษะมนุษย์ หรือแม้แต่หัวนกอยู่เลย
"จอร์ดี ดูสิลูก ข้างบนนั้นไม่มีอะไรอย่างที่หนูบอกเลยนะ"
จอร์ดีเองก็งุนงงเป็นไก่ตาแตก แต่ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนมันสมจริงมาก เธอเม้มปากแน่นแล้วกระซิบแก้ต่างเสียงแผ่ว "แม่คะ หนูเห็นจริงๆ นะคะเมื่อคืนนี้"
โหวเลี่ยงลูบคางพลางวิเคราะห์ "อาจจะมีคนตายบนต้นไม้นี้จริงๆ ก็ได้ เชือกข้างบนนั่นผูกเป็นปมเงื่อนตาย"
เงื่อนชนิดนี้มักจะใช้สำหรับการแขวนคอ
ขณะที่พูด เหมือนเขาจะฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ สายตาจึงหยุดชะงักไปทันที
เชือกเส้นนั้น.......
"จอร์ดี ลูกไม่คิดว่าเชือกนั่นหน้าตาเหมือนเชือกที่เคยมัดลูกไว้ก่อนหน้านี้เหรอ?"
เมื่อได้ยินโหวเลี่ยงทัก จอร์ดีก็อดไม่ได้ที่จะเพ่งมองให้ชัดขึ้น แล้วใบหน้าของเธอก็แข็งค้างไป
จริงด้วย ไม่ว่าจะเป็นความหนาหรือรูปแบบ มันเหมือนกับเชือกที่เคยมัดเธอไว้เปี๊ยบ
และเชือกเส้นนั้นก็ได้มาจาก....... น้าฟิเลีย!?
ชั่วพริบตา สายตาของทุกคนก็จับจ้องไปที่หญิงสาวซึ่งยืนอยู่รั้งท้ายขบวนโดยพร้อมเพรียง ในขณะที่อวี่หลียังคงยืนนิ่ง ตะกร้าไม้ไผ่ใบเล็กยังคล้องอยู่ที่แขน ท่วงท่าของเธอยังคงสง่างาม และรอยยิ้มคุ้นตายังประดับอยู่บนใบหน้า "ทำไมทุกคนมองฉันแบบนั้นล่ะคะ?"
เธอเงยหน้ามองเชือกบนต้นไม้ น้ำเสียงเปรยขึ้นอย่างมีอารมณ์สุนทรีย์ "ดูเหมือนว่าเชือกที่ฉันซื้อมา นอกจากจะเหมาะกับการจับเหยื่อแล้ว ยังเหมาะกับการแขวนคอด้วยสินะคะ"
[พี่สาวเพื่อนบ้านหาเรื่องใส่ตัวซะแล้ว]
[คิดไม่ถึงเลยใช่ม้า? เดิมทีเธออยากจะกำจัดต้าตง แต่ดันกลายเป็นว่าตัวเองถูกสงสัยซะงั้น]
[แผนแตกซะแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า]
[ไม่มั้ง? แค่นี้เนี่ยนะ?]
น้ำเสียงของเจียงซีเต็มไปด้วยความระแวง "คุณฟิเลียคะ คุณอาศัยอยู่ที่นี่มานาน ไม่รู้เลยเหรอคะว่าเคยมีคนมาผูกคอตายที่นี่?"
"ที่รักคะ อย่าเพิ่งด่วนสรุปแบบนั้นสิ" อวี่หลีกระพริบตาปริบๆ ด้วยท่าทางไร้เดียงสา "ดูสิคะ ข้างบนนั้นไม่มีศพสักหน่อย บางทีอาจจะเป็นแค่การกลั่นแกล้งของใครบางคนก็ได้? ถ้าฉันเป็นคนซ่อนศพไว้จริง ฉันจะพาพวกคุณทุกคนมาที่นี่ทำไมกัน?"
คำพูดนี้ฟังดูสมเหตุสมผลไร้ที่ติ บางทีเชือกเส้นนี้อาจเป็นแค่การเล่นพิเรนทร์ของใครบางคน และอาจไม่เคยมีใครตายจริงๆ ก็ได้
ต้าตงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ได้ยินเข้าก็แววตาเย็นเยียบ สีหน้าดุร้ายขึ้นมาทันที เขารู้ดีว่าไม่น่าเอาร่างศพไปซ่อนเลย ไม่คิดเลยว่าการทำแบบนั้นจะกลายเป็นการช่วยล้างมลทินให้ผู้หญิงคนนี้ไปซะได้
จอร์ดีเองก็พยักหน้าเห็นด้วย "ใช่ค่ะแม่ เชือกแค่เส้นเดียวพิสูจน์อะไรไม่ได้หรอก"
เจียงซีทำได้เพียงเก็บความสงสัยไว้ในใจชั่วคราว โหวเลี่ยงที่อยู่ข้างๆ กระซิบอะไรบางอย่างที่ข้างหูเธอ ทำให้ดวงตาของเธอเป็นประกายด้วยความประหลาดใจทันที "จริงเหรอคะ?"
โหวเลี่ยงพยักหน้า "จริงสิ พวกเขามาถึงเร็วกว่ากำหนดด้วย"
อวี่หลีเฝ้ามองท่าทีของพวกเขา แววตาฉายแววครุ่นคิดวูบหนึ่ง เธอกอดอก ปลายนิ้วเคาะที่ต้นแขนเบาๆ อย่างใจลอย
ดูเหมือนพล็อตเรื่องกำลังจะกลับเข้าสู่ลู่วิ่งที่ควรจะเป็นแล้วสินะ
ในหนังสยองขวัญทั่วไป เมื่อพระเอกนางเอกค้นพบความจริงเรื่องผีสาง เนื้อเรื่องก็จะเริ่มเข้าสู่จุดพีค
นั่นก็คือฉากคลาสสิก... การปราบผี
รถยนต์จอดสนิทที่ลานโล่ง ประตูรถเปิดออก ชายหนุ่มในชุดสูทก้าวลงมา เขาดูมีอายุราวสามสิบต้นๆ รูปลักษณ์ดูภูมิฐานและเที่ยงธรรม ในมือถือกระเป๋าเอกสาร และที่ข้อมือมีกำไลไม้จันทน์สวมใส่อยู่จางๆ
เมื่อโหวเลี่ยงเห็นเขา ก็รีบเดินเข้าไปจับมือทักทาย "เซอร์เธียล ไม่เจอกันนานเลยนะ!"
ดวงตาของชายหนุ่มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนเสมอ เขายื่นมือออกมาจับตอบเช่นกัน "โจวินี่ ไม่เจอกันนานเลย สบายดีไหมครับ?"
ราวกับเพิ่งนึกถึงจุดประสงค์ของการมาเยือนได้ เขาจึงแสดงสีหน้ารู้สึกผิดทันที "ขอโทษทีครับ ผมลืมไปเลย"
"ไม่เป็นไรหรอก" โหวเลี่ยงถอนหายใจ "การที่คุณมาช่วยผมได้มากจริงๆ"
เขาหันตัวมาแนะนำเซอร์เธียล "นี่ภรรยาผม ป้าไอเลีย"
จากนั้นเขาก็แนะนำตัวตนของชายหนุ่มให้เจียงซีรู้จัก "ที่รัก นี่คือคุณเซอร์เธียล อดีตเพื่อนร่วมงานที่บริษัทของผมเอง"
เจียงซีมองชายหนุ่มที่ดูอายุไม่น่าเกินสี่สิบ แล้วส่งยิ้มตามมารยาท "สวัสดีค่ะ คุณเซอร์เธียล"
หลังจากการแนะนำตัวสั้นๆ เธอก็แอบกระซิบถามโหวเลี่ยงเบาๆ "บาทหลวงคนนี้ดูหนุ่มจัง เขาเก่งจริงเหรอคะ?"
โหวเลี่ยงให้ความมั่นใจ "ไม่ต้องห่วง อย่าให้รูปลักษณ์ภายนอกของเซอร์เธียลหลอกคุณได้เชียว เขาเป็นคนดังมากในวงการศาสนจักร ฝีมือเก่งกาจหาตัวจับยาก แถมยังเป็นบาทหลวงที่อายุน้อยที่สุดด้วย"
ในขณะที่พวกเขากำลังคุยกัน สายตาของเซอร์เธียลได้จับจ้องไปที่เด็กสาวทั้งสามที่ยืนอยู่ไม่ไกลแล้ว
เมื่อเขาเห็นเฉียวซียืนปะปนอยู่ในกลุ่ม แววตาของเขาก็วูบไหว ก่อนจะหันมาหาโหวเลี่ยงพร้อมรอยยิ้ม "วินนี่ นี่คงเป็นลูกสาวของคุณสินะครับ? น่ารักกันจริงๆ"
โหวเลี่ยงรีบพยักหน้า "จอร์ดี, เฉียวซี, จอร์จ นี่อาเซอร์เธียลนะลูก"
จอร์ดีและจอร์จเอ่ยทักทายอย่างไม่ลังเล แต่ต้าตงกลับมีสีหน้าบึ้งตึง ไม่ยอมพูดอะไร จนกระทั่งผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้เอ่ยปากช้าๆ "สวัสดีครับ คุณอา"
ผู้ชายคนนี้มีกลิ่นอายที่เขาเกลียดเข้าไส้
หัวใจของต้าตงดิ่งวูบ ลางสังหรณ์บอกว่า 'งานเข้าแล้ว' เขาหันไปพูดกับโหวเลี่ยงเสียงเรียบ "พ่อคะ หนูเหนื่อยนิดหน่อย ขอขึ้นไปพักข้างบนก่อนนะคะ"
พูดจบ โดยไม่รอปฏิกิริยาของใคร เขาก็เดินดุ่มๆ เข้าบ้านไปทันที
เมื่อไม่มีเฉียวซีอยู่ข้างนอก บรรยากาศที่เดิมทีอึมครึมอยู่แล้วก็ยิ่งตึงเครียดขึ้นอย่างปิดไม่มิด ทุกคนต่างมีสีหน้ากังวล
โหวเลี่ยงรีบถามเซอร์เธียล "เป็นยังไงบ้าง? คุณเห็นอะไรไหม?"
รอยยิ้มบนใบหน้าของเซอร์เธียลจางลงเล็กน้อย เขาขมวดคิ้วแล้วพยักหน้า น้ำเสียงเคร่งขรึม "ในสายตาของผม นั่นคือศพครับ"
ไม่มีกลิ่นอายของคนเป็นหลงเหลืออยู่เลย ร่างกายนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นเน่าของคนตาย
"ยิ่งไปกว่านั้น การที่มันยังวนเวียนอยู่ในบ้านของคุณ จุดประสงค์คงต้องการจะฆ่าพวกคุณทุกคนทิ้ง"
เจียงซีหน้าซีดเผือดเมื่อได้ยินเช่นนั้น น้ำตาเอ่อล้นคลอเบ้า เธอยกมือปิดปาก ไม่อยากจะเชื่อว่าลูกสาวคนรองของเธอได้ตายไปแบบนี้แล้ว "เป็นไปได้ยังไง..."
"ไม่ต้องกังวลครับ ผมจะพักอยู่ที่นี่ชั่วคราวเพื่อช่วยพวกคุณกำจัดมัน" น้ำเสียงของเซอร์เธียลมั่นคงและแฝงไว้ด้วยความน่าเชื่อถือเสมอ
"พลังของปิศาจตนนี้ดูเหมือนจะไม่แข็งแกร่งมากนัก ไม่อย่างนั้นมันคงไม่ต้องอาศัยร่างมนุษย์เพื่อดำรงอยู่หรอกครับ"
ในความคิดของเขา ผีประเภทที่สามารถก่อตัวเป็นรูปธรรมได้ด้วยตัวเองนั้นน่ากลัวที่สุด
"งั้นก็ค่อยยังชั่วหน่อย" โหวเลี่ยงมีสีหน้ากังวล กอดภรรยาเพื่อปลอบประโลม "เราต้องแก้แค้นให้เฉียวซีนะ"
เซอร์เธียลพยักหน้าเล็กน้อย สายตากวาดมองไปรอบๆ อย่างไม่ตั้งใจ ทันใดนั้นเมื่อเขาเห็นหญิงสาวผมบลอนด์ยืนอยู่ที่กรอบประตู แววตาประหลาดใจก็ฉายวาบขึ้น สายตาของเขาหยุดค้างอยู่ที่เธอหลายวินาที
หญิงสาวผมบลอนด์สังเกตเห็นสายตาของเขา ริมฝีปากสีแดงสดของเธอยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย พร้อมส่งยิ้มตาหยีให้เขา
หัวใจของเซอร์เธียลกระตุกวูบ ใบหน้าขึ้นสีระเรื่อ เขาแสร้งกระแอมไอ แล้วหันไปถามโหวเลี่ยง "วินนี่ สุภาพสตรีแสนสวยที่ประตูคนนั้นคือใครหรือครับ?"
โหวเลี่ยงแสดงท่าทีรู้สึกผิดทันที "ขอโทษครับ ขอโทษที คุณฟิเลีย ผมลืมคุณไปซะสนิทเลย"
"ไม่เป็นไรค่ะ คุณเฉียว" แววตาของอวี่หลีดูอ่อนโยน "คุณมีแขกมา ฉันไม่ควรรบกวนนาน ฉันแค่เอาเห็ดมาฝากพวกคุณเท่านั้นเองค่ะ"
"นี่คือเพื่อนบ้านของเรา คุณฟิเลียครับ" โหวเลี่ยงแนะนำให้เซอร์เธียลรู้จัก
พูดจบ เขาก็แอบกระซิบเสริมด้วยน้ำเสียงที่มีความนัย "คุณฟิเลียยังโสดด้วยนะครับ โอ๊ะ"
แววตาของเซอร์เธียลฉายแววประหลาดใจและยินดีวูบหนึ่ง เขารีบส่งยิ้มสุภาพอ่อนโยนและยื่นมือไปทางอวี่หลี "สวัสดีครับ คุณฟิเลีย ผมชื่อเซอร์เธียล ยินดีที่ได้รู้จักครับ"
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาอันร้อนแรงที่จ้องมองลงมาจากชั้นบน อวี่หลีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างแนบเนียน หัวเราะในลำคอแผ่วเบา แล้วยื่นมือออกไปจับตอบ พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"เช่นกันค่ะ คุณเซอร์เธียล"