เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 - คุณหนูทำเกินไปจริงๆ

บทที่ 12 - คุณหนูทำเกินไปจริงๆ

บทที่ 12 - คุณหนูทำเกินไปจริงๆ


ยามค่ำคืน เมืองชิงอวิ๋นเปรียบเสมือนโคมไฟดวงใหญ่ สาดแสงเจิดจรัสไปทั่วทิศ เมืองยักษ์ใหญ่ใจกลางแคว้นเซียงโจวแห่งนี้ มีความเจริญรุ่งเรืองเป็นรองแค่เมืองเชื่อมฟ้าและเมืองจินอวี้ ย่านใจกลางเมืองสว่างไสวไม่เคยหลับใหล

แต่ที่ใดมีแสง ที่นั่นย่อมมีเงา เทียบกับความเจิดจ้าแสบตาใจกลางเมือง สวนสกุลเสิ่นที่ตั้งอยู่ในตรอกต้นหลิวเขตตะวันออก ก็เหมือนเศษกระเบื้องที่ซ่อนอยู่ในเงามืด

ในความมืด คนกลุ่มหนึ่งย่องเงียบเข้ามาใกล้สวนสกุลเสิ่น... หรือก็คือบ้านของหลี่ชิงหมิง

คนนำหน้าตัวสูงใหญ่บึกบึน แสงไฟจากใจกลางเมืองที่ส่องมาไกลๆ ทำให้เงาของเขาทาบทับอีกสามคนที่ตามหลังมาจนดูเหมือนลูกไก่ โดยเฉพาะคนรั้งท้าย แม้จะแต่งตัวดูดีกว่าเพื่อน แต่กลับหอบแฮ่ก ตัวงอ เดินเป๋ปัดป่าย ยิ่งเหมือนลูกไก่เป็นโรค

"พี่ผิง พะ พี่ไหวไหม? จริงๆ พี่น่าจะพักก่อนค่อยมานะ"

"พักเหรอ จะไปทันกินอะไร? คืนนี้ถ้าเอาตัวคนกลับไปไม่ได้ พรุ่งนี้พวกแกสามตัวต้องไปวิ่งรอบเมืองเป็นเพื่อนฉัน! พูดจาโง่ๆ!"

หลี่ลี่พูดว่า "แต่พี่ผิง สภาพพี่ตอนนี้มัน... เฮ้อ ถึงพี่จะผิดจริงที่ทำของของคุณหนูหว่านชิงแตก แต่นายรองก็สั่งลงโทษโหดไปหน่อย..."

"นายรองรักคุณหนูหว่านชิงที่สุด ช่วงนี้คุณหนูไปฝึกวิชาข้างนอก นายรองเห็นของก็คิดถึงคน ฉันมันซวยเองช่วยไม่ได้" หลี่ผิงพูดไปหอบไป "ไม่เป็นไร ถึงเวลาฉันจะอัดยา ยาเม็ดหนึ่งช่วยให้มีแรงสู้ได้หนึ่งก้านธูป (15 นาที) แค่นั้นก็พอจัดการคุณหนูแล้ว"

"พี่ผิงอย่าประมาทนะ เพลงกระบี่คุณหนูมันอาถรรพ์จริงๆ พอเข้าประชิดตัว ลมปราณคุ้มกายก็แตกแบบงงๆ..."

หลี่ผิงบอก "แม่เธอคงทิ้งวิชาพิสดารอะไรไว้ให้นั่นแหละ ไม่เป็นไร ฉันจะไม่ให้คุณหนูเข้าประชิดตัว ฉันจะใช้ยันต์กับคาถาขังเธอไว้จากระยะไกล จะไม่ให้เธอเห็นหน้าฉันด้วยซ้ำ ต่อให้วิชาจะอาถรรพ์แค่ไหน ตราบใดที่ยังไม่ทะลวงกำแพงวายุ ก็เป็นแค่นักบู๊ธรรมดา ไม่ใช่คู่มือฉันหรอก พวกแกสามคนก็อย่ามัวยืนบื้อ คอยคุมสถานการณ์ให้ดี บ้านนี้ฮูหยินใหญ่ทิ้งไว้ ต่อให้เก่าโทรม แต่เผื่อมีกับดักกลไกอะไร... ฉันรับมือกับดักพร้อมกับคุณหนูไม่ไหวหรอกนะ หลี่เผิง แกฝึกระฆังทองมาดีสุด เดี๋ยวแกทำหน้าที่เป็นตัวเปิด หลี่หยวน หลี่ลี่ คุ้มกันหลี่เผิงดีๆ ระวังอย่าให้มันทำอะไรโง่ๆ หลี่เผิงคอยฟังคำสั่งฉัน ฉันสั่งสำคัญสุด รองมาหลี่ลี่ แล้วก็หลี่หยวน"

หลี่ผิงบ่นกระปอดกระแปดไป หอบจนแทบขาดใจไป ต้องก้มหน้าพักหายใจ พักใหญ่กว่าลมหายใจจะปกติ แต่กลับพบว่ารอบข้างเงียบผิดปกติ

"หลี่ลี่? ตอบสิ หลี่เผิง?"

เรียกชื่อสองคนไม่มีเสียงตอบ หลี่ผิงรู้ทันทีว่างานเข้า เงยหน้าขึ้นมอง กำแพงสีเทาที่คุ้นตาหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงความมืดมิดและหมอกหนาทึบ ลมเย็นยะเยือกพัดผ่านหู แว่วเสียงร้องโหยหวนครวญครางมาจากที่ไกลๆ

"เชี่ย!?"

หัวใจหลี่ผิงเต้นเร็วขึ้นเท่าตัว จากตึกตักเป็นรัวกลองศึก เลือดลมปั่นป่วน ตาพร่ามัว ขาสั่นพั่บๆ

แม้จะเป็นผู้ฝึกตนขั้นก่อวายุ ก้าวข้ามความเป็นมนุษย์เข้าสู่วิถีเซียน... แต่อีกมุมหนึ่ง เขาเป็นแค่คนรับใช้ตระกูลหลี่ เป็นพวกนิยมสันติภาพที่ดูแลงานบ้าน งานเดียวที่ได้โชว์พาวผู้ฝึกตนคือแบกของหนักวิ่งรอบเมือง วิ่งด้วยความเร็วที่มนุษย์ทำไม่ได้แค่นั้นเอง

งานปราบปีศาจแบบนี้มันเกินความสามารถไปหน่อยไหม!

หลี่ผิงพยายามสูดหายใจลึก ปรับลมปราณ ใช้จิตควบคุมพลังในตัว สร้างสายลมหมุนวนรอบตัว กดความกลัวและความตื่นตระหนกไว้

จากนั้นก็ก้าวเท้า เดินลึกเข้าไปในความมืด

ความมืดและลมเย็นพวกนี้เป็นแค่ภาพลวงตา ขอบเขตไม่น่าจะกว้าง ระดับก็ไม่น่าจะสูง... วิชาขั้นสูงคุณหนูตอนนี้ไม่มีปัญญาใช้หรอก ขอแค่ตั้งสติให้มั่น ประคองจิตไว้ ก็ไม่มีปัญหา

กำลังคิดเพลินๆ หลี่ผิงก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคุ้นหูมาจากด้านหลัง จังหวะการเดินแบบนี้ คือไอ้สามหน่อจอมทึ่มนั่นเอง

หลี่ผิงโมโหจนไม่ต้องหันไปมอง ด่ากราดทันที "ไอ้โง่สามตัว บอกแล้วไงว่าเวลาทำงานให้เกาะกลุ่มกันไว้! ที่นี่มันบ้านฮูหยินใหญ่... อั๊ก!"

พูดยังไม่จบ เอวก็เจ็บจี๊ดจนสะดุ้ง หันขวับไปมอง เห็นหลี่ลี่หน้านิ่งสนิท สองมือถือกระบี่ทื่อสีขาว ปลายกระบี่จมเข้าไปในกล้ามเนื้อเอวของเขา...

"แก!?"

วินาทีต่อมา หลี่ผิงก็ต้องตาเหลือก เมื่อเห็นหลี่ลี่คนถือกระบี่เริ่มบิดเบี้ยวผิดรูป เหมือนสีที่โดนน้ำสาดแล้วซีดจาง หรือตุ๊กตาหิมะกลางแดดที่ละลายกลายเป็นน้ำ พริบตาเดียวก็ไม่เหลือเค้ามนุษย์ กลายเป็นกองเลือดเนื้อเละๆ บนพื้น

"ว้ากกกกกก!"

กำแพงจิตใจของหลี่ผิงพังทลายทันที กรีดร้องเสียงหลง เดินถอยหลังสะดุดขาตัวเอง แต่ถอยไปได้สองก้าวหลังก็ชนกำแพงแข็งๆ หันไปมอง เขาเห็นหลี่เผิงที่เลือดไหลออกเจ็ดทวาร หน้าซีดเผือก แล้ววินาทีถัดมา หลี่เผิงก็เริ่มละลายต่อหน้าต่อตา

"ช่วยด้วยยยยย!"

ผู้ฝึกตนขั้นก่อวายุรวบรวมพลังทั้งหมดเปล่งเสียงร้องโหยหวนสะเทือนฟ้าดิน หลักการตั้งมั่นจิตใจอะไรโยนทิ้งไปหมด ในหัวมีแค่คำว่า หนี!

หลี่ผิงวิ่งหนีตาย ยาเพิ่มพลังที่เตรียมไว้สู้กับหลี่ชิงหมิงถูกโยนเข้าปากทันที ฤทธิ์ยาเย็นซ่านช่วยให้เขาวิ่งเร็วปานม้าศึก วิ่งฝ่าความมืดไปไกลลิบในพริบตา...

แต่วิ่งไปหวาดระแวงไป พอหันกลับมามอง กลับเห็นหลี่เผิงที่เลือดท่วมหน้าโผล่มาข้างหลัง ดวงตาเย็นยะเยือกแทบจะแนบชิดแก้มเขา!

"อ๊ากกกกก!"

...

ในขณะเดียวกัน ในความมืดมิด สามซี้ที่กำลังขวัญผวา ก็เกือบหัวใจวายตายเพราะเสียงร้องโหยหวน

คนนำหน้าตัวโตหน้าซีดตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า "พี่พี่พี่พี่ลี่ เมื่อ เมื่อกี้มันสะสะสะ..."

หลี่หยวนข้างหลังแม้ตัวไม่สั่น แต่หน้าขาวเป็นกระดาษ "ฟังดูเหมือนพี่ผิง เหมือนเขาร้องให้ช่วย"

หลี่ลี่ถาม "เรา เราจะไปดูไหม?"

หลี่หยวนตอบ "ถ้าพี่ผิงยังไม่รอด พวกเราสามคนคง..."

"ทำไมเป็นงี้ไปได้..."

"สงสัย ในบ้านนี้จะมีกับดักโหดๆ ที่ฮูหยินใหญ่ทิ้งไว้"

หลี่ลี่ถาม "งั้น เรากลับไปตามคนมาช่วยดีไหม?"

ยังไม่ทันที่หลี่หยวนจะตอบ หลี่เผิงก็กัดฟัน วิ่งไปทางต้นเสียง

"หลี่เผิง?!"

"พี่พี่พี่ผิงมีภัย จะจะจะทิ้งกันไม่ได้!"

คำตอบของหลี่เผิงทำให้อีกสองคนละอายใจ กัดฟันข่มความกลัว วิ่งตามพี่เบิ้มไป แต่วิ่งไปได้สองก้าว ก็ชนหลังหลี่เผิงดังปึก เจ้ายักษ์หยุดเดินกะทันหัน

"พี่พี่พี่ลี่ ดู ดูนั่น ใช่ ใช่..."

ข้างหน้าไม่ไกล ในความมืดที่มีหมอกปกคลุม พอมองเห็นเงาคนลางๆ รูปร่างเหมือนหลี่ผิง แต่ท่าทางแข็งทื่อ ผมเผ้ารุงรัง เหมือนบาดเจ็บหนัก

กลั้นใจวิ่งเข้าไปหา แต่พอวิ่งไปได้สองก้าว ทั้งสามคนก็หยุดพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

ข้างหน้า ร่างของหลี่ผิงเริ่มสั่นไหวเบาๆ แล้วยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว เหมือนลูกบอลโดนเจาะลม มีเสียงกระดูกหักและเสียงบดขยี้เนื้อดังกร๊อบแกร๊บชวนเสียวฟัน สุดท้ายเหลือแค่กองเลือดเนื้อเละๆ บนพื้น... แต่หัวของหลี่ผิง กลับตั้งตระหง่านอยู่บนกองเนื้อนั้นในสภาพสมบูรณ์ ดวงตาแดงก่ำเบิกโพลง ตายตาไม่หลับ

"ว้ากกกกกก!"

ต่อให้รักกันแค่ไหน เจอคลื่นความกลัวสาดใส่ก็กระเจิง สามพี่น้องหันหลังวิ่งหนีคนละทิศละทาง

หลี่ลี่วิชาตัวเบาดีสุด วิ่งนำหน้าไปไกล สักพักเพิ่งนึกได้ว่าหลี่หยวนกับหลี่เผิงคงตามไม่ทัน รีบหันกลับไปมองหา แต่ในความมืดมิด จะไปมีเงาหลี่หยวนหลี่เผิงที่ไหน? มีแต่จุดขาวซีดที่เด่นหราในความมืด... หัวของหลี่ผิงที่ลอยอยู่กลางอากาศ!

"เชี่ยยยยย!! พี่ผิงอย่ามาหลอกผมเลยยย!"

จากนั้นหลี่ลี่ก็ไม่กล้าหันกลับไปมองอีกเลย ใส่เกียร์หมาวิ่งหน้าตั้งไม่หยุด...

คนสี่คน ต่างเผชิญความสยองในความมืด และต่างวิ่งหนีตายอย่างบ้าคลั่ง

การวิ่งหนีด้วยความตื่นตระหนกดำเนินไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ ทั้งสี่คนมีฝีมือไม่เลว แต่ก็เริ่มวิ่งจนหัวใจจะวาย หายใจไม่ทัน ระยะทางที่วิ่งน่าจะพอไปถึงเมืองเชื่อมฟ้าได้แล้ว แต่ความมืดรอบตัวไม่ลดลงเลย

สุดท้าย เมื่อทั้งสี่คนเริ่มหมดแรงกายแรงใจ ความมืดก็เริ่มถอยร่น

แสงรุ่งอรุณปรากฏที่ปลายสายตา เริ่มจากเส้นเล็กๆ แล้วขยายจนเต็มครรลองสายตา

แสงแดดยามเช้าสาดส่อง ทั้งสี่คนหยุดวิ่งพร้อมกัน... จริงๆ คือก้าวไม่ออกแล้ว

จากนั้น ทั้งสี่ก็มองเห็นกันและกัน พวกเขาอยู่ห่างจากประตูหน้าสวนสกุลเสิ่นไม่ไกล กำแพงสีเทา ประตูสีแดงพุทรา และกิ่งไม้โบราณที่ยื่นออกมา ยังคงเหมือนเดิมทุกประการ

มีแต่พวกเขาสี่คน ที่หน้าซีดเหมือนผี เสื้อผ้าหลุดลุ่ย หอบเหมือนหมาตาย น้ำมูกน้ำตาเปรอะเต็มหน้า...

ท่ามกลางความตกตะลึง คนรับใช้คนหนึ่งเดินออกมาจากตรอกไกลๆ มองพวกเขาด้วยความประหลาดใจ

"หลี่ผิง พวกนายทำอะไรกันอยู่ ฮูหยินรอจนโมโหแล้วนะ!"

...

บ้านใหญ่ตระกูลหลี่

หลี่ผิงคุกเข่าต่อหน้าเจ้านาย หมดเรี่ยวหมดแรง ร้องไห้โฮ

"ฮือๆๆๆ เกินไปแล้วครับ คุณหนูทำเกินไปจริงๆ! ผู้น้อยเกือบโดนหลอกจนหัวใจวายตายในค่ายกลลวงตา ฮือๆ ตอนเด็กๆ ผู้น้อยยังเคยไปซื้อถังหูลู่ให้คุณหนูอยู่เลย..."

ข้างหลัง สมุนทั้งสามก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น ครางฮือๆ พึมพำไม่รู้เรื่อง

หลี่เผิงยิ่งหนัก เอาแขนเสื้อเช็ดน้ำมูกน้ำตาจนแขนเสื้อชุ่มโชก เลอะเทอะเต็มพื้น

สภาพดูไม่ได้แบบนี้ ทำให้ลู่เซินที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานหงุดหงิดใจ แทบอยากจะสะบัดแขนเสื้อกวาดพวกนี้ออกไปวิ่งรอบเมืองสักเดือน

แต่ว่า เทียบกับการลงโทษไอ้พวกไม่ได้เรื่องพวกนี้ การรู้ให้ได้ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นสำคัญกว่า

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 12 - คุณหนูทำเกินไปจริงๆ

คัดลอกลิงก์แล้ว