- หน้าแรก
- ภรรยานอนโคม่าสามปี พอฟื้นขึ้นมากลับนอกใจ
- บทที่ 9 แค่รอ
บทที่ 9 แค่รอ
บทที่ 9 แค่รอ
บทที่ 9 แค่รอ
ผู้ช่วยรับคำสั่งแล้วหันหลังกลับเดินออกไป
ผมไม่ได้สังเกตเลยว่าประเด็นร้อนเกี่ยวกับเฉินจูและเจียงซินเยว่ได้กลายเป็นไวรัลไปเมื่อไม่กี่วันก่อนแล้ว
ยอดผู้ติดตามของเจียงซินเยว่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ก่อนที่เจียงซินเยว่จะทันได้เข้ามาหาผม เหล่าผู้ถือหุ้นก็เสนอให้จัดการประชุมขึ้น
ผมนั่งอยู่ในที่ประชุม พอจะเดาจุดประสงค์ของพวกเขาออกลางๆ
หลังจากทุกคนนั่งประจำที่ ฟู่เฉินก็เป็นฝ่ายเปิดประเด็น "ทุกท่านคงเห็นกระแสในโลกออนไลน์เกี่ยวกับเจียงซินเยว่และเฉินจูแล้วนะครับ เราน่าจะใช้กระแสนี้ให้เป็นประโยชน์ ให้พวกเขาเป็นพรีเซนเตอร์สินค้าแบรนด์หรูตัวนี้คู่กัน ผลลัพธ์น่าจะออกมาดีเยี่ยม"
เพราะฐานแฟนคลับของทั้งคู่ก็ไม่ใช่น้อยๆ
แถมตอนนี้ยังมีแฟนคลับคู่จิ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกต่างหาก
"เฉินจูเป็นนักร้อง เขาไม่เคยทำงานเป็นนายแบบมืออาชีพ" ผมขมวดคิ้วปฏิเสธ
ไม่ว่าจะด้วยความรู้สึกส่วนตัวหรือเพื่อผลประโยชน์ของบริษัท
ผมไม่ค่อยเต็มใจที่จะให้เฉินจูเข้ามาเกี่ยวข้องกับฟู่กรุ๊ป
แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้ผมไม่มีอำนาจต่อรองมากนัก
อีกทั้งทางเลือกนี้ยังสร้างผลประโยชน์ให้กับบริษัทได้มากกว่า
ก่อนที่ผมจะทันได้ปฏิเสธ เรื่องก็ถูกตัดสินไปแล้ว
หลังจบการประชุม ผมนั่งเหม่ออยู่ในห้องประชุมเพียงลำพังเป็นเวลานาน
จนกระทั่งร่างกายเริ่มแข็งเกร็ง ผมถึงได้ลุกขึ้นเดินออกมา
กลับมาที่ห้องทำงาน ผู้ช่วยได้นำเอกสารเสนอโครงการแบรนด์หรูตัวนี้มาวางไว้ให้แล้ว
สิ่งแรกที่สะดุดตาผมคือคำว่า "คู่รัก"
มันช่างบาดตาบาดใจเหลือเกิน
ไม่เพียงแต่ผมต้องสอนภรรยาตัวเองให้สร้างกระแสคู่จิ้นรักใสๆ กับชายอื่น
ตอนนี้ผมยังต้องเป็นคนเตรียมงานโฆษณาแบรนด์หรูให้พวกเขาในฐานะคู่รักอีกด้วย
จะมีสามีสักกี่คนบนโลกนี้ที่ยอมทำถึงขนาดนี้?
อาหารที่กินไปเมื่อเช้าย่อยหมดไปนานแล้ว กระเพาะที่ว่างเปล่าเริ่มประท้วงด้วยความเจ็บปวด
ผมหยิบยาจากลิ้นชักออกมากลืนลงคออย่างคุ้นชิน
ผู้ช่วยที่เดินเข้ามาพอดีเห็นเหตุการณ์นั้นเข้า
"ท่านประธานฟู่ ปวดท้องอีกแล้วเหรอครับ?" ผู้ช่วยถามด้วยสายตาเป็นห่วง
เขากลัวว่าผมจะเป็นลมล้มพับไปได้ทุกเมื่อ
เมื่อสบสายตาที่เป็นกังวลของเขา ผมฝืนยิ้มออกมา "ไม่เป็นไรครับ ผมกินยาแล้ว"
"มีธุระอะไรหรือเปล่า?"
สีหน้าของผู้ช่วยยังคงเคร่งเครียด "คุณผู้หญิงมาครับ ยืนกรานขอพบท่านให้ได้"
ยังไม่ทันสิ้นเสียง เจียงซินเยว่ก็ผลักประตูพรวดพราดเข้ามา
โชคดีที่คราวนี้เธอไม่ได้เอาประเป๋าฟาดใคร
เธอแค่จ้องมองผมด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
"ทำไมคุณถึงปฏิเสธไม่ให้เฉินจูร่วมงานกับฟู่กรุ๊ปล่ะ?"
ผมนับไม่ถ้วนแล้วว่าเจียงซินเยว่มาคาดคั้นผมเรื่องเฉินจูกี่ครั้ง
แม้จะไม่ใช่ความผิดของผม เธอก็ยังคงกล่าวโทษผมอย่างไม่ลดละ
"คุณรู้ไหมว่าเพราะเรื่องนี้ เฉินจูไม่ได้กินข้าวมาทั้งวันแล้วนะ?"
เห็นผมเงียบ เจียงซินเยว่ก็ยังคงต่อว่าผมไม่หยุด
แค่อดข้าววันเดียวเอง
เวลาผมยุ่งๆ ผมก็อดข้าวทั้งวันบ่อยไป
ไม่เห็นเธอจะเดือดเนื้อร้อนใจขนาดนี้เลย
"แค่อดข้าววันเดียว ทำไมต้องร้อนใจขนาดนั้นด้วย?"
ผมมองเจียงซินเยว่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เมื่อสังเกตเห็นท่าทีของผม เจียงซินเยว่ก็ชะงักไป
อาจจะรู้ตัวว่าทำเกินไป
เธอจึงลดน้ำเสียงลงให้อ่อนโยนขึ้น "ขอโทษนะอาหวย เมื่อกี้ฉันอารมณ์เสียไปหน่อย คุณก็รู้ว่าอาจูเป็นโรคกระเพาะ ฉันก็เลยเป็นห่วงเขาน่ะ"
เจียงซินเยว่จำได้แม่นว่าเฉินจูเป็นโรคกระเพาะ
แต่ในฐานะภรรยา เธอกลับไม่รู้เลยว่าสามีอย่างผมก็อดข้าวไม่ได้เหมือนกัน
เมื่อสบตาเธอ ใจผมก็อ่อนยวบลงอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้
"เดี๋ยวสัญญาจะส่งไปให้เฉินจูเร็วๆ นี้ สองสามวันนี้พวกคุณก็เตรียมตัวกันให้ดีแล้วกัน"
"ผมยังมีงานต้องทำ คุณกลับไปก่อนเถอะ"
พอเห็นผมยอมอ่อนข้อ ใบหน้าของเจียงซินเยว่ก็สว่างไสวด้วยรอยยิ้ม
เธอถึงกับโน้มตัวลงมาหอมแก้มผม
ผมรู้สึกโหวงเหวงในใจ เหมือนกับว่าเราไม่ได้ใกล้ชิดกันแบบนี้มานานเหลือเกิน
"ช่วงนี้คุณทำงานหนักมาก คืนนี้ฉันจะลงมือทำอาหารเย็นเอง"
พูดจบ เจียงซินเยว่ก็เดินจากไปอย่างมีความสุข
ได้ยินคำพูดของเธอ ผมก็แอบมีความหวังเล็กๆ ขึ้นมา
บางที ในใจของเธอ ผมอาจจะยังมีความสำคัญอยู่บ้าง
คืนนั้น ผมรีบกลับบ้านเร็วกว่าปกติ
จริงอย่างที่เจียงซินเยว่บอก บนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยกับข้าวมากมาย
แต่แค่กวาดตามองแวบเดียว รอยยิ้มของผมก็แข็งค้าง
ทั้งหมดเป็นอาหารที่ผมไม่ชอบ และเธอยังลืมไปว่าผมแพ้ถั่วลิสง
เห็นผมกลับมา เจียงซินเยว่ก็ยกซุปชามสุดท้ายมาวางบนโต๊ะ
"อาจูรู้ว่าจะได้ร่วมงานกับฟู่กรุ๊ป เลยอยากจะมาขอบคุณคุณด้วยตัวเอง อีกเดี๋ยวเขาคงมาถึง"
คำพูดของเจียงซินเยว่ทำลายความหวังริบหรี่สุดท้ายของผมจนย่อยยับ
ที่แท้ก็เป็นเพราะเฉินจูจะมา เธอถึงได้ลงมือทำอาหารเต็มโต๊ะขนาดนี้
ผมไม่พูดอะไร ทำได้แค่นั่งลงเงียบๆ
มองดูเจียงซินเยว่ที่นั่งฝั่งตรงข้ามก้มหน้าเล่นโทรศัพท์
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน เฉินจูก็ยังไม่มา
กระเพาะของผมเริ่มปวดตุบๆ อีกแล้ว
ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลคราวนั้น ถ้ากินข้าวไม่ตรงเวลา ผมจะปวดท้องทันที
แม้แต่ยาก็เอาไม่อยู่
และตอนนี้ ก็ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงแล้วหลังจากเจียงซินเยว่ทำอาหารเสร็จ
กับข้าวบนโต๊ะเริ่มเย็นชืด
"เฉินจูจะมาเมื่อไหร่? เรากินกันก่อน..."
ผมพูดได้แค่ครึ่งประโยค เจียงซินเยว่ก็พูดแทรกขึ้นมา
"รออีกหน่อยสิ อาจูบอกว่าติดธุระนิดหน่อย แขกยังไม่มา เราจะกินก่อนได้ยังไง?" เจียงซินเยว่พูดโดยไม่เงยหน้ามอง น้ำเสียงเจือความหงุดหงิดเล็กน้อย
ได้ยินดังนั้น ผมก็ได้แต่รอต่อไป
ผ่านไปอีกชั่วโมง ในที่สุดเฉินจูก็มาถึงอย่างล่าช้า
"ขอโทษทีครับ พอดีระหว่างทางมีธุระด่วน ให้รอนานเลย" เฉินจูเดินยิ้มเข้ามา
แล้วก็นั่งลงข้างๆ เจียงซินเยว่อย่างเป็นธรรมชาติ
ราวกับว่าผมต่างหากที่เป็นแขก
"กับข้าวเย็นหมดแล้ว..." เจียงซินเยว่มองดูอาหารบนโต๊ะด้วยความผิดหวัง
เฉินจูได้ยินดังนั้นก็หันไปมองบนโต๊ะอาหาร
"นี่ของโปรดผมทั้งนั้นเลยนี่นา"
ไม่ว่าจะฟังยังไง ผมก็สัมผัสได้ถึงความลำพองใจในน้ำเสียงนั้น
เจียงซินเยว่ยิ่งยืดอกภูมิใจ "แน่นอนสิ ผ่านไปนานขนาดนี้ รสนิยมของคุณก็ยังไม่เปลี่ยนเลยนะ"
มันเป็นแบบนั้นจริงๆ สินะ
ผมก้มหน้ายิ้มขื่น
ตอนนั้นเอง เฉินจูก็พูดขึ้นอีก "ท่านประธานฟู่ อุตส่าห์รอผมตั้งนาน ซินเยว่นี่จริงๆ เลย น่าจะให้คุณทานก่อนแท้ๆ แต่เธอดันยืนกรานว่าจะรอให้ผมมาถึงก่อนค่อยกินพร้อมกัน"
คำพูดของเขาเต็มไปด้วยการอวดดี เหมือนคิดว่าพูดแบบนี้แล้วจะยั่วโมโหผมได้
ซึ่งเขาก็ทำสำเร็จ
ภรรยาของผมทุ่มเทให้ชายอื่นหมดใจ แม้แต่อาหารก็ยังทำตามความชอบของเขา
ผมยิ้ม หยิบตะเกียบขึ้นมา "ไม่เป็นไรครับ ถ้าซินเยว่อยากรอ ก็รอ"
เห็นผมไม่โกรธ เฉินจูก็ขมวดคิ้ว
เขาดูประหลาดใจกับท่าทีสงบนิ่งของผม
เห็นผมเริ่มลงมือทาน เฉินจูก็ลุกขึ้นดึงแขนเจียงซินเยว่
"วันนี้คงไม่ได้กินข้าวเย็นที่นี่แล้วล่ะ กับข้าวเย็นชืดหมดแล้ว ผมพาคุณไปกินข้างนอกดีกว่า ท่านประธานฟู่ จะไปด้วยกันไหมครับ?"
เฉินจูเอ่ยชวนผมตามมารยาท
แต่เจียงซินเยว่ที่อยู่ข้างๆ กลับตัดสินใจแทนผมเสร็จสรรพ "เขาคงไม่ไปหรอกมั้ง? กับข้าวที่บ้านเยอะแยะขนาดนี้ ทิ้งไปก็เสียดายแย่ เราไปกันสองคนเถอะ"
พูดจบ เฉินจูก็ยิ้มแล้วลูบหัวเธอ "มีแต่ท่านประธานฟู่เท่านั้นแหละที่ใจดีขนาดนี้"
จากนั้นเขาก็ยิ้มและพยักหน้าให้ผม "ในเมื่อซินเยว่พูดแบบนั้น งั้นพวกเราขอตัวก่อนนะครับ"
"ไหนคุณบอกว่าลงมือทำเองเพื่อผมไง?" ผมถามเธอ เน้นเสียงทีละคำ
เจียงซินเยว่รีบร้อนอยากจะไปกับเฉินจู พอได้ยินผมพูดแบบนั้น เธอก็พูดอย่างไม่พอใจ "สุดท้ายคนที่กินก็คือคุณไม่ใช่หรือไง แล้วจะสนทำไมว่าฉันทำให้ใคร?"
พูดจบ เธอก็ไม่สนใจอะไรอีก ดึงมือเฉินจูเดินออกไป
ผมจ้องมองอาหารเต็มโต๊ะที่เย็นชืด ราวกับความรู้สึกระหว่างผมกับเจียงซินเยว่ที่ตายด้านไปแล้ว