- หน้าแรก
- ภรรยานอนโคม่าสามปี พอฟื้นขึ้นมากลับนอกใจ
- บทที่ 7 อาการกำเริบ
บทที่ 7 อาการกำเริบ
บทที่ 7 อาการกำเริบ
บทที่ 7 อาการกำเริบ
ผู้ช่วยปล่อยข้อมูลที่เตรียมไว้ออกไป บรรดากองทัพไซเบอร์ก็เริ่มปฏิบัติการประสานงานกันทันที
ผมโทรหาเจียงซินเยว่
ปลายสายดูเหมือนจะยุ่งอยู่ รออยู่นานก็ไม่มีใครรับสาย
เมื่อเห็นว่าใกล้เวลาประชุมเข้ามาทุกที ผมจึงเตรียมจะวางสาย
ทว่าจู่ๆ ก็มีเสียงดังลอดออกมาจากปลายสาย
เสียงน้ำไหลซู่ซ่าที่ได้ยินชัดเจนทำให้สีหน้าของผมทะมึนลง นัยน์ตาลึกโหลเหม่อมองออกไปไกลจากชั้นบนสุด ความคิดล่องลอยไปไกล
"มีธุระอะไรรึเปล่า? เยว่เยว่กำลังอาบน้ำอยู่"
ทันใดนั้น สมองของผมก็เหมือนไฟช็อต
อาบน้ำในเวลานี้ ผู้ใหญ่ที่มีสมองหน่อยก็คงเดาได้ว่ามันคือเรื่องบัดสีบัดเถลิงพรรค์นั้น
เฉินซูไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากผมอยู่นาน น้ำเสียงของเขาเจือแววขบขัน "พวกเรายังมีธุระต้องทำต่อนะครับ ประธานฟู่..."
ยุ่งงั้นเหรอ?
จะมีอะไรให้ยุ่งนักหนา?
ในขณะที่ผมกำลังถูกคณะกรรมการบริหารกดดัน เจียงซินเยว่กลับกำลังระเริงรักอยู่กับเฉินซูในเวลานี้
ฉับพลัน ถ้อยคำทั้งหมดที่เตรียมจะพูดก็มลายหายไปจนสิ้น ผมกดวางสายอย่างไม่ลังเล แล้วมุ่งหน้าตรงไปยังห้องประชุม
"ท่านประธานฟู่ ถึงแม้ว่ามูลค่าทางการตลาดของเจียงซินเยว่เมื่อก่อนจะหาตัวจับยาก แต่หายหน้าไปตั้งสามปี เราหาคนที่ดีกว่านี้มาแทนได้นะครับ"
ทันทีที่การประชุมเริ่มขึ้น กรรมการหวังก็เป็นคนแรกที่เปิดประเด็น
ผมหันไปมอง กรรมการหวังไม่กล้าสบตาผม
ก็จริง ในฐานะผู้อาวุโสคนหนึ่งที่ร่วมสร้างธุรกิจมากับพ่อของผม ตอนนี้กลับไปเข้าข้างคนนอกมาเล่นงานผม เขาคงไม่กล้าไปสู้หน้าพ่อผมในปรโลกหรอก
กรรมการหวังรู้สึกผิด ก้มหน้าต่ำลงเรื่อยๆ จนทำให้ฟู่เฉินที่นั่งอยู่ข้างๆ ต้องกุมขมับด้วยความระอา
เขารับช่วงต่อบทสนทนา "ในเมื่อเจียงซินเยว่จัดการยาก งั้นความคิดของผมคือ ผมจะดูแลแบรนด์หรูระดับไฮเอนด์ทั้งหมดเอง ถือซะว่าเป็นการหลีกเลี่ยงข้อครหาด้วย"
แปะ แปะ แปะ
ได้ยินคำพูดของเขา ผมก็อดไม่ได้ที่จะปรบมือให้
แบรนด์หรูของฟู่กรุ๊ปนั้นแตกต่างจากที่อื่น ในฐานะแบรนด์ที่โปรโมตระดับโลก กลุ่มเป้าหมายมีตั้งแต่ระดับบนลงล่าง ครอบคลุมวงกว้างมาก
ยิ่งไปกว่านั้น คอลเลกชันใหม่ในแต่ละฤดูกาลยังเป็นรากฐานในการสร้างสัมพันธ์อันดีกับเหล่าไฮโซในวงสังคม และยังเป็นหนทางในการสั่งสมคอนเนกชันและเพิ่มความร่วมมือในโครงการกับบริษัทอื่นๆ
ทว่า... ไลน์ธุรกิจนี้ผมเป็นคนปั้นมากับมือ ถ้าฟู่เฉินอยากได้ ก็ต้องดูว่าเขามีน้ำยาพอหรือเปล่า
สีหน้าของผมเรียบเฉยขณะกวาดตามองคนไม่กี่คนที่โต๊ะประชุม สีหน้าของแต่ละคนแตกต่างกันไป บ้างก็คาดหวัง บ้างก็ยังคงรอดูท่าที
"ไลน์ธุรกิจนี้ผมตัดสินใจเองไม่ได้ สิทธิ์การบริหารหลักอยู่ที่ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบ ถ้าคุณคิดว่าเอามาได้ ก็เชิญ"
คำพูดนี้เหมือนจะเปิดทางให้ฟู่เฉิน แต่น้ำเสียงของผมกลับทีเล่นทีจริง ในหูคนอื่นจึงฟังดูเหมือนการดูแคลนเสียมากกว่า
ยิ่งฟู่เฉินฟัง สีหน้าเขาก็ยิ่งบึ้งตึง
คนอื่นๆ ที่เหลือเห็นว่าเขาเปิดเกมได้ไม่สวย ก็ไม่กล้าออกหน้า
การประชุมครั้งนี้เริ่มต้นอย่างดุเดือดแต่จบลงอย่างเงียบงัน
ผมเหนื่อยล้าเหลือเกิน พอนึกถึงว่าคนที่ตกเป็นหัวข้อสนทนาตอนนี้กำลังอยู่กับเฉินซู ในขณะที่ผมต้องมาตามล้างตามเช็ดอยู่ที่นี่ จู่ๆ ความรู้สึกเบื่อหน่ายก็ถาโถมเข้ามา
ระหว่างทางไปห้องทำงาน เลขาฯ ดูเหมือนมีอะไรจะพูดแต่อ้ำอึ้ง ทว่าผมเหนื่อยเกินกว่าจะสังเกตเห็น และผู้ช่วยก็เปิดประตูเข้าไปทันที
ใครจะรู้ว่า จู่ๆ กระเป๋าชาแนลใบหนึ่งก็ลอยหวือพุ่งเข้ามาหาพวกเรา ตัวล็อกโลหะเฉียดแก้มผู้ช่วยไป จนเกิดรอยเลือดซึมขึ้นมาบนใบหน้าของเธอทันที
ผมเพ่งมอง ก็เห็นเจียงซินเยว่ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่กลางห้องทำงาน
ไม่รู้ทำไม ทั้งที่เมื่อครู่ผมพยายามติดต่อเธอแทบตาย แต่ตอนนี้ผมกลับไม่อยากให้เธอมาปรากฏตัวต่อหน้าเลยจริงๆ
ผมแค่รับไม่ได้ที่คิดว่าเธอไปมั่วสุมอยู่กับเฉินซูจนลืมวันลืมคืน
ใบหน้าของเจียงซินเยว่ยังคงเหมือนกับตอนที่ผมเจอเธอครั้งแรกในมหาวิทยาลัย ยิ่งได้รับการดูแลอย่างดีมานานก็ยิ่งดูเปล่งปลั่งและเย้ายวนใจ แต่หลังจากได้เห็นความพัวพันของเธอกับเฉินซู จู่ๆ ผมก็รู้สึกว่าผ้าขาวที่ผมทะนุถนอมมาตลอด แท้จริงแล้วเปรอะเปื้อนไปด้วยสิ่งสกปรกโสมม
"ไปทำแผลเถอะ วันนี้ผมให้คุณหยุด"
ผมโบกมือไล่ผู้ช่วย ประตูห้องทำงานปิดลง เหลือเพียงผมกับเจียงซินเยว่
เธอนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาสั่งทำพิเศษ มองมาที่ผมด้วยสายตาเย็นชา
ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเธอมาเพื่อทวงคำอธิบาย
"บริษัทโฆษณาทั้งหมดในชื่อของคุณจะถูกเรียกคืน ส่วนเรื่องเฉินซู..."
ผมชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อคิดว่าตัวเองกำลังจะสอนภรรยาให้แสดงความรักลึกซึ้งกับชายอื่นต่อหน้าสาธารณชน มันช่างน่าขันสิ้นดี
จากนั้นผมก็พูดต่อ "แสดงความรักให้มากหน่อย พูดถึงช่วงเวลาดีๆ สมัยเรียนมหาวิทยาลัยให้เยอะๆ สร้างภาพลักษณ์คู่รักต้นแบบ ผมคงไม่ต้องสอนรายละเอียดหรอกนะ?"
ผมไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่ง ผมกับเจียงซินเยว่จะเดินมาถึงจุดนี้
ประวัติการแชทพวกนั้นยังไม่ทันได้สะสาง ปัญหาใหม่ก็ผุดขึ้นมาอีก
"แต่ฉันมีสัญญาตั้งเยอะที่ต้องจ่ายค่าปรับ ฉัน..."
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะท่าทีของผมค่อนข้างอ่อนลงหรือเปล่า เจียงซินเยว่ถึงได้ได้คืบจะเอาศอก
ทว่าเงินหมุนเวียนของบริษัทตอนนี้จมอยู่กับโครงการแถบชานเมืองหมดแล้ว และตัวผมเองก็ลงทุนไปมากในช่วงแรก
ผมหลับตาลง ปฏิเสธอย่างเงียบๆ
"อาฮวาย ฉันมีแค่คุณนะ ถ้าไม่ใช่เพราะฉันต้องนอนโคม่าไปสามปี บางทีตอนนี้ฉันคงมีปัญญาจ่ายค่าปรับเองแล้ว"
รู้สึกถึงแรงกระตุกที่เสื้อ ผมลืมตาขึ้นสบเข้ากับดวงตาคู่หนึ่งที่รื้นไปด้วยน้ำตา
เจียงซินเยว่รู้เสมอว่าจะหาจุดอ่อนของผมเจอได้ที่ไหน รู้ว่าจะใช้สายตาคู่นั้นอ้อนวอนผมอย่างไร มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ผมจะปฏิเสธลง
ยิ่งไปกว่านั้น ในเวลานี้เธอยังยกเรื่องเมื่อสามปีก่อนขึ้นมาพูดอีก
จริงสิ ถ้าไม่ใช่เพราะเจียงซินเยว่ ผมอาจจะไม่มีโอกาสมานั่งสบายๆ อยู่ตรงนี้
แต่ทว่า หากเมื่อสามปีก่อนเธอรู้ว่าคนที่เธอตะเกียกตะกายช่วยชีวิตไว้จะต้องถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งระยะลุกลาม เธอจะยังตัดสินใจเหมือนเดิมอยู่ไหม?
ผมไม่มีทางรู้ได้เลย
"ครั้งสุดท้ายนะ"
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ภาพความทรงจำมากมายไหลผ่านเข้ามาในหัว แต่สุดท้ายผมก็ตอบตกลงอยู่ดี
เจียงซินเยว่ดีใจจนเนื้อเต้น โผเข้ากอดเอวผมทันที
กลิ่นหอมโชยมาเตะจมูก กลิ่นดอกพุดซ้อนที่คุ้นเคย ผสมปนเปกับกลิ่นครีมอาบน้ำที่ไม่คุ้นจมูก
แม้สัมผัสในอ้อมแขนจะนุ่มนวล แต่ผมก็ยังผลักเธอออกไปอย่างไม่ลังเล "ผมยังมีงานต้องทำ ให้เลขาฯ เยี่ยไปส่งคุณนะ"
บัญชีส่วนตัวของผมไม่มีเงินมากขนาดนั้น เพื่อรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับเจียงซินเยว่ ผมจึงรับโปรเจกต์เพิ่มมาอีกสองงาน
ในยามดึกสงัด ผมเฝ้ามองพระจันทร์ขึ้นเพียงลำพัง และเฝ้ามองพระอาทิตย์ลอยเด่นขึ้นมาอีกครั้ง
ในที่สุด ผมก็ต้องเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง
พอลืมตาขึ้น ผมสบสายตากับผู้ช่วย รู้สึกสับสนเล็กน้อย
"อาการกำเริบเหรอ?"
ไม่มีความหวาดกลัวต่อชีวิตที่กำลังจะสูญสิ้น และไม่มีความโล่งใจที่รอดพ้นจากความตายมาได้
น้ำเสียงของผมราบเรียบ ราวกับกำลังถามเขาว่าวันนี้วันอะไร
ผู้ช่วยมองผมด้วยสีหน้าซับซ้อน เหมือนมีอะไรอยากจะพูดมากมาย "ท่านประธานฟู่ ถ้าคุณยังฝืนใช้งานร่างกายหนักแบบนี้ต่อไป คุณจะเหลือเวลาอีกไม่มากแล้วนะครับ"
"ช่างเถอะ"
"ผมว่าคงต้องมีใครมาผ่ากะโหลกคุณดูบ้างแล้วล่ะ"
เสียงจากนอกประตูขัดจังหวะขึ้นมา เจ้าของเสียงฟังดูไม่เป็นมิตร และดูเหมือนจะมีมวลโทสะพุ่งตรงมาที่ผม
ทว่า ผมกลับมองหมอหลินที่อยู่ตรงหน้าด้วยความงุนงงสุดขีด