เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

AtW ตอนที่ 2 ฮอร์ราดริกคิวบ์

AtW ตอนที่ 2 ฮอร์ราดริกคิวบ์

AtW ตอนที่ 2 ฮอร์ราดริกคิวบ์


AtW ตอนที่ 2 ฮอร์ราดริกคิวบ์

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารก่อนใคร ND Translate นิยายแปลไทย

อัศวินเบ็นเน็ตต์สวมชุดที่ทำมาจากผ้าฝ้ายสีขาวไม่มีลวดลายใดๆ เขานั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารค่ำ ใบหน้าของอัศวินคนนี้จะดูจริงจังอยู่ตลอดเวลา อาเบลไม่เคยเห็นเขาแสดงสีหน้าอื่นเลย

แต่จริงๆ แล้วคำว่า 'ไม่เคย' ก็จะเป็นคำที่ฟังดูเหมือนเกินจริงไปหน่อย ครั้งสุดท้ายที่เขาเห็นสีหน้าท่าทางของอัศวินเบ็นเน็ตต์เปลี่ยนไปก็เมื่อตอนปีที่แล้ว ตอนที่เขาพึ่งจะฟื้นจากอาการโคม่านั้นเอง อาเบลไม่เคยลืมใบหน้าของผู้เป็นพ่อที่มีความสุขมากในตอนที่เขาตื่นขึ้นในโลกใบนี้

ส่วนแม่ของอาเบลนั้นมีชื่อว่านอร่า เธอเป็นผู้หญิงที่ใจดีอีกคนหนึ่ง เธอเป็นคนที่คอยป้อนข้าวป้อนน้ำอาเบลในตอนที่เขากำลังบาดเจ็บจนเขานั้นหายดี นี้เป็นเหตุผลทั้งหมดที่ทำให้อาเบลยอมรับว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้

อาเบลไม่เคยชินกับการพูดขอบคุณก่อนทานอาหารในทุกครั้ง เขาไม่เคยเชื่อเรื่องพระเจ้ามาก่อนในตลอดชีวิตสามสิบปีที่ผ่านมา จนกระทั่งเขาได้เข้าสู่พิธีอธิฐานขอพรต่อแสงศักดิ์สิทธิ์ พิธีกรรมนี้เป็นพิธีที่คนส่วนใหญ่ในโลกแห่งนี้จะอุทิศตนเข้าร่วมและตั้งใจสักการะเป็นอย่างมาก

ไม่มีใครเคยพูดในระหว่างการรับประทานอาหาร ด้วยเกียรติของอัศวินทำให้ครอบครัวของพวกเขาค่อนข้างจะถือเรื่องนี้และคงยึดมั่นในกิริยาท่าทางที่สง่าผ่าเผยอยู่ตลอดเวลา

ในมื้ออาหารค่ำคืนนี้ มีเนื้อชิ้นใหญ่ที่ถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วน พ่อกับซัคจะเป็นสองคนที่ได้เนื้อส่วนใหญ่ทั้งสองส่วนไป ส่วนแม่กับอาเบลนั้นจะได้เนื้อสองส่วนที่น้อยกว่าเนื้อในส่วนแรกเป็นอย่างมาก การกินอาหารที่มีประโยชน์เองจะช่วยพัฒนาลมปราณของเหล่าอัศวินได้ ดังนั้นจึงไม่มีการแบ่งอาหารอย่างเป็นธรรมในทุกๆ คนของครอบครัวนี้

ในฐานะที่อาเบลเป็นเหมือนกับเทรนเนอร์ของนักเพาะกาย อาเบลไม่เคยกินเนื้อสัตว์น้อยขนาดนี้มาก่อน จานเนื้อของเขาที่ถูกแบ่งมามีน้ำหนักประมาณหนึ่งปอนด์เท่านั้น ในตอนนี้เขามีอายุเพียง 12 ปี ปริมาณสารอาหารที่เขาได้รับไม่เพียงพอสำหรับร่างกายของเขาเท่าไรนัก เขาจึงต้องกินโจ๊กเพื่อทดแทนสารอาหารที่เสียไป อาเบลกินอาหารทั้งหมดเพียงในเวลาไม่กี่นาที

''ตรงนี้ยังมีอีกนะลูก'' เสียงอ่อนโยนของผู้เป็นแม่กำลังพูดกับอาเบลอยู่ เธอแบ่งเนื้อของเธอเองกว่าครึ่งให้ลูกของเธอ

อัศวินเบ็นเน็ตต์มองมาทางอาเบลอย่างรวดเร็ว แต่เขากลับไม่ได้พูดอะไรกับอาเบล เบ็นเน็ตต์นั้นก้มหน้ากินอาหารต่อไป มือที่ค่อนข้างจะเก้งก้างของเขากำลังจะใช้มีดหั่นเนื้ออย่างเบามือ ทันใดนั้นมีเสียงมีดกระทบกับจานดังขึ้น นี้เป็นสิ่งที่ผิดปกติสำหรับบ้านหลังนี้ ซัคเป็นคนที่ทำให้เสียงมีดกระทบจานดังขึ้น อัศวินเบ็นเน็ตต์มองซัคในทันที ซัคจึงค่อยๆ ใช้มีดอย่างระมัดระวัง

''ขอบคุณท่านแม่'' อาเบลขอบคุณนอร่าก่อนที่จะรับอาหารของเธอมา นี้เป็นวิธีการแสดงความรักของนอร่าผู้เป็นแม่ หากอาเบลปฏิเสธไปคงจะทำให้เธอเสียใจ เขาจึงตัดสินใจที่จะรับมา

การใช้ชีวิตของครอบครัวเบ็นเน็ตต์แบบนี้เป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว เบ็นเน็ตต์จะให้ซัคตามเขาไปฝึกฝนหลังมื้อค่ำอยู่เสมอ อาเบลไม่ได้รับอนุญาติให้เข้าร่วมการฝึกนี้จนกว่าเขาจะได้เป็นอันดับหนึ่งของอัศวินฝึกหัด และอาเบลจะต้องเป็นอันดับหนึ่งของอัศวินฝึกหัดในพรุ่งนี้ที่จะมาถึง

อาเบลไม่อยากจะเสียเวลาเพื่อเป็นอัศวินฝึกหัดระดับหนึ่ง เขามุ่งตรงกลับมาที่ห้องของเขาก่อนที่จะฝึกการนั่งควบคุมการหายใจแบบอัศวิน ในตอนนี้เขากินอาหารจนอิ่มเต็มที่แล้ว ปริมาณอาหารนั้นเพียงพอที่จะทำให้ลมปราณที่เขาได้ฝึกฝนมาทั้งวันนั้นพัฒนาก้าวหน้ามากขึ้น

เทคนิคการหายใจเป็นส่วนสำคัญของการฝึกฝนเป็นอัศวิน แต่ละครอบครัวของอัศวินมักจะฝึกเทคนิคการหายใจในแบบเฉพาะของตนเอง หากมีอัศวินสามารถสร้างผลงานในสนามรบได้ อัศวินเหล่านั้นจะสามารถเปลี่ยนผลงานพวกนั้นให้เป็นการพัฒนาเทคนิคการหายใจของพวกเขาได้

หลังจากที่อาเบลนั่งอยู่บนพื้นที่ขรุขระ เขาสงบสติอารมณ์และเริ่มนั่งฝึกฝนการหายใจ เขาค่อยๆ ปรับจังหวะการสูดหายใจเข้าและค่อยๆ หายใจออกอย่างช้าๆ ในท้องของเขาตอนนี้รู้สึกเหมือนมีลมเข้าและออกอย่างสม่ำเสมอคล้ายกับจังหวะของกลอง อาเบลหายใจออกเป็นริ้วสีขาวที่มีกลิ่นหอมจางๆ ซึ่งค่อยๆ จางหายไปในอากาศ อาหารที่เขาพึ่งจะกินเข้าไปนั้นถูกย่อยสลายอย่างรวดเร็วเมื่อเขาทำเช่นนี้

หลังจากที่เขาหายใจเช่นนี้ประมาณยี่สิบครั้ง อาหารทั้งหมดที่เขากินเข้าไปแปรเปลี่ยนเป็นพลังลมปราณที่ได้จากการฝึกตลอดวันมานี้ ลมปราณมันค่อยๆ ก่อตัวเป็นเมอร์ริเดียน

การรวมกันของลมปราณเป็นเมอริเดียนในตอนแรกยังคงไม่เสถียรสูมบูรณ์ ในตอนนี้อาเบลคิดว่าเขาล้มเหลวอีกแล้ว แต่ในทันใดนั้นเองพลังจากเมอริเดียนก็โผล่ออกมาจากร่างกายของเขา อาเบลเองไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเขา แต่ร่างกายของเขาหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเหมือนกับพึ่งตื่นนอนในตอนเช้า

ในที่สุดเขาก็กลายเป็นอัศวินฝึกหัดระดับหนึ่ง หนึ่งปีก่อนนั้นพ่อของอาเบลได้แสดงพลังของอัศวินให้อาเบลได้เห็น พ่อของเขาฟันต้นไม้ต้นใหญ่ขาดครึ่งได้ในการฟันเพียงครั้งเดียว ในเวลานั้นเองอาเบลจึงตระหนักได้ว่าโลกใบนี้นั้นมีพลังที่เหนือธรรมชาติอยู่ ซึ่งแตกต่างจากที่โลกเขามาเป็นอย่างยิ่ง ในโลกใบนี้ความแข็งแกร่งจะสามารถทำให้เขามีชีวิตรอดได้

เมื่ออาเบลขอให้พ่อของเขาฝึกฝนเขาให้กลายเป็นอัศวินเหมือนพ่อ ในตอนนั้นเองอาเบลจึงรู้สถานการณ์ในครอบครัวของเขา เบ็นเน็ตต์ได้อธิบายให้ฟังว่า ในฐานะที่อาเบลนั้นเป็นลูกชายคนที่สอง การฝึกฝนของเขาจะต้องไม่รบกวนการฝึกของพี่คนโต

ในฐานะที่ซัคเป็นลูกชายคนแรก เขาจะถูกให้ความสำคัญมากกว่า การมอบทรัพยากรให้ซัคทั้งหมดจึงเป็นเรื่องที่อาเบลไม่อาจโต้แย้งได้ ถึงแม้ว่าเขาจะยังสามารถเรียนรู้หนทางที่จะเป็นอัศวินได้แต่ก็ต้องพึ่งตัวเองเป็นส่วนมาก

ถึงแม้ว่าอาเบลจะตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ แต่อาเบลเองก็ยังสามารถเรียนรู้ในสิ่งที่พ่อของเขาสอนให้ได้ หลายเดือนก่อนที่เขาหายจากอาการบาดเจ็บ เขาได้รับการสอนถึงวิธีการดูแลม้า การดูแลรักษาอาวุธยุทโธปกรณ์ และการฝึกยิงธนู อาเบลยังได้รับสอนถึงมารยาทที่เหมาะสมสำหรับอัศวิน เขาได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่จะทำให้เขากลายเป็นอัศวินอีกมากมาย ทั้งหมดนี้พึ่งเกิดขึ้นเมื่อสองเดือนที่แล้วเท่านั้น

ในขณะที่เขากำลังดีใจกับพัฒนาการครั้งสำคัญ อาเบลได้สังเกตเห็นว่าเส้นลมปราณที่แขนขวาของเขาหายไปอย่างรวดเร็ว การดีใจของเขาหยุดลงอย่างรวดเร็วในไม่กี่วินาที ถ้าหากยังเป็นอย่างงี้ต่อไป อาเบลจะสูญเสียพัฒนาการทั้งหมดจากการฝึกไป

การฝึกนั่งหายใจของเขาในคืนนี้ยังคงล้มเหลวเช่นเดิม อาเบลสูญเสียลมปราณในตอนสุดท้ายไป แต่เขาสามารถฝึกฝนจนทำให้ลมปราณนั้นกลับมาได้เพียงแค่ใช้เวลาหนึ่งถึงสองวัน อาเบลยังไม่สูญเสียฐานะอัศวินฝึกหัดไป

แต่ในตอนนี้เองยังมีลมปราณไหลออกมาจากตัวเขาอยู่ เพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของอาเบลเอง เขาจึงดึงแขนขวาของตัวเองออกมาดูอีกที แขนของเขามีเงาส่องแสงสว่างส่องอยู่ ในตอนแรกนั้นเขาไม่ทันสังเกตเห็นสิ่งนี้

อาเบลมองเงาลึกลับนี้เป็นเวลานาน เขาไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมเงานี้จึงดูคุ้นๆ สำหรับเขา

''มันคือฮอร์ราดริกคิวบ์อย่างงั้นหรอ'' อาเบลกระโดดอยู่กับที่ทันที่ที่เขาคิดออก สิ่งนี้มันคือฮอร์ราดริกคิวบ์ไม่ผิดแน่ ในฐานะที่อาเบลเป็นผู้เล่นตัวยงของเกม Diablo 2 ทำให้เขาจำสิ่งสิ่งนี้ได้ดี

''มันตามฉันมาที่โลกแห่งนี้หรอ?'' อาเบลเดินไปรอบห้องด้วยความตื่นเต้น ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่เขาจะคุ้นเคยและรู้จักมัน แต่การได้เห็นฮอร์ราดริกคิวบ์แบบนี้เป็นเหมือนกับการหาขวดน้ำเจอในใจกลางทะเลทราย

ดูเหมือนว่าฮอร์ราดริกคิวบ์จะอยู่ตรงนี้แต่แรก เหตุที่มันไม่เคยปรากฎออกมาก่อนก็เพราะว่าคงไม่มีพลังงานเพียงพอที่จะเปิดใช้งานมัน ตั้งแต่อาเบลฝึกฝนจนกลายเป็นอัศวินฝึกหัดระดับหนึ่งในคืนนี้ ทำให้พลังลมปราณของเขาไหลเขาไปในคิวบ์อันนี้

ฮอร์ราดริกคิวบ์กำลังลอยอยู่เหนือแขนขวาของเขา อาเบลเอานิ้วของเขาไปแตะที่คิวบ์ ทันใดนั้นมีหน้าต่างแสดงช่องเก็บไอเท็มขึ้นมา ในช่องเก็บของทั้งหมดมีถึง 12 ช่อง แต่กลับมีคัมภีร์สีฟ้าเพียงเล่มเดียวที่กินช่องพวกนั้นจนหมด

คัมภีร์สีฟ้าเล่มนี้มันคือ ''คำภีร์วาร์ป'' นั่นเอง อาเบลจำมันได้ดี มันเป็นคัมภีร์วาร์ปที่เขาใช้ซอฟแวร์แฮคก่อนที่จะถูกฟ้าผ่า คัมภร์วาร์ปอันนี้จะสร้างตัวเองขึ้นใหม่ในทุกๆ ไม่กี่นาที

''ฉันจะเอาคัมภีร์วาร์ปอันนี้ออกจากคิวบ์'' อาเบลคิดจะเอาใบวาร์ปออกมาจากคิวบ์ ทันใดนั้นคัมภีร์วาร์ปก็ปรากฎขึ้นบนมือของเขา คัมภร์วาร์ปอันนี้เป็นหนังสือเล่มใหญ่พอๆ กับนิตยสารในโลกเดิมของเขา ปกสีฟ้าของมันถูกตกแต่งด้วยขอบสีทองเข้ม

''ฉันจะกลับบ้านได้หรอหากใช้คัมภีร์วาร์ปอันนี้?'' อาเบลตื่นเต้น หัวใจของเขาเต้นถี่มากยิ่งขึ้น เขาอยากจะเจอพ่อแม่ที่แท้จริงของเขา เขาอยากจะกลับไปลิ้มรสอาหารที่แม่ของเขาทำให้อีกครั้ง ในตอนนี้เขาคิดถึงบ้านเกิดเป็นอย่างมาก ตลอดทั้งปีที่อาเบลอาศัยอยู่ที่นี่ เขาไม่เคยคิดถึงบ้านมาก่อนจนถึงตอนนี้

หลังจากเปิดคัมภีร์วาร์ป เขาพบกับคัมภีร์วาร์ปที่แตกต่างกันถึง 20 แบบ ม้วนคัมภีร์เหล่านี้ทำมาจากขนแกะสีขาวมัดด้วยริบบิ้นสีน้ำเงิน หากอาเบลต้องการจะวาร์ปเขาจะต้องดึงริบบิ้นออกเพื่อเปิดใช้วาร์ป

อาเบลพยายามใช้นิ้วของเขาดึงริบบิ้นออก แต่ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่างทำให้เขาไม่สามารถดึงริบบิ้นออกจากคัมภีร์ได้ หลังจากที่เขาลองดึงอีกหลายครั้ง ในที่สุดเขาก็ดึงริบบิ้นออกจากคัมภีร์ได้

เมื่อดึงริบบิ้นออกกลับมีเพียงลูกไฟออกมาจากคัมภีร์ ไม่มีประตูวาร์ปใดๆ อาเบลรู้สึกผิดหวังในทันที อาเบลโยนคัมภีร์ทิ้ง ทำให้เกิดรอยไหม้บนพรมที่เขายืนอยู่ แน่นอนว่ามันได้ดับไปแล้ว

ทำไมถึงใช้ไม่ได้ผลกัน? ทำไมถึงมีแค่ลูกไฟที่ออกมา? อาเบลพยายามลองอีกหลายครั้ง แต่ผลลัพธ์กลับออกมาเหมือนเดิม ทุกครั้งที่เขาพยายามจะเปิดคัมภีร์มันจะมีเปลวไฟออกมาเผาไหม้เนื้อหาข้างในจนกลายเป็นเถ้าถ่านไป

อาเบลร้องไห้หลังจากที่เขาพยายามอย่างสูญเปล่า เขาร้องไห้อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเหนื่อยหลับไป

ในขณะที่อาเบลกำลังหลับอยู่นั้นเอง มีแสงจากดวงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างไปกระทบกับใบหน้าของเขา น้ำตาที่ไหลอาบแก้มของเขาค่อยๆ ปลิวหายไปในสายลมของค่ำคืนนี้ ถึงแม้ว่าเขาจะนอนอยู่บนเตียงแต่ก็กลับทำให้รู้สึกเหน็บหนาว

''ปะป๊า มาม๊า'' เสียงเด็กคนหนึ่งที่กำลังร้องเรียกอะไรบางอย่างอยู่ในค่ำคืนนี้ มันเป็นเหมือนเสียงเรียกของเด็กที่สิ้นหวังที่กำลังคิดถึงพ่อแม่ของเขา ไม่มีใครในโลกแห่งนี้เขาใจความหมายของคำคำนี้ มันเป็นภาษาต่างโลกนั่งเอง

ภาษาที่อาเบลใช้เมื่อครู่นี้เป็นภาษาจีนกลาง ภาษาจีนกลางเป็นภาษาที่อาเบลในอดีตนั้นใช้ในบ้านของเขานั่นเอง คำที่อาเบลพูดออกมาใช้สำหรับเรียกพ่อแม่ของเขา

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารก่อนใคร ND Translate นิยายแปลไทย

จบบทที่ AtW ตอนที่ 2 ฮอร์ราดริกคิวบ์

คัดลอกลิงก์แล้ว