- หน้าแรก
- แค่ลบแล้วเขียนใหม่ ชะตากรรมก็ง่ายแค่นี้เอง
- บทที่ 7 - เมฆาขาวล่องลอยไกล
บทที่ 7 - เมฆาขาวล่องลอยไกล
บทที่ 7 - เมฆาขาวล่องลอยไกล
บทที่ 7 - เมฆาขาวล่องลอยไกล
"เมฆาขาวรวมตัวสลายตัวไร้ซึ่งความแน่นอน ล่องลอยไปมาไม่อาจคาดเดา... ขอบเขตสูงสุดสามารถทะลวงผ่านห่าธนูหมื่นดอกได้โดยไม่บาดเจ็บแม้แต่น้อย แต่กำเนิดก็ตั้งอยู่บนจุดที่ไม่พ่ายแพ้แล้ว เรียกขานว่า ท่องแดนเสรี"
ณ ตำหนักไป๋อวิ๋น หนิงสวินชิวอ่านคัมภีร์วายุเมฆาคู่พิฆาต 《เมฆาขาวล่องลอยไกล》 จบแล้วก็เงียบไปครู่หนึ่ง
วิทยายุทธ์ทั่วหล้า มีเพียงความเร็วที่ไม่ถูกทำลาย
และ 《เมฆาขาวล่องลอยไกล》 ก็คือวิชาตัวเบาชั้นเลิศอันดับหนึ่งที่ใต้หล้ายอมรับ เป็นวิชาที่ปรมาจารย์รุ่นที่สามของเขาชิงซานคิดค้นขึ้นเพื่อป้องกันตัวขณะท่องไปทั่วหล้าในยุคสงคราม
"ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมชีวิตในชาติที่เป็นมารกระบี่ของข้าเอะอะก็ก็ถือกระบี่บุกตะลุยทัพใหญ่ ตัดเศียรผู้คนราวกับเดินในที่ไร้คน สังหารหมู่ชาวยุทธจักร ปรมาจารย์สามคนที่อยู่ในระดับเดียวกันยังไม่อาจสังหารข้าได้
ลอบสังหารจิ้นหวัง... เกรงว่าเจ้าคงจะบุกเข้าไปตรงๆ เลยสินะ นี่เรียกว่าลอบสังหารหรือคงต้องบอกว่า... สมกับที่เป็นข้าจริงๆ"
หนิงสวินชิวไม่ได้รู้สึกแปลกใจ
หากเขาไร้ซึ่งห่วงใยใดๆ ก็อาจจะยโสโอหังกว่าตัวเองในหนังสือเสียอีก
เพียงแต่ว่าเขาได้ใช้ชีวิตใหม่อีกครั้ง ชีวิตสุขสมบูรณ์ อนาคตสดใส แน่นอนว่าต้องซุ่มตัว ไม่สิ ควรเรียกว่า ชะลอความสุข
ชาติที่แล้วเขาเล่นเป็นนาซัส อดทนแบกรับความอัปยศ ค่อยๆ ฟาร์มอย่างเงียบๆ สิบแปดนาทีก็มีสามร้อยสแต็กพร้อมออกจากเลน
หากไม่ใช่เพื่อชัยชนะในท้ายที่สุด เพื่อช่วงเวลาที่ดุจเทพจุติแล้วล่ะก็ การที่เขาทนให้คู่ต่อสู้ดูถูกว่าอ่อนหัดมาตั้งนานในช่วงต้นเกมก็จะไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง
ก็เหมือนกับในความเป็นจริง แม้หนิงสวินชิวจะรู้ว่าการออกไปท่องยุทธภพภายนอกอาจจะสร้าง 【ความสำเร็จแห่งชีวิต】 ได้มากขึ้น
แต่เขาก็ยังเลือกที่จะซุ่มตัวอยู่บนเขา
เพื่ออะไรน่ะหรือ แน่นอนว่าเป็นปรมาจารย์ มีพลังพอที่จะป้องกันตัวเองได้แล้วค่อยเริ่ม สร้างความสำเร็จแห่งชีวิตตามใจชอบ (ใช้ชีวิตให้สนุก)
เพียงแต่ตอนนี้หนิงสวินชิวมี 《คัมภีร์ลิขิตสวรรค์》 แล้ว แม้กระทั่งวิชาเซียนก็ปรากฏขึ้นในหนังสือ นั่นหมายความว่าการมีชีวิตอมตะก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
เมื่อมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่า หนิงสวินชิวก็รู้สึกว่าเรื่องราวต่างๆ ในโลกมนุษย์นั้นช่างน่าเบื่อหน่ายไปในทันที แม้แต่การเป็นปรมาจารย์แล้วลงเขาไปสร้างชื่อเสียงก็หมดความสนใจไปแล้ว
"ฝึก 《เมฆาขาวล่องลอยไกล》 ให้ถึงระดับท่องแดนเสรีก่อนแล้วกัน"
หนิงสวินชิวเริ่มตั้งใจฝึกฝนในตำหนัก 【อักษรลิขิต·ยอดยุทธ์】 ทำงาน เรียนรู้ได้ในทันที เขาวูบไหวไปมาในตำหนัก ร่างกายราวกับภูตผี
เวลาผ่านไปอย่างไม่รู้ตัว
"ศิษย์พี่เจ้าสำนัก ศิษย์พี่หญิงเรียกท่านไปทานข้าวแล้วเจ้าค่ะ"
นอกตำหนัก เด็กหญิงผมเปียคู่คนหนึ่งร้องเรียกเบาๆ
นางเงี่ยหูรอคอยการตอบรับ
หนิงสวินชิวเงยหน้าขึ้น แสงในตำหนักที่มืดสลัวนั้นอ่อนแรง
เขาฝึกตั้งแต่รุ่งอรุณจนถึงยามค่ำคืน
ร่างวูบไหว เกิดเงาซ้อนทับกัน ในชั่วพริบตา เขาก็มายืนอยู่ข้างหลังเด็กหญิงอย่างเงียบเชียบ
เด็กหญิงไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย ยังคงยืนอยู่ที่ประตูตำหนัก
หนิงสวินชิวตั้งจิตนึกถึง เบื้องหน้าก็ปรากฏข้อมูลขึ้นมาบรรทัดหนึ่ง
【เมฆาขาวล่องลอยไกล (เริ่มต้น) 21/100】
เมื่อเห็นว่า 《เมฆาขาวล่องลอยไกล》 เข้าสู่ระดับเริ่มต้นแล้ว เขาก็อดที่จะยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยไม่ได้
ยอดวิชาตัวเบานี้เกี่ยวข้องกับวิชาคณิตศาสตร์แขนงหนึ่งที่ลึกซึ้งเข้าใจยาก ท่านอาจารย์ของเขาไม่เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์ ต่อให้ฝึกมาหลายสิบปี อย่างมากก็แค่ระดับเชี่ยวชาญ
หากเป็นเมื่อก่อน ยอดวิชาที่เหมือนตำราสวรรค์เล่มนี้ เขาก็คงต้องใช้เวลาอ่านอย่างน้อยสิบวันครึ่งเดือนถึงจะเริ่มฝึกฝนอย่างเป็นทางการได้ สามเดือนก็น่าจะพอเข้าระดับเริ่มต้นได้ นี่ก็เพราะมี "แต้มรู้แจ้ง" เพิ่มเข้ามาด้วย
ทุกครั้งที่หนิงสวินชิวตั้งใจฝึกยุทธ์เสร็จ ในใจก็จะเกิด "ความเข้าใจ" ใหม่ๆ ขึ้นมา เมื่อพบกับอุปสรรค เพียงแค่ร่ายรำสักพักก็จะทะลวงผ่านไปได้อย่างเป็นธรรมชาติ
นี่คือผลของ 【อักษรลิขิต·ยอดยุทธ์】 ที่ฝึกร้อยครั้งย่อมสำเร็จ มันช่างน่าสะพรึงกลัวอะไรเช่นนี้
"อาชิง ไปกันเถอะ"
หนิงสวินชิวเอ่ยขึ้นมาอย่างกะทันหัน
"ศิษย์พี่เจ้าสำนัก ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร หรือว่าจะเป็น"
อาชิงหันกลับมาก็ตกใจ หันไปมองที่ประตูตำหนักอีกครั้ง ดูเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออก นางกลืนน้ำลาย จ้องมองหนิงสวินชิวเขม็ง ถอยหลังไปสองสามก้าว แล้วก็... หันหลังวิ่งหนีสุดชีวิต
"จะวิ่งหนีทำไม"
หนิงสวินชิวไม่เข้าใจ เขาคว้าตัวอาชิงขึ้นมา
"ฮือๆ อย่า อย่ากินข้าเลยนะเจ้าคะ อาชิงผอมเกินไปไม่อร่อยหรอก"
อาชิงเบิกตากว้าง น้ำตาคลอเบ้า โบกมือขอความเมตตา
หนิงสวินชิวงงไปครู่หนึ่ง เขารู้ที่มาของอาชิง
นอกจากบรรดาคุณชายคุณหนูจากตระกูลขุนนางที่ขึ้นเขามาฝึกวิชาอยู่หลายปีแล้ว ที่เขาชิงซานยังมีบางส่วนที่เป็นคนทุกข์ยากที่ท่านอาจารย์ของเขารับเลี้ยงไว้ด้วยความสงสารขณะท่องไปทั่วหล้า
คนที่มีรากฐานกายาดีก็ให้ฝึกยุทธ์ คนที่หัวดีก็ให้ร่ำเรียนหนังสือ คนที่พรสวรรค์ทึบก็ให้ถ่ายทอดวิชาชีพแขนงหนึ่ง เมื่อเติบใหญ่แล้วก็จะลงเขาไปใช้ชีวิตด้วยตัวเอง
นอกจากศิษย์สายตรงสองคนแล้ว คนอื่นๆ บนเขาก็ล้วนเป็นศิษย์ในนามทั้งสิ้น
ตอนที่ท่านอาจารย์พาอาชิงกลับมา นางยังอยู่ในผ้าอ้อม เปื้อนเลือด นางเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวจากหมู่บ้านแห่งหนึ่ง
"ศิษย์พี่ไม่ใช่ผีกินคนนะ ดูสิ มีอุณหภูมิด้วย"
หนิงสวินชิวพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แล้วยื่นมือไปหยิกแก้มแดงๆ ของเด็กหญิง
"เอ่อ"
อาชิงสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากมือ น้ำตาหยุดไหล เห็นได้ชัดว่าโล่งใจไปมาก
หนิงสวินชิวอุ้มอาชิงออกจากตำหนักไป๋อวิ๋น แล้วหยุดที่ลานกว้างแห่งหนึ่งที่เชิงเขาด้านหลัง
ที่นี่มีเรือนไม้เรียงรายอยู่แถวหนึ่ง เป็นที่พักและที่ทานอาหารของศิษย์ในสำนัก เพียงแต่ตอนนี้มีคนอยู่ไม่กี่คน
ผลักประตูห้องที่ใหญ่ที่สุดเข้าไป บนโต๊ะอาหารมีทั้งปลาทั้งเนื้อ กลิ่นหอมฟุ้ง
นอกจากศิษย์น้องเกาเฟยเสวี่ยแล้ว ยังมีอีกสองคน เด็กชายผิวคล้ำหน้าตาธรรมดาคนหนึ่ง กับเด็กชายอ้วนท้วนขาวนวลอีกคนหนึ่ง ทั้งสองอายุราวแปดขวบ
เด็กชายผิวคล้ำชื่อจ้าวผิง เด็กชายอ้วนท้วนขาวนวลชื่อจางฮั่น
"ศิษย์พี่เจ้าสำนัก"
จ้าวผิงนิสัยสุขุมเยือกเย็น เขาวางตะเกียบลงทันทีแล้วลุกขึ้นยืน ประสานมือคารวะอย่างมีแบบแผน
จางฮั่นปากเต็มไปด้วยอาหาร ร้องเรียกตามมาคำหนึ่ง
หนิงสวินชิวโบกมือ วางอาชิงลง แล้วนั่งลงข้างๆ เกาเฟยเสวี่ย
เขาคีบหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วมาชิม แล้วชมเชยอย่างไม่ปิดบัง
"สีสันแดงสดใสน่าทาน มันแต่ไม่เลี่ยน ละลายในปาก ศิษย์น้องฝีมือทำอาหารก้าวหน้าขึ้นมากนะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น ปลายเท้าของเกาเฟยเสวี่ยก็กระดิกขึ้นเล็กน้อย ในใจรู้สึกดีใจอย่างมาก นางแอบใช้จ้าวผิง จางฮั่น และอาชิงเป็นหนูทดลอง กว่าจะฝึกฝนมาได้อย่างยากลำบากก็เพื่อวินาทีนี้
"อืม ก็ธรรมดานะ"
นางกินไปชิ้นหนึ่งด้วยใบหน้าเรียบเฉย แล้ววิจารณ์เบาๆ ราวกับว่านี่เป็นเรื่องเล็กน้อย
แต่หนิงสวินชิวสังเกตเห็นมุมปากของเกาเฟยเสวี่ยที่ยกขึ้นเล็กน้อยแล้วก็ถูกกดลง
"..."
เฮ้อ โทษทีที่ศิษย์พี่คนนี้ไม่ได้เป็นแบบอย่างที่ดี
"อร่อยเลิศรสจริงๆ เขาชิงซาน ข้ามาถูกที่แล้วจริงๆ อยู่ข้างล่าง ต่อให้เป็นเจ้าขุนมูลนายก็ไม่มีทางได้ชิมของดีแบบนี้แน่นอน"
จางฮั่นที่อยู่ข้างๆ ถอนหายใจออกมา
"เมื่อก่อนข้ากินแต่อาหารหมู นี่สิถึงจะเรียกว่ามีชีวิตอยู่จริงๆ"
พูดจบ เขาก็คีบหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วชิ้นอ้วนๆ ขึ้นมาอีกชิ้นหนึ่ง กลืนลงไปในคำเดียว เผยสีหน้าเพลิดเพลินออกมา
อาหารของเจ็ดแคว้นทั้งหมดจะใช้วิธี "ต้ม นึ่ง ย่าง ตุ๋น" เป็นหลัก แม้แต่ชนชั้นสูงระดับสูงสุด ของที่กินก็งั้นๆ
เมื่อได้ยินดังนั้น หนิงสวินชิวกับเกาเฟยเสวี่ยก็มองหน้ากันแล้วยิ้ม
เมื่อก่อนเขาก็ใช้วิธีนี้แหละในการมัดใจเกาเฟยเสวี่ย ศิษย์น้องของเขาก่อนหน้านี้ดุร้ายน่ารักจะตายไป
หลังอาหาร
สายลมพัดเอื่อยๆ หนิงสวินชิวมองดูเด็กๆ สองสามคนวิ่งไล่กัน ศิษย์น้องฝึกกระบี่อยู่ข้างๆ ในใจเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
สำหรับทาสบริษัทที่เคยเหนื่อยยากลำบากทั้งกายและใจมาก่อน นี่แหละคือชีวิตสีทองที่แท้จริง
เขาชอบการใช้ชีวิตแบบสบายๆ แบบนี้ ไม่หวังให้ใครมาทำลายมัน
ไม่ว่าใครก็ตาม
เที่ยงคืนมาถึง
หนิงสวินชิวลืมตาขึ้น ออกจากอ้อมกอดอันอบอุ่นของศิษย์น้องเกาเฟยเสวี่ย แล้วก็รีบเปิดดู 《รอบที่สอง ข้าจะท้าทายชะตาฟ้า》 อย่างใจจดใจจ่อ
【ข้าเลือกที่จะลงเขาไปแอบช่วยเหลือท่านอาจารย์】
หนิงสวินชิวหยิบพู่กันวสันตสารทออกมา ขีดฆ่าข้อความส่วนนี้ทิ้งไป
【ต้องการใช้ชะตาฟ้าหนึ่งแต้ม เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตช่วงนี้หรือไม่】
ก็เป็นไปตามคาด มันถูกเขียนขึ้นใหม่วันละครั้ง
หนิงสวินชิวยิ้ม พรสวรรค์พิเศษแบบนี้ไม่มีใครเข้าใจดีไปกว่าเขาแล้ว
กำลังจะใช้ชะตาฟ้าหนึ่งแต้มเพื่อเปลี่ยนแปลง
"เดี๋ยวก่อน... เปลี่ยนแปลงชีวิตช่วงนี้หรือ เปลี่ยนแปลง"
ดวงตาของหนิงสวินชิวเป็นประกายขึ้นมาทันที เขาหยิบพู่กันวสันตสารทขึ้นมา แล้วเพิ่มข้อความเข้าไปใน 《คัมภีร์ลิขิตสวรรค์》
【ข้าเลือกที่จะอยู่บนเขาบำเพ็ญตน เพื่อแสวงหาขอบเขตที่เหนือกว่าก่อนกำเนิด】
【วันที่สอง ข้าเข้าสู่สภาวะหลอมรวมกับสวรรค์ที่ยอดเขาไป๋อวิ๋น บรรลุสัจธรรมเก้าสิบเก้า ปทุมทองผุดจากปฐพี ปราณม่วงทอประกายทั่วบูรพาสามหมื่นลี้】
【ข้าก้าวเดียวบรรลุเต๋า อมตะมินิรันดร์ มหาเต๋าไร้ขีดจำกัด】
[จบแล้ว]