- หน้าแรก
- เอไอ อัลกอริทึม ผมถอดรหัสวิชาเซียนอมตะได้แล้ว
- บทที่ 22 เม็ดละล้าน ขายไหม?
บทที่ 22 เม็ดละล้าน ขายไหม?
บทที่ 22 เม็ดละล้าน ขายไหม?
บทที่ 22 เม็ดละล้าน ขายไหม?
"ซู้ดดด"
เมื่อเห็นอานุภาพหมัดของอีกฝ่าย ผู้สังเกตการณ์ทั้งสามถึงกับสูดหายใจเฮือกใหญ่ สูดเอาอากาศหนาวเย็นยามค่ำคืนเข้าไปเต็มปอด
หวังต้าฉีที่มีระดับวรยุทธ์ขั้นที่ห้าเข้าใจความหมายของสิ่งที่เห็นชัดเจนยิ่งกว่าใคร
พ่อของเขาเพิ่งทะลวงผ่านสู่การบำเพ็ญเพียรขั้นที่แปด ขอบเขตพลังลมปราณยังแผ่ออกไปได้แค่ประมาณสามสิบเมตรเท่านั้น แต่ไม้เท้าหิมะของฝ่ายตรงข้ามพุ่งไปไกลกว่าห้าสิบเมตรแล้วถึงค่อยสลายตัว ราวกับพลังที่แฝงอยู่ยังไม่หมดฤทธิ์ดี
แค่นี้ก็บ่งบอกได้แล้วว่าระดับวรยุทธ์ของอีกฝ่ายต้องสูงส่งกว่าพ่อของเขาแน่นอน
ถ้าอย่างนั้น อีกฝ่ายต้องอยู่ระดับขั้นเก้า หรืออาจจะสูงกว่านั้นจนแตะขอบเขต 'เซียนเทียน' ในตำนานแล้วหรือเปล่า?
พอคิดได้ดังนั้น ความหวาดกลัวในใจหวังต้าฉีก็ลดลง แทนที่ด้วยความตื่นเต้น
"ท่านผู้อาวุโส"
เมื่ออีกฝ่ายยุติการฝึกฝนและยืนนิ่ง หวังต้าฉีก็พาสองตำรวจสาวเดินเข้าไปหา ประสานมือคารวะและโค้งคำนับด้วยความนอบน้อม
ก่อนหน้านี้เขาเรียกอีกฝ่ายว่า 'ท่านปรมาจารย์' เพราะยังไม่แน่ใจในระดับวรยุทธ์ แต่ตอนนี้เมื่อเห็นชัดแล้วว่าอีกฝ่ายเหนือชั้นกว่าพ่อของตน ความเคารพย่อมทวีคูณเป็นธรรมดา
"ท่านผู้อาวุโส"
เซียวลี่ซือที่เดินตามมาก็ทำท่าเคารพตาม ส่วนเพื่อนตำรวจสาวข้างๆ ที่แม้จะไม่เข้าใจสถานการณ์ก็รีบทำตามบ้าง
"ไม่ต้องมากพิธีหรอก"
คลื่นลมปราณที่มองไม่เห็นแผ่ออกมาจากร่าง หวังเริ่นลองใช้พลังวิญญาณ 'พยุง' ทั้งสามคนขึ้น แล้วก็พบว่าพลังวิญญาณช่างเชื่อฟังดั่งใจนึก ทำให้เขาทำสำเร็จได้จริง
"ขอบคุณครับท่านผู้อาวุโส"
ความตกตะลึงของหวังต้าฉีและอีกสองสาวนั้นไม่ต้องพูดถึง
หลังจากยืนตัวตรง หวังต้าฉีก็ชิงพูดขึ้นก่อน "ท่านผู้อาวุโสวางใจได้ครับ ผมอธิบายให้พวกเธอเข้าใจแล้วว่าตัวตนของท่านจะไม่ถูกแพร่งพรายออกไป นอกจากนี้ ทางสถานีตำรวจนครบาลได้รับแจ้งเรื่องแล้ว แต่จำเป็นต้องรบกวนท่านผู้อาวุโสลงบันทึกข้อมูลเบื้องต้นไว้ในแฟ้มประวัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสักหน่อยครับ"
ในเมื่อต้องการผูกมิตรกับผู้อาวุโสท่านนี้ หวังต้าฉีจึงเลือกที่จะพูดตรงไปตรงมา รายงานสิ่งที่เขาดำเนินการล่วงหน้าไปแล้ว
"ลงบันทึกนี่ ยุ่งยากไหม?"
หวังเริ่นที่ไม่ค่อยเข้าใจว่าไอ้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนี่มันคืออะไร จึงถามถึงขั้นตอน
ถ้าต้องมีการตรวจสอบประวัติละเอียดยิบย่อย เขาขอยอมไม่มีบันทึกเลยดีกว่า
"ท่านผู้อาวุโสไม่ต้องห่วงครับ เป็นแค่แฟ้มประวัติพื้นฐานในหน่วยงานที่ดูแลเรื่องวิถียุทธ์โดยเฉพาะ จะไม่มีใครไปรบกวนการบำเพ็ญเพียรของท่านแน่นอนครับ"
รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่อยากมีเรื่องวุ่นวาย หวังต้าฉีจึงรีบอธิบายเพิ่ม
"งั้นก็ดี"
หวังเริ่นพยักหน้า แล้วหันไปมองตำรวจสาวหน้าตาจิ้มลิ้มหุ่นดีคนนั้น "คุณตำรวจครับ ค่าเสียหายเรื่องโดรน เดี๋ยวผมชดใช้ให้เอง"
ยังไงเขาก็เป็นคนทำพัง ก็ต้องรับผิดชอบจ่ายค่าเสียหาย
"ท่านผู้อาวุโสไม่ต้องชดใช้หรอกค่ะ พวกเราเสียมารยาทไปรบกวนการบำเพ็ญเพียรของท่านเอง"
ในฐานะหัวหน้าทีม เซียวลี่ซือรีบกล่าวขอโทษทันควัน
พอนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้เธอมองอีกฝ่ายเป็น 'ผู้ต้องสงสัย' ในคดีใหญ่ เซียวลี่ซือก็อดรู้สึกละอายใจไม่ได้
อย่าว่าแต่มีศิษย์พี่ออกหน้าให้เลย ลำพังแค่บารมีพ่อของเธอ ค่าโดรนแค่นี้เรื่องจิ๊บจ๊อยมาก
"งั้นก็ขอบคุณมากครับ"
สำหรับรายจ่ายส่วนเกินแบบนี้ หวังเริ่นผู้ยึดคติประหยัดได้เป็นดี ย่อมไม่ดึงดันจะจ่ายให้โง่
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้มั่นใจว่าสองตำรวจสาวจะรูดซิปปากสนิท หวังเริ่นจึงแสดงความจริงใจด้วยการหยิบยากลั่นลมปราณสามเม็ดออกมา แล้วดีดเบาๆ ส่งไปให้ถึงมือทั้งสามคน "นี่เป็นยาที่ผมพกติดตัวไว้ มีสรรพคุณช่วยรักษาโรคหัวใจได้ดีครับ"
เดิมทีวันนี้เขาพกยากลั่นลมปราณมา 6 เม็ด และคืนนี้เขายังฝึกไม่จบรอบเลยสักรอบ ยาเลยยังอยู่ครบ หวังเริ่นจึงไม่เสียดายที่จะหยิบออกมาสามเม็ดเพื่อตอบแทนทั้งสามคน
ขายให้แม่สาวแซ่ไบ่เม็ดละหมื่น แต่สำหรับหวังเริ่น ต้นทุนมันแค่สองร้อยกว่าบาทเอง
"ขอบคุณครับท่านผู้อาวุโส"
เม็ดยาสีขาวนวลใสร่วงลงสู่ฝ่ามือ หวังต้าฉีจำได้ทันทีว่านี่คือ 'ยาวิเศษ' ที่เขาเคยกินมาก่อน เขาประสานมือขอบคุณ ในใจยิ่งตื่นตะลึง
ต้องรู้ก่อนนะว่า พ่อของเขาเคยได้ยาแบบนี้มาสามเม็ด ยังเก็บรักษาไว้อย่างดีในกล่องหยกราวกับสมบัติล้ำค่า
แต่ผู้อาวุโสท่านนี้กลับแจกให้ง่ายๆ ถึงสามเม็ด
ส่วนเรื่องสรรพคุณรักษาโรคหัวใจ สำหรับผู้ฝึกยุทธ์แล้ว นี่มันคือยาวิเศษที่หาอะไรมาเปรียบไม่ได้
ท่านผู้อาวุโสคงพูดถ่อมตัวเรื่องสรรพคุณเพื่อให้สองตำรวจสาวเข้าใจได้ง่ายขึ้นแน่ๆ
ยาวิเศษขนาดนี้ ถ้าไปอยู่ในมือคนธรรมดาสองคนนี้ คงเสียของแย่ เขาคงต้องหาทางขอซื้อต่อจากพวกเธอทีหลัง
"ขอบคุณค่ะท่านผู้อาวุโส"
เซียวลี่ซือและเพื่อนที่ไม่รู้ถึงคุณค่าความล้ำค่าของยานี้ ก็ทำท่าขอบคุณตามน้ำไป
"ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวกลับก่อนนะ"
เมื่อจัดการปัญหาจุกจิกเสร็จ และรู้ว่าคืนนี้คงฝึกต่อที่นี่ไม่ได้แล้ว หวังเริ่นก็เก็บเป้ที่วางอยู่บนเสื่อปิกนิกข้างๆ แล้วเตรียมตัวจากไป
"น้อมส่งท่านผู้อาวุโส"
หลังจากแผ่นหลังของผู้อาวุโสลับหายไปหลังแนวป่า หวังต้าฉีก็หันมายิ้มให้ศิษย์น้องสายนอกที่เขาไม่ค่อยคุ้นหน้าเท่าไหร่ "ศิษย์น้องเซียว พี่ว่ายาพวกนี้คงไม่ค่อยมีประโยชน์กับพวกเธอเท่าไหร่ ขายต่อให้พี่ดีไหม?"
"ศิษย์พี่ให้ราคาเท่าไหร่คะ?"
เซียวลี่ซือรีบห้ามเพื่อนร่วมงานที่กำลังจะตอบตกลง แววตาฉายแววเจ้าเล่ห์ขณะเอ่ยถามลองเชิง
"ยาพวกนี้ไม่มีประโยชน์กับพวกเธอหรอก ที่พี่ขอซื้อก็เพราะอยากแสดงความเคารพต่อท่านผู้อาวุโส เอาเป็นว่าเม็ดละหนึ่งล้านเป็นไง?"
พอนึกถึงว่ายาเม็ดเดียวทำให้เขาทะลวงผ่านระดับวรยุทธ์ได้หนึ่งขั้น หวังต้าฉีประเมินราคาแบบถ่อมตัวแล้วรู้สึกว่าหนึ่งล้านเป็นราคาที่สมเหตุสมผลมาก
ถ้านำไปประมูลในงานชุมนุมชาวยุทธ์ ราคาคงพุ่งไปหลักสิบล้านได้ในไม่กี่นาที
แน่นอนว่าหวังต้าฉีที่ไม่เดือดร้อนเรื่องเงินย่อมไม่คิดขายต่อ ยาวิเศษแบบนี้ ถ้าไม่กินเอง ก็เก็บไว้ให้ลูกหลานสืบไปดีกว่า
"หนึ่งล้าน?"
ตงอิง ตำรวจสาวจากครอบครัวฐานะธรรมดา พอได้ยินราคานี้ก็ตาโตแทบถลน อยากจะตะโกนตกลงทันที
"ขอโทษค่ะศิษย์พี่ ของขวัญจากท่านผู้อาวุโส พวกเราคงเอาไปขายส่งเดชไม่ได้หรอกค่ะ เอาไว้พวกเรารายงานท่านผู้อาวุโสก่อน แล้วค่อยมาขายให้ศิษย์พี่ดีไหมคะ?"
พอได้ยินตัวเลขที่น่าตกใจขนาดนี้ แม้แต่เซียวลี่ซือที่อยากเอาใจศิษย์พี่ก็ยังทำใจขายไม่ลง
ต้องรู้ก่อนนะว่า เมื่อสองปีก่อน ยา 'อันกงหนิวหวงหวาน' เก่าเก็บหลายสิบปีในงานประมูลยังจบที่แสนกว่าบาทเอง ยาอะไรกันที่มีค่าถึงหนึ่งล้าน?
ส่วนข้ออ้างที่บอกว่าเพื่อแสดงความเคารพต่อท่านผู้อาวุโสน่ะเหรอ คนเขาไปตั้งนานแล้ว ศิษย์พี่จะแสดงให้ใครดู?
คิดได้ดังนั้น ยานี้ต้องมีมูลค่าสูงกว่านั้นแน่ อย่างน้อยสำหรับศิษย์พี่ มันต้องล้ำค่ามหาศาล!
"...เหอๆ พี่เสียมารยาทเอง ไม่ต้องไปรบกวนท่านผู้อาวุโสหรอก"
เห็นสีหน้าศิษย์น้องสายนอกคนนี้ หวังต้าฉีก็รู้ว่าตัวเองโดนอ่านเกมออกแล้ว เขาได้แต่ส่ายหัวหัวเราะ แต่ก็ยังกำชับอย่างจริงจัง "ถ้าศิษย์น้องจะขายเมื่อไหร่ นึกถึงพี่เป็นคนแรกนะ"
"แน่นอนค่ะ"
ข้อนี้เซียวลี่ซือรับปากอย่างหนักแน่น
ไม่นาน เซียวลี่ซือและเพื่อนร่วมงานที่เก็บกวาดซากโดรนเรียบร้อย ก็กลับขึ้นมาบนถนนโดยมีศิษย์พี่เดินมาส่ง ทั้งสองขี่มอเตอร์ไซค์มุ่งหน้ากลับสถานี
"ลี่ซือ ทำไมเมื่อกี้ไม่ให้ฉันขายให้ศิษย์พี่คนนั้นล่ะ? ตั้งล้านนึงเชียวนะ!"
พอกลับถึงสถานีและกรอกรายงานส่งเวรเสร็จ ตงอิงผู้ตื่นเต้นก็รีบกระซิบถามเซียวลี่ซือ
"เดี๋ยวฉันเลี้ยงหม้อไฟ กินไปคุยไปดีกว่า"
ไม่อยากพูดมากในที่ทำงาน เซียวลี่ซือพาเพื่อนขึ้นรถออดี้คันเล็กของเธอ มุ่งหน้าไปยังร้านหม้อไฟเจ้าประจำ
ไม่นานเมื่อได้นั่งในห้องส่วนตัว เซียวลี่ซือก็วิเคราะห์ให้เพื่อนฟังอย่างตรงไปตรงมา "ศิษย์พี่ฉันเป็นเจ้าของสำนักยุทธ์ตระกูลหวัง ทรัพย์สินเป็นร้อยล้าน แถมสถานะยังพิเศษมาก ยาที่เขายอมควักเงินล้านซื้อทันทีต้องมีค่ามหาศาลแน่ ถ้าเรารีบขายไปอาจจะขาดทุนยับเยิน ถ้าเธอร้อนเงินจริงๆ ขายยานั้นให้ฉันก็ได้ ฉันให้เธอล้านนึงเหมือนกัน"
ประโยคสุดท้ายนั่นแหละ คือเป้าหมายที่แท้จริงของเซียวลี่ซือ