- หน้าแรก
- เอไอ อัลกอริทึม ผมถอดรหัสวิชาเซียนอมตะได้แล้ว
- บทที่ 17 ประลองฝีมือ? ไม่มีทางซะหรอก
บทที่ 17 ประลองฝีมือ? ไม่มีทางซะหรอก
บทที่ 17 ประลองฝีมือ? ไม่มีทางซะหรอก
บทที่ 17 ประลองฝีมือ? ไม่มีทางซะหรอก
"ก็ได้ครับ"
หวังเริ่นที่เดิมทีตั้งใจจะปฏิเสธ แต่พอเหลือบไปเห็น 'ต้าเหลียงซิน' ผู้เลอโฉมที่สวยสะกดสายตา ก็ราวกับถูกมนตร์สะกดให้ตอบตกลงไป
ช่วยไม่ได้ ดึกดื่นป่านนี้แล้ว แถมสตรีมเมอร์สาวสวยยังเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอแอดวีแชทเอง ถ้าปฏิเสธไปก็คงจะขัดต่อมโนธรรมในใจเกินไปหน่อย
"ขอบคุณนะ"
พอเห็นเขาตอบตกลง เจี่ยเจียเหรินก็ยิ้มหวานหยาดเยิ้ม หยิบมือถือเอาไอดีรองสแกนเพิ่มเพื่อนทันที
"โอเคครับ คุณออกกำลังกายต่อเถอะ ผมจะกลับแล้ว"
หลังจากกดรับเพื่อน หวังเริ่นก็ไม่ได้คิดจะอยู่นาน
เขาแค่ชื่นชมในตัวสตรีมเมอร์สาว 'ต้าเหลียงซิน' เท่านั้น ไม่ได้คิดจะสานสัมพันธ์ลึกซึ้งอะไรมากไปกว่านั้น
ในเมื่อเสร็จธุระแล้ว ก็สู้รีบกลับบ้านไปปั่นค่าความชำนาญวิชาปาต้วนจิ่นต่อดีกว่า
"พ่อหนุ่มสุดหล่อ"
"บายครับ"
ยังไม่ทันที่เจี่ยเจียเหรินจะได้พูดอะไรต่อ หวังเริ่นก็ก้าวเท้าเดินเลี่ยงไปทางเส้นทางลงเขาอีกด้าน ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังที่ดูเท่ระเบิดในสายตาใครบางคน
'666 ให้คะแนนพ่อรูปหล่อ 98 อีก 2 คะแนนหักไว้ให้ตากวากวา'
'นี่เป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ยที่เห็นคนปฏิเสธตากวากวาแบบไร้เยื่อใยขนาดนี้'
'ตากวากวา วันนี้ไม่ได้แต่งหน้ามาเหรอ?'
'ฮ่าฮ่าฮ่า พ่อหนุ่มคนนั้นดูจะรีบหนีนะ หรือว่าตัวจริงตากวากวาไม่สวย?'
'พ่อหล่อคนนี้มาออกกำลังกายตอนเช้า แถมยังหิ้วปิ่นโตเก็บความร้อนมาด้วย ข้างในนั่นมื้อเช้าเหรอ?'
'ตากวากวา รีบถามสิว่าข้างในมีของอร่อยอะไร!'
'กวากวา รีบส่งวีแชทพ่อหนุ่มคนนั้นมาให้ฉันเร็วเข้า ฉันอยากไปออกกำลังกายตอนเช้ากับเขา'
'หืม?'
ท่ามกลางงานฉลองของเหล่าผู้สนับสนุนรายใหญ่ ชาวเน็ตนับพันในห้องถ่ายทอดสดต่างพิมพ์ข้อความคุยกันอย่างออกรส เล่นเอาคนดูหน้าใหม่ถึงกับงง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเผชิญกับคำเรียกร้องของชาวเน็ตที่อยากได้ไอดีวีแชทของหนุ่มหล่อ เจี่ยเจียเหรินผู้เข้าใจถึงความสำคัญของความเป็นส่วนตัวก็ปฏิเสธเสียงแข็ง ไม่ยอมไว้หน้าแม้กระทั่งผู้สนับสนุนรายใหญ่
หวังเริ่นที่เดินลงเขาไม่ได้เก็บเรื่องเล็กน้อยนี้มาใส่ใจ หลังจากดื่มน้ำแกงโอสถที่ยังอุ่นอยู่จนหมด เขาก็เริ่มปั่นค่าความชำนาญวิชาปาต้วนจิ่นต่อ
เพราะโดนสตรีมเมอร์สาว 'ต้าเหลียงซิน' กวนสมาธิ ทำให้เขาพลาดรอบการฝึกซานฉงหวงจี๋แบบใช้พลังวิญญาณไปหนึ่งรอบ ตอนนี้เลยทำได้แค่ฝึกปาต้วนจิ่นแบบใช้พลังวิญญาณชดเชยไปอีกครั้ง
"คืนนี้เปลี่ยนที่ดีไหมนะ?"
เช้าตรู่อีกวัน หวังเริ่นที่กินยากลั่นลมปราณไปสองเม็ด สัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณที่เพิ่มขึ้นทีละน้อยในร่างกาย พลางครุ่นคิดว่าจะไปฝึกซานฉงหวงจี๋ที่ไหนดี
ทว่า ละแวกนี้มีแค่สวนสาธารณะถ่าซานเท่านั้นที่เหมาะสม ส่วนสวนหนานหูนั้นราบเรียบเกินไป ไม่มีจุดที่เหมาะแก่การฝึกยุทธ์เลย
หลังจากคิดดูแล้ว หวังเริ่นรู้สึกว่าแม่สาว 'ต้าเหลียงซิน' คงไม่น่าจะมาที่นี่อีก เพราะหลายวันมานี้เขาก็เพิ่งเจอเธอเมื่อเช้าวานนี้เอง
เมื่อหาทำเลเหมาะๆ แถวนี้ไม่ได้ หวังเริ่นที่มั่นใจในหูตาอันเฉียบคมของตน จึงตัดสินใจกลับไปฝึกบนเนินเขาเล็กๆ ในสวนสาธารณะถ่าซานตามเดิม
ไว้มีเงินเมื่อไหร่ เขาจะซื้อภูเขาสักลูก สร้างบ้านที่มีลานกว้าง แล้วฝึกวิชาอยู่กับบ้านมันทุกวันเลยคอยดู
"ฟู่ว"
เกือบสองชั่วโมงผ่านไป หลังจากฝึกซานฉงหวงจี๋ไปสิบรอบ บวกกับยากลั่นลมปราณสองเม็ดและอาหารโอสถอีกหนึ่งถ้วยที่ลงไปอยู่ในท้อง หวังเริ่นก็เริ่มร่ายรำซานฉงหวงจี๋แบบธรรมดาเพื่อฟื้นฟูพลังวิญญาณในร่างกาย
จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากไกลๆ ทำให้เขาต้องขมวดคิ้ว เขาแตะเท้าเบาๆ ทำให้ใบไม้แห้งรอบตัวที่ปลิวว่อนตกลงสู่พื้นอย่างราบเรียบ
จากนั้น หวังเริ่นก็เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ เสียงนี้ไม่เหมือนเสียงของแม่สาว 'ต้าเหลียงซิน' เมื่อวาน แต่น่าจะเป็นเสียงฝีเท้าของคนสองสามคนเดินมาด้วยกัน
หวังเริ่นรีบกลับไปยืนแถวศาลา พอเก็บโทรศัพท์เข้าที่ หูของเขาก็กระดิกเล็กน้อย นอกจากร่างของชายหนุ่มที่ปรากฏแก่สายตา ยังมีเสียงฝีเท้าอีกคู่ที่แผ่วเบากว่ามากอยู่ห่างออกไปด้านหลังราวร้อยเมตร
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่หวังเริ่นสัมผัสได้ถึง 'เจตจำนงแห่งการต่อสู้' แปลกๆ ที่แผ่ออกมาจากคนผู้นั้น
ความรู้สึกนี้มันเหมือนกับ... 'ไร้ผู้ต่อกรในโลกหล้า ศัตรูลงมาจากฟากฟ้า' อะไรเทือกนั้นเลย!
ถุย คิดอะไรเพ้อเจ้อ อีกตั้ง 15 วันกว่าจะถึงขั้นกลั่นลมปราณระดับสอง จะไปมีระดับ 'ไร้ผู้ต่อกรในโลกหล้า' ได้ยังไง
ตามที่เขาคาดเดา โลกนี้ไม่มีผู้บำเพ็ญเพียร แต่ก็น่าจะยังมียอดฝีมือที่ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้หลงเหลืออยู่ เพียงแต่คนธรรมดาไม่รู้เรื่องเท่านั้น
"โอ้"
หวังต้าฉีที่เดินเข้ามาใกล้ศาลาถึงกับชะงักเมื่อเห็นคนยืนอยู่
ตามการคาดการณ์ของพ่อเขา ผู้อาวุโสที่เร้นกายในโลกฆราวาสท่านนี้น่าจะอายุเจ็ดสิบแปดสิบ ไม่น่าใช่ชายหนุ่มตรงหน้านี้แน่
หรือจะเป็นลูกศิษย์ของผู้อาวุโส? หรือแค่คนธรรมดา?
แต่คนธรรมดาที่ไหนจะมาออกกำลังกายเช้าขนาดนี้ แถมยังหิ้วปิ่นโตเก็บความร้อนมาตั้งสี่เถา
ถ้าเขาดูไม่ผิด ปิ่นโตพวกนั้นน่าจะใส่อาหารโอสถ ตัวเขาเองก็กินอาหารโอสถบ่อยๆ ระหว่างการฝึกเพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกายและยกระดับการฝึกตน
แทบจะในทันที เพียงไม่กี่วินาทีที่ได้คิด หวังต้าฉีก็ฟันธงว่าอีกฝ่ายต้องเป็นผู้สืบทอดสำนักใดสำนักหนึ่งแน่ เขาจึงประสานมือคารวะ
"สวัสดีครับน้องชาย ผมหวังต้าฉี ผู้สืบทอดไทเก๊กตระกูลหวัง การฝึกตนขั้นที่ห้า เมื่อไม่กี่วันก่อนผมบังเอิญเจอเบาะแสจากกองใบไม้ที่บ่งบอกว่ามีผู้อาวุโสเร้นกายฝึกวิชาอยู่ที่นี่ ไม่ทราบว่าอาจารย์ของคุณอยู่ที่ไหนครับ? ผมตั้งใจมาเพื่อแสดงความเคารพ"
หลังจากโดนพ่อดุเมื่อสองวันก่อน หวังต้าฉีก็เก็บตัวคิดอยู่บ้านสองวัน ก่อนจะตัดสินใจแอบมาทำความรู้จัก
เรื่องท้าประลองนั้นตัดทิ้งไปได้เลย อย่างมากก็แค่ทำความรู้จักผู้อาวุโสท่านนั้น แล้วค่อยแนะนำให้พ่อรู้จัก เพื่อให้ยอดฝีมือระดับเดียวกันได้ประลองแลกเปลี่ยนและค้นหาหนทางสู่จุดสูงสุดแห่งวิถียุทธ์
เขาบรรลุขั้นที่ห้าตอนอายุ 42 อีกสี่สิบปีบรรลุขั้นที่เก้าก็คงไม่ใช่ปัญหาใช่ไหม?
ถ้าพ่อของเขาหาหนทางทะลวงสู่ 'ขอบเขตเซียนเทียน' ในตำนานได้เร็วขึ้น หวังต้าฉีคิดว่าตัวเขาเองก็คงมีโอกาสได้ศึกษาและก้าวหน้าตามไปด้วย หรือต่อให้ตัวเองทำไม่ได้ ก็ยังเป็นการปูทางให้ลูกหลานในอนาคต
"ขอโทษครับคุณหวัง ผมไม่ค่อยเข้าใจที่คุณพูดเท่าไหร่"
เมื่อเจอการทักทายที่เป็นทางการขนาดนี้ หวังเริ่นตอบกลับอย่างพูดไม่ออก
เขาออกมาฝึกวิชาข้างนอกได้หลายวันแล้ว แต่ไม่นึกเลยว่าใบไม้ที่ได้รับผลกระทบจากเคล็ดวิชาจะยังหลงเหลือร่องรอยพลังอยู่
ส่วนเรื่องจะให้ยอมรับสถานะ นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้ ความลับของแอปพลิเคชันนิรันดร์และการบำเพ็ญเพียรจะให้คนนอกรู้ไม่ได้เด็ดขาด
แถมยังมีคนแอบซุ่มอยู่ในเงามืดที่เขายังไม่รู้ว่าเป็นใครอีก
"น้องชายอย่าได้ใส่ใจ ผมเดาว่าปิ่นโตของคุณน่าจะใส่อาหารโอสถสำหรับบำรุงร่างกาย พวกเราคนฝึกยุทธ์ด้วยกันไม่ต้องมีพิธีรีตองมากความ การมาเยือนอย่างถือวิสาสะครั้งนี้ เพียงเพื่อหวังให้ท่านอาจารย์ของคุณกับพ่อของผมได้แลกเปลี่ยนวิชาความรู้กัน เพื่อค้นหาหนทางข้างหน้าในวิถียุทธ์ ไม่มีเจตนาร้ายแน่นอนครับ นี่เป็นนามบัตรของผม รบกวนช่วยส่งต่อให้ท่านด้วยครับ!"
เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายไม่อยากเปิดเผยตัว หวังต้าฉีจึงรีบแจ้งเจตจำนงในการแลกเปลี่ยนความรู้ และยื่นนามบัตรให้ด้วยสองมือ
ในความคิดของเขา การไม่เจอผู้อาวุโสท่านนั้นในคืนนี้ถือเป็นเรื่องดีเสียอีก
ให้ลูกศิษย์คนนี้เป็นคนส่งสาร จะได้ดูไม่รุกรานเกินไป และผลลัพธ์น่าจะออกมาดีกว่า!
"ได้ครับ เดี๋ยวผมจะเรียนอาจารย์ให้"
สมองของหวังเริ่นประมวลผลอย่างรวดเร็วและจับใจความสำคัญได้ เขายกมือรับนามบัตรและตกปากรับคำ
ยังไงซะครั้งหน้าเขาก็คงไม่มาฝึกที่นี่แล้ว อีกฝ่ายไม่มีทางหาเขาเจอหรอก
เฮ้อ สมัยนี้จะหาที่ฝึกวิชาสงบๆ นี่มันยากจริงหนอ!
"ขอบคุณมากครับน้องชาย"
พอเห็นอีกฝ่ายตอบตกลง หวังต้าฉีก็ดีใจจนเนื้อเต้น ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความกระตือรือร้น "ขอถามได้ไหมครับว่า ตอนนี้น้องชายฝึกถึงขั้นไหนแล้ว?"
นอกจากงานชุมนุมชาวยุทธ์ที่จัดขึ้นทุกสามปี หวังต้าฉีก็แทบไม่มีโอกาสได้ประลองฝีมือกับคนนอกเลย ครั้นจะซ้อมมือกับพ่อตัวเองที่บ้านมันก็น่าเบื่อเต็มทน
ลูกศิษย์ของผู้อาวุโสระดับนี้ ระดับวรยุทธ์ต้องไม่ธรรมดาแน่
แน่นอน ดูจากอายุแล้วคงยังไม่สูงมากนัก อาจจะสักขั้นสองหรือขั้นสาม
คนที่สามารถทะลวงถึงขั้นสี่ก่อนอายุสามสิบได้ ถือว่าเป็นอัจฉริยะในวงการยุทธภพ ไม่เพียงแต่จะมีชื่อเสียงในหมู่ชาวยุทธ์ฮัวเซี่ย แม้แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยังมีบันทึกชื่อไว้
หวังต้าฉีที่กินอาหารโอสถและขัดเกลาร่างกายมาตั้งแต่เด็ก กว่าจะทะลวงขั้นสี่ได้ก็ปาเข้าไปอายุ 35 ซึ่งถือว่าห่างชั้นกับพวกอัจฉริยะจากสำนักใหญ่ๆ อยู่มากโข