เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15 กระดูกแก่ๆ อยากขยับ

บทที่ 15 กระดูกแก่ๆ อยากขยับ

บทที่ 15 กระดูกแก่ๆ อยากขยับ


บทที่ 15 กระดูกแก่ๆ อยากขยับ

"นอกจากเธอแล้ว คนอื่นโอนผ่านวีแชทให้ผมหมดแล้วครับ"

หวังเริ่นยืนอยู่ด้านล่าง สายตามองไปยังกระโปรงสั้นสีขาวและถุงน่องสีดำภายใต้เสื้อขนเป็ดของสตรีมเมอร์สาว เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเมื่อรู้ว่าเธอเพิ่งจะไลฟ์สดเสร็จ

เมื่อเข้าสู่ต้นเดือนธันวาคม ผู้เช่ารายอื่นต่างโอนค่าเช่าล่วงหน้าสำหรับไตรมาสถัดไปจำนวน 1,800 หยวนกันมาอย่างรู้หน้าที่

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ราคาบ้านในหางโจวค่อนข้างทรงตัว แต่ค่าเช่ากลับพุ่งสูงขึ้นทุกเดือน ห้องพักขนาดเล็ก 50 ตารางเมตรที่อยู่ห่างจากสถานีรถไฟใต้ดินไม่ถึง 500 เมตรในราคาเพียงเดือนละ 600 หยวนแบบของเขานั้น หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว

เนื่องจากสตรีมเมอร์สาวคนนี้ไม่ได้โอนเงินมาให้ และหวังเริ่นเองก็ไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินทอง เขาจึงไม่ได้เร่งรัดอะไร กะว่ารอให้ถึงสิ้นเดือนค่อยทวงถามก็ได้

"เอ๊ะ???"

เมื่อได้ยินคำตอบของ 'พี่ชายเจ้าของตึก' เฟิงม่านที่ตั้งใจจะลงมาจ่ายค่าเช่าก่อนเวลาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยใบหน้าแดงระเรื่อเล็กน้อย "งั้นเดี๋ยวหนูโอนให้ตอนนี้เลยค่ะ"

พูดจบ เฟิงม่านก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาโอนเงินให้เขา 1,650 หยวน

ส่วนค่าน้ำค่าไฟนั้น แต่ละห้องมีมิเตอร์แยกต่างหาก และผู้เช่าจะโอนจ่ายตรงเข้าบัญชีอาลีเพย์ของการไฟฟ้าและการประปาเอง พี่ชายเจ้าของตึกคนนี้ไม่ได้กินส่วนต่างแม้แต่แดงเดียว

"ได้รับแล้วครับ"

เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นจากโทรศัพท์ หวังเริ่นพยักหน้ารับแล้วเดินกลับขึ้นตึก

ด้วยรายได้จากแม่สาวแซ่ไบ่ ตอนนี้เขาจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับค่าเช่าห้องพวกนี้นัก

แน่นอนว่า คงไม่มีใครบ่นว่ามีเงินเยอะเกินไปหรอก

"นิ่งขนาดนี้เลยเหรอ?! หรือว่าเขาถูกลอตเตอรี่ หรือนิยายมียอดสมัครอ่านเป็นหมื่นกันนะ?"

มองดูแผ่นหลังอันสงบนิ่งของพี่ชายเจ้าของตึกที่เดินขึ้นบันไดไป เฟิงม่านอดพึมพำไม่ได้ แต่เธอก็ไม่ได้เก็บมาคิดมาก รีบวิ่งลงไปซื้ออาหารเช้าต่อ

เธอไลฟ์สดมาตั้งแต่ตี่สี่ ตอนนี้หิวจนไส้จะขาดแล้ว

"732,460"

กลับมาถึงห้องพักชั้นสี่ หวังเริ่นกินมื้อเช้าไปพลางเปิดวีแชทและแอปธนาคารขึ้นมาคำนวณตัวเลขในบัญชีอย่างรวดเร็ว

ก่อนหน้านี้ในบัตรเขามีเงินแค่สี่หมื่นกว่าหยวน ต้องขอบคุณเงินมัดจำแปดแสนของแม่สาวแซ่ไบ่ ไม่อย่างนั้นเขาคงต้องกลายเป็นยาจกเพราะการบำเพ็ญเพียรไปแล้ว

ปัจจุบัน ต้นทุนวัตถุดิบสำหรับยาเพิ่มปราณและอาหารยาอยู่ที่ประมาณ 6,930 หยวน บวกค่ากินอยู่ประจำวันอีกเกือบสองร้อย รวมแล้วก็ตกวันละประมาณ 7,100 หยวน

ใครจะไปคิดว่าแค่นั่งกินยาบำเพ็ญเพียรและกินอาหารยา เขาต้องใช้เงินวันละเจ็ดพันกว่าหยวน เมื่อก่อนต่อให้ปั่นนิยายวันละหมื่นคำ ค่าลิขสิทธิ์หลังหักภาษีทั้งเดือนยังอาจไม่ถึงยอดนี้เลยด้วยซ้ำ

การบำเพ็ญเพียรเปลี่ยนชีวิตคนได้จริงๆ!

หลังจากทอดถอนใจ หวังเริ่นที่จัดการมื้อเช้าเรียบร้อยก็นั่งพักสักครู่

อาหารยาชุดแรกยังตุ๋นไม่เสร็จ เขาจึงเปิดหม้ออัดแรงดันสำหรับปรุงยาเตรียมไว้ ก่อนจะเปิดติ๊กต็อกดูสาวสวยที่ผ่านการศัลยกรรมและฟิลเตอร์ไฮเทค

จู่ๆ เขาก็เลื่อนไปเจอละครย้อนยุคเรื่องดังที่กำลังเป็นกระแส ซึ่งแม่สาวแซ่ไบ่นำแสดง หวังเริ่นหยุดนิ้วและตั้งใจดู

ต้องยอมรับเลยว่า แม่สาวแซ่ไบ่ในชุดโบราณนั้นงดงามจริงๆ!

...

"ศิษย์พี่ ท่านหาอะไรอยู่หรือ?"

ชายหนุ่มในชุดฝึกยุทธสีครามเดินไปตามทางเดินหินบนเขา เอ่ยถามศิษย์พี่ที่กำลังก้มๆ เงยๆ สำรวจพื้นดินอยู่เบื้องหน้าด้วยความสงสัย

"ไม่มีอะไร"

หวังต้าฉีไม่ได้อธิบายอะไรมากกับศิษย์น้องที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่ขั้นแรกของการฝึกยุทธ เขายังคงก้มหน้าสำรวจพื้นรอบๆ ต่อไป

นับตั้งแต่ยืนยันกับผู้เป็นพ่อได้ว่ามียอดปรมาจารย์ที่มีตบะสูงกว่าขั้นหกมาบำเพ็ญเพียรที่สวนสาธารณะเขาท่าซาน หวังต้าฉีก็คอยสังเกตสภาพแวดล้อมรอบๆ สวนแห่งนี้เป็นพิเศษ

น่าเสียดาย สงสัยยอดปรมาจารย์ท่านนั้นคงแค่ผ่านมา หวังต้าฉีจึงไม่พบความผิดปกติใดๆ จากใบไม้แห้งที่ลานจัตุรัสอีกเลย

ทันใดนั้น หวังต้าฉีก็เหลือบไปเห็นพนักงานกวาดถนนเดินลงมาจากด้านหน้า ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัว เขาจึงก้าวเข้าไปถามว่า "พี่สาวครับ ช่วงนี้เห็นใบไม้ร่วงที่ดูแปลกๆ ในสวนบ้างไหมครับ?"

แม้หวังต้าฉีจะดูเหมือนคนอายุสามสิบต้นๆ แต่อายุจริงของเขาปาเข้าไปสี่สิบกว่าแล้ว การเรียกพนักงานกวาดถนนวัยสี่สิบกว่าตรงหน้าว่า 'พี่สาว' จึงฟังดูเป็นธรรมชาติมาก

เวลาจะไหว้วานใคร จะให้เรียก 'คุณป้า' หรือ 'นี่ๆ' ก็คงดูไม่งาม

"ใบไม้ร่วงเหรอ?"

เมื่อได้ยินชายหนุ่มหน้าตาดีที่ดูอ่อนกว่าหลายปีเรียกว่า 'พี่สาว' พนักงานกวาดถนนที่เพิ่งทำงานรอบเช้าเสร็จก็ยิ้มแก้มปริ สมองแล่นเร็วขึ้นมาทันที ก่อนจะให้คำตอบว่า "อย่างอื่นก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกตินะ มีแต่ตรงศาลาบนยอดเขานั่นแหละที่มีใบไม้ร่วงเยอะหน่อย ขนาดใบเมเปิ้ลที่ยังไม่เหลืองก็ร่วงลงมาด้วย"

"ขอบคุณครับพี่สาว"

เมื่อได้คำตอบที่ต้องการ หวังต้าฉีก็ประสานมือคารวะแล้วรีบวิ่งขึ้นเขาไปทันที

ศิษย์น้องหนุ่มที่ตามหลังมาแทบจะก้าวตามฝีเท้าเขาไม่ทัน

ไม่กี่สิบวินาทีต่อมา หวังต้าฉีก็มาถึงศาลาบนยอดเขา มองดูพื้นที่ค่อนข้างสะอาดสะอ้าน แล้วเดินไปใต้ต้นเมเปิ้ลต้นหนึ่ง หยิบใบไม้ที่ร่วงหล่นขึ้นมาพิจารณา แววตาของเขาค่อยๆ คมกริบขึ้น

ที่แท้ยอดปรมาจารย์ท่านนั้นยังคงบำเพ็ญเพียรอยู่ที่นี่จริงๆ

หวังต้าฉีกวาดตามองรอบๆ คัดเลือกใบไม้ร่วงมาประมาณสิบใบ สั่งงานศิษย์น้องอย่างลวกๆ แล้วรีบวิ่งกลับสำนักยุทธทันที

หวังปู้เฉิงที่กำลังจิบชาอยู่ เห็นใบไม้ที่ลูกชายนำกลับมา หลังจากสัมผัสได้ครู่หนึ่ง แววตาของเขาก็เคร่งขรึมลง "แกถอยไปก่อน"

"ครับ"

ได้ยินคำสั่งพ่อ หวังต้าฉีก็ถอยห่างออกมาสองเมตร

"ออกไปข้างนอกเลย"

"ครับ"

หลังจากลูกชายเดินออกจากห้อง หวังปู้เฉิงก็เดินลมปราณไปที่ฝ่ามือ ปล่อยพลังใส่ใบเมเปิ้ลสีเขียวที่ดูธรรมดาเหล่านั้น

"ปัง!"

ขุมพลังที่มองไม่เห็นระเบิดออกมาจากใบเมเปิ้ล ราวกับมีพายุเฮอริเคนกวาดผ่าน ทำให้ชุดฝึกยุทธบนร่างของหวังปู้เฉิงสะบัดพริ้วอย่างรุนแรง

เพียงชั่วพริบตา คลื่นกระแทกจากพายุก็แผ่กระจายไปทั่วทิศทาง โต๊ะน้ำชาและเก้าอี้ไม้ที่ทำจากไม้พะยูงหอมส่งเสียงดังลั่นก่อนจะแตกกระจาย

แม้แต่ประตูไม้เนื้อแข็งแบบบานเลื่อนก็ยังปลิวหลุดออกไปเพราะแรงพายุ

หวังต้าฉีที่ตอนแรกคิดว่ายืนอยู่ข้างนอกคงปลอดภัย รีบถอยกรูดไปอีกสามเมตร เดินลมปราณคุ้มกันร่างตามสัญชาตญาณ

แรงกดดันที่มองไม่เห็นผลักเขาถอยไปอีกสองเมตร ทิ้งรอยเท้าลึกสองรอยไว้บนพื้น

ไม่กี่วินาทีต่อมา เมื่อรู้สึกว่าแรงกดดันจางลง หวังต้าฉีไม่ได้สนใจเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็งราคาหลายล้านที่พังเสียหาย แต่รีบมองเข้าไปดูพ่อของเขาด้วยความเป็นห่วง "พ่อครับ"

"พ่อไม่เป็นไร ดูเหมือนตบะของยอดปรมาจารย์ท่านนี้จะก้าวหน้าขึ้นอีกแล้ว"

ไม่สนใจเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นหรือข้าวของที่พังเสียหาย ใบหน้าของหวังปู้เฉิงเผยความตื่นเต้นที่หาได้ยาก ราวกับดีใจที่ได้พบความท้าทาย "กระดูกแก่ๆ พวกนี้ไม่ได้ขยับเขยื้อนมาหลายปีแล้ว พ่อชักอยากจะเจอหน้ายอดปรมาจารย์ท่านนี้เสียจริง"

เมื่อประเทศจีนเข้าสู่ยุคใหม่ ผู้ฝึกยุทธที่หาตัวจับยากเหล่านี้ต่างถูกกำชับไม่ให้ประลองฝีมือกันพร่ำเพรื่อ

และงานชุมนุมชาวยุทธ ซึ่งเดิมทีเป็นเวทีสำหรับแลกเปลี่ยนวิชา ก็เป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง

ทว่า หลังจากที่เขาและสหายเก่าหลายคนทยอยก้าวเข้าสู่ขั้นเจ็ด งานชุมนุมชาวยุทธก็กลายเป็นเพียงเวทีประลองของคนรุ่นใหม่

ฟ้าดินไร้เมตตา ขอบเขตเซียนเทียนไร้หนทาง... ตาแก่ไม้ใกล้ฝั่งอย่างพวกเขา หลังจากเข้าสู่ขั้นเจ็ดแล้วก็มองไม่เห็นหนทางข้างหน้าอีกต่อไป ต่อให้ประลองกันเองก็ไร้ประโยชน์

แม้ว่าเขาจะโชคดีก้าวข้ามสู่ขั้นแปดได้ด้วยยาเม็ดวิเศษเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่หวังปู้เฉิงก็ยังหาทิศทางในการฝึกขั้นต่อไปไม่เจอ และรู้สึกสับสนอยู่ลึกๆ

ไม่อย่างนั้น หวังปู้เฉิงคงเอายาอีกสองเม็ดที่เหลือมาทดลองกับตัวเองไปแล้ว แทนที่จะเก็บไว้ให้ลูกหลาน

แต่ยอดปรมาจารย์สันโดษท่านนี้กลับก้าวหน้าขึ้นอีกขั้นในระยะเวลาสั้นๆ เพียงแค่ปราณที่หลงเหลือบนใบไม้ก็ทำให้เขาต้องทุ่มสมาธิรับมือจนสุดตัว บางทีท่านผู้นั้นอาจจะบรรลุถึงจุดสูงสุดของวิถียุทธ์ขั้นโฮ่วเทียนแล้วก็ได้ และไม่รู้ว่าได้สัมผัสธรณีประตูสู่ขั้นเซียนเทียนในตำนานแล้วหรือยัง

"พ่อครับ ยอดปรมาจารย์ท่านนั้นต้องขึ้นไปบำเพ็ญเพียรบนยอดเขาท่าซานหลังเที่ยงคืนแน่ๆ ถึงไม่มีใครเคยพบเห็น"

หวังต้าฉีที่เดินเข้ามาใกล้ เอ่ยข้อสันนิษฐานของตนเองออกมา

จบบทที่ บทที่ 15 กระดูกแก่ๆ อยากขยับ

คัดลอกลิงก์แล้ว