- หน้าแรก
- เอไอ อัลกอริทึม ผมถอดรหัสวิชาเซียนอมตะได้แล้ว
- บทที่ 15 กระดูกแก่ๆ อยากขยับ
บทที่ 15 กระดูกแก่ๆ อยากขยับ
บทที่ 15 กระดูกแก่ๆ อยากขยับ
บทที่ 15 กระดูกแก่ๆ อยากขยับ
"นอกจากเธอแล้ว คนอื่นโอนผ่านวีแชทให้ผมหมดแล้วครับ"
หวังเริ่นยืนอยู่ด้านล่าง สายตามองไปยังกระโปรงสั้นสีขาวและถุงน่องสีดำภายใต้เสื้อขนเป็ดของสตรีมเมอร์สาว เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเมื่อรู้ว่าเธอเพิ่งจะไลฟ์สดเสร็จ
เมื่อเข้าสู่ต้นเดือนธันวาคม ผู้เช่ารายอื่นต่างโอนค่าเช่าล่วงหน้าสำหรับไตรมาสถัดไปจำนวน 1,800 หยวนกันมาอย่างรู้หน้าที่
ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ราคาบ้านในหางโจวค่อนข้างทรงตัว แต่ค่าเช่ากลับพุ่งสูงขึ้นทุกเดือน ห้องพักขนาดเล็ก 50 ตารางเมตรที่อยู่ห่างจากสถานีรถไฟใต้ดินไม่ถึง 500 เมตรในราคาเพียงเดือนละ 600 หยวนแบบของเขานั้น หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว
เนื่องจากสตรีมเมอร์สาวคนนี้ไม่ได้โอนเงินมาให้ และหวังเริ่นเองก็ไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินทอง เขาจึงไม่ได้เร่งรัดอะไร กะว่ารอให้ถึงสิ้นเดือนค่อยทวงถามก็ได้
"เอ๊ะ???"
เมื่อได้ยินคำตอบของ 'พี่ชายเจ้าของตึก' เฟิงม่านที่ตั้งใจจะลงมาจ่ายค่าเช่าก่อนเวลาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยใบหน้าแดงระเรื่อเล็กน้อย "งั้นเดี๋ยวหนูโอนให้ตอนนี้เลยค่ะ"
พูดจบ เฟิงม่านก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาโอนเงินให้เขา 1,650 หยวน
ส่วนค่าน้ำค่าไฟนั้น แต่ละห้องมีมิเตอร์แยกต่างหาก และผู้เช่าจะโอนจ่ายตรงเข้าบัญชีอาลีเพย์ของการไฟฟ้าและการประปาเอง พี่ชายเจ้าของตึกคนนี้ไม่ได้กินส่วนต่างแม้แต่แดงเดียว
"ได้รับแล้วครับ"
เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นจากโทรศัพท์ หวังเริ่นพยักหน้ารับแล้วเดินกลับขึ้นตึก
ด้วยรายได้จากแม่สาวแซ่ไบ่ ตอนนี้เขาจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับค่าเช่าห้องพวกนี้นัก
แน่นอนว่า คงไม่มีใครบ่นว่ามีเงินเยอะเกินไปหรอก
"นิ่งขนาดนี้เลยเหรอ?! หรือว่าเขาถูกลอตเตอรี่ หรือนิยายมียอดสมัครอ่านเป็นหมื่นกันนะ?"
มองดูแผ่นหลังอันสงบนิ่งของพี่ชายเจ้าของตึกที่เดินขึ้นบันไดไป เฟิงม่านอดพึมพำไม่ได้ แต่เธอก็ไม่ได้เก็บมาคิดมาก รีบวิ่งลงไปซื้ออาหารเช้าต่อ
เธอไลฟ์สดมาตั้งแต่ตี่สี่ ตอนนี้หิวจนไส้จะขาดแล้ว
"732,460"
กลับมาถึงห้องพักชั้นสี่ หวังเริ่นกินมื้อเช้าไปพลางเปิดวีแชทและแอปธนาคารขึ้นมาคำนวณตัวเลขในบัญชีอย่างรวดเร็ว
ก่อนหน้านี้ในบัตรเขามีเงินแค่สี่หมื่นกว่าหยวน ต้องขอบคุณเงินมัดจำแปดแสนของแม่สาวแซ่ไบ่ ไม่อย่างนั้นเขาคงต้องกลายเป็นยาจกเพราะการบำเพ็ญเพียรไปแล้ว
ปัจจุบัน ต้นทุนวัตถุดิบสำหรับยาเพิ่มปราณและอาหารยาอยู่ที่ประมาณ 6,930 หยวน บวกค่ากินอยู่ประจำวันอีกเกือบสองร้อย รวมแล้วก็ตกวันละประมาณ 7,100 หยวน
ใครจะไปคิดว่าแค่นั่งกินยาบำเพ็ญเพียรและกินอาหารยา เขาต้องใช้เงินวันละเจ็ดพันกว่าหยวน เมื่อก่อนต่อให้ปั่นนิยายวันละหมื่นคำ ค่าลิขสิทธิ์หลังหักภาษีทั้งเดือนยังอาจไม่ถึงยอดนี้เลยด้วยซ้ำ
การบำเพ็ญเพียรเปลี่ยนชีวิตคนได้จริงๆ!
หลังจากทอดถอนใจ หวังเริ่นที่จัดการมื้อเช้าเรียบร้อยก็นั่งพักสักครู่
อาหารยาชุดแรกยังตุ๋นไม่เสร็จ เขาจึงเปิดหม้ออัดแรงดันสำหรับปรุงยาเตรียมไว้ ก่อนจะเปิดติ๊กต็อกดูสาวสวยที่ผ่านการศัลยกรรมและฟิลเตอร์ไฮเทค
จู่ๆ เขาก็เลื่อนไปเจอละครย้อนยุคเรื่องดังที่กำลังเป็นกระแส ซึ่งแม่สาวแซ่ไบ่นำแสดง หวังเริ่นหยุดนิ้วและตั้งใจดู
ต้องยอมรับเลยว่า แม่สาวแซ่ไบ่ในชุดโบราณนั้นงดงามจริงๆ!
...
"ศิษย์พี่ ท่านหาอะไรอยู่หรือ?"
ชายหนุ่มในชุดฝึกยุทธสีครามเดินไปตามทางเดินหินบนเขา เอ่ยถามศิษย์พี่ที่กำลังก้มๆ เงยๆ สำรวจพื้นดินอยู่เบื้องหน้าด้วยความสงสัย
"ไม่มีอะไร"
หวังต้าฉีไม่ได้อธิบายอะไรมากกับศิษย์น้องที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่ขั้นแรกของการฝึกยุทธ เขายังคงก้มหน้าสำรวจพื้นรอบๆ ต่อไป
นับตั้งแต่ยืนยันกับผู้เป็นพ่อได้ว่ามียอดปรมาจารย์ที่มีตบะสูงกว่าขั้นหกมาบำเพ็ญเพียรที่สวนสาธารณะเขาท่าซาน หวังต้าฉีก็คอยสังเกตสภาพแวดล้อมรอบๆ สวนแห่งนี้เป็นพิเศษ
น่าเสียดาย สงสัยยอดปรมาจารย์ท่านนั้นคงแค่ผ่านมา หวังต้าฉีจึงไม่พบความผิดปกติใดๆ จากใบไม้แห้งที่ลานจัตุรัสอีกเลย
ทันใดนั้น หวังต้าฉีก็เหลือบไปเห็นพนักงานกวาดถนนเดินลงมาจากด้านหน้า ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัว เขาจึงก้าวเข้าไปถามว่า "พี่สาวครับ ช่วงนี้เห็นใบไม้ร่วงที่ดูแปลกๆ ในสวนบ้างไหมครับ?"
แม้หวังต้าฉีจะดูเหมือนคนอายุสามสิบต้นๆ แต่อายุจริงของเขาปาเข้าไปสี่สิบกว่าแล้ว การเรียกพนักงานกวาดถนนวัยสี่สิบกว่าตรงหน้าว่า 'พี่สาว' จึงฟังดูเป็นธรรมชาติมาก
เวลาจะไหว้วานใคร จะให้เรียก 'คุณป้า' หรือ 'นี่ๆ' ก็คงดูไม่งาม
"ใบไม้ร่วงเหรอ?"
เมื่อได้ยินชายหนุ่มหน้าตาดีที่ดูอ่อนกว่าหลายปีเรียกว่า 'พี่สาว' พนักงานกวาดถนนที่เพิ่งทำงานรอบเช้าเสร็จก็ยิ้มแก้มปริ สมองแล่นเร็วขึ้นมาทันที ก่อนจะให้คำตอบว่า "อย่างอื่นก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกตินะ มีแต่ตรงศาลาบนยอดเขานั่นแหละที่มีใบไม้ร่วงเยอะหน่อย ขนาดใบเมเปิ้ลที่ยังไม่เหลืองก็ร่วงลงมาด้วย"
"ขอบคุณครับพี่สาว"
เมื่อได้คำตอบที่ต้องการ หวังต้าฉีก็ประสานมือคารวะแล้วรีบวิ่งขึ้นเขาไปทันที
ศิษย์น้องหนุ่มที่ตามหลังมาแทบจะก้าวตามฝีเท้าเขาไม่ทัน
ไม่กี่สิบวินาทีต่อมา หวังต้าฉีก็มาถึงศาลาบนยอดเขา มองดูพื้นที่ค่อนข้างสะอาดสะอ้าน แล้วเดินไปใต้ต้นเมเปิ้ลต้นหนึ่ง หยิบใบไม้ที่ร่วงหล่นขึ้นมาพิจารณา แววตาของเขาค่อยๆ คมกริบขึ้น
ที่แท้ยอดปรมาจารย์ท่านนั้นยังคงบำเพ็ญเพียรอยู่ที่นี่จริงๆ
หวังต้าฉีกวาดตามองรอบๆ คัดเลือกใบไม้ร่วงมาประมาณสิบใบ สั่งงานศิษย์น้องอย่างลวกๆ แล้วรีบวิ่งกลับสำนักยุทธทันที
หวังปู้เฉิงที่กำลังจิบชาอยู่ เห็นใบไม้ที่ลูกชายนำกลับมา หลังจากสัมผัสได้ครู่หนึ่ง แววตาของเขาก็เคร่งขรึมลง "แกถอยไปก่อน"
"ครับ"
ได้ยินคำสั่งพ่อ หวังต้าฉีก็ถอยห่างออกมาสองเมตร
"ออกไปข้างนอกเลย"
"ครับ"
หลังจากลูกชายเดินออกจากห้อง หวังปู้เฉิงก็เดินลมปราณไปที่ฝ่ามือ ปล่อยพลังใส่ใบเมเปิ้ลสีเขียวที่ดูธรรมดาเหล่านั้น
"ปัง!"
ขุมพลังที่มองไม่เห็นระเบิดออกมาจากใบเมเปิ้ล ราวกับมีพายุเฮอริเคนกวาดผ่าน ทำให้ชุดฝึกยุทธบนร่างของหวังปู้เฉิงสะบัดพริ้วอย่างรุนแรง
เพียงชั่วพริบตา คลื่นกระแทกจากพายุก็แผ่กระจายไปทั่วทิศทาง โต๊ะน้ำชาและเก้าอี้ไม้ที่ทำจากไม้พะยูงหอมส่งเสียงดังลั่นก่อนจะแตกกระจาย
แม้แต่ประตูไม้เนื้อแข็งแบบบานเลื่อนก็ยังปลิวหลุดออกไปเพราะแรงพายุ
หวังต้าฉีที่ตอนแรกคิดว่ายืนอยู่ข้างนอกคงปลอดภัย รีบถอยกรูดไปอีกสามเมตร เดินลมปราณคุ้มกันร่างตามสัญชาตญาณ
แรงกดดันที่มองไม่เห็นผลักเขาถอยไปอีกสองเมตร ทิ้งรอยเท้าลึกสองรอยไว้บนพื้น
ไม่กี่วินาทีต่อมา เมื่อรู้สึกว่าแรงกดดันจางลง หวังต้าฉีไม่ได้สนใจเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็งราคาหลายล้านที่พังเสียหาย แต่รีบมองเข้าไปดูพ่อของเขาด้วยความเป็นห่วง "พ่อครับ"
"พ่อไม่เป็นไร ดูเหมือนตบะของยอดปรมาจารย์ท่านนี้จะก้าวหน้าขึ้นอีกแล้ว"
ไม่สนใจเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นหรือข้าวของที่พังเสียหาย ใบหน้าของหวังปู้เฉิงเผยความตื่นเต้นที่หาได้ยาก ราวกับดีใจที่ได้พบความท้าทาย "กระดูกแก่ๆ พวกนี้ไม่ได้ขยับเขยื้อนมาหลายปีแล้ว พ่อชักอยากจะเจอหน้ายอดปรมาจารย์ท่านนี้เสียจริง"
เมื่อประเทศจีนเข้าสู่ยุคใหม่ ผู้ฝึกยุทธที่หาตัวจับยากเหล่านี้ต่างถูกกำชับไม่ให้ประลองฝีมือกันพร่ำเพรื่อ
และงานชุมนุมชาวยุทธ ซึ่งเดิมทีเป็นเวทีสำหรับแลกเปลี่ยนวิชา ก็เป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง
ทว่า หลังจากที่เขาและสหายเก่าหลายคนทยอยก้าวเข้าสู่ขั้นเจ็ด งานชุมนุมชาวยุทธก็กลายเป็นเพียงเวทีประลองของคนรุ่นใหม่
ฟ้าดินไร้เมตตา ขอบเขตเซียนเทียนไร้หนทาง... ตาแก่ไม้ใกล้ฝั่งอย่างพวกเขา หลังจากเข้าสู่ขั้นเจ็ดแล้วก็มองไม่เห็นหนทางข้างหน้าอีกต่อไป ต่อให้ประลองกันเองก็ไร้ประโยชน์
แม้ว่าเขาจะโชคดีก้าวข้ามสู่ขั้นแปดได้ด้วยยาเม็ดวิเศษเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่หวังปู้เฉิงก็ยังหาทิศทางในการฝึกขั้นต่อไปไม่เจอ และรู้สึกสับสนอยู่ลึกๆ
ไม่อย่างนั้น หวังปู้เฉิงคงเอายาอีกสองเม็ดที่เหลือมาทดลองกับตัวเองไปแล้ว แทนที่จะเก็บไว้ให้ลูกหลาน
แต่ยอดปรมาจารย์สันโดษท่านนี้กลับก้าวหน้าขึ้นอีกขั้นในระยะเวลาสั้นๆ เพียงแค่ปราณที่หลงเหลือบนใบไม้ก็ทำให้เขาต้องทุ่มสมาธิรับมือจนสุดตัว บางทีท่านผู้นั้นอาจจะบรรลุถึงจุดสูงสุดของวิถียุทธ์ขั้นโฮ่วเทียนแล้วก็ได้ และไม่รู้ว่าได้สัมผัสธรณีประตูสู่ขั้นเซียนเทียนในตำนานแล้วหรือยัง
"พ่อครับ ยอดปรมาจารย์ท่านนั้นต้องขึ้นไปบำเพ็ญเพียรบนยอดเขาท่าซานหลังเที่ยงคืนแน่ๆ ถึงไม่มีใครเคยพบเห็น"
หวังต้าฉีที่เดินเข้ามาใกล้ เอ่ยข้อสันนิษฐานของตนเองออกมา