- หน้าแรก
- อภิมหาเศรษฐีท่องเที่ยวทั่วประเทศรับรางวัลทรัพย์สินล้านล้าน
- บทที่ 17 เยือนเมืองโบราณตู๋เค่อจง ขึ้นแท่นบอสใหญ่ PDD และต้าหม่าโหว
บทที่ 17 เยือนเมืองโบราณตู๋เค่อจง ขึ้นแท่นบอสใหญ่ PDD และต้าหม่าโหว
บทที่ 17 เยือนเมืองโบราณตู๋เค่อจง ขึ้นแท่นบอสใหญ่ PDD และต้าหม่าโหว
บทที่ 17 เยือนเมืองโบราณตู๋เค่อจง ขึ้นแท่นบอสใหญ่ PDD และต้าหม่าโหว
ทันใดนั้น เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้น
"ติ๊ง! สถานที่เช็คอินใหม่ถูกรีเฟรชแล้ว
กรุณาเดินทางไปยังวัดซงจ้านหลินเพื่อทำการเช็คอิน ท่านจะได้รับรางวัลเป็นหุ้น 51% ของแพลตฟอร์มโต้วซาไลฟ์!"
แพลตฟอร์มโต้วซาไลฟ์
นี่มันแพลตฟอร์มที่โจวเจี๋ยกับไต๋เสี่ยวเม่ยสตรีมอยู่นี่นา?
ซูเช่อรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที
ด้วยสัดส่วนการถือหุ้นขนาดนี้ เขาคงได้กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของโต้วอวี๋ (Douyu) แบบสายฟ้าแลบแน่ๆ
ซูเช่อหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็คมูลค่าตลาดของแพลตฟอร์มโต้วอวี๋
มูลค่าคร่าวๆ อยู่ที่ 3.9 พันล้านหยวน หุ้นครึ่งหนึ่งก็ปาเข้าไป 1.9 พันล้านหยวนแล้ว
ถึงแม้เงินในตลาดหุ้นจะมีความผันผวนขึ้นลงอยู่ตลอด แต่ดูจากมูลค่าหุ้นที่ถือครอง อย่างน้อยๆ ก็มีค่าเท่ากับเงินสดเป็นพันล้านหยวน
นับว่าเป็นรางวัลที่ไม่เลวเลยทีเดียว
เดิมทีแพลตฟอร์มโต้วอวี๋และหูหยา ถือเป็นสองยักษ์ใหญ่แห่งวงการสตรีมเกม
ภายหลังถูกกลุ่มเพนกวินเข้าซื้อกิจการ กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรตระกูลหม่า
เขาไม่คิดไม่ฝันเลยว่า อยู่ดีๆ จะได้หุ้นครึ่งหนึ่งของแพลตฟอร์มโต้วอวี๋มาครองแบบส้มหล่นเช่นนี้
ซูเช่ออดดีใจไม่ได้
ที่สำคัญคือนอกจากโจวเจี๋ยและไต๋เสี่ยวเม่ยที่น่าสนใจแล้ว PDD และต้าหม่าโหวก็เป็นสตรีมเมอร์คนโปรดของซูเช่อเช่นกัน
ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของโต้วอวี๋ ซูเช่อคิดว่าถ้ามีเวลาว่าง จะชวนพวกเขามาทานข้าวด้วยกันสักมื้อคงไม่ใช่เรื่องยาก
โดยเฉพาะ PDD ซูเช่อชอบสไตล์การพูดของเจ้าอ้วนคนนี้มาก รู้สึกตลกดีและดูเป็นคนนิสัยใช้ได้
เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ซูเช่ออยากจะคบหาเป็นเพื่อนด้วย
กว่าสองชั่วโมงผ่านไป
ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมาถึงวัดซงจ้านหลิน
วัดแห่งนี้มีอีกชื่อว่าวัดกุยฮว่า เป็นวัดพุทธแบบทิเบตขนาดใหญ่ในมณฑลยูนนาน
มองจากระยะไกล รูปทรงดูคล้ายกับพระราชวังโปตาลาในกรุงลาซา
จึงได้รับสมญานามว่า "พระราชวังโปตาราน้อย"
"ตื่นได้แล้ว"
ซูเช่อปลุกหลินซือซือและสองสาวเพื่อนซี้
เมื่อคืนพวกเธอคงมัวแต่เก็บกระเป๋ากันดึกดื่น เช้านี้เลยหลับเป็นตายตลอดการเดินทางสองชั่วโมง
เมื่อหลินซือซือและคนอื่นๆ งัวเงียตื่นขึ้น ก็ทยอยกันลงจากรถ
ตอนนี้สมาชิกในกรุ๊ปทัวร์ทุกคนมารวมตัวกันครบแล้ว
ไกด์ถือไมโครโฟนขนาดเล็กเดินนำหน้าพาทุกคนเข้าชม
วัดซงจ้านหลินหันหน้าไปทางทิศใต้
มองจากไกลๆ จะเห็นวิหารหลักเป็นอาคารสไตล์ทิเบตสูงห้าชั้น ประดับประดาด้วยลวดลายแกะสลักและภาพวาดวิจิตรตระการตา
หลังคาสีทองทำจากทองแดงชุบทอง ส่องประกายระยิบระยับดูยิ่งใหญ่อลังการ
ซูเช่อเดินตามไปเรื่อยๆ และถือโอกาสทำการเช็คอิน
"ติ๊ง! โฮสต์เดินทางมาถึงวัดซงจ้านหลินแล้ว
ต้องการเช็คอินหรือไม่?"
เช็คอิน
"ติ๊ง! เช็คอินสำเร็จ
ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ท่านได้รับหุ้น 51% ของแพลตฟอร์มโต้วซาไลฟ์
ท่านได้กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และมีอำนาจตัดสินใจสูงสุด
เนื่องจากท่านยังไม่มีบัญชีหุ้น ระบบได้ทำการเปิดบัญชีให้ท่านโดยอัตโนมัติ
ชื่อบัญชีและรหัสผ่านถูกส่งไปให้แล้ว กรุณาตรวจสอบ"
ระบบนี่ช่างรู้ใจจริงๆ
ซูเช่อไม่เคยเล่นหุ้นมาก่อน ย่อมไม่มีความรู้อะไรเลย
ระบบอุตส่าห์เปิดบัญชีให้เสร็จสรรพ แถมยังมอบตำแหน่งผู้ถือหุ้นใหญ่ที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดของแพลตฟอร์มโต้วซาไลฟ์ให้อีก
แบบนี้ก็เท่ากับว่า ทั้งบริษัทโต้วอวี๋ต้องฟังคำสั่งเขาไม่ใช่หรือไง?
จู่ๆ ซูเช่อก็รู้สึกเหมือนตัวเองอยู่เหนือทุกคน
นับตั้งแต่นี้ไป เขาคือบอสใหญ่ของบริษัทสตรีมมิ่งโต้วซา
บอกตามตรง ซูเช่อชอบความรู้สึกแบบนี้เอามากๆ
ประจวบเหมาะกับที่สำนักงานใหญ่ของแพลตฟอร์มโต้วอวี๋ตั้งอยู่ที่เมืองแห่งเวทมนตร์ (เซี่ยงไฮ้) พอดี ไว้เสร็จธุระทางนี้แล้ว เขาคงต้องแวะไปเยี่ยมชมสักหน่อย
เมื่อดึงสติกลับมาได้ ซูเช่อก็เดินชมวัดต่อไป
หลินซือซือเดินเคียงข้างเขาไม่ห่าง
ส่วนหลินลี่เอ๋อร์และไป๋ปิงปิงล่วงหน้าไปสำรวจกันก่อนแล้ว
หลังจากได้งีบหลับ สามสาวก็ดูสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก
โดยเฉพาะเมื่อมาถึงวัดซงจ้านหลินแห่งนี้ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับพระราชวังโปตาลาถึงเจ็ดส่วน
ความกระตือรือร้นในการเที่ยวชมก็พุ่งสูงขึ้นทันที
แม้แต่ซูเช่อเอง เมื่อเห็นฉากตรงหน้า ก็ยังรู้สึกราวกับว่าตัวเองมาถึงพระราชวังโปตาลาในทิเบตจริงๆ
แต่พอมองดูดีๆ ก็ยังเห็นความแตกต่างอยู่บ้าง
หลินซือซือเดินอยู่ข้างกายซูเช่ออย่างเงียบๆ
เธอทำตัวเรียบร้อย ไม่พูดไม่จา
เพียงแค่เดินชมทิวทัศน์ไปพร้อมกับซูเช่ออย่างสงบ
ซูเช่อสังเกตเห็น และเมื่อมองใบหน้าจิ้มลิ้มของหลินซือซือ เขาก็เผลอยิ้มออกมา
เขาเอื้อมมือไปกุมมือเล็กๆ ของหลินซือซืออย่างแผ่วเบาแล้วพูดว่า "เราขึ้นไปดูข้างบนกันเถอะ"
"อื้อ" หลินซือซือตอบรับเสียงเบา
ใบหน้าของเธอแดงซ่านเมื่อก้มมองมือใหญ่ของซูเช่อที่กุมมือเธอไว้ ดูทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย
แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ทั้งคู่จับมือกัน แต่ครั้งนั้นเป็นตอนปีนเขาและต่างฝ่ายต่างสวมถุงมือ
ครั้งนี้ไม่มีถุงมือขวางกั้น ฝ่ามือสัมผัสแนบชิด
หลินซือซือสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากฝ่ามือของซูเช่อ
ชั่วขณะหนึ่ง หัวใจของเธอเต้นรัวเร็วขึ้นหลายจังหวะ
แม้พื้นที่ของวัดซงจ้านหลินจะกว้างขวาง แต่เส้นทางเดินชมนั้นค่อนข้างเรียบง่าย
หลังจากผ่านประตูวัดเข้ามา จะพบกับบันไดสูงชัน 146 ขั้น
เมื่อทุกคนปีนรวดเดียวขึ้นมาถึง ก็จะพบกับลานกว้างหน้าวิหารหลัก
ยืนอยู่บนลานกว้าง สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของอำเภอแชงกรี-ลาได้ทั้งเมือง
อย่างไรก็ตาม พื้นที่แถบนี้เป็นที่ราบสูง อากาศค่อนข้างเบาบาง
ไกด์แจกออกซิเจนกระป๋องให้ทุกคนเพื่อความปลอดภัย
สมกับเป็นทัวร์ราคา 20,000 หยวน การบริการย่อมต้องเป็นระดับพรีเมียม
ที่นี่ไม่ได้เดินทางลำบากเหมือนภูเขาหิมะมังกรหยก
ปกติแล้วถ้าค่อยๆ เดินขึ้นมา ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
ซูเช่อและหลินซือซือจูงมือกันถ่ายรูปคู่ที่ลานกว้างหลายรูป
ในรูป หลินซือซือยิ้มแย้มสดใสราวกับดอกไม้บาน ส่วนแววตาของซูเช่อก็เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม
ต้องบอกเลยว่า หนุ่มหล่อสาวสวยคู่นี้ดูเหมาะสมกันราวกับสามีภรรยาจริงๆ
ซูเช่อขอให้หลินซือซือส่งรูปคู่พวกนั้นมาให้เขาเก็บไว้เป็นที่ระลึก
หลินซือซือพยักหน้าตกลงอย่างว่าง่าย
หลังจากใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง คณะทัวร์ก็เดินชมวัดเสร็จและลงมาข้างล่าง
จากนั้นก็มุ่งหน้าไปเดินเล่นที่เมืองโบราณตู๋เค่อจงที่อยู่ใกล้เคียง
ผังเมืองของเมืองโบราณตู๋เค่อจงมีลักษณะคล้ายดอกบัวแปดกลีบ โดยมีจัตุรัสแสงจันทร์เป็นศูนย์กลาง
บ้านเรือนเก่าแก่ภายในเมืองส่วนใหญ่ถูกดัดแปลงเป็นโรงเตี๊ยม ร้านอาหาร และร้านค้า
กิจการร้านค้าคึกคักไปด้วยผู้คน
สินค้าพื้นเมืองอย่างมีดทิเบต เนื้อจามรี และเครื่องประดับทิเบต มีวางขายอยู่ทั่วไป
พอหลินซือซือเห็นของสวยๆ งามๆ ก็ขาตาย ผละจากซูเช่อไปทันที
แล้วเธอกับสองสาวเพื่อนซี้ก็เริ่มตระเวนดูของตามร้านรวงต่างๆ
ซูเช่อมองดูรอบๆ พบว่าราคาสินค้าที่นี่ค่อนข้างสูง ส่วนใหญ่อยู่ที่หลักร้อยถึงหลักพันหยวน
แต่ตอนนี้เขาไม่ใช่คนขาดแคลนเงินทอง จึงซื้อของที่ระลึกติดไม้ติดมือมาสองสามชิ้น
หลังจากทุกคนช้อปปิ้งกันจนหนำใจ ก็มาสะดุดตากับกงล้อมนต์ขนาดยักษ์ที่ดูน่าสนใจมาก
มันสูงถึงห้าเมตร สลักลวดลายวิจิตรและส่องประกายสีทองอร่าม
ต้องใช้คนกว่าสิบคนถึงจะผลักให้หมุนได้
เห็นฉากน่าสนใจแบบนี้ ซูเช่อก็เดินเข้าไปดูบ้าง
ขณะเดียวกัน ชายหนุ่มหลายคนจากกรุ๊ปทัวร์ก็เดินตามมา
กลุ่มคนสิบคนที่เพิ่งลองผลักเสร็จถอยออกมา
ชายหนุ่มหกคนจากกรุ๊ปทัวร์ของซูเช่อจึงตกลงกันว่าจะลองรวมพลังผลักดู
เมื่อชายหนุ่มทั้งหกก้าวออกไป ผู้เฒ่าผู้แก่แถวนั้นก็มายืนมุงดู พลางชี้ไม้ชี้มือวิพากษ์วิจารณ์
จับใจความได้ประมาณว่า พวกเขาคิดว่าไอ้หนุ่มร่างบางพวกนี้ รวมทั้งซูเช่อด้วย ไม่มีทางผลักไหวหรอก
ซูเช่อยิ้มบางๆ ไม่ได้แก้ตัวอะไร เขาต้องการพิสูจน์ตัวเองด้วยพละกำลัง
"ผมนับสาม สอง หนึ่ง แล้วทุกคนออกแรงผลักพร้อมกันนะ"
ซูเช่อบอกกับหนุ่มๆ ในกรุ๊ปทัวร์
เมื่อวานเขาได้พิสูจน์ความแข็งแกร่งบนบันไดผู้กล้า 108 ขั้นที่ช่องแคบเสือกระโจนมาแล้ว
ทุกคนย่อมให้ความเคารพในคำพูดของเขา
จากนั้น ซูเช่อก็นับจังหวะเสียงดัง
นักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่เดินทางมาไกลต่างก็หยุดยืนดู
ถ้าผู้ชายหกคนยังผลักไม่ไหว คงเป็นเรื่องน่าขายหน้าพิลึก
หลินซือซือยืนลุ้นตัวโก่งแทนซูเช่อ
หลินลี่เอ๋อร์และไป๋ปิงปิงตบไหล่หลินซือซือเบาๆ
"ใจเย็นน่า ซูเช่อทำได้อยู่แล้ว ไม่ต้องห่วง"
"ฉันไม่ได้กลัวซูเช่อผลักไม่ไหว แต่กลัวคนข้างๆ จะเป็นตัวถ่วงเขาต่างหาก"
แหม พูดซะขนาดนี้ ทำเอาหนุ่มๆ กลุ่มนั้นยิ่งฮึดสู้เข้าไปใหญ่
ชายหนุ่มแต่ละคนรวบรวมพลังเฮือกใหญ่ ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องผลักให้ได้
สาม
สอง
หนึ่ง
ผลัก!
สิ้นเสียงสัญญาณของซูเช่อ ชายหนุ่มทั้งหกจากทัวร์จินจุนก็กัดฟันออกแรง ผ่านไปห้าวินาทีเต็มๆ ในที่สุดพวกเขาก็สามารถทำให้กงล้อมนต์ยักษ์ขยับเขยื้อนได้
การเริ่มต้นมักยากที่สุดเสมอ พอกงล้อสูงห้าเมตรเริ่มหมุน แรงเฉื่อยก็ช่วยให้เบาแรงลง
ซูเช่อและพรรคพวกช่วยกันผลักจนกงล้อหมุนไปกว่าสิบรอบก่อนจะค่อยๆ หยุดลง
พวกเขาสามารถพิสูจน์ความแข็งแกร่งและได้รับเสียงปรบมือเกรียวกราวจากนักท่องเที่ยวรอบข้าง
ทุกคนปาดเหงื่อ สายตาจับจ้องไปที่ซูเช่อ
พวกเขารู้ดีว่าซูเช่อคือคนที่ออกแรงมากที่สุด
ในช่วงแรกสุด พวกเขาไม่มีทางเอาชนะน้ำหนักมหาศาลนั้นได้เลย
เป็นเพราะซูเช่อออกแรงมหาศาล ทั้งหกคนถึงช่วยกันผลักมันไปได้
แม้จะไม่ได้พูดออกมาเพราะความเกรงใจ แต่ชายหนุ่มทั้งห้าจากทัวร์จินจุนต่างก็นับถือซูเช่อจากใจจริง
หลังจากพักเหนื่อยกันสักพัก และหลังจากซูเช่อ หลินซือซือ หลินลี่เอ๋อร์ และไป๋ปิงปิง ถ่ายรูปหมู่ร่วมกัน ก็ถึงเวลาอาหารกลางวัน
เวลาเที่ยงตรง ตามคำแนะนำของไกด์ ทุกคนก็พากันเข้าไปในร้านหม้อไฟชื่อ "ริมน้ำ"
ร้านนี้น่าจะเป็นร้านที่ได้รับความนิยมสูงสุดในละแวกนี้
ช่วงมื้อเที่ยงแทบไม่มีที่ว่าง
ซูเช่อและเพื่อนๆ โชคดีรอจังหวะโต๊ะว่างพอดี เลยได้ที่นั่งทำเลดีมาครอง
"สวัสดีค่ะ ทั้งสี่ท่านรับอะไรดีคะ?"
เเจ้าของร้านสาวสวยเดินเข้ามาต้อนรับอย่างกระตือรือร้นพร้อมยื่นเมนูให้
"โอเคครับ ขอดูก่อนนะครับ"
ซูเช่อกางเมนูลงบนโต๊ะ ทั้งสี่คนช่วยกันดู
"อืม เอาซี่โครงหมูหมักสามที่ แล้วก็หม้อไฟไก่เห็ดมัตสึทาเกะและเห็ดมอเรลสด"
"เนื้อติดมันสิบห้าที่ หมูหอมทิเบตสองจาน แล้วก็หม้อไฟเนื้อจามรีชุดใหญ่"
"อย่าลืมน้ำซุปแบบหยวนยาง (สองรสชาติ) นะครับ"
...ทั้งสี่คนสั่งอาหารกันรัวๆ จนครบถ้วนกระบวนความ
รวมๆ แล้วประมาณสิบอย่าง
มื้อเที่ยงนี้ราคาน่าจะตกอยู่ที่ประมาณ 2,500 หยวน
สำหรับพวกเขา เงินจำนวนนี้ถือว่าจ่ายไหวสบายๆ
หารกันตกคนละไม่ถึง 700 หยวน ถือว่าไม่แพงเลย
"ได้ค่ะ รบกวนรอสักครู่นะคะ เดี๋ยวจะรีบไปจัดการให้"
พูดจบ เจ้าของร้านก็ยิ้มหวานให้ทุกคน ก่อนจะหันไปเตรียมวัตถุดิบ
ระหว่างรอ ซูเช่อหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเล่น
บังเอิญไปเห็นไลฟ์สดบรรยากาศโค้งตัว S ที่ทะเลสาบเอ๋อไห่อีกครั้ง
พอนึกขึ้นได้ว่าตอนบ่ายจะได้ไปที่นั่น ซูเช่อก็รู้สึกดีใจขึ้นมา
นั่นเป็นสถานที่ที่ซูเช่อตั้งตารอมานาน
ความตื่นเต้นส่วนใหญ่ของซูเช่อในวันนี้ก็มาจากโค้งตัว S ที่ทะเลสาบเอ๋อไห่นี่แหละ
สามสาวข้างกายดูสดชื่นขึ้นมากหลังจากได้นอนพักบนรถ
แถมวันนี้พวกเธอก็ไม่ได้เหนื่อยมากนัก ไม่เหมือนวันที่สองที่ไปภูเขาหิมะมังกรหยก
การเดินทางช่วงเช้าวันนี้โดยรวมถือว่าผ่อนคลายและน่ารื่นรมย์
สามสาวมีอาการแพ้ที่ราบสูงนิดหน่อย แต่สูดออกซิเจนกระป๋องไปสองสามทีก็แทบไม่มีอาการแล้ว
พวกเขาทานอาหารกันเสร็จใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง
ไกด์เรียกรวมพลที่หน้าทางเข้า แล้วพูดผ่านไมโครโฟนตัวจิ๋ว
"ทุกท่านคะ บ่ายนี้เราจะเดินทางต่อไปยังจุดท่องเที่ยวถัดไป คือทะเลสาบเอ๋อไห่ในเมืองต้าหลี่ค่ะ
ระยะทางประมาณ 300 กิโลเมตร ถ้าใช้ทางด่วนจะใช้เวลาประมาณสี่ชั่วโมงค่ะ"
"เนื่องจากการเดินทางค่อนข้างไกล เพื่อไม่ให้แขกผู้มีเกียรติทุกท่านเหนื่อยล้าจากการนั่งรถนาน เราจะแวะพักและชมวิวตามความเหมาะสมนะคะ~"
ลูกทัวร์ต่างตอบรับเห็นด้วย
ซูเช่อย่อมเห็นด้วยแน่นอน การขับรถขณะเหนื่อยล้าถือเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
แม้ร่างกายเขาจะแข็งแกร่งขึ้น แต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุ ก็ยังบาดเจ็บได้อยู่ดี
การพักผ่อนที่เหมาะสมเป็นเรื่องจำเป็น หรือถ้าจำเป็นจริงๆ เขาก็สามารถสลับกันขับกับพี่สาวคนขับรถได้
จากนั้น ซูเช่อและหลินซือซือก็กลับขึ้นรถ
สัมภาระถูกเก็บไว้เต็มท้ายรถ
การเดินทางเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
ตลอดทาง ซูเช่อนั่งมองวิวทิวทัศน์ข้างทางอย่างเงียบๆ
หลินซือซือแอบมองเสี้ยวหน้าของซูเช่อ แล้วอดนึกถึงฉากที่ทั้งสองจับมือกันเมื่อเช้าไม่ได้
ใบหน้าเล็กๆ ของเธอแดงซ่านขึ้นมาทันที
"ซูเช่อ มองอะไรอยู่เหรอ?"
หลินซือซือถามเสียงเบา
หลินลี่เอ๋อร์และไป๋ปิงปิงที่นั่งเอนกายอยู่บนเบาะ เล่นโทรศัพท์พลางแอบมองคู่รักข้าวใหม่ปลามันคู่นี้ไปด้วย
"อืม... ไม่มีอะไรหรอก แค่ไม่ได้เห็นวิวสวยๆ แบบนี้มานานแล้ว
ไม่รู้จะได้เห็นอีกเมื่อไหร่"
ซูเช่อมองวิวทิวทัศน์นอกหน้าต่าง ยิ้มแล้วตอบ
เขาเป็นคนขี้เหงาหน่อยๆ พอเห็นรถแล่นออกจากเมืองเก่าลี่เจียงมุ่งหน้าสู่ต้าหลี่ ก็รู้ว่าการเดินทางผ่านไปเกินครึ่งแล้ว อีกไม่นานก็ต้องกลับ
ในใจจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกทั้งสุขและเศร้าปนเปกัน
"อ้อ งั้นเหรอ..." หลินซือซือพึมพำ
"ไม่เป็นไรน่า ไว้ว่างๆ เราค่อยมาเที่ยวกันใหม่ก็ได้" หลินลี่เอ๋อร์พูดแทรกขึ้น
"พวกเราอยู่เมืองแห่งเวทมนตร์เหมือนกัน นัดเจอกันบ่อยๆ ก็ได้นี่นา" ไป๋ปิงปิงเสริม
"ใช่ๆ ซูเช่อ ไว้กลับถึงเมืองแห่งเวทมนตร์ พวกเราจะเลี้ยงข้าวนายเอง
อ้อ จริงสิ แล้วรถโรลส์-รอยซ์ ไคลิน ของนายอยู่ไหนล่ะ?"
หลินซือซือถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ทันใดนั้น ไป๋ปิงปิงก็หันขวับมามองด้วยความสนใจ รอคอยคำตอบจากซูเช่ออย่างใจจดใจจ่อเช่นกัน