- หน้าแรก
- ทั้งครอบครัวข้าทะลุมิติพร้อมพลังวิเศษ
- บทที่ 326 การขยายโรงงานและการคัดคนรุ่นใหม่
บทที่ 326 การขยายโรงงานและการคัดคนรุ่นใหม่
บทที่ 326 การขยายโรงงานและการคัดคนรุ่นใหม่
“พวกเจ้าดูถูกหนิงซวงเกินไปแล้ว นางทั้งมีความสามารถ มีสติปัญญาและแผนการรอบคอบ ทั้งยังงามพร้อม ใครบอกว่านางจะไม่สามารถสร้างชื่อในวังได้เล่า อีกอย่าง ฮ่องเต้ทรงองอาจสง่างาม เป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ได้เป็นสนมของพระองค์ก็ไม่เสียหายอะไร หากเป็นฮ่องเต้องค์ก่อนล่ะก็ ข้าคงเลือกผูกคอตายเสียยังดี!”
เมื่อสวี่อินอินพูดเช่นนั้น สตรีทั้งหลายก็เริ่มคิดตาม เห็นว่าก็มีเหตุผล จึงพากันมีแรงฮึกเหิมขึ้นอีกครั้ง ต่างพึมพำอธิษฐานให้หวังหนิงซวงได้ใช้ชีวิตอย่างราบรื่นปลอดภัยในวัง
...
อากาศร้อนขึ้นทุกวัน สินค้าในร้านเครื่องใช้ความสะอาดสวี่จี้ เช่น สบู่ ยาสระผม และยาทากันยุง ขายดีเป็นพิเศษ สวี่ชุนเหอต้องพาเด็กรับใช้ชายผู้หนึ่งออกไปช่วยส่งของแทบทุกวัน เรียกได้ว่าเข้าเมืองออกเมืองไม่หยุดจนแทบไม่มีเวลาหายใจ
ทางโรงงานเองก็ยุ่งยิ่งไม่แพ้กัน เพราะนอกจากต้องผลิตของส่งให้ร้านทั้งสามแห่งของตน ยังมีคำสั่งซื้อจากภายนอกอีกมาก โดยเฉพาะท่านหลิน ที่ตอนนี้กลับไปขยายตลาดที่เมืองซุ่นหยาง ได้เปิดร้านเพิ่มถึงสิบกว่าร้าน สินค้าที่ต้องส่งจึงเพิ่มมากขึ้นไปอีก จากเดิมที่ส่งของทุกสิบวัน แม้กำหนดเดิมยังเท่าเดิม แต่ปริมาณสินค้ากลับเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ในเมื่อความต้องการมากขึ้น แรงงานเดิมก็ไม่เพียงพอ สวี่อินอินจึงตัดสินใจขยายการจ้างงานทันที
รอบแรกของการเปิดรับงาน แทบจะรับคนในหมู่บ้านทั้งหมดแล้ว ส่วนคนที่เหลือในหมู่บ้านก็มีแต่หญิงสาวที่ยังไม่ได้แต่งงาน ซึ่งแต่แรกได้กำหนดไว้ชัดว่าไม่รับ ดังนั้นรอบนี้จึงต้องไปเปิดรับจากหมู่บ้านข้างเคียงแทน
เพราะฝ่ายตระกูลจูรับแรงงานชายจากหมู่บ้านชิงซานและต้าหมู่มาทำงานอยู่ก่อน โรงงานของสกุลสวี่จึงคิดจะรับคนจากสองหมู่บ้านนี้ก่อน ถือว่าเป็นคนรู้จักกันดี จัดการง่ายกว่า พอข่าวแพร่ไปถึงสองหมู่บ้านนั้น ทั้งหมู่บ้านแทบลุกขึ้นมาเฮ ดีใจกันราวกับได้รับราชโองการ
โรงงานสวี่ดำเนินกิจการมาหลายเดือนแล้ว ทุกเดือนจ่ายค่าจ้างตรงเวลา มีเงินเบี้ยขยันทุกเดือน เทศกาลชิงหมิงและตวนอู่ก็ยังมีของขวัญให้ คนป่วยก็ยังได้รับของเยี่ยม ใครเห็นก็อิจฉา ใครได้เข้าไปทำงานถือว่าโชคดีสุดๆ
พอวันคัดเลือกมาถึง แต่ละคนต่างอาบน้ำแต่งตัวสะอาดสะอ้าน สวมเสื้อผ้าที่ซักไว้ใหม่เอี่ยม แล้วพากันมาที่หมู่บ้านเสี่ยวเหอเพื่อสมัครงาน ทุกคนรู้ดีว่าโรงงานสวี่มีกฎเข้มเรื่องความสะอาด ถึงกับมี “ระเบียบโรงงาน” ข้อแรกระบุไว้ชัดว่าต้องรักความสะอาดและดูแลตนเองให้สะอาดเรียบร้อย
แม้แต่พวกหญิงสูงวัยที่ไม่ค่อยยอมสระผม ยังยอมล้างหัวกันอย่างจริงจังในวันนั้นเพื่อให้ผ่านการคัดเลือก การรับคนครั้งที่สอง ยังคงมีกฎเดิม ต้องผ่านการสัมภาษณ์ก่อน และหากผ่านจะต้องเซ็นสัญญาทำงานสิบปี
เนื่องจากเคยมีรอบแรกมาก่อน ทุกคนจึงรู้กฎระเบียบกันดี แต่สวี่อินอินก็ยังให้ผู้เฒ่าโจว กล่าวชี้แจงซ้ำอีกครั้งให้เข้าใจทั่วกัน ก่อนเริ่มสัมภาษณ์
โต๊ะสัมภาษณ์ตั้งอยู่กลางห้อง สวี่อินอินนั่งตรงกลางเป็นผู้คัดเลือก ผู้เฒ่าโจวนั่งทางซ้าย ทำหน้าที่จำชื่อจำหน้า ส่วนสวี่อู่ยานั่งทางขวา ทำหน้าที่บันทึกข้อมูล
ตลอดหลายเดือนมานี้ สวี่อินอินว่างเมื่อไรก็จะสอนอู่ยาอ่านเขียน ตัวอักษรจึงคล่องแคล่วไม่น้อย จดบันทึกได้อย่างไม่มีปัญหา เกณฑ์คัดเลือกของสวี่อินอินมีเพียงสองข้อ ข้อแรก ดูแววตาและท่าทางของผู้สมัคร ข้อสอง ดูความสะอาดของเส้นผมและเล็บมือ หากผ่านทั้งสองข้อ จึงค่อยถามคำถามอีกสองสามข้อเพื่อทดสอบ แล้วจึงตัดสิน อย่าคิดว่าง่าย เพราะคนที่ผ่านทั้งสองเกณฑ์จริงๆ นั้นนับว่าน้อยนัก
ผู้หญิงและชายจากสองหมู่บ้านรวมกันไม่น้อย ต้องใช้เวลาทั้งเช้าถึงเที่ยงจึงสัมภาษณ์ครบ สุดท้ายรับได้เพียงสี่สิบห้าคน ทุกคนที่ได้รับเลือกจึงกดนิ้วลงในสัญญา จากนั้นได้รับหมายเลขพนักงานและชุดทำงาน โดยจะเริ่มงานในรุ่งเช้า ผู้ที่ไม่ได้รับเลือกหน้ามุ่ยกลับบ้าน ส่วนคนที่ได้ ต่างยิ้มจนปากแทบฉีกถึงหู กล่าวได้ว่า ความสุขและความทุกข์ของผู้คน ย่อมไม่อาจเทียบกันได้เลย
แต่ผู้ที่ไม่พอใจที่สุดเห็นจะเป็นหลิวซื่อ ครั้งก่อนโรงงานเปิดรับก็ไม่เอานาง คราวนี้ก็ยังไม่เอาอีก!
ทั้งที่ช่วงหลายเดือนมานี้นางไม่เคยมีเรื่องกับคนตระกูลสวี่เลย อยู่หมู่บ้านเดียวกันแท้ๆ จะถือโกรธกันไปถึงไหน? นางก็เป็นเพียงหญิงชาวบ้าน จะรับเข้าไปอีกสักคนจะเป็นไร ใครๆ ก็เห็นอยู่ว่านางขยันทำงานดี จะเพิ่มค่าแรงให้นางอีกไม่กี่ร้อยเหวินก็เถอะ สกุลสวี่ร่ำรวยออกปานนั้น จะมาขี้เหนียวอะไรนักหนา!
หลิวซื่อนั่งด่าพึมพำอยู่ในบ้านทั้งบ่าย พอถึงเย็นตอนหุงข้าว เห็นถังข้าวสารร่อยหรอลงจนเกือบหมด ก็ยิ่งด่าทอสกุลสวี่ในใจยาวเป็นชุด คืนนั้นสามีของนางซึ่งออกไปทำงานต่างถิ่นครึ่งเดือนกลับมาพอดี หลิวซื่อก็ไม่วายบ่นไม่หยุด
ฝ่ายสามี ม่อต้าจ้วง กลับมามือเปล่าไม่มีเงินติดตัว อารมณ์ก็ไม่ดีอยู่แล้ว พอได้ยินเสียงบ่นยืดยาวของภรรยา ก็อดไม่ได้ตวาดใส่ พร้อมฟาดฝ่ามือใส่นางหนึ่งที
เท่านั้นแหละ เหมือนรังแตนถูกเขย่า หลิวซื่อจะยอมได้อย่างไร ทั้งคู่ไม่สนใจลูกชายที่อยู่ข้างๆ พากันลงไม้ลงมือ เสียงโวยวายดังลั่นบ้าน น่ากลัวจนเด็กถึงกับตัวสั่น แต่พอเหนื่อยทั้งคู่ก็หยุด หอบหายใจแล้วนั่งแปะลงบนเตียงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“โรงงานสกุลสวี่นั่น มันทำเงินได้จริงๆ หรือ?” ชายเอ่ยถาม
“จะไม่จริงได้อย่างไร เจ้าไม่อยู่บ้านเลยไม่เห็น เขาออกของแทบทุกวัน เกวียนบรรทุกสินค้าผ่านไปมาทีละคันสองคันไม่ขาดสาย ถ้าไม่มีกำไรจะรับคนเพิ่มอีกหรือ? คนงานเดือนละหลายตำลึง ตอนนี้โรงงานมีตั้งเจ็ดแปดสิบคน คิดดูสิว่าต้องจ่ายเงินเดือนเท่าไร ข้าคิดยังไงก็ไม่ออก!”
แม้หลิวซื่อคำนวณไม่เก่ง แต่ม่อต้าจ้วงฟังแล้วก็พอจะคำนวณได้ในใจ ความคิดโลภก็เริ่มก่อตัวขึ้น ค่าแรงที่โรงงานสกุลสวี่จ่ายให้ลูกจ้างแต่ละเดือน เขาออกเดินทางทำงานทั้งปียังหาไม่ได้เท่าครึ่ง ทำไมกันเล่า? เพราะเหตุใดสกุลสวี่ถึงได้ร่ำรวยนัก!
เมื่อโรงงานรับคนใหม่เพิ่มมากขนาดนี้ สวี่อินอินก็ไม่อาจวางใจได้ทันที
นางจึงย้ายกลับมาพักในหมู่บ้านอีกครั้ง ตั้งใจจะคอยดูแลตรวจสอบด้วยตนเองสักพัก เพราะคนที่รับเข้ามาล้วนเป็นมือใหม่ ต้องเริ่มฝึกตั้งแต่ต้น ขณะเดียวกันสินค้าก็ต้องส่งให้ทันเวลาแม้แต่น้อยก็เกิดปัญหาไม่ได้ นางจึงจำต้องนั่งควบคุมดูแลด้วยตนเอง เพื่อให้วางใจได้มากขึ้น