- หน้าแรก
- ทั้งครอบครัวข้าทะลุมิติพร้อมพลังวิเศษ
- บทที่ 141 ร่วมทุน
บทที่ 141 ร่วมทุน
บทที่ 141 ร่วมทุน
“ห้าสิบตำลึง” เผิงรุ่ยหยวนกล่าวขึ้น
“ข้ามีเพียงยี่สิบตำลึง เพิ่มไม่ได้แล้ว”
“ข้าออกยี่สิบตำลึงก็แล้วกัน”
“เช่นนั้น ข้าออกสิบห้าตำลึง”
ฟางอวี้ซิงพูดเสียงเบา “ข้าเพิ่มอีกสองตำลึงได้หรือไม่?”
หม่าอวี่หลินคำนวณอีกครั้ง “ตอนนี้รวมได้หนึ่งร้อยเก้าสิบสองตำลึง พอไหม?”
พูดจบเขาก็ชะงัก ก่อนจะรู้สึกตัวว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง “ไม่ถูกสิ นี่เพิ่งมีหกคนเท่านั้น!”
แล้วเขาก็เริ่มนับคนใหม่อีกครั้งอย่างถี่ถ้วน สุดท้ายสายตาก็หันไปยังมุมหนึ่ง ที่ฟางฉงอวิ๋นนั่งอยู่เงียบ ๆ ไม่ได้เอ่ยปากเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“อ้าว! ยังมีฉงอวิ๋น! เหตุใดถึงไม่พูดอะไร เจ้าจะร่วมลงทุนหรือไม่?”
สวี่ต้าจวิ้นหันไปมองฟางฉงอวิ๋นที่ยังไม่ได้พูด ส่วนคนอื่น ๆ ก็พากันมองตามไป
เผิงรุ่ยหยวนไม่รู้จักเขินอายเมื่อเอ่ยจี้ญาติของตน “ฉงอวิ๋นจะไม่ร่วมได้อย่างไร! ในพวกเรานี้ คนที่เงินเหลือมือที่สุดก็มีแต่เขาแล้ว! หีบเครื่องประดับที่มารดาของเจ้าทิ้งไว้ให้ยังอยู่ในมือเจ้าไม่ใช่หรือ? ใช้ได้ตามใจเลย ที่ขาดอยู่ก็ให้เจ้าช่วยออกเพิ่ม! เจ้าก็เป็นผู้ลงทุนใหญ่สิ!”
สวี่ต้าจวิ้นเหลือบมองเล็กน้อย ช่างเถิด แค่ผู้ลงทุนใหญ่คนหนึ่ง เหตุใดถึงพูดเหมือนจะได้เป็นจอหงวนเสียอย่างนั้น?
เมื่อเห็นสีหน้าไร้คำพูดของฟางฉงอวิ๋น สวี่ต้าจวิ้นก็อดยกมุมปากขึ้นไม่ได้ มีญาติเช่นนี้ ช่างน่าสนุกดีจริง ๆ ฟางฉงอวิ๋นมิได้ตระหนี่กับเงินเพียงเท่านี้ เพียงแต่มองเห็นว่าบรรดาสหายต่างตื่นเต้นกันนัก และผู้ที่เสนอแนวคิดเปิดร้านหม้อไฟนี้ก็เป็นสวี่ต้าจวิ้น อีกทั้งหม้อไฟนี้ก็รสชาติดีไม่น้อย
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นว่า “เช่นนั้น ข้าออกห้าร้อยตำลึงก็แล้วกัน”
“ดี! หกร้อยเก้าสิบสองตำลึง เพียงพอแล้วอย่างแน่นอน!” หม่าอวี่หลินตะโกนเสียงดังด้วยความดีใจ กระโดดลุกขึ้นทันทีโดยไม่ทันรอให้ฟางฉงอวิ๋นพูดจบ
ฟางจื้ออันรีบเสนออย่างกระตือรือร้น “ร้านหม้อไฟของเราต้องมีชื่อที่ฟังดูโอ่อ่ากว้างขวางหน่อย ข้าว่าชื่อ ‘อีผิ่นเซียน’ ดีหรือไม่?”
ต่งซวงฉีส่ายหน้า “ชื่อเจ้ายังไม่สะดุดหูพอ หม้อไฟ หม้อไฟ ข้าว่าควรตั้งชื่อว่า ‘หม้ออันดับหนึ่งใต้หล้า’ จะดีกว่า!”
ฟางอวี้ซิงกล่าวเสียงเบา “ข้าว่าควรเลือกชื่อที่มีความหมายงดงามหน่อย ‘เรือนหมึกระลอกน้ำ’ เป็นอย่างไร?”
“……”
เพียงชื่อร้านหม้อไฟก็ทำให้ถกเถียงกันไม่รู้จบ สวี่ต้าจวิ้นเห็นท่าทีเช่นนั้นจึงรีบพูดขึ้นว่า “ข้าว่าชื่อ ‘หมั่นเจียงหง (แม่น้ำแดงทั่วหล้า)’ ดีที่สุด!”
“หมั่นเจียงหง? ชื่อดี! ดีมาก!”
“ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง! เยี่ยมที่สุด!”
“ตกลง เอาชื่อนี้แหละ ‘หมั่นเจียงหง’!”
เงินเปิดร้านมีแล้ว คนดูแลร้านก็มีแล้ว แม้แต่ชื่อร้านก็ได้แล้ว ทุกคนหันมามองสวี่ต้าจวิ้นพร้อมกัน ว่าจะเริ่มเปิดร้านอย่างไร และเมื่อใดดี บางคนถึงกับพูดเร่ง “รีบเถิด พรุ่งนี้เปิดเลยเป็นอย่างไร!”
สวี่ต้าจวิ้นว่า “ถึงจะเป็นพี่น้องกัน แต่เรื่องเงินต้องชัดเจนก่อน ข้าว่าพวกเราควรแบ่งส่วนแบ่งให้เรียบร้อยก่อนเถิด” เขาเรียกเด็กชงชามาเอากระดาษและพู่กัน แล้วเขียนสัญญาแบ่งส่วนแบ่งของร้านหม้อไฟหมั่นเจียงหงด้วยลายมือตนเองอย่างรวดเร็ว ไม่นานนัก ทุกคนก็ได้เอกสารยืนยันส่วนแบ่งในมือคนละฉบับ เซ็นชื่อ ประทับตรา ถือว่าเป็นอันมีผล ร้านหม้อไฟหมั่นเจียงหงแบ่งเป็นส่วนแบ่งทั้งหมดยี่สิบส่วน
สวี่ต้าจวิ้นรับผิดชอบตำรับและแผนการเปิดร้าน รวมถึงการวางกลยุทธ์ต่าง ๆ ถือห้าส่วนแบ่ง ฟางฉงอวิ๋นลงทุนห้าร้อยตำลึง ได้ครองอันดับหนึ่ง ถือห้าส่วนแบ่งเช่นกัน ฟางจื้ออันออกแปดสิบตำลึง ได้สามส่วนแบ่ง เผิงรุ่ยหยวนออกห้าสิบตำลึง ได้สองส่วนแบ่ง ผู้ที่ออกยี่สิบตำลึงสองคน รวมกันได้หนึ่งส่วนแบ่ง
ส่วนฟางถงสือที่ออกสิบห้าตำลึง และฟางอวี้ซิงที่ออกเจ็ดตำลึง แบ่งส่วนแบ่งร่วมกันหนึ่งส่วนแบ่ง หากหนึ่งส่วนแบ่งนั้นมีค่าเท่ากับสิบตำลึง ฟางถงสือจะได้เจ็ดตำลึง ส่วนฟางอวี้ซิงจะได้สามตำลึง หม่าอวี่หลิน ต่งซวงฉี และฟางเหวินเหอ ถือส่วนแบ่งเปล่าเข้าร่วมคนละหนึ่งส่วนแบ่ง เอกสารส่วนแบ่งของแต่ละคนเก็บไว้โดยเจ้าตัวเอง นับจากนี้ ร้านหม้อไฟหมั่นเจียงหงก็ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ
สวี่ต้าจวิ้นกล่าวว่า “ส่วนตำรับข้าจะรับผิดชอบเอง ข้ารับรองว่าพอร้านเปิด หม้อไฟก็พร้อมเสิร์ฟทันที ดังนั้นสิ่งแรก เราต้องหาทำเลร้านก่อน ท่านทั้งหลายรู้จักเมืองอี้หยางฝู่ดีกว่าข้า เรื่องนี้คงต้องรบกวนพวกท่านแล้ว”
ทุกคนแม้ไม่เคยทำการค้า แต่ที่บ้านก็มีร้านหรือกิจการอยู่แล้ว แม่แต่ละคนย่อมมีร้านสินค้าติดตัวมาบ้างเป็นเรื่องปกติ อีกทั้งร้านอาหารและโรงน้ำชาทั่วเมืองอี้หยางฝู่ พวกเขาก็ไปมาหาสู่เป็นประจำ รู้ดีว่าทำเลใดดี คนเดินพลุกพล่านที่ใด ไม่มีใครรู้ดีกว่าพวกเขาแล้ว
ดังนั้นเมื่อสวี่ต้าจวิ้นพูดจบ ทุกคนก็เริ่มอภิปรายกันเสียงอื้ออึง แต่พูดไปมาก็เป็นเพียงการวางแผนบนกระดาษ เพราะวันรุ่งขึ้นพวกเขาต้องกลับไปเรียน จึงไม่มีเวลาลงไปหาทำเลเอง สุดท้ายเรื่องนี้จึงตกอยู่ที่ฟางฉงอวิ๋น
ก็แน่นอน เขาเป็นผู้ลงทุนใหญ่ บ้านมีทรัพย์สินมาก และมีคนงานในมือไม่น้อย
เสียงคุยคักคักเอะอะกันไปมา ท้ายที่สุดก็ให้ฟางฉงอวิ๋นรับหน้าที่จัดหาผู้ดูแลร้านและคนทำบัญชีให้เรียบร้อย
เมื่อทุกอย่างตกลงกันดีแล้ว พวกเขาจึงเดินออกจากโรงน้ำชา เวลานี้ฟ้าเริ่มมืด ร้านรวงข้างถนนต่างแขวนโคมไฟสีส้มระเรื่อ ให้บรรยากาศอบอุ่นในยามเย็นของฤดูหนาว ไม่ทันรู้ตัว เวลาก็ผ่านไปไว ถึงเวลาอาหารเย็นอีกแล้ว
หม่าอวี่หลินเสนอขึ้นว่า “เช่นนั้นพวกเรามาเลี้ยงฉลองที่ร่วมกันเปิดร้านหม้อไฟเถิด”
ฟางจื้ออันที่ปกติใจป้ำและมักเป็นเจ้ามือ กลับลังเลเป็นครั้งแรก “ข้าออกเงินลงทุนไปหมดแล้ว ตอนนี้ไม่มีเงินเหลือแล้ว”
สวี่ต้าจวิ้นที่เพิ่งจ่ายค่าชาไปจนถุงเงินว่างเปล่าก็นิ่งเงียบ ฟางอวี้ซิงที่มีเงินเก็บแปดตำลึง แต่เพิ่งออกไปเจ็ดตำลึงก็ก้มคอหดไหล่ เผิงรุ่ยหยวนและอีกหลายคนต่างก็เงียบไปเช่นกัน
หม่าอวี่หลินที่ช่วงนี้เงินขัดสน มองซ้ายมองขวาอยู่พักใหญ่ ก่อนจะหันไปมองฟางฉงอวิ๋นแล้วยิ้ม “ฉงอวิ๋น…”
ทุกคนพากันหันมามองเขาทันที
ฟางฉงอวิ๋นก็ไม่อิดออด “ฟู่หม่านโหลว ไปเถิด”
ทันใดนั้น เสียงโห่ร้องยินดีดังขึ้นพร้อมกัน
“โอ้! ไปกันเถิด ไปฟู่หม่านโหลว!”
“ข้าจะดื่มเหล้ากุ้ยฮวา! ผู้ลงทุนใหญ่เลี้ยง คราวนี้ต้องเต็มที่นะ!”
“ไป ไป ไป!” เหล่าหนุ่มน้อยพากันพาดไหล่หัวเราะเดินไปตามถนนหินสีครามยามสนธยา แสงโคมสีส้มทอดเงาพวกเขายาวเหยียดบนพื้นถนน พวกเขาพูดคุยหัวเราะกันอย่างอารมณ์ดี เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ดึงดูดให้ผู้คนสองข้างทางหันมามองด้วยรอยยิ้ม คนหากไม่เคยเยาว์ ย่อมเสียชาติเกิด ใจหากไร้ความกล้า ย่อมไม่คู่เป็นสุภาพบุรุษ ในยามนี้ พวกเขาเป็นเพียงวัยหนุ่มผู้เปี่ยมด้วยพลังและความรุ่งโรจน์แห่งชีวิต