- หน้าแรก
- ทั้งครอบครัวข้าทะลุมิติพร้อมพลังวิเศษ
- บทที่ 126 วันเหมันต์เยือนญาติ
บทที่ 126 วันเหมันต์เยือนญาติ
บทที่ 126 วันเหมันต์เยือนญาติ
พอประตูเมืองเปิด พวกเขาก็เดินเข้ามาในเมือง ผู้คนภายในพลุกพล่าน เมื่อกลืน เข้าไปในฝูงคนก็ไม่เด่นนัก แต่ท่านปู่เหลียวมองหลานสาวทั้งสองอีกครั้ง โดยเฉพาะมองสวี่อินอินเป็นพิเศษ ก่อนจะตัดสินใจ แวะร้านค้าข้างทางซื้อหมวกผ้ามีผ้าคลุมหน้ามาสองใบ ให้หลานสาวทั้งคู่สวมไว้กันคนมอง
“เป็นสาวแล้ว เวลาออกนอกบ้านก็ต้องปิดบังไว้บ้าง ข้าดูพวกสาว ๆ ในเมืองที่ยังไม่ได้หมั้นหมาย ล้วนสวมหมวกแบบนี้กันทั้งนั้น”
สวี่อินอินเชื่อฟัง สวมหมวกนั้นทันที ผ้าคลุมหน้ารอบหมวกเป็นผ้าโปร่งบาง ให้ความรู้สึกนุ่มนวลพร่าเลือน กลับยิ่งขับให้ดูงดงามขึ้นไปอีก จากประตูเมืองถึงตรอกจินอวี่ฝางที่อยู่ทางตะวันออกของเมือง ต้องเดินอยู่พักใหญ่ แต่เทียบกับเส้นทางหนีภัยนับพันลี้ที่ผ่านมาแล้ว ระยะทางแค่นี้สำหรับคนในบ้านสกุลสวี่ถือว่าน้อยนิด เดินไปก็ไม่มีใครบ่นเหนื่อย
ระหว่างทางผ่านโรงเตี๊ยมฟู่หม่านโหลว พอดีเจอโจวซื่อออกมาพบ นางไม่ต้องลางานเพราะมีวันหยุดเดือนละสามวัน จะใช้วันไหนก็ได้ เมื่อมาถึงตรอกจินอวี่ฝาง คนที่ไม่เคยมาอย่างแม่เฒ่าสวี่กับคนอื่น ๆ ต่างก็มองดูประตูบ้านใหญ่เรียงรายตลอดทางด้วยความตื่นตา
“น้องหญิงแต่งงานไปดีจริง ๆ นะ” พอมาหยุดยืนหน้าบ้านสกุลฟาง มองเห็นท่านปู่เคาะประตู แม่เฒ่าสวี่ก็อดเอ่ยด้วยความซาบซึ้งไม่ได้ ไม่แปลกที่ผู้คนจะพูดว่า การแต่งงานของหญิงสาวเปรียบได้กับการเกิดใหม่ครั้งที่สอง ชีวิตหลังจากนั้นจะดีหรือร้ายก็ขึ้นอยู่กับการแต่งงานครั้งนี้
ก่อนหน้านี้นางยังเคยคิดว่าลูกสาวแต่งไปก็ดีแล้ว แต่พอแต่งจริงถึงได้รู้... ว่ามารดาของเขยนั้น ช่างพูดยากนัก ตอนนี้แม้จะเสียใจ ก็สายเกินแก้
นางหันไปมองหลานสาวทั้งสอง คิดอะไรบางอย่างในใจ แต่ยังไม่ทันคิดให้จบ ประตูก็เปิดออก สวี่อันหนี่ว์เปิดประตูออกมาพร้อมรอยยิ้มปลื้มปริ่มจนเก็บไว้ไม่อยู่ พุ่งเข้ามาคว้ามือแม่เฒ่าสวี่ไว้แน่น ดวงตาแดงเรื่อด้วยความตื้นตัน
“พี่สะใภ้ใหญ่!” เพียงชั่วพริบตา หัวใจของแม่เฒ่าสวี่ก็พลันอ่อนโยนลงหมดสิ้น นี่คือ “อาหนี่ว์” ที่ตนเลี้ยงดูมาแต่เล็ก!
“อาหนี่ว์หรือ! โอ้ย พี่สะใภ้แทบจำไม่ได้แล้ว!”
หญิงตรงหน้าในชุดผ้าไหมสีทับทิม ทัดปิ่นเงินไว้บนผม มองดูไม่มีวี่แววของความเยาว์วัยเมื่อครั้งออกเรือน แต่ผิวพรรณกลับดูอ่อนกว่าวัย ใบหน้าสดใสจนไม่ต้องถามก็รู้ว่าชีวิตหลังแต่งงานของนางดีเพียงใด
เพียงได้ยินคำว่า “อาหนี่ว์” ความรู้สึกผูกพันในใจของสวี่อันหนี่ว์ก็พลันพรั่งพรู นางเป็นถึงคนที่ได้อุ้มหลานแล้ว แต่เมื่อเห็นพี่สะใภ้ผู้เป็นเหมือนแม่ที่เลี้ยงตนมากับมือ ก็อดร้องไห้โฮออกมาไม่ได้ สำหรับลูกที่เติบโตมากับความรักของมารดา — ต่อให้แก่เพียงใด เมื่ออยู่ต่อหน้าแม่ก็ยังเป็นเพียงเด็กเสมอ
สองพี่สะใภ้ร้องไห้กอดกันอยู่พักใหญ่ ไม่มีใครกล้าแทรก ฟางฉางซวี่รีบเชิญคนอื่นเข้ามาข้างใน บอกว่ามื้อเช้าจัดเตรียมไว้แล้ว ค่อยกินข้าวคุยกัน
เมื่อเข้าสู่เรือนใหญ่ ทั้งสองฝ่ายจึงค่อยสงบลง สวี่อันหนี่ว์หันไปมองคนอื่น ๆ ในครอบครัวผู้เฒ่าสวี่ ขณะที่ผู้เฒ่าสวี่รีบสั่งให้ลูกชายและลูกสะใภ้ทั้งสาม เข้าไปคารวะฟางฉางซวี่กับอาหญิง สวี่อันหนี่ว์ยิ้มไม่หุบ แจกของขวัญที่เตรียมไว้ให้ทีละคน
ลูกชายคนโตของพี่ใหญ่นางเคยพบแล้ว ส่วนคนที่สองและสามแม้โตขึ้นแต่ยังพอมองออกจากเค้าเดิมเมื่อสมัยเด็ก สะใภ้ทั้งสามก็น่ารักสมฐานะ ส่วนหลานชายทั้งหลายก็ดูน่าชังทุกคน
พอมาถึงสวี่อินอินกับสวี่อู่ยา สวี่อันหนี่ว์ถึงกับตาเป็นประกาย รอยยิ้มยิ่งเจิดจ้า
“ซื่อยา? อู่ยา? โอ้ มาดูนี่สิ ให้ย่าเล็กดูหน่อยเถอะ หลานสาวสองคนของข้า ช่างงามเหลือเกิน! ย่าเล็กชื่นใจนัก ต่อไปต้องมาหาย่าเล็กบ่อย ๆ นะ ย่าเล็กอยากเห็นทุกวันเลย ถ้าให้ดี เจ้าสองคนมาอยู่ที่เรือนย่าเล็กสักพักเถอะ จะได้อยู่ด้วยกัน”
สวี่อินอินโดนความเอ็นดูแบบท่วมท้นจนแทบตั้งตัวไม่ทัน ยังไม่ทันตอบ มือของท่านย่าเล็กก็สวมกำไลเงินวงหนึ่งเข้าที่ข้อมือของนางเสียแล้ว จับไว้แน่นจนแทบไม่อาจขยับได้ สวี่อู่ยามองกำไลบนข้อมือตนเองอย่างงุนงง ได้แต่พยักหน้าโดยไม่รู้จะพูดอย่างไร
เมื่อถึงเวลานั่งกินข้าวเช้า สวี่อันหนี่ว์ก็จับสองพี่น้องให้นั่งข้างตัวทั้งซ้ายขวา คีบกับข้าวให้ไม่หยุด สีหน้ามีแต่ความอ่อนโยนเอ็นดู
สะใภ้คนที่สอง ซ่งซื่อหัวเราะพลางหยอกว่า “ท่านแม่ก็ได้แต่รอให้มีหลานสาวมาชื่นใจ ตอนนี้พอดูดี ๆ แล้ว ซื่อยากับอู่ยาทั้งสองนี่ หน้าตาก็ละม้ายท่านแม่อยู่หลายส่วนทีเดียว คนไม่รู้คงคิดว่าเป็นหลานแท้ ๆ เสียอีก”
คำพูดนี้ทำให้สวี่อันหนี่ว์หัวเราะออกมาด้วยความปลื้ม พลางหันไปพูดกับแม่เฒ่าสวี่ว่า “พี่สะใภ้ใหญ่ไม่รู้หรอก ข้าน่ะอยากมีลูกสาวนัก แต่ก็ไม่ได้ ถึงตอนนี้ก็ได้แต่หวังมีหลานสาวไว้กอดแทน เด็กหญิงตัวหอม ๆ นุ่มนิ่มน่ารัก ข้าชอบที่สุดเลย!”
แม่เฒ่าสวี่หัวเราะตอบ “วางใจเถอะ อีกไม่นานก็ได้อุ้มแน่ เจ้าอย่าเพิ่งใจร้อนเลย! คนอื่นอยากได้หลานชาย ส่วนเจ้ากลับอยากได้หลานสาว มองดูสองหลานน้อยกลมป้อมน่ารักนี่สิ ข้าเองยังใจจะละลาย ถ้าเจ้าไม่อยากได้ เช่นนั้นข้าขอเอาไปเลี้ยงเสียดีไหมล่ะ”
สวี่อันหนี่ว์หัวเราะเบา ๆ “พี่สะใภ้พูดอะไรเช่นนั้น ข้าไม่ยอมแน่!”
บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอบอุ่น หลังอาหารเช้า ทั้งหมดจึงย้ายไปที่เรือนหลัก ดื่มชา คุยกันพลางกินขนม เสียงหัวเราะและรอยยิ้มไม่ขาดสาย จนเวลาครึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว
ตอนเที่ยง สวี่ต้าจวิ้นกับฟางอวี้ซิงที่เรียนอยู่ในเมืองก็รีบกลับมาคารวะญาติอีกครั้ง ฟางอวี้ซิงกลับมาด้วยความตื่นเต้น เพราะอยากเห็นพี่สาวของสวี่ต้าจวิ้นให้ชัด ๆ แต่เมื่อเห็นสวี่อินอินกับตา เขาก็ชะงักไป พอรู้ว่านางคือพี่สาวแท้ ๆ ของสวี่ต้าจวิ้น ก็เผลอมองอยู่ครู่ใหญ่ ปากอ้าแต่พูดไม่ออก หลายครั้งจะเอ่ยแต่ก็กลืนกลับทุกที สุดท้ายได้แต่เก็บอาการไว้