เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16 สะใภ้สามนับว่าเป็นผู้มีบุญจริง

บทที่ 16 สะใภ้สามนับว่าเป็นผู้มีบุญจริง

บทที่ 16 สะใภ้สามนับว่าเป็นผู้มีบุญจริง


ด้วยเหตุนี้ เมื่อผู้เฒ่าสวี่กล่าวว่าจะให้แต่ละครอบครัวส่งคนมาผลัดกันเฝ้ายาม ครอบครัวทั้งหลายก็ล้วนเห็นด้วยโดยไม่ลังเล ต่างก็ส่งคนออกมา จากนั้น สวี่ชุนหลินกับชายอีกห้าคน นั่งพิงหลังเรียงกันเป็นวงกลม อยู่ตรงตำแหน่งกลางสุดของวงล้อม แต่ละคนเฝ้ามองไปคนละทิศ ส่วนข้าวของของแต่ละครอบครัวก็ตั้งเรียงล้อมรอบตรงนี้ นั่งอยู่ตรงนี้ นอกจากเฝ้าข้าวของแล้ว ยังสามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวของคนอื่น ๆ หากมีใครย่องเข้ามา ก็ย่อมเห็นได้ในทันที ชายอีกหกคนถูกจัดเป็นพวกสำรอง ครึ่งคืนแรกให้หลับพักผ่อน ครึ่งคืนหลังจึงลุกขึ้นมาเปลี่ยนเวร โดยรวมแล้วควรมีเจ็ดครอบครัว แต่กลับมีเพียงหกครอบครัวที่ส่งคนออกมา เนื่องจากผู้เฒ่าสวี่ถือว่าตระกูลจางของลุงใหญ่จางกับลุงรองจางเป็นครอบครัวเดียวกัน

เพราะลุงรองจางมีเพียงบุตรชายหนึ่งคน หากต้องส่งคนสองคนออกมาเฝ้ายามทุกคืน เท่ากับว่าต้องเป็นพ่อลูกออกพร้อมกันทุกครั้ง ซึ่งในเส้นทางหนีภัยเช่นนี้ ย่อมไม่อาจทนทานไหว ดังนั้นผู้เฒ่าสวี่จึงให้สองครอบครัวรวมกัน ส่งเพียงสองคน โดยลุงใหญ่จางมีบุตรชายสองคน เมื่อรวมกันแล้วห้าคน ก็สามารถผลัดกันเฝ้าเวรได้

ฝ่ายตระกูลสวี่นั้นชายมีมาก ผู้เฒ่าสวี่เองมิได้ออกเวร อีกทั้งยังเก็บสวี่ต้าจวิ้นไว้ที่บ้าน ดังนั้นคนที่ต้องผลัดเวรเฝ้าก็มีสวี่ชุนเหอหกคน โดยสวี่ชุนซานกับสวี่ซานหลางจับคู่กันอยู่ผลัดที่สาม คืนนี้ยังไม่ถึงคราวต้องออกเวร สวี่ชุนซานจึงโอบกอดภรรยาไว้ข้างกาย ถัดไปเป็นบุตรสาว แล้วถัดไปอีกเป็นบุตรชาย ครอบครัวสี่คนเบียดชิดอยู่ด้วยกัน

ท่านย่าสวี่มองไปทางนั้นด้วยความปรารถนา แต่ก็ได้เพียงเม้มปากแน่น แม้บุตรชายบุตรสะใภ้จะเลิกสร้างเรื่องราว ทำให้นางยินดีอยู่บ้าง ทว่าหลานกลับไม่สนิทผูกพันกับนางแล้ว แต่กลับเบียดแนบกับบิดามารดา

เฮ้อ…ช่างเถิดเถอะ ลูกคนที่สามกับภรรยาต่างก็ไม่เอาถ่านทั้งสองคน ลิ่วหลางก็ไม่เคยได้ลิ้มรสความรักจากบิดามารดาตั้งแต่เล็ก บัดนี้เขาปรารถนาจะใกล้ชิดบุตรชาย ก็ปล่อยให้ใกล้ชิดไปเถิด ตราบใดที่ดีกับลิ่วหลาง นางก็จะไม่ขัดขวาง พื้นหญ้าที่เคยเขียวชอุ่ม บัดนี้ผ่านการกัดกินของฝูงตั๊กแตนจนโล่งเตียน เมื่อเอนกายลงไป ยังถูกตอหญ้าแข็ง ๆ ทิ่มแทงจนเจ็บ

สวี่อินอินรู้สึกว่าขาทั้งคู่แทบไม่ใช่ของตนอีกต่อไปแล้ว ทั้งร่างกายเหนื่อยล้า ทั้งจิตใจก็อ่อนแรง เมื่อล้าไปจนถึงที่สุด ก็ไม่สนใจสภาพแวดล้อมอีกต่อไป ไม่นานนักก็ผล็อยหลับไป คืนแรกของการหลบหนีผ่านไปอย่างสงบเรียบร้อย ครั้นฟ้ายังสลัวอยู่ บนลานหญ้าก็เริ่มมีความเคลื่อนไหว ทุกคนเก็บสัมภาระแล้วก็ออกเดินทางต่อ แม้จะได้พักผ่อนหนึ่งคืน แต่เมื่อก้าวเดินเท่านั้น สองเท้าและสองขาของสวี่อินอินก็หนักอึ้งทันที

จางซิ่วหลานก็ไม่ต่างกัน แม้วิญญาณของนางจะทนทานได้บ้าง ทว่าเรือนกายนี้เคยชินแต่ความเกียจคร้าน ไม่เคยลำบากยากเย็นมาก่อนจริงๆ สองแม่ลูกจึงพยุงกันเดินไปอย่างยากลำบาก ภาพนั้นทำให้สวี่ชุนซานมองแล้วก็รู้สึกปวดใจ แม้เรือนกายของเขาเมื่อก่อนจะเกียจคร้านอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างไรเป็นชายหนุ่ม มีกำลัง อีกทั้งวิญญาณยังไม่เกรงการลำบาก เวลานี้จึงยังพอทนได้  เขาจึงยื่นมือไปจับมือจางซิ่วหลานช่วยดึงไว้ แล้วจางซิ่วหลานก็จับมือลูกสาวอีกทอดหนึ่ง การเดินก็เบาสบายขึ้นบ้าง

ผู้เฒ่าสวี่ที่อยู่ข้างหน้าหันกลับมามอง แววตาพลันสั่นไหว แต่ก็ไม่เอ่ยสิ่งใด เพราะเจ้าสามมักจะรักใคร่ภรรยาและบุตรสาวอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นยามแอบกินอาหารคงไม่ใช่ร่วมกันสามคน โดยไม่พาลิ่วหลางไปด้วย สงสารภรรยาและบุตรสาวเดินไม่ไหว ก็เป็นเรื่องปกติ  หม่าซื่อกับโจวซื่อที่มองเห็น ต่างก็อดรู้สึกอิจฉามิได้ ไม่พูดถึงสิ่งอื่น สะใภ้สามนับว่าเป็นผู้มีบุญจริง ๆ

สวี่ชุนเหอกับสวี่ชุนหลินที่เห็นท่าทางน้องสามก็ล้วนอยากทำบ้าง ทว่าคนมากมายเช่นนี้ หากไปจับมือภรรยาเดินเคียงคู่ ก็ดูไม่งามนัก ทั้งสองจึงไม่กล้าทำ เดินทางไปหยุดพักถึงสองครั้ง จนกระทั่งตะวันขึ้นสูง แผดเผาร้อนแรง จึงหยุดพักอีกครั้ง

ครานี้ พวกเขาได้มาไกลจากตำบลต้าหม่าแล้ว และตลอดทางยังพบพวกหนีภัยเพิ่มขึ้นอีกมากมาย ผู้คนที่หยุดพักอยู่บริเวณนี้แน่นขนัดเสียจนไม่อาจกะประมาณได้ ท่านย่าสวี่หยิบเอาวอวอโถวออกมา ท่าทางถึงกับลอบเร้นประหนึ่งหัวขโมย เพราะคนหนีภัยหลายคนเมื่อหยุดพักมิได้เอนกายทันที แต่กลับแยกย้ายกันไป คุ้ยเปลือกไม้ ดึงรากหญ้า ไม่ได้สนใจว่าจะบดหรือไม่บด ไม่ได้สนใจวอวอโถวหรือไม่ แต่หยิบมาเคี้ยวกินตรงนั้นเลย ก็เห็นได้ชัดว่าพวกเขามิได้มีอาหารติดตัวแม้แต่น้อย ทุกครั้งที่หยุดพัก จึงต้องพึ่งพาเอาของจากธรรมชาติมาประทังความหิว ท่านย่าสวี่กลัวว่าจะมีคนมาปล้นอาหาร จึงรีบหยิบออกมาเพียงสิบสี่ก้อน แล้ว ผูกปากกระสอบเก็บกลับไปอย่างเร่งรีบ

เมื่อเห็นท่าทางของบรรดาคนหนีภัยเช่นนั้น สวี่อินอินกำวอวอโถวแข็งกระด้างไว้ในมือ ถึงวันนี้แม้ไม่ต้องสสะกดจิตตัวเองก็สามารถกลืนลงไปได้ เพราะเมื่อเปรียบกับการกัดเปลือกไม้หรือเคี้ยวรากหญ้าสด ๆ แล้ว วอวอโถวนี้ช่างประเสริฐเกินพอ และในวันนี้ ข้าวก้อนของคนตระกูลโจวกับตระกูลสือก็ถูกลดจากเมื่อวานที่เคยได้คนละหนึ่งก้อน กลายเป็นให้เพียงผู้ชายหนึ่งก้อน ส่วนหญิงกับเด็กได้เพียงครึ่งก้อน ผู้เฒ่าสวี่เห็นเข้าก็ได้แต่ทอดถอนใจ มิได้เอ่ยอันใดออกมา ถึงอย่างไรแม้เป็นบ้านญาติผู้พี่ แต่เสบียงในเรือนพวกเขาเองก็ไม่ได้มีมาก หากยังต้องแบ่งให้ตระกูลโจวด้วย เกรงว่าไม่เกินสองวัน คงไม่มีอาหารเหลือติดมือเลยสักนิด

ดังนั้น แม้รู้ความจริง เขาก็ทำได้เพียงแสร้งทำไม่รู้ไม่เห็นเท่านั้น

แสงแดดแผดเผาอยู่เหนือศีรษะ ร้อนราวกับจะเผาคนให้มอดไหม้ ก้อนวอวอโถวที่กลืนลงท้องไปได้อย่างยากเย็น ทำให้คอแห้งผากจนสวี่อินอินไม่อยากอ้าปากอีกเลย นางกระหายน้ำจนแทบขาดใจ จึงได้แต่นอนนิ่งไม่ไหวติง แม้แต่ลูกตาก็ไม่กล้ากลอกไปมา ราวกับทำเช่นนี้แล้วจะสบายขึ้นได้บ้าง

“ระบบเอ๋ย แถวนี้ไม่มีพืชหรือสัตว์ที่เจ้าต้องการบ้างหรือ?” นางเอ่ยถามขึ้นในใจ

หากมิใช่ว่ามีวงแหวนทองอยู่ในสมองเป็นเครื่องยืนยัน นางคงคิดไปแล้วว่าเป็นเพียงความเพ้อฝัน ไหน ๆ เจ้าก็เป็นระบบแล้ว เหตุใดไม่ขวนขวายเสียหน่อยเล่า! ไม่อยากทำภารกิจให้สำเร็จเพื่อกลับไปยังดาวของเจ้าหรือ? อย่างน้อยก็ส่งข่าวให้บ้าง จะได้ช่วยเจ้าค้นหาสิ่งที่ต้องการ ความปรารถนาของนางมิได้สูงส่งอะไร เพียงอยากได้ขวดน้ำสักขวด… ครึ่งขวดก็ยังดี… จริง ๆ

[ไม่มี] คำตอบอันไร้เยื่อใยของระบบก็สลายความหวังทั้งหมดของนางไปสิ้น สวี่อินอินจึงได้แต่ปิดตาลง ไม่อยากจะคิดอะไรอีกแล้ว เมื่อเอนกายนอนหลับไปอีกตื่นหนึ่ง จนแดดร้อนแรงอ่อนลงบ้าง จึงได้ลุกขึ้นเดินต่อ ตลอดทางที่ผ่านไป พวกเขาล้วนเห็นว่าต้นไม้หลายแห่งถูกลอกเปลือกจนเกลี้ยง เหลือแต่กิ่งก้านโล้น ๆ

นั่นแสดงให้เห็นว่า ก่อนหน้าพวกเขา ได้มีกลุ่มคนหนีภัยเดินผ่านไปแล้วมากมายไม่น้อย

จบบทที่ บทที่ 16 สะใภ้สามนับว่าเป็นผู้มีบุญจริง

คัดลอกลิงก์แล้ว