เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ขุนศึกสยบสวรรค์ บทที่ 59 ก็แค่หนู

ขุนศึกสยบสวรรค์ บทที่ 59 ก็แค่หนู

ขุนศึกสยบสวรรค์ บทที่ 59 ก็แค่หนู


บทที่ 59 ก็แค่หนู

ไม่นานเยี่ยฉวนก็มาถึงยอดเขาเมฆาสีครามอันเป็นที่พำนักของจูซือเจียอย่างรวดเร็ว

ยอดเขาเมฆาสีครามไม่ได้สูงตระหง่านดั่งเช่นยอดเขาเมฆาอินทนิล แต่สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความสวยงาม ยอดเขาถูกปกคลุมด้วยดอกไม้สีม่วงและแดงสดอีกทั้งยังมีต้นไผ่จำนวนมาก ยามลมพัดเกิดเสียงกอไผ่เสียดสีทำให้รู้สึกผ่อนคลายยิ่ง

สถานะของจูซือเจียนั้นไม่ธรรมดา นางเป็นถึงไข่มุกเม็ดงามในมือของอาวุโสสูงสุด แม้ยอดเขาเมฆาสีครามจะวิจิตรงดงามและมีปราณแห่งจิตวิญญาณโลกหนาแน่น ทว่ากลับไม่มีผู้ใดกล้ามารบกวนการฝึกตนอย่างสงบของจูซือเจียแม้จะปรารถนาเพียงใดก็ตาม สาวใช้มองเห็นเยี่ยฉวนมาแต่ไกล แทนที่จะต้อนรับ พวกนางกลับหันหลังให้เขาและรีบปิดประตูใหญ่ของลานกว้างแห่งยอดเขาเมฆาสีครามขวางกั้นไว้

“นายเป็นอย่างไรสาวใช้ก็เป็นอย่างนั้นจริงด้วย!” เยี่ยฉวนสั่นศีรษะ เขาก้าวไปข้างหน้าและเคาะประตูโดยไม่ได้โกรธเคืองอันใด “เปิดประตู เปิดประตูให้ข้าเร็วเข้า”

“เจ้าเป็นใคร?” เสียงกังวานใสดังออกมาจากด้านใน จูซือเจียไม่ได้เอ่ยคำใดแต่เขารู้ว่านางอยู่ข้างในแน่นอน

“ข้าเอง ศิษย์พี่ใหญ่เยี่ยฉวน เปิดประตู ไม่เช่นนั้นข้าจะตีก้นเจ้าเสีย” เยี่ยฉวนยิ้มเจ้าเล่ห์เมื่อนึกถึงการตีบั้นท้ายอวบแน่นของจูซือเจีย

“แม่นางไม่อยู่เจ้าค่ะ ศิษย์พี่ใหญ่กลับไปเสียเถิด” สาวใช้ยังคงไม่ยอมเปิดประตู

“แม่สาวน้อย ข้าไม่ได้มาพบแม่นางของเจ้า ข้ามาพบเจ้าต่างหาก” เยี่ยฉวนเคาะประตูต่อไป คำพูดของเขาทำให้สาวใช้หวาดกลัวขึ้นมา นางไม่ทันได้ตั้งตัวจึงหันไปกระซิบหารือกับจูซือเจียและผู้อื่นว่าจะรับมือกับเยี่ยฉวนอย่างไร จังหวะนั้นเองเยี่ยฉวนใช้พลังเพียงเล็กน้อยผลักบานประตูใหญ่จนเกิดรอยแตกเล็กๆ และเห็นสตรีชุดแดงได้อย่างชัดเจน นางไม่ใช่ใครไหนอื่นนอกจากจูซือเจีย

“พวกข้ากำลังไล่จับหนูอยู่ ปิดประตูเสีย ข้าไม่อนุญาตให้ใครเข้ามาทั้งนั้น” จูซือเจียรีบพุ่งมาปิดประตูด้วยความโมโห เกิดเสียงครืดคราดขึ้นเมื่อพวกเขาลากโต๊ะและม้านั่งมาขวางประตูเอาไว้

แม้จูซือเจียจะดื้อรั้นและปากร้ายแต่ก็ตรงไปตรงมาและมั่นใจ ครั้งนี้นางไม่แม้แต่จะมองหน้าของเยี่ยฉวน ดูท่าจะโกรธเคืองเขาไม่ใช่น้อย ลืมเรื่องการเกี้ยวพาราสีกันไปได้เลย ประเด็นคือเขาไปกับหลิวหงผู้เลื่องชื่อโดยไม่คาดคิดมิหนำซ้ำยังยินดีไปอย่างเต็มใจอีกด้วย จะไม่ให้นางโกรธเคืองได้อย่างไรกัน?

จูซือเจียและเหล่าสาวใช้กั้นประตูไว้แน่นหนา แม้แต่รอยแตกระหว่างประตูและขอบประตูก็ไม่เว้น

ทันใดนั้น เสียงเคาะน่ารำคาญก็หยุดลง ภายนอกประตูนั้นเงียบเชียบราวกับเยี่ยฉวนยอมจากไปเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น

“ฮึ่ม ไปแล้วจริงหรือ? ไร้ประโยชน์เสียจริง!”

จูซือเจียพ่นลม ในใจกลับเดือดดาลยิ่งกว่าเดิม คิดจะมาก็มาคิดจะไปก็ไป ช่างน่าโมโหนัก แค่ยอมกล่าวคำขอโทษเสียหน่อยมันจะตายหรืออย่างไร? จ้าวต้าจื่อนั้นอ้อนวอนกว่าครึ่งวันจนแทบจะคุกเข่าจึงได้รับอนุญาตให้เข้ามา

จูซือเจียเดินกระฟัดกระเฟียดด้วยความเกรี้ยวกราดก่อนจะกระแทกกายลงบนเก้าอี้นุ่มสบายตัวใหญ่ สาวใช้ผู้ช่างสังเกตและมีไหวพริบรีบกุลีกุจอรินน้ำชาให้ จูซือเจียเปิดฝาออกเป่า จังหวะที่กำลังจะยกขึ้นจิบนั้นพลันได้ยินเสียงฝีเท้าจากขั้นบันได เยี่ยฉวนเดินลงบันไดมาอย่างสบายอกสบายใจ ในมือข้างหนึ่งมีหนูตัวใหญ่กำลังดิ้นรนตะเกียกตะกาย เขามองจูซือเจียด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “เจียเจีย พวกเจ้าพยายามจะจับเจ้าหนูตัวนี้กันหรือ? ไหนดูซิว่ามันเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย?”

“กรี๊ด…”

จูซือเจียและเหล่าสาวใช้พร้อมใจกันกรีดร้องและถอยไปกระจุกรวมกัน ระดับการฝึกตนของพวกนางไม่ได้ต่ำต้อย ต่อหน้าศิษย์อื่นแล้วพวกนางทั้งมั่นใจและหยิ่งยโส แต่บัดนี้หนูเพียงตัวเดียวกลับทำให้หวาดกลัวจนตัวสั่น เยี่ยฉวนเห็นดังนั้นก็ส่ายศีรษะอย่างช่วยไม่ได้

“หนูตัวใหญ่มากแต่กลับโชคร้ายไม่มีกระเจี๊ยวเสียนี่ ตัวใหญ่เสียเปล่า! น่าแปลก น่าแปลกจริงๆ หญิงก็ไม่ใช่ชายก็ไม่เชิง มันไม่น่าจะเป็นเช่นนี้มาแต่แรก พวกเจ้าคนใดคนหนึ่งตอนมันหรือเปล่า?” เยี่ยฉวนพลิกหนูตัวนี้ไปมาเพื่อพินิจดูว่าเป็นตัวเมียหรือตัวผู้ด้วยท่าทีจริงจัง ก่อนจะย่างเท้าเข้าหาจูซือเจียและเหล่าสาวใช้ด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย ทำให้พวกนางกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวอีกครั้ง

“พอแล้ว เยี่ยฉวน โยนมันทิ้งไปเดี๋ยวนี้!” จูซือเจียตวาดอย่างโกรธจัด

“เยี่ยมไปเลย ตอนแรกเจ้าตอนมันแล้วตอนนี้ก็จะโยนมันทิ้งไปเสีย อา! ล่อลวงแล้วก็ทิ้งขว้าง พวกเจ้าเป็นคนเช่นนี้นี่เอง”

เยี่ยฉวนโยนหนูในมือออกไปนอกหน้าต่าง ปัดมือของเขา ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ตัวใหญ่ที่จูซือเจียนั่งอยู่เมื่อครู่ “เอาล่ะเจียเจีย มาคุยธุระของเรากันเถิด เหตุใดเจ้าอ้วนจึงยังไม่ได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์ชั้นในอีกทั้งที่เขาบรรลุขั้นซิวฉือระดับหนึ่งแล้ว? เจ้ามีปัญหากับข้าแต่ไปคิดบัญชีกับเจ้าอ้วนแทนอย่างนั้นหรือ?”

“ท่านมาที่นี่เพื่อต่อว่าข้างั้นหรือ?”

จูซือเจียค่อนข้างประหลาดใจ นางคิดว่าเยี่ยฉวนจะมาที่นี่เพื่อปรึกษาเรื่องรายชื่อผู้เข้าประลองในการประลองอันยิ่งใหญ่ ไม่ได้คาดคิดเลยว่าเขาจะมาที่นี่เพื่อเจ้าอ้วน “ฮึ่ม นี่เป็นเรื่องระหว่างข้ากับเจ้าอ้วน เหตุใดท่านจึงยื่นมือเข้ามายุ่ง?”

เยี่ยฉวนไม่ตอบ ท่าทีสงบนิ่งของเขาทำให้จูซือเจียว้าวุ่นใจเป็นอย่างมาก เขาเอ่ยเสียงต่ำหลังผ่านไปพักหนึ่ง “ครอบครัวของเจ้าอ้วนกำลังมีปัญหา พวกเขาบังเอิญไปล่วงเกินคนใหญ่คนโตเข้าจนสถานะทางการเงินไม่สู้ดีนัก บิดาของเขาถูกซ้อมเจียนตาย ซ้ำร้ายครอบครัวของเขายังไม่มีเงินทองพอจะรักษาอาการบาดเจ็บของพ่อ เจ้าอ้วนจึงต้องออกจากสำนักและกลับบ้าน”

“อะไรกัน ทั้งหมดเป็นเรื่องจริงหรือ?”

จูซือเจียอุทานก่อนจะเดินตรงเข้ามาหาเยี่ยฉวน ลืมเรื่องหนูที่น่าเกลียดน่ากลัวไปหมดสิ้น “เป็นไปได้อย่างไรกัน?”

“เจ้าอ้วนไม่ได้บอกเจ้าหรอกหรือ?” เยี่ยฉวนถามอย่างประหลาดใจ

จูซือเจียสั่นศีรษะ สีหน้าจริงจังของเยี่ยฉวนบอกให้รู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องตลก หยาดน้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาทันใด เจ้าอ้วนติดตามนางไปทุกที่มาตลอดหลายปี มิตรภาพระหว่างพวกเขานั้นแน่นแฟ้นแม้นางจะตะคอกและทะเลาะกับเขาอยู่บ่อยครั้ง จูซือเจียจึงรู้สึกเศร้าโศกในจิตใจอย่างมากเมื่อได้ยินข่าวเรื่องครอบครัวของเจ้าอ้วนเช่นนี้

“แล้วเรื่องการเลื่อนขั้นเป็นศิษย์ชั้นในเล่า? เจ้าจะล้อเล่นเรื่องสำคัญเช่นนี้ได้หรือ?” เยี่ยฉวนเข้าใจว่าการที่จูซือเจียไปคิดบัญชีกับเจ้าอ้วนนั้นทำไปเพื่อระบายอารมณ์โกรธ แต่การทำให้เรื่องสำคัญเช่นนี้ล่าช้าและไม่แสดงความใส่ใจก็ออกจะน่าผิดหวังเกินไป เจ้าอ้วนต้องการกำลังใจเป็นอย่างมากในยามที่ต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตเช่นนี้

“อันที่จริงหลังจากเจ้าอ้วนบรรลุขั้นซิวฉือ ข้าได้ช่วยเขาแล้ว แต่ติดอยู่ที่จินจื่อคุน ตาแก่นั่นใช้ความเป็นเจ้าหอแปรธาตุมาขัดขวางไม่ให้เจ้าอ้วนได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์ชั้นใน จินจื่อคุนไม่ได้มีอำนาจมากพอจะละเมิดกฎของสำนักอย่างร้ายแรงเช่นนี้ ข้าเดาว่าอาวุโสอันดับสามคงมีส่วนรู้เห็นด้วย พวกเขาคงเห็นว่าเจ้าอ้วนสนิทสนมกับเจ้าจึงจงใจสร้างความลำบากให้เขา” จูซือเจียใจเย็นลงและเล่าสถานการณ์ให้ฟัง

“ฮึ่ม ไอ้พวกหมาแก่นั่นอีกแล้วหรือ?”

แววตาของเยี่ยฉวนวูบไหว เขาไม่เคยคิดเลยว่าสำนักหมอกเมฆาที่สืบทอดมาจากราชาโอสถหัตถ์วิญญาณตั้งแต่กาลก่อนจะเกิดเรื่องสกปรกเช่นนี้!

“ข้าจะปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไม่ได้ คงต้องขอให้ท่านปู่ช่วยจัดการเรื่องนี้อย่างยุติธรรม จินจื่อคุนและอาวุโสลำดับสามขัดขวางได้เพียงครู่เท่านั้น พวกเขาไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ตลอดไป ถึงอย่างไรเจ้าอ้วนต้องเลื่อนเป็นศิษย์ชั้นในและช่วยเหลือตระกูลให้จงได้!” จูซือเจียพูดอย่างหนักแน่น เห็นได้ชัดว่านางจะไม่ปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปโดยง่าย

“อืม เจียเจีย ข้าคงต้องรบกวนเจ้าในเรื่องนั้น จะปล่อยให้หมาแก่พวกนั้นได้สมใจไม่ได้หรอก โอ้จริงสิ อาวุโสสูงสุดให้ข้ามาหาเจ้า มีผู้ใดเหมาะจะเข้าร่วมการประลองอันยิ่งใหญ่หรือไม่? การประลองจะเริ่มในไม่ช้านี้แล้ว” เยี่ยฉวนถามขึ้น

“ยังต้องคิดอีกหรือ แน่นอนว่าต้องเป็นเหล่าศิษย์ชั้นเลิศประจำสำนักอย่างหนานเทียนตู อี้สั่ว…”

จูซือเจียตอบ เมื่อพูดไปได้เพียงบางส่วนก็ชะงักเมื่อตระหนักได้ว่านางโดนเยี่ยฉวนหลอกอีกครั้งแล้ว นางเลิกคิ้วและพูดด้วยความโมโห “เฮ้ นี่เป็นหน้าที่ของเจ้าไม่ใช่หรือ? ท่านปู่โยนเรื่องนี้มาเป็นธุระของข้าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”

“ใช่ จริงอยู่ว่ามันเป็นหน้าที่ของข้า แต่เจียเจีย เจ้าว่าจะมีผู้ใดต่อกรกับเหล่าปรมาจารย์จากสำนักเครื่องนิลและสำนักเบญจลักษณ์ได้?” เยี่ยฉวนถามยิ้มๆ

“ฮึ่ม ข้าไม่บอก” จูซือเจียมองรอยยิ้มนั้นด้วยสายตาดุดัน ยิ่งเยี่ยฉวนยิ้มกว้างเท่าใดนางยิ่งไม่อยากพูดและโมโหขึ้นเท่านั้น

“จะไม่บอกจริงหรือ?” เยี่ยฉวนยังคงยิ้มขณะมองดูจูซือเจีย

“ไม่”

“ก็ได้ ถ้าเช่นนั้นข้าไปล่ะ”

เยี่ยฉวนลุกขึ้นเดินจากไป ครั้งนี้เขาจากไปจริงๆ ทิ้งให้จูซือเจียได้แต่มองตามหลัง นางต้องการทำให้เรื่องยากเพื่อกดดันเยี่ยฉวน แต่ผู้ใดจะคาดคิดว่าเขาจะหนีไปก่อนที่นางจะใช้เหยื่อล่อได้สำเร็จ!

เยี่ยฉวนเร่งฝีเท้าขึ้นเรื่อยๆ เขามาเยือนยอดเขาเมฆาสีครามในครั้งนี้ด้วยเรื่องของเจ้าอ้วนเป็นหลักส่วนเรื่องรายชื่อผู้เข้าประลองนั้นเป็นเรื่องรอง แต่ยังไม่ทันจากไปไกล สาวใช้ของจูซือเจียก็เหยียบกระบี่บินตามมาและยื่นกระดาษที่มีตัวหนังสือเขียนไว้อย่างบรรจงให้ แม้จูซือเจียจะรู้สึกไม่ดีและทำท่าทีฉุนเฉียว แต่นี่อาจเป็นเรื่องสำคัญของเยี่ยฉวน นางจึงเขียนรายชื่อปรมาจารย์รุ่นเยาว์ทั้งหมดในสำนักหมอกเมฆาเพื่อเป็นการช่วยเหลือ อีกทั้งยังช่วยเน้นรายชื่อผู้ที่ผ่านการฝึกตนอย่างลึกซึ้งและไว้วางใจได้และตัดรายชื่อผู้ที่อาวุโสลำดับสามและจินจื่อคุนเชื่อใจออกไป

ภายนอกจูซือเจียอาจดูหัวแข็งแต่แท้จริงแล้วนั้นมีจิตใจอ่อนโยน นางช่างมีน้ำใจคิดถึงผู้อื่นจึงได้เตรียมรายชื่อผู้เข้าร่วมการประลองไว้ให้

“ช่างเป็นสตรีที่ร้ายกาจอะไรเช่นนี้ แต่ข้าชอบนะ”

เยี่ยฉวนยิ้ม เก็บกระดาษแผ่นนั้นไว้ก่อนจะก้าวยาวๆ จากไป

จบบทที่ ขุนศึกสยบสวรรค์ บทที่ 59 ก็แค่หนู

คัดลอกลิงก์แล้ว