- หน้าแรก
- แต้มชะตาข้ามพิภพ
- บทที่ 210 - หกศิษย์เอกผู้สืบทอด
บทที่ 210 - หกศิษย์เอกผู้สืบทอด
บทที่ 210 - หกศิษย์เอกผู้สืบทอด
บทที่ 210 - หกศิษย์เอกผู้สืบทอด
"ศิษย์น้องสี่ตา?"
สิ้นเสียงอุทานที่เต็มไปด้วยความสงสัย ภายในโถงเงียบกริบไปชั่วอึดใจ จากนั้นเสียงแห่งความตกตะลึง สงสัย และงุนงง ก็ระเบิดดังขึ้นราวกับน้ำป่าไหลหลาก ก้องกังวานไปทั่วตำหนักหยวนฝูวั่นหนิง
"อะไรนะ! สี่ตา?!"
"ศิษย์น้องสี่ตา?!"
"ศิษย์อาสี่ตาทำไมถึงดูหนุ่มขึ้นขนาดนี้?"
"นี่มันการเลื่อนระดับ! หรือว่าศิษย์พี่สี่ตาไปเจอวาสนาอะไรมาในช่วงหลายปีนี้?!"
"เป็นไปไม่ได้..."
"นี่มัน..."
"..."
ชั่วพริบตาเดียว ภายในโถงก็โกลาหลวุ่นวาย เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังเซ็งแซ่ แม้แต่สิบกว่าคนที่นั่งอยู่หัวแถวก็ยังอดเปลี่ยนสีหน้าไม่ได้ สายตาหลากหลายอารมณ์กวาดมองไปที่ร่างของนักพรตสี่ตา จนทำให้ฉินโจวที่ยืนอยู่ข้างๆ ถูกเมินไปชั่วคราว
ก็แน่ล่ะ... ดูจากสภาพของนักพรตสี่ตาที่จู่ๆ ก็ดูหนุ่มขึ้นหลายสิบปีแบบนี้ นอกจากจะเป็นการเลื่อนระดับจนร่างกายฟื้นคืนความอ่อนเยาว์แล้ว ก็ไม่มีความเป็นไปได้อื่นอีก!
และเป็นที่รู้กันดีว่า การเลื่อนระดับในขอบเขตย่อย ไม่มีทางทำให้หนุ่มขึ้นได้ขนาดนี้ ต้องรู้ว่าเมื่อสิบปีก่อนนักพรตสี่ตาก็ดูแก่หง่อมเหมือนคนอายุแปดสิบแล้ว ผ่านไปสิบปี จู่ๆ กลับกลายเป็นชายวัยกลางคนอายุแค่สี่สิบกว่า หากเป็นแค่การเลื่อนระดับขอบเขตย่อย ย่อมไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้มากขนาดนี้!
นั่นก็แปลว่า... เป็นการเลื่อนระดับขอบเขตใหญ่!
แต่ว่า เมื่อสิบปีก่อนนักพรตสี่ตายังอยู่แค่ขอบเขตนักพรตจริงขั้นต้น ถ้าเลื่อนระดับขอบเขตใหญ่ งั้นก็แปลว่า... ขอบเขตปรมาจารย์สวรรค์?!
ข้อสันนิษฐานนี้ ช่างน่าตื่นตะลึงเสียจริง!
ดังนั้น ชั่วขณะหนึ่ง ทุกคนต่างไม่กล้าเชื่อ!
เพราะประเทศฮัวเซี่ยอันกว้างใหญ่ ประชากรมากมายมหาศาล แต่คนฝึกตนกลับมีไม่ถึงหนึ่งส่วน และในวงการผู้ฝึกตนทั้งหมด ขอบเขตนักพรตจริงก็นับเป็นยอดฝีมือที่หาตัวจับยากแล้ว ส่วนขอบเขตปรมาจารย์สวรรค์ เกรงว่านับนิ้วได้ไม่ครบมือด้วยซ้ำ ซึ่งนี่ยังรวมถึงเจ้าสำนักเหมาซานรุ่นปัจจุบัน ปรมาจารย์เฒ่าอู๋ฟางจื่อ ที่นั่งเป็นประธานอยู่กลางโถงในขณะนี้ด้วย!
ส่วนนักพรตสี่ตา เมื่อเผชิญกับสายตาแปลกๆ จากทั่วสารทิศ กลับไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย สีหน้าเรียบเฉย ก้าวเท้าเดินต่อไปอย่างมั่นคง สายตามองตรงไปข้างหน้า
ฉินโจวเองก็ไม่พูดไม่จา สีหน้าสงบนิ่ง เดินตามข้างกายนักพรตสี่ตาไป
เมื่อทั้งสองเดินลึกเข้าไป ภายในโถงก็ค่อยๆ เงียบลง สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่การเคลื่อนไหวของทั้งสอง
ในฐานะผู้นำลัทธิเต๋าในยุคปัจจุบัน สำนักเหมาซานสืบทอดมาจนถึงรุ่นที่ยี่สิบเจ็ดแล้ว แต่ก็ยังคงรักษาตำแหน่งอันดับหนึ่งไว้ได้อย่างมั่นคง อิทธิพลของสำนักไม่ต้องพูดถึง จนถึงตอนนี้ ทั่วทุกสารทิศในฮัวเซี่ย แทบจะมีร่องรอยและตำนานของศิษย์สำนักเหมาซานปรากฏอยู่ทั่วไป!
ตอนนี้มีการจัดงานชุมนุมศิษย์ร่วมสำนักที่จัดขึ้นทุกสิบปี ศิษย์ส่วนใหญ่ของสำนักเหมาซานต่างทราบข่าวและรีบรุดมา วันนี้เป็นแค่วันก่อนวันงาน ดังนั้นในโถงจึงมีคนอยู่แค่ร้อยกว่าคน ไม่ถึงหนึ่งในสิบของศิษย์ทั้งหมด แต่ศิษย์ระดับหัวกะทิของสำนักเหมาซาน แทบจะมารวมตัวกันครบถ้วนแล้ว ณ ที่แห่งนี้!
สองฝั่งของโถง ส่วนใหญ่เป็นศิษย์รุ่นที่สองและศิษย์รุ่นที่สามที่มาเปิดหูเปิดตา นานๆ ทีจะมีศิษย์รุ่นที่หนึ่งผมขาวโพลนอายุหกสิบกว่าปะปนอยู่บ้าง ระดับตบะบารมีมีตั้งแต่ขอบเขตรวบรวมลมปราณไปจนถึงขอบเขตจอมขมังเวทย์ สูงต่ำไม่เท่ากัน
ส่วนบนแท่นยกสูงตรงกลางโถง คือที่นั่งของบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิสูงสุดของสำนักเหมาซานในปัจจุบัน ล้วนเป็นยอดคนระดับขอบเขตนักพรตจริงขึ้นไปทั้งสิ้น ——
ผู้นั่งตรงกลางเป็นประธาน คือชายชราผมขาวโพลนแต่ดูแข็งแรงกระฉับกระเฉง เขาคือเจ้าสำนักเหมาซานรุ่นปัจจุบัน ยอดคนขอบเขตปรมาจารย์สวรรค์ที่มีอายุเกือบสองร้อยปี อู๋ฟางจื่อ!
ถัดลงมาจากอู๋ฟางจื่อ สองฝั่งซ้ายขวามีเก้าอี้วางอยู่ฝั่งละสามตัว นี่คือที่นั่งของหกศิษย์เอกผู้สืบทอด (เจินฉวน) ของสำนักเหมาซานในรุ่นปัจจุบัน!
สำนักเหมาซานรับศิษย์กว้างขวาง แต่การคัดเลือกศิษย์เอกผู้สืบทอดนั้นเข้มงวดอย่างยิ่ง ในรุ่นปัจจุบันมีศิษย์เอกเพียงหกคน ได้แก่ พี่ใหญ่สือเจียน พี่รองหลินเฟิ่งเจียว หรือก็คือเก้าซูหลินจิ่ว พี่สามจูเก๋อข่งผิง พี่สี่คือนักพรตสี่ตา พี่ห้าหม่ามาตี้ และน้องเล็กเชียนเฮ่อ
พรสวรรค์ในการฝึกตนของทั้งหกคน ถือว่าโดดเด่นเป็นเลิศในวงการผู้ฝึกตนยุคปัจจุบัน ไม่งั้นคงไม่ได้เป็นศิษย์เอก ฝึกฝนมาจนถึงตอนนี้ แม้แต่เชียนเฮ่อที่มีพรสวรรค์ด้อยที่สุด ก็ยังบรรลุขอบเขตนักพรตจริงขั้นต้นแล้ว ในวงการผู้ฝึกตนปัจจุบัน ทั้งหกคนล้วนเป็นปรมาจารย์เต๋าผู้ทรงคุณธรรมและบารมี!
แน่นอนว่านอกจากหกคนนี้ ได้ยินว่าสำนักเหมาซานยังมีศิษย์รุ่นที่หนึ่งที่บรรลุขอบเขตนักพรตจริงอยู่อีกคนหนึ่ง และเป็นศิษย์หญิงเพียงคนเดียวของสำนักเหมาซาน ชื่อว่าเจ้อกู ได้ยินว่าเป็นลูกสาวของเจ้าสำนักอู๋ฟางจื่อ สมัยสาวๆ เป็นศิษย์น้องเล็กที่คนในสำนักรักใคร่เอ็นดูที่สุด แต่ต่อมาไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใด จึงแยกตัวออกจากสำนักเหมาซานไปตั้งสำนักเอง และไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรมใดๆ ของสำนักเหมาซานอีกเลย
เวลานี้ บนเก้าอี้หกตัว มีคนนั่งอยู่แล้วห้าตัว เหลือเพียงเก้าอี้ตัวแรกทางขวาที่ยังว่างอยู่
เก้าซูย่อมอยู่ในกลุ่มนั้น เมื่อกี้ก็เป็นเขาที่ทักขึ้นคนแรก จำหน้านักพรตสี่ตาที่ดูหนุ่มขึ้นได้ทันที
หลังจากฉินโจวจากไปได้สองวัน เก้าซูก็เดินทางออกจากเมืองเริ่นเจียเจิ้นมุ่งหน้ามายังเขาเหมาซาน ตอนนี้ห่างจากครั้งล่าสุดที่เจอหน้ากันเพียงครึ่งปี แต่เก้าซูคาดไม่ถึงว่า เวลาสั้นๆ แค่ครึ่งปี นักพรตสี่ตาจะเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนี้ แถมดูจากกลิ่นอายที่แผ่ออกมาอย่างมหาศาล เห็นได้ชัดว่าทะลวงเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์สวรรค์แล้ว ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ!
แต่พอเห็นฉินโจวที่ยืนอยู่ข้างกายนักพรตสี่ตา แล้วนึกถึงคำพูดของฉินโจวที่อี้จวงเมื่อเจ็ดวันก่อน เก้าซูก็เข้าใจทันที คิดว่าการที่ศิษย์น้องสี่ตาเลื่อนระดับได้ คงเกี่ยวข้องกับฉินโจวแน่ๆ!
คิดถึงตรงนี้ เก้าซูก็อดรู้สึกขมขื่นในใจไม่ได้ เขาบำเพ็ญเพียรมาค่อนชีวิต กลับเทียบไม่ได้กับความช่วยเหลือเพียงไม่กี่วันของฉินโจว!
แต่ความคิดนี้ก็แวบเข้ามาเพียงชั่ววูบ จิตใจแห่งเต๋าของเก้าซูก็มั่นคงดั่งเดิม เขาส่ายหน้า ยิ้มทักทายนักพรตสี่ตา "ศิษย์น้อง มาแล้วรึ!"
พอได้ยิน นอกจากศิษย์พี่ใหญ่สือเจียน อีกสี่คนที่เหลือก็ลุกขึ้นคารวะทักทายนักพรตสี่ตา...
"ศิษย์น้องสี่ตา!"
"ศิษย์พี่สี่ตา!"
นอกจากศิษย์พี่ใหญ่สือเจียนที่มีนิสัยหยิ่งยโสและเข้ากับศิษย์น้องคนอื่นไม่ได้แล้ว ความสัมพันธ์ของอีกห้าคนถือว่าดีทีเดียว ตอนนี้เห็นนักพรตสี่ตาเลื่อนระดับ นอกจากจะตกใจแล้ว ก็ยังยินดีกับนักพรตสี่ตาด้วยใจจริง
แต่สือเจียนนั้นต่างออกไป
ในบรรดาห้าคน มีแค่เขากับนักพรตสี่ตาที่มีความแค้นต่อกัน และเรื่องราวระหว่างทั้งสอง คนทั้งสำนักเหมาซานรู้กันทั่ว ถึงขั้นแตกหักจนมองหน้ากันไม่ติด
เมื่อก่อนนักพรตสี่ตาถูกเขากดหัวมาตลอด แต่ตอนนี้จู่ๆ นักพรตสี่ตากลับก้าวกระโดดในเวลาสั้นๆ แค่สิบปี จนบรรลุขอบเขตปรมาจารย์สวรรค์ สือเจียนจะดีใจได้ยังไง ต้องรู้ว่า ตอนนี้เขายังอยู่แค่ขอบเขตนักพรตจริงขั้นสมบูรณ์เท่านั้น!
ตอนนี้พลังของนักพรตสี่ตาเหนือกว่าเขา ด้วยความแค้นที่มีต่อกัน นักพรตสี่ตาจะยอมเลิกราง่ายๆ หรือ?
แต่ถึงกระนั้น สือเจียนก็ไม่ได้กังวลมากนัก อย่างไรเสีย ก็ยังมีท่านปรมาจารย์เฒ่าคุมอยู่ เขาคงไม่กล้าลงมือกับตัวเองโดยไม่ไว้หน้าท่านปรมาจารย์หรอก!
ปรายตามองนักพรตสี่ตา สือเจียนแค่นเสียงหึ แล้วหันหน้าหนี
เห็นดังนั้น นักพรตสี่ตาแสยะยิ้มเย็น ไม่สนใจเขาเช่นกัน หันไปรับไหว้ศิษย์พี่ศิษย์น้องอีกสี่คนทีละคน จากนั้นจึงหันไปมองอู๋ฟางจื่อที่นั่งอยู่ตรงกลางตำแหน่งประธาน
โค้งคำนับอย่างนอบน้อม "สี่ตาคารวะท่านอาจารย์!"
...
...
[จบแล้ว]