- หน้าแรก
- ระบบอักขระยมโลก
- ตอนที่ 61 ข้าต้องการให้เจ้าช่วยข้าบำเพ็ญเพียร
ตอนที่ 61 ข้าต้องการให้เจ้าช่วยข้าบำเพ็ญเพียร
ตอนที่ 61 ข้าต้องการให้เจ้าช่วยข้าบำเพ็ญเพียร
ตอนที่ 61 ข้าต้องการให้เจ้าช่วยข้าบำเพ็ญเพียร
หลินหยวน “?????”
คำพูดของไป๋หลิงเอ๋อร์ทำเอาหลินหยวนถึงกับงุนงง
เรื่องจิ้งจอกติดสัดน่ะ ฉันพอเข้าใจได้ เพราะนั่นคือสัญชาตญาณทางชีวภาพ
ตบะสามร้อยปีของแกมลายสิ้นไปแล้ว ทำให้ไม่อาจสะกดความเร่าร้อนในช่วงติดสัดได้เหมือนเก่า...ฉันเข้าใจดี
เพราะคำอธิบายนี้มันสมเหตุสมผล
แต่!
แต่การที่แกมาแอบเต้นท่าเต้นแบบที่...เพื่อนของฉันคนหนึ่งชอบดูนักหนาอยู่ในห้องนี่มันหมายความว่ายังไง
“ความหมายของฉันคือ?”
“แกเต้นไอ้นี่แล้วมันมีประโยชน์อะไร”
“เต้นไอ้ท่านี่มันช่วยให้แกสะกดความเร่าร้อนในใจได้รึไง ช่วยให้รวบรวมสมาธิได้เหรอ” หลินหยวนยิงคำถามใส่เป็นชุด
ไป๋หลิงเอ๋อร์จะสะกดความเร่าร้อนในใจตอนเต้นได้หรือไม่ หลินหยวนไม่รู้
แต่ที่แน่ๆ คือตอนที่เขามองดู ใจของเขาเองนั่นแหละที่เริ่มร้อนรุ่มขึ้นมา
เมื่อได้ยินคำพูดของหลินหยวน ไป๋หลิงเอ๋อร์พลันนิ่งขรึมครุ่นคิด
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน นางจึงเอ่ยขึ้นช้าๆ “เหมือนจะ... เหมือนจะไม่ได้ผลจริงๆ นั่นแหละ”
“แต่ข้าใช้คอมพิวเตอร์ของเจ้าค้นหาใน ‘ตู้เหนียง’ แล้วนะ! ในนั้นบอกว่านี่คือท่าเต้นสำหรับช่วงติดสัดโดยเฉพาะ”
หลินหยวน “?????”
หลินหยวนทำหน้าเหมือน ‘มีมคนดำงง’ พลางคิดในใจ ‘ผลการค้นหาจากไอ้เว็บตู้เหนียงเฮงซวยนั่น แกยังกล้าเชื่ออีกเหรอ’
แกนี่ช่างใจกล้าเสียจริง!
ก่อนอสัตย์จะรุกราน หลินหยวนมี “เพื่อนคนหนึ่ง” ตอนนั้นเขากำลังจะไปขลิบหนังหุ้มปลาย
แต่เขาไม่รู้ว่าจะไปทำที่โรงพยาบาลไหนดี จึงไปหาข้อมูลในเว็บตู้เหนียง แล้วเจอโรงพยาบาลเฉพาะทางสำหรับผู้ชายเครือ ‘ผู่ซี่’ แห่งหนึ่ง
เดิมทีตกลงราคากันไว้ที่แปดร้อยแปดสิบแปดหยวน ราคาดีที่ใครๆ ก็จ่ายได้
แต่ใครจะไปนึกว่าพอขึ้นเตียงผ่าตัด ขลิบเสร็จเรียบร้อย หมอกลับไม่ยอมเย็บแผลให้
หมอเขามีเหตุผลของเขา!
ที่ตกลงกันไว้ว่าค่าขลิบแปดร้อยแปดสิบแปดหยวนน่ะถูกต้องแล้ว แต่นั่นมันแค่ราคาขลิบ!
หมอไม่ได้บอกราคาเย็บแผลสักหน่อย!
ค่าเย็บหนึ่งหมื่นแปดพันแปดร้อยแปดสิบแปดหยวน จะเย็บหรือไม่เย็บก็ตามใจ
สุดท้ายเพื่อน ‘คนนั้น’ ของหลินหยวนจึงจนปัญญา ต้องยอมควักเงินหนึ่งหมื่นแปดพันแปดร้อยแปดสิบแปดหยวนจ่ายผ่านแอปพลิเคชันบนเตียงผ่าตัดนั่นเอง การผ่าตัดจึงเสร็จสิ้นลงได้
ข้อมูลในเว็บตู้เหนียงแกยังกล้าเชื่ออีกนะ ช่างเป็นจิ้งจอกน้อยผมยาวแต่ขาดความรอบคอบจริงๆ!
“พอเลย!”
“ไอ้นี่มันไร้สาระ ต่อให้แกเต้นอีกแปดร้อยรอบ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรอยู่ดี!” หลินหยวนพูดด้วยสีหน้าสุดจะเอือมระอา
ไป๋หลิงเอ๋อร์ยังไม่ยอมแพ้ ชี้ไปที่หญิงสาวที่กำลังเต้นอยู่บนหน้าจอแล้วแย้ง “เป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางเด็ดขาด”
“อาการของพวกนางเหมือนกับข้าทุกอย่าง เหตุใดพวกนางเต้นแล้วได้ผล แต่ข้าเต้นแล้วกลับไม่ได้ผล”
หลินหยวน “?????”
หลินหยวนถึงกับไปไม่เป็น เขาควรจะอธิบายให้ไป๋หลิงเอ๋อร์เข้าใจอย่างไรดี
ไป๋หลิงเอ๋อร์ไม่ใช่มนุษย์!
นางเป็นปีศาจ!
นางพอจะรู้เรื่องราวของโลกใบนี้อยู่บ้าง แต่รู้ไม่เยอะจริงๆ
หลินหยวนครุ่นคิดอย่างละเอียดรอบคอบ ก่อนจะใช้คำพูดที่ค่อนข้างเข้าใจง่ายอธิบายว่า “ฉันจะอธิบายให้แกฟังแบบนี้นะ ท่าเต้นที่พวกหล่อนเต้นน่ะ โดยตัวมันเองแล้วไม่ได้ช่วยบรรเทาอาการที่ว่านั่นเลย”
“แต่พวกหล่อนใช้การเต้นเพื่อดึงดูด ‘พี่ใหญ่สายเปย์’ จากนั้นพอพี่ใหญ่สายเปย์มาถึง เขาก็จะฉีดยาลดไข้ให้พวกหล่อนหนึ่งเข็ม อาการจึงทุเลาลงเอง”
พี่ใหญ่สายเปย์?
ยาลดไข้?
เห็นได้ชัดว่าไป๋หลิงเอ๋อร์ไม่คุ้นเคยกับคำศัพท์เหล่านี้เลย
“หลินหยวน... หรือเจ้าจะเป็นพี่ใหญ่สายเปย์ให้ข้า แล้วฉีดยาให้ข้าสักเข็มเถิด!”
“ข้าเหลืออีกเพียงก้าวเดียวจริงๆ ที่จะหลอมรวมพลังแห่งกฎเกณฑ์ทั้งสองสายได้สำเร็จ!” ไป๋หลิงเอ๋อร์อ้อนวอนด้วยสีหน้าเจ้าน้ำตา
หลินหยวน “?????”
หลินหยวนคิดในใจ ‘แกเข้าใจความหมายของสองคำนี้หรือเปล่า’
อะไรคือฉันเป็นพี่ใหญ่สายเปย์ให้แก แล้วฉีดยาให้แกเข็มหนึ่ง
ยาลดไข้นี่มันฉีดกันมั่วซั่วได้ที่ไหน
ถ้าเกิดฉีดแล้วตายขึ้นมาจะทำยังไง
หลินหยวนพูดอย่างหัวเสีย “แกเข้าใจความหมายของคำว่าพี่ใหญ่สายเปย์ไหม แล้วแกเข้าใจความหมายของคำว่ายาลดไข้หรือเปล่า”
“ข้าไม่รู้!” ไป๋หลิงเอ๋อร์กะพริบตาโตสวยใส พูดอย่างน้อยใจ “เจ้าบอกข้าสิ”
หลินหยวนกระซิบข้างหูของไป๋หลิงเอ๋อร์สองสามประโยค พลันใบหน้าเล็กๆ ของนางแดงก่ำ กลายเป็นลูกแอปเปิลในทันที
ในสมองของไป๋หลิงเอ๋อร์ปรากฏเรื่องราวต่างๆ ที่เคยได้ยินสมัยอยู่ที่ชิงชิว
จะว่าไปแล้ว ถึงแม้เรื่องราวเหล่านั้นจะแตกต่างกัน แต่ตัวละครเอกชายหญิงแทบจะไม่เคยเปลี่ยน
ตัวเอกชายโดยพื้นฐานคือบัณฑิตในยุคต่างๆ ส่วนตัวเอกหญิงคือจิ้งจอกน้อยจากเผ่าจิ้งจอกชิงชิวของพวกนาง
สรุปคือ เหล่าจิ้งจอกน้อยจากเผ่าจิ้งจอกชิงชิวของพวกนาง ชอบผู้รู้หนังสือมากที่สุด
“หลินหยวน เจ้าเป็นผู้รู้หนังสือหรือไม่” ไป๋หลิงเอ๋อร์เอ่ยถามหลินหยวน
ไป๋หลิงเอ๋อร์ถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย หลินหยวนตามความคิดของจิ้งจอกน้อยนางนี้ไม่ทันจริงๆ
ถึงกระนั้น หลินหยวนยังคงตอบไปว่า “ฉันเป็นถึงนักศึกษามหาวิทยาลัย แน่นอนว่าต้องนับเป็นผู้รู้หนังสือ!”
“นักศึกษามหาวิทยาลัย?” ไป๋หลิงเอ๋อร์สงสัย
“มหาวิทยาลัย ถ้าเป็นสมัยโบราณก็น่าจะเรียกว่าสำนักศึกษาหลวงล่ะมั้ง!”
“เรียนจบมหาวิทยาลัย อย่างน้อยๆ ต้องนับว่าเป็นบัณฑิตคนหนึ่ง!” หลินหยวนไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูด
เป็นผู้รู้หนังสือ!
แถมยังเป็นบัณฑิต!
ถือว่าผ่านเกณฑ์!
หาผู้ชายแบบนี้สักคน ในหมู่พี่น้องเผ่าจิ้งจอกชิงชิวของเรา ไม่นับว่าเสียหน้า
ตอนนั้นเอง หลินหยวนลุกขึ้นเตรียมจะจากไป ตอนกำลังจะไป เขาพูดกับไป๋หลิงเอ๋อร์ว่า “เอาล่ะ อย่าคิดฟุ้งซ่านอีกเลย”
“จะหลอมรวมพลังแห่งกฎเกณฑ์ได้หรือไม่ ปล่อยให้เป็นเรื่องของชะตาฟ้าลิขิตเถอะ!”
พูดจบ หลินหยวนจึงลุกขึ้นจากไป
ทว่าทันทีที่หลินหยวนเดินไปถึงประตูห้อง ไป๋หลิงเอ๋อร์พลันตะโกนเสียงดัง
“หยุดนะ! หลินหยวน! ข้าต้องการให้เจ้าช่วยข้าบำเพ็ญเพียร!”
หลินหยวน “?????”
หลินหยวนหันกลับไป มองไป๋หลิงเอ๋อร์ด้วยความฉงน
นางหมายความว่าอย่างไร
เดี๋ยวนะ ฉากนี้ฉันเหมือนเคยดูที่ไหนมาก่อน
นี่มันเนื้อเรื่องในตำนานนางพญางูขาวไม่ใช่หรือไง
ปกติหลินหยวนไม่มีข้อดีอะไรอื่นเลย นอกจากเป็นคนชอบเสียสละตนเพื่อผู้อื่น
ถุย! ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่าเสียสละตนเพื่อจิ้งจอก
ในเมื่อไป๋หลิงเอ๋อร์ต้องการให้ตนช่วยนางบำเพ็ญเพียร เช่นนั้นหลินหยวนยอมเสียเปรียบสักหน่อย ช่วยนางสักครั้งคงไม่เป็นไร
โบราณว่าไว้ ยอมเสียเปรียบคือพรอย่างหนึ่ง
หลายชั่วโมงต่อมา
หลินหยวนนอนสูบบุหรี่อยู่บนเตียง ส่วนไป๋หลิงเอ๋อร์กำลังนั่งขัดสมาธิบำเพ็ญเพียร
จากการผสานหยินหยางเมื่อครู่ ไป๋หลิงเอ๋อร์สามารถผนึกพลังแห่งกฎเกณฑ์ทั้งสองสายเข้าไปในหางซ้ายและขวาของตนได้สำเร็จแล้ว
บัดนี้ ไป๋หลิงเอ๋อร์ผู้ครอบครองพลังแห่งกฎเกณฑ์ทั้งสองสาย...
ได้กลายเป็นจิ้งจอกที่เจิดจรัสที่สุดในหมู่จิ้งจอกรุ่นเยาว์ของเผ่าจิ้งจอกชิงชิว!
.......
ช่วงเย็น
เวลาราวห้าถึงหกโมง
เกิ่งโหย่วไฉต่อโลงศพให้พ่อของเหวินอิ๋งอิ๋งเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ต้องยอมรับว่า ในเรื่องการต่อโลงศพ เกิ่งโหย่วไฉนับเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับปรมาจารย์ได้เลย
ฝีมือการต่อโลงศพนี้ ไร้ที่ติโดยสิ้นเชิง
หลินหยวนไม่อนุญาตให้เกิ่งโหย่วไฉทำโลงมังกรเก้าตัวลาก แต่เบื้องบนมีนโยบาย เบื้องล่างย่อมมีหนทางรับมือ
เกิ่งโหย่วไฉจึงเปลี่ยนไปแกะสลักลายมังกรขดนูนต่ำเก้าตัวลงบนโลงศพแทน
คนเราหากตายไปแล้ว ได้มีโลงศพเช่นนี้ ชาตินี้ถือว่าไม่เสียชาติเกิด!
ทุกคนช่วยเหวินอิ๋งอิ๋งนำร่างของพ่อบรรจุลงในโลงศพ จากนั้นนำไปฝังไว้ข้างทะเลสาบจำลองในหมู่บ้านวิลล่า
พูดตามตรง ฮวงจุ้ยของที่นี่ถือว่ายอดเยี่ยมอย่างยิ่ง
หน้าภูเขา หลังแม่น้ำ ประกอบกับโลงศพชั้นดีเช่นนี้
ตาเฒ่าเอ๋ย แม้ท่านจะเจอเรื่องโหดร้ายมา แต่เรื่องงานศพถือว่าจัดให้ท่านอย่างสมเกียรติแล้ว
“ติ๊งต่อง!”
“ติ๊งต่อง! ติ๊งต่อง!”
ทันทีที่สร้างหลุมศพให้พ่อของเหวินอิ๋งอิ๋งเสร็จ โทรศัพท์มือถือของหลายคนพลันดังขึ้นพร้อมกัน
ทุกคนหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาโดยไม่ได้นัดหมาย บนหน้าจอปรากฏข้อความตัวอักษรสีแดง ตามด้วยเครื่องหมายอัศเจรีย์สีแดงอีกหลายตัวติดต่อกัน
เป็นข้อความแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินจากทางการ!