เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 52 ท่านเจ็ด เซี่ยปี้อาน

ตอนที่ 52 ท่านเจ็ด เซี่ยปี้อาน

ตอนที่ 52 ท่านเจ็ด เซี่ยปี้อาน


ตอนที่ 52 ท่านเจ็ด เซี่ยปี้อาน

จวี้หลิง ตี้ทิง เย่โหยว ปัวเยว่...

ทีมชุดคลุมดำอันลึกลับนี้ช่างไม่ธรรมดา! นามแฝงของพวกเขา ล้วนเป็นพระนามของทวยเทพโบราณในตำนานจีน

เท่าที่ทราบ ชายผู้มีนามแฝงว่าเย่โหยว พลังจากอักขระชะตาที่เขาปลุกขึ้นคือเทพเย่โหยว เช่นนั้นแล้ว จวี้หลิง ตี้ทิง และปัวเยว่... พลังจากอักขระชะตาที่พวกเขาปลุกขึ้น จะเป็นเทพเจ้าที่สอดคล้องกันหรือไม่?

ตราบใดที่พวกเขายังไม่ใช้พลังจากอักขระชะตา ทุกอย่างยังคงเป็นปริศนา

ผู้มีนามแฝงว่าปัวเยว่ รับคำสั่งของชายชุดคลุมดำผู้เป็นหัวหน้า ให้ไปยังจุดนัดหมายเพื่อรับตัวเย่โหยวที่ยังไม่กลับมาเสียที

แม้ชุดคลุมจะหลวมโพรก และปัวเยว่จะสวมหน้ากากอสูรหน้าเขียวเขี้ยวงอก แต่ย่างก้าวที่เคลื่อนไหวกลับทำให้ชายชุดคลุมสะบัดไหว เผยให้เห็นเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้นภายใต้อาภรณ์สีดำได้อย่างเลือนราง

พูดง่ายๆ ก็คือ ภายใต้ชุดคลุมสีดำนั้น เป็นหญิงสาวสะโพกผายหน้าอกใหญ่ ประเภทที่ให้กำเนิดบุตรง่าย

ถูกต้อง! ผู้มีนามแฝงว่าปัวเยว่คนนี้… เป็นผู้หญิง

...

ขณะเดียวกัน ณ อีกด้านหนึ่ง

หลินหยวน เหวินอิ๋งอิ๋ง และจางเจิ้นทั้งสามคน รวมถึงเย่โหยวที่แอบเล็มอยู่ตรงขอบๆ ไม่ได้เข้ามาข้างใน ล้วนนั่งขัดสมาธิเพื่อดูดซับปราณอสัตย์

ณ ตอนนี้ ปราณอสัตย์โดยรอบเมื่อเทียบกับก่อนหน้า เหลืออยู่เพียงประมาณสิบส่วนเท่านั้น

เย่โหยวลืมตาขึ้นจากการเข้าฌานเป็นคนแรก เขาเหลือบมองไปยังทิศทางของหลินหยวนทั้งสามคน

เย่โหยวรู้ดีว่าเขาควรจะหนีได้แล้ว ต้องฉวยโอกาสตอนที่ยังพอมีปราณอสัตย์เหลืออยู่บ้าง และหลินหยวนทั้งสามยังคงจดจ่ออยู่กับการดูดซับ เขาจะขอชิงหนีไปก่อน

หากรอจนปราณอสัตย์ถูกดูดซับจนหมดสิ้น หลินหยวนทั้งสามคนย่อมต้องตื่นขึ้นมา ถึงตอนนั้นค่อยหนี คงไม่พ้นเกิดเรื่องยุ่งยากโดยไม่จำเป็น

เย่โหยวคิดในใจ ‘แค่แอบชิมนิดหน่อยแล้วรีบไปก็พอแล้ว หากคิดจะเอาศอกจริงๆ เกรงว่าอาจจะมีคนต้องตาย’

เมื่อคิดได้ดังนั้น เย่โหยวจึงหันหลังกลับอย่างเงียบเชียบแล้วเตรียมจากไป ทว่าทันทีที่หันตัวคิดจะไป เขากลับพบว่าตนเองขยับไม่ได้

เมื่อก้มลงมอง ไหล่ของเขาถูกหลินหยวนใช้มือข้างเดียวจับเอาไว้ มือของหลินหยวนราวกับคีมเหล็ก ไม่ว่าเขาจะดิ้นรนเพียงใด ก็ยังคงนิ่งไม่ไหวติง

ในทันใดนั้น สีหน้าของเย่โหยวพลันอัปลักษณ์ลง ในใจของเขารู้สึกเหมือนถูกลาถีบซ้ำ โลภเกินไปแล้ว โลภในปราณอสัตย์พวกนี้ ตอนนี้อยากจะไปคงไม่ใช่เรื่องง่าย

เย่โหยวฝืนทำใจให้สงบ เอ่ยถามอย่างกระอักกระอ่วน “พี่ชาย นี่หมายความว่ายังไงครับ?”

“หึ!” หลินหยวนแค่นเสียงเย็นชา แล้วถามกลับ “คิดจะไปแล้วอย่างนั้นเหรอ คุณลืมอะไรไปหรือเปล่า?”

ลืมอะไรงั้นรึ?

เย่โหยวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับเป็นปกติแล้วรีบกล่าว “อ๋อ! ผมนึกออกแล้ว ผมลืมขอบคุณในบุญคุณที่ช่วยชีวิต บุญคุณนี้ยากจะตอบแทน ผมหวังชงขอขอบคุณพี่ชายมากครับ”

“ผมชื่อหวังชง หมายเลขบัตรประชาชนคือ xxxxxxxx อาศัยอยู่ที่อาคาร 20 ห้อง 301 ยูนิต 8 หมู่บ้านสิงโตตื่น”

“พี่ชายครับ ที่บ้านผมมีแม่แก่อายุแปดสิบ มีลูกชายอายุสามขวบ พวกเขาอยู่บ้านตอนดึกๆ แบบนี้ผมไม่ค่อยวางใจ ผมต้องรีบกลับไปดูหน่อย”

“พี่ให้ผมกลับไปดูก่อน วันหลังพี่มาที่บ้านผมนะ ผมจะเลี้ยงเหล้าพี่เอง”

หลินหยวน “?????”

หลินหยวนคิดในใจ ‘เราไม่ได้มีความแค้นต่อกัน เหตุใดแกจึงดูถูกสติปัญญาของฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า’

ฉันปล่อยแกไป? หากครั้งนี้ฉันปล่อยแกไป ครั้งหน้าจะยังมีโอกาสเจอแกอีกไหม? ยังจะบอกว่าชื่อหวังชงอีก? คิดว่าฉันโง่จริงๆ หรือไง! แกอาจจะชื่ออะไรก็ได้ แต่ไม่มีทางชื่อหวังชงแน่นอน

มาถึงขั้นนี้แล้ว หลินหยวนไม่คิดจะเสแสร้งเล่นละครกับคนผู้นี้อีกต่อไป เขาจึงเปิดประเด็นทันที “ตอนที่ผมเพิ่งมาถึง ผมพบศพของผู้ใช้อักขระชะตาคนหนึ่ง หัวใจของเขาถูกแทงด้วยมีด ไม่ใช่อสูรทำ แต่เป็นฝีมือคน”

“ผิวหนังส่วนที่มีรอยสักบนตัวของเขา ถูกคนเฉือนเอาไป”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของเย่โหยวพลันเปลี่ยนไปทันที อัปลักษณ์ถึงขีดสุด

แย่แล้ว! ศพที่ยังไม่ทันได้จัดการ ถูกพบเข้าจนได้

ในชั่วพริบตา เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นเต็มหน้าผากของเย่โหยว ดวงตาของเขาหรี่ลง เห็นได้ชัดว่า CPU ในหัวของเขากำลังหมุนด้วยความเร็วสูง เขาต้องหาข้อแก้ตัวที่สมเหตุสมผลมาหลอกหลินหยวนให้ได้

ต้องบอกว่าเย่โหยวคนนี้มีปฏิภาณไหวพริบอยู่บ้างจริงๆ หลังจากใช้เวลาคิดเพียงสองสามวินาที สีหน้าของเย่โหยวพลันปรากฏความหวาดหวั่น

เขากล่าวอย่างตื่นตหนก “ใช่! ใช่ครับ! คนที่ตายนั่นเป็นเพื่อนของผม พวกเรามาด้วยกัน”

“ที่นี่นอกจากจะมีอสูรกับอสัตย์แล้ว ยังมีคนคนหนึ่ง เขาไล่ล่าสังหารพวกเดียวกัน เพื่อนของผมก็ถูกเขาฆ่า”

“พี่รู้ไหม โชคดีที่ผมหนีเร็ว ไม่อย่างนั้น ผมคงตายด้วยน้ำมือของเขาไปแล้ว”

“ผมก็เพราะหลบหนีเขา ถึงได้มาเจอกับอสูรและอสัตย์พวกนี้”

“พี่ชาย พวกพี่ก็รีบกลับไปเถอะครับ ถ้าเกิดไปเจอฆาตรกรโหดคนนั้นเข้า จะไม่ดีเอานะครับ!”

คำอธิบายนี้สมเหตุสมผลทีเดียว หากเจอกับพวกเลือดร้อนหรือผู้ใช้อักขระชะตามือใหม่ คงถูกเขาหลอกผ่านไปได้จริงๆ

น่าเสียดาย... คนที่เขาเจอ คือหลินหยวนผู้เคยดิ้นรนอย่างยากลำบากในวันสิ้นโลกมาถึงสามปีในชาติก่อน ศิลปะในการเจรจา เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามเช่นนี้ ล้วนเป็นของเล่นเก่าๆ ที่หลินหยวนเบื่อจะเล่นแล้ว

“เหอะๆ!” หลินหยวนหัวเราะเยาะ “ไม่ต้องกลัวว่าจะไปเจอฆาตกรโหดคนนั้นหรอก ผมเจอเขาแล้ว”

“ฆาตกรโหด... คุณว่าใช่ไหม?”

เมื่อถูกหลินหยวนเปิดโปงตัวตนซึ่งๆ หน้า เย่โหยวก็รู้ว่าตนเองเสแสร้งต่อไปไม่ได้แล้ว เพียงแต่เขาคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก ว่าตัวตนของเขาถูกเปิดโปงได้อย่างไร และหลินหยวนแน่ใจได้อย่างไร ว่าเขาคือคนที่ไล่ล่าผู้ใช้อักขระชะตาและเฉือนผิวหนังไป?

“แกรู้ได้ยังไง?” เย่โหยวเลิกเสแสร้ง กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

“บาดแผลบนศพนั้น กับบาดแผลบนมือของแก... เหมือนกันทุกประการ”

“ถ้าฉันดูไม่ผิด น่าจะเป็นบาดแผลที่เกิดจากกริชเล่มเดียวกัน!” หลินหยวนคลายข้อสงสัยของเขาอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อได้ยินคำตอบนี้ เย่โหยวถึงกับนิ่งอึ้งไป ถูกต้อง บาดแผลบนศพของผู้ใช้อักขระชะตาที่ยังไม่ทันได้จัดการนั้น คือบาดแผลที่เย่โหยวทิ้งไว้เอง เขาใช้อาวุธกริชของตนสังหารในดาบเดียว และตอนที่เขากรีดข้อมือของตนเองเพื่อใช้กลิ่นคาวเลือดล่ออสูรมานั้น เขาก็ใช้กริชของตนเองเช่นกัน

เฉียบ! โคตรฉลาด! บุรุษตรงหน้านี้ ช่างเฉียบแหลมเกินไปแล้ว! รายละเอียดเล็กน้อยเพียงนี้ เขายังสังเกตเห็นได้

“ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมจริงๆ!” หลังจากชื่นชมติดต่อกันหลายคำ บนใบหน้าของเย่โหยวพลันปรากฏรอยยิ้มประหลาดแล้วกล่าวว่า “น่าเสียดายที่แกรั้งฉันไว้ไม่ได้!”

พูดจบ ร่างของเย่โหยวพลันเลือนหายกลายเป็นเงาดำ สุดท้ายจึงหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความมืดมิดยามค่ำคืน เขาใช้พลังจากอักขระชะตารูปเทพเย่โหยวอีกครั้ง ทำให้ตนเองต้านทานการโจมตีทุกชนิด

หลินหยวน “????”

ให้ตายสิ! มีดีอยู่เหมือนกันนี่!

หลินหยวนมองมือที่ว่างเปล่าของตนเองอย่างไม่อยากจะเชื่อ ฉันกดไหล่ของเขาไว้แล้วแท้ๆ แต่ยังปล่อยให้หนีไปได้!

เป็ดที่ต้มสุกแล้ว ยังบินหนีไปได้งั้นเหรอ?

เป็นไปไม่ได้... เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด

หลินหยวนรวบรวมสมาธิ ใช้หนึ่งในสองไพ่ตายของตนเองทันที

อักขระชะตารูปยมทูตขาว

ชั่วครู่ต่อมา ร่างวิญญาณของยมทูตขาวพลันปรากฏขึ้น ปรากฏเงาร่างหนึ่งขึ้นเบื้องหลังหลินหยวน

ร่างสูงโปร่งราวกับตอกไม้ไผ่ ใบหน้าขาวซีดราวกับโบ๊ะแป้ง ลิ้นยาวห้อยถึงอกแดงฉานดุจโลหิต รอยยิ้มบนใบหน้า บอกไม่ได้ว่ากำลังร้องไห้หรือหัวเราะ

ในอ้อมแขนกอดไม้ไว้ทุกข์ สวมหมวกทรงสูงปลายแหลม บนหมวกมีอักษรสี่ตัวเขียนไว้ว่า “พบพานเกิดทรัพย์”

ร่างวิญญาณตนนี้ไม่ใช่ใครอื่น… แต่คือท่านเจ็ด เซี่ยปี้อาน

จบบทที่ ตอนที่ 52 ท่านเจ็ด เซี่ยปี้อาน

คัดลอกลิงก์แล้ว