เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

WMR ตอนที่ 15 วิธีขุดสมบัติ

WMR ตอนที่ 15 วิธีขุดสมบัติ

WMR ตอนที่ 15 วิธีขุดสมบัติ


กำลังโหลดไฟล์

ไม่นาน เบนจามินก็ออกจากห้องสารภาพบาป

เขากลมกลืนเข้ากับฝูงชน และออกจากมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์โดยไม่ดึงดูดความสนใจใด ๆ

การสื่อสารกับบิชอปครั้งนี้เขาค่อนข้างได้กำไร ประการแรก เขารู้ว่าเขาถูกสาป แม้ว่านี่จะถือเป็นข่าวร้าย แต่มันก็ยังดีกว่าการนั่งรอจนเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นแล้วค่อยหาคำตอบ นอกจากนี้เขายังได้รับข้อมูลที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งนั่นคือข้อมูลเกี่ยวกับมิเชล

หลังจากที่บิชอปพยักหน้า เขาก็เริ่มบอกข่าวบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับมิเชลแก่เบนจามิน หลังจากได้ฟังเบนจามินก็ได้รู้ว่าแท้จริงแล้วมิเชลนั้นเป็นที่รู้จักอยู่แล้ว เรื่องมันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อ 5 ปีก่อน เวลานั้นมิเชลก็ได้ก่อเรื่องไปไม่น้อย ทั้งซุ่มโจมตีขุนนาง, ขโมยสมบัติ, ปล่อยข่าวลือ, และส่งเสริมความคิดนอกรีต...ไม่เพียงแค่นั้น แม้ว่าศาสนจักรจะออกตามล่าเธอ แต่เธอก็ยังสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้อย่างปลอดภัยมาถึงห้าปี ซึ่งจากนั้นเธอก็เงียบหายไป

อาจกล่าวได้ว่าศาสนจักรกำลังถูกเธอปั่นหัวเหมือนเป็นของเล่นในกำมือ พวกเขาไม่สามารถจับได้แม้แต่ผมของเธอด้วยซ้ำ

กระทั่งตอนนี้ทางศาสนจักรก็ยังไม่รู้ว่าเวทมนตร์ของเธอไปถึงระดับไหนแล้ว บิชอปเชื่อว่าเธอได้บรรลุถึงขอบเขตของอาร์คเมจเป็นที่เรียบร้อย หากไม่ใช่คนระกับบิชอปหรือแกรนด์พาลาดินเกรงว่าคงรับมือกับเธอไม่ได้ และด้วยเหตุนี้เองทางศาสนจักรจึงหวาดกลัวเธอเป็นอย่างมาก

สำหรับเรื่องนี้เบนจามินแค่อยากจะบอกว่า: คุณคิดมากเกินไป

แม้ว่าเขาจะไม่ทราบความแข็งแกร่งของมิเชล แต่ถ้าเธอกลัวกระทั่งทีม "คนทำความสะอาด" แล้วเธอจะมีพลังมากขนาดนั้นได้อย่างไร?

กลยุทธ์ปิดเมือง1นี้ได้รับการจัดวางเป็นอย่างดี

จากข้อมูลทั้งหมดที่เขาได้รับจากบิชอป นอกเหนือจากการต่อสู้ดิ้นรนอันยาวนานระหว่างพวกเขากับมิเชลแล้ว สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเบนจามินมากที่สุดคือพวกเขาพบที่มั่นทั้งหมดที่มิเชลเคยใช้มาก่อน

ศาสนจักรได้พบฐานที่มั่นที่ถูกทิ้งร้างราว ๆ ยี่สิบแห่งหรือมากกว่านั้นในระหว่างการตามล่าเธอ

แน่นอนว่าเบนจามินจำตำแหน่งที่ว่าได้หมดแล้ว

ตอนนี้เขากำลังเดินอยู่บนถนนนอกมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ และกำลังคิดถึงแผนต่อไปในใจ: การค้นหาฐานทั้ง 20 เป็นสิ่งที่เขาต้องทำอยู่แล้ว แต่เขาต้องทำอย่างระมัดระวังไม่ให้ดึงดูดความสนใจของศาสนจักร เพราะถ้าเป้าหมายที่แท้จริงของเขาถูกศาสนจักรค้นพบ เขาจะจบลงแบบเดียวกับที่มิเชลเป็นอยู่ในตอนนี้

เขาไม่ต้องการที่จะถูกจัดอยู่ใน ‘รายชื่อที่ต้องทำความสะอาด’ ของศาสนจักรเร็วนัก

เนื่องจากคำสาป ศาสนจักรจึงตัดดสินใจใช้เขาเป็นเหยื่อล่อ และให้ความสนใจกับเขาเป็นพิเศษ ทำให้การพยายามค้นหาฐานทั้ง 20 แห่งอย่างละเอียดถี่ถ้วนภายใต้การจับตามองของศาสนจักรนั้นไม่ต่างจากฝันกลางวัน

เขาต้องหาคนทำแทนเขา....

“โอ้จริงสิ เกือบลืมไป ไม่ใช่ว่านายบอกว่าฉันมีคนรับใช้ชื่อเจเรมีหรืออะไรทำนองนั้นอยู่ไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมฉันไม่เห็นเขาเลยล่ะ?”

เมื่อคิดได้ดังนั้น เบนจามินก็ถามกับระบบ

“เจเรมีไม่สบาย ท่านไม่ได้ฟังที่พ่อบ้านพูดกับท่านเมื่อเช้าเรอะ? สงสัยสมองของท่านคงไม่ต่างจากปลาทองหรอกกระมั้ง?” ระบบใช้สิ่งนี้ดูถูกเบนจามิน

“งั้นเหรอ? คนสัญจรไปมาไม่มีชื่อด้วยซ้ำ แล้วฉันจะไปจำได้ยังไงว่าเขาพูดว่าอะไร” เบนจามินเลียนแบบความไร้ยางอายของระบบ

ระบบพูดไม่ออก

แต่พูดถึงคนรับใช้แล้ว.......

จู่ ๆ เบนจามินก็ตระหนักว่าเขาไม่ได้มีฐานะต่ำอย่างที่เขาคิดว่าเขาเป็น เพราะเขามีคนรับใช้ส่วนตัวของเขาเอง แม้ว่าย่าของเขาจะใจร้ายกับเขา แต่นั่นก็เป็นเพราะบุคลิกส่วนตัวของเธอ ไม่ได้มีส่วนไหนที่เกี่ยวข้องกับเบนจามิน ส่วนคนรับใช้คนอื่นก็ไม่ได้ดูถูกเขาเพียงเพราะเขาเกิดมาไร้ประโยชน์ เช่นเดียวกันกับพ่อบ้านไม่มีชื่อคนนั้น เขาทำความสะอาดพื้นและเตรียมอุปกรณ์ทำความสะอาดตัวให้เขา เขาทำในสิ่งที่เขาควรจะทำ และทัศนคติของเขาก็เต็มไปด้วยความเคารพอย่างที่ควรเป็น

นี่คือทัศนคติแบบมืออาชีพที่คนรับใช้ควรจะมี!

ลองคิดดูสิ ต่อให้เขาไร้ประโยชน์มากแค่ไหน แต่ยังไงเขาก็ยังเป็นขุนนางคนหนึ่งอยู่วันยังค่ำ คนรับใช้มีหรือจะเทียบได้ สถานการณ์ที่คนรับใช้บ่นเรื่องทัศนคติของเจ้านายคงมีแต่ในนิยายเกลือนตลาดเท่านั้น

“แม้เบนจามินจะเป็นพวกขี้แพ้ แต่ชีวิตของเขาก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น” เมื่อคิดได้ดังนั้น เบนจามินก็ถอนหายใจ

“คำว่าแย่ของคนรวยและคนธรรมดาย่อมต่างกัน” ระบบเติมเกลือลงในบาดแผลของเขา “แต่ข้าต้องเตือนท่าน ท่านมีเจเรมีเพียงคนเดียว ส่วนน้องชายของท่านมีคนรับใช้ชายสองคนและหญิงอีกหนึ่งคน รายได้ต่อปีของคนรับใช้ของท่านคือสามสิบปอนด์ ส่วนคนรับใช้ทั้งสามของน้องชายท่านมีรายได้ปีล่ะห้าสิบปอนด์ เอาล่ะ ตอนนี้ท่านยังยืนยันคำเดิมรึไม่ว่าชีวิตของท่านไม่ได้แย่อะไร?”

“...”

เบ็นจามินรู้สึกเหมือนถูกระบบโน้มน้าว

ทันใดนั้นเองจู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่าชีวิตที่เป็นอยู่มันไม่ได้ดีเด่อะไรขนาดนั้น ชีวิตที่ไม่ได้ใช้เงินหนึ่งร้อยห้าสิบปอนด์ต่อปีในการจ้างคนรับใช้นั้นช่างเลวร้าย และขาดศักดิ์ศรีเกินกว่าจะมีชีวิตอยู่

ความคิดของเขาเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็วเป็นข้อพิสูจน์ว่าการทุจริตของสังคมศักดินานั้นไม่สามารถต้านทานได้

การเปรียบเทียบเป็นบาปดั้งเดิมของมนุษย์

“ทำไมจู่ ๆ ท่านถึงพูดเรื่องคนรับใช้ส่วนตัวนั่นขึ้นมา ท่านอยากให้เขาไปขุดสมบัติของแอนนี่แทนท่าน?” ระบบถาม ลากบทสนทนาที่ไม่อยู่ในหัวข้อหลักกลับสู่ความจริง

“นายเดาถูก” เมื่อได้ยินดังนั้น เบนจามินก็พยักหน้า

ในเมื่อการจ้างคนอื่นจะทำให้ลำบากขึ้นเท่านั้น งั้นทำไมไม่หาคนที่เขาไว้ใจแทนล่ะ?

แม้คนรับใช้ของเขาอาจกระตุ้นความสงสัยจากศาสนจักร แต่ท้ายที่สุดแล้วต้องอย่าลืมไปว่าตัวเขานั้นอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังเหตุเพราะต้องคุ้มครอง ไม่ใช่เพราะสงสัย ดังนั้นแล้วคนที่ศาสนจักรส่งมาจะมุ่งความสนใจส่วนใหญ่มาที่เขา และคงไม่สนใจคนรอบข้างเขามากนัก

หลังออกจากโบสถ์ เขารู้สึกได้เลยว่ามีคนกำลังจับตามองเขาอยู่ และเมื่อใช้การเหนี่ยวนำธาตุน้ำเขาก็พบว่าหนึ่งในนั้นคืออัศวินลาดตระเวน พร้อมด้วยนักบวชที่แต่งตัวเป็นคนสัญจรไปมา

สองคนนี้คงเป็น ‘พระองค์จะคอยเฝ้ามองท่านอยู่เสมอ’ ที่บิชอปกล่าวถึง และเพื่อหลีกเลี่ยงการแจ้งเตือนมิเชล ‘การสอดส่อง’ ของศาสนจักรจึงค่อนข้างหละหลวม แม้เบนจามินจะค่อนข้างรังเกียจ แต่ในอีกมุมหนึ่ง สิ่งนี้เป็นประโยชน์อย่างมากต่ออิสระในการเคลื่อนไหวของเขา

สองคนนั้นจะไปสังเกตเห็นอะไรได้? หากเขาเอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในตระกูลลิเธอร์ พวกเขาก็คงไม่กล้าเข้าใกล้เกินไป ทำให้ในท้ายที่สุดแล้วพวกเขาจะไม่ได้อะไรกลับไปเลย

แน่นอน เขาไม่ได้วางแผนจะทำอะไรที่มันเสี่ยงมากเกินไป แต่เมื่อไหร่ที่เขาต้องเคลื่อนไหวจริง ๆ เขาจะเล่นกลบางอย่างเพื่อให้คนจากศาสนจักรคลายความระวังลง

“จากที่นายพูด เจเรมีคนนี้ไว้ใจได้งั้นเหรอ?” เบนจามินถามระบบ

“น่าเชื่อถือ แต่ข้าไม่คิดว่าเขาจะทำงานนี้สำเร็จได้ด้วยตัวเอง”

เบนจามินถาม “ทำไม?”

ระบบลังเล แต่สุดท้ายก็ให้คำตอบ "เป็นเพราะ.... เขาขี้ขลาดเกินไป"

หลังจากได้ยินดังนั้น เบนจามินก็ชะงักไปครู่หนึ่ง

ในตอนนั้นเองก็ได้มีเสียงเรียกอย่างบ้าคลั่งดึงเขากลับมาสู่ความจริงจากการสนทนากับระบบ

ไกลออกไป ร่างหนึ่งที่สั่นเทาค่อย ๆ พุ่งเข้ามาหาเขา

“ท่านเบนจามิน ในที่สุดข้าก็หาท่านเจอ”

เมื่อเห็นคนที่เข้ามาเบนจามินก็อยากหัวเราะ เขามีร่างกายที่เตี้ยผอม คางแหลม  ตาเล็ก และสวมเสื้อกั๊กสีดำและเสื้อเชิ้ตสีขาวอย่างที่คนรับใช้ชายส่วนใหญ่ใส่กัน แต่เสื้อผ้าที่สกปรกกลับทำให้เขาดูไม่เหมือนคนรับใช้ของตระกูลขุนนางเลยแม้แต่น้อย ทั้งในรูปลักษณ์และจิตใจ

เขาดูเหมือนหนู แค่ไม่ได้มีสติปัญญาเหมือนหนู แต่มีเฉพาะด้านที่ไม่พึงประสงค์ของหนูเท่านั้น

แต่เบนจามินไม่ยิ้มหรือแสดงท่าทางแปลก ๆ ออกมา

เพราะระบบบอกเขาอยู่ในใจ: นี่คือคนรับใช้ของเขา – เจเรมี

“เป็นอะไรไปเจเรมี มีอะไรเกิดขึ้นงั้นรึ?” เขาถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

เจเรมีคุกเข่า หอบหายใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงพูดว่า “คุณชาย ข้าต้องขอโทษด้วย เป็นเพราะวันนี้จู่ ๆ ข้าก็ปวดท้องขึ้นมาเลยไม่ได้ซักเสื้อผ้าให้ท่าน และทำให้ท่านต้องอับอาย ข้า...”

“...”

อันที่จริง เบนจามินไม่อยากถามเรื่องนี้ เขาแค่อยากรู้ว่าทำไมเขาถึงรีบร้อนขนาดนั้น

แต่.... เอาเถอะ....

“แล้วเจ้ารีบวิ่งมาหาข้าทำไม?” เบนจามินถามอีกครั้ง

เจเรมีรีบสะบัดมือแล้วพูดว่า “เอ่อ อ่า ไม่ใช่ข้า แต่เป็นพ่อของท่าน แม่ของท่าน และท่านแกรนท์ พวกท่านกลับมาแล้ว และตอนนี้พ่อของท่านกำลังมองหาท่านอยู่!”

โอ้?

หลังจากได้ยินข่าวนี้ เบนจามินก็รู้สึกใจสั่น อย่างไรก็ตาม เขาได้ซ้อมรับมือกับสถานการณ์นี้ในใจมาหลายครั้งแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่ตื่นตระหนก มีเพียงความประหม่า แต่นั่นก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ในที่สุดสิ่งที่เขารอคอยก็มาถึงยากจะหัวเราะบนจามินกข้ากคำตอบ:

แม้ว่าทางสายเลือดพ่อแม่อาจใกล้ชิดกว่าย่ามาก แต่เมื่อพูดถึงช่องว่างระหว่างความสัมพันธ์ พ่อแม่และลูกอาจมีความห่างเหินมากที่สุด เด็กมักจะไม่ยอมให้พ่อแม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาเป็นอย่างไร ส่วนพ่อแม่ก็มีหลายสิ่งที่ปิดบังไม่ให้ลูกรู้อยู่เช่นกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาเป็นลูกที่มีความสำคัญน้อยที่สุดในครอบครัว และยิ่งในช่วงวัยรุ่นที่ดื้อรั้นที่สุดแบบนี้ยิ่งแล้วใหญ่

เมื่อพิจารณาจากช่วงชีวิตที่ระบบเล่นให้เขาดู เขาเป็นเหมือนคนแปลกหน้าสำหรับพ่อของเขา ทุกครั้งที่พวกเขาคุยกัน บรรยากาศจะเต็มไปด้วยความน่าเบื่อและน่าอึดอัด  ในอดีต เบนจามินมักนิ่งเฉยและปิดปากเงียบเวลาอยู่ต่อหน้าพ่อแม่ของเขา การเลียนแบบระดับนี้ถึงแม้เขาจะไม่มีทักษะการแสดงก็ทำได้ไม่ยาก

ท้ายที่สุดแล้วตัวเขาในตอนนี้มีความมั่นใจจนขนาดเขาเองก็ยังไม่อยากจะเชื่อ

“เข้าใจแล้ว ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”

พูดจบเขาก็เหลือบมองเจเรมีอย่างระมัดระวัง ทันใดนั้นก็พูดขึ้นว่า “โอ้จริงสิ ข้ามีบางอย่างที่อยากจะไหว้วานเจ้าไปทำหน่อย”

“ได้ครับคุณชาย ท่านอยากจะให้ข้าไปทำอะไรครับ?”

เบนจามินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “ถ้าข้าจำไม่ผิดทางตะวันออกของเมืองนั้นมีช่างไม้อยู่ เจ้าจงไปซื้อไม้กางเขนจากที่นั่นมาให้ข้า ระวังตัวด้วย อ้อ! อีกอย่างเจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้นั่งรถม้า เพราะข้าไม่มีเงินติดกระเป๋ามากพอจ่ายค่าเดินทางให้เจ้า”

ใบหน้าของเจเรมีดูแย่ลง: "เอ่อ...... คุณชาย ที่ท่านให้ข้าไปมันอยู่ไกลจากที่นี่มาก หากข้าต้องใช้เท้าเดินไปที่นั่น เกรงว่ากว่าข้าจะกลับมาถึงที่นี่มันก็ดึกดื่นมากแล้ว"

เบนจามินยิ้มอย่างอ่อนโยนและพูดว่า: "ไม่เป็นไร เดินช้า ๆ ก็ได้ ข้าไม่รีบ"

ถ้ามันไม่ไกลฉันก็คงไม่ส่งนายไปตั้งแต่แรก

นี่เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของเบนจามิน: ส่งเจเรมีไปทำธุระ ให้เขาทำในสิ่งที่ดูไม่สำคัญเพื่อดูว่าเขาภักดีมากแค่ไหน ฉันจะให้เขาทำสิ่งนี้ทุกวัน อาจจะยี่สิบครั้งหรือมากกว่านั้น และถ้าถึงตอนนั้นศาสนจักรยังคงให้ความสนใจเจเรมีอยู่ งั้นก็แปลว่าพวกเขามีความสามารถจริง ๆ

และเมื่อเขาเบี่ยงเบนจนศาสนจักรเลิกสนใจเจเรมีได้สำเร็จ เขาก็จะใช้ให้เจเรมีไปขุดสมบัติที่แอนนี่ฝังไว้

แผนนี้แม้แต่ระบบขี้จุกจิกก็ยังต้องยอมรับว่ามันไม่ใช่ความคิดที่แย่

ด้วยเหตุนี้เองเจเรมีจึงเริ่มก้าวแรกของการเดินทางอันยาวนานด้วยใบหน้าที่ขมขื่น เมื่อเห็นเขาเดินไปแล้วเบนจามินก็หยุดคิด และเร่งฝีเท้ากลับบ้านของเขาทันที

พ่อของเขาต้องการพบเขา เขาไม่สามารถเดินกลับแบบสบาย ๆ ได้

บ้านของตระกูลลิเธอร์อยู่บริเวณตอนบนของตัวเมือง ไม่ไกลจากมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ไม่นาน เบนจามินก็กลับมาถึงบ้าน คนใช้ที่ประตูไม่พูดอะไร เพียงโค้งคำนับและเปิดประตูให้เขาเข้าไป

“คุณชาย พ่อของท่านกับคนอื่น ๆ กำลังรออยู่ในห้องนั่งเล่น”

คนรับใช้ที่ทางเข้าเตือนเขา

เขาพยักหน้าให้คนรับใช้ และเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น

อย่างไรก็ตาม ทันทีที่เขาก้าวเท้าขวาเข้าไปในห้องนั่งเล่น เขาก็ตระหนักได้ในทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ

บรรยากาศดูน่ากลัวเล็กน้อย

แล้วทำไม... ในห้องนั่งเล่นถึงมีคนมากมายนัก?

โต๊ะที่เมื่อก่อนดูยาวไม่ยาวขนาดนั้นแล้ว ชายวัยกลางที่ดูสง่างามกำลังนั่งบนเก้าอี้หลักด้วยใบหน้าที่บูดบึ้ง ชายที่ว่าคือพ่อของเบนจามิน ทางด้านซ้ายของเขา มีคนจำนวนมากนั่งเรียงกันเป็นแถว: ผู้หญิงแต่งตัวดีที่มีสีหน้าไม่สบายใจ เธอคือแม่ของเบนจามิน ชายหนุ่มผมบลอนด์อายุราวสิบห้า ไม่ก็ สิบหกปีกำลังมองไปที่โต๊ะอย่างว่างเปล่า เขาคือน้องชายของเขา หญิงชราที่กำลังกลอกตา เธอคือย่าของเขา ถัดจากนั้นเป็นชายวัยกลางคนที่แต่งกายด้วยชุดสีทองผสมสีเงิน เบนจามินไม่รู้จักเขา และชายหนุ่มผมบลอนด์อีกคน ซึ่งเบนจามินก็ไม่รู้จักเช่นกัน....

มีคนทั้งหมดประมาณสิบคน กว่าครึ่งจากในนั้นเบนจามินไม่รู้จัก นั่นแปลว่าพวกเขาไม่ได้มาจากตระกูลลิเธอร์

คนทั้งหมดที่นั่งอยู่ตรงนี้ไม่ได้พูดอะไรเลยทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่เบนจามินปรากฏตัว สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องมาที่เขาราวกับเป็นไฟฉายในมือตำรวจ มันทำให้เขารู้สึกเหมือนวินาทีต่อมาพวกเขาทั้งหมดจะพูดว่า "ยกมือขึ้น" จากนั้นก็ตามมาด้วยกระสุน

เห็นได้ชัดว่าพวกเขาทั้งหมดมารออยู่ที่นี่เพราะเขา

"เกิดอะไรขึ้น?"

เบนจามินกลัวนิดหน่อยดังนั้นเขาจึงถามระบบ

“ทำไมท่านถึงตื่นตระหนก ข้าเคยเห็นสถานการณ์แบบนี้มาหลายครั้งแล้ว” ระบบค่อนข้างสงบ หลังจากพูดเช่นนั้น มันก็เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงค่อย ๆ พูดบางอย่างที่เป็นพิษต่อเบนจามินจนเขาตายไปครึ่งตัว

มันกล่าวว่า: "พวกเขามาที่นี่เพื่อยกเลิกการหมั้น”

"..."

เบนจามินหงุดหงิด เหตุใดเขาถึงเก็บนิยายเว็บไว้ในคอมพิวเตอร์เยอะนักนะ มันถึงกับวางยาพิษปัญญาประดิษฐ์ที่ควรจะฉลาดและร่าเริง จนทำให้มันกลายเป็นแบบนี้ไปได้

ถึงกระนั้นเขาก็อดไม่ได้และพูดกับระบบว่า:

“ชีวิตมีขึ้นมีลง อย่าได้ดูถูกชายหนุ่มผู้น่าสงสารคนนี้”

............

กลยุทธ์ปิดเมือง1 หรือ คงเฉิงจี้ เป็นกลยุทธ์ที่หมายความถึงในยามศึกสงคราม หากกำลังทหารไพร่พลเกิดความอ่อนแอหรือมีกำลังน้อย ยิ่งจงใจแสดงให้ศัตรูเห็นว่าในการศึกมิได้มีการวางแนวป้องกัน ทำให้ศัตรูเกิดความฉงนสนเท่ห์(ไม่แน่ใจ) ไม่กล้าผลีผลามนำกำลังเข้าบุกโจมตี ในสถานการณ์ที่ศัตรูมีกำลังมากกว่า การใช้กลยุทธ์ปิดเมืองเพื่อป้องกันกองทัพตนเองเป็นการเลือกใช้กลยุทธ์ที่มีความพิสดารพันลึกเป็นทวีคูณ

จบบทที่ WMR ตอนที่ 15 วิธีขุดสมบัติ

คัดลอกลิงก์แล้ว