เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

WMR ตอนที่ 13 กลายเป็นเบนจามิน ลิเธอร์

WMR ตอนที่ 13 กลายเป็นเบนจามิน ลิเธอร์

WMR ตอนที่ 13 กลายเป็นเบนจามิน ลิเธอร์


กำลังโหลดไฟล์

ค่ำคืนผ่านพ้นไป

“ท่านเบนจามินได้เวลาตื่นแล้วครับ มาดามขอให้ท่านลงไปทานอาหารเช้าร่วมกัน”

เสียงของพ่อบ้านดังขึ้นพร้อมกับเสียงเคาะประตูลากกู้เป่ยซึ่งยังคงนอนอยู่บนเตียงกลับสู่ความจริง

นี่เช้าแล้วเหรอ?

เขายิ้มอย่างขมขื่น เขาไม่คิดเลยว่าการซึมซับความทรงจำของเบนจามิน ลิเธอร์จะลากยาวตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงเช้าแบบนี้จนเขาไม่มีเวลาพักผ่อน

แต่มันไม่ใช่ความผิดของระบบ ระบบได้ลดความซับซ้อนของความจำจนถึงจุดที่เขาสามารถเข้าใจสถานการณ์ทุกอย่างได้ภายในครึ่งชั่วโมง แต่ปัญหาคือมันเรียบง่ายเกินไป กู้เป่ยค้นหาภายในความทรงจำอยู่สองสามครั้ง แต่ก็ยังไม่พบเบาะแสของคนที่อาจจ้างนักฆ่าเพื่อฆ่าเขา

เขาต้องจำกัดการค้นหาให้แคบลง เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงเริ่มถามรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั้งหมดที่อยู่ในหน่วยความจำระบบ

เนื่องจากค้นหานี้ไม่ต่างกับการพยายามหาเข็มในกองฟาง และเมื่อรวมกับนิสัยที่ยุ่งเหยิงของระบบ กระบวนการนี้จึงดำเนินต่อไปจนถึงรุ่งเช้าเมื่อพ่อบ้านมาเรียกเขาไปทานอาหาร แต่จนถึงขณะนี้เขาก็ยังไม่พบผลลัพธ์ใด ๆ กล่าวอีกนัยหนึ่ง: เขายังไม่รู้ว่าใครต้องการให้เขาตาย

กู้เป่ยรู้สึกหงุดหงิด มันเหมือนเขาเสียเวลาทั้งคืนไปเปล่า ๆ

แต่ถึงบ่นไปก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดีเนื่องจากเวลาที่หมดลงทำให้เขาไม่สามารถตรวจดูความทรงจำได้อีกต่อไป พ่อบ้านกำลังรอเขาอยู่ด้านนอก และเขาต้องไปพบกับสมาชิกในตระกูลลิเธอร์ ----นี่เป็นเรื่องสำคัญและเร่งด่วนกว่าสิ่งที่เขาทำอยู่ตอนนี้

เขาจะสามารถแอบเข้าไปอยู่ใต้จมูกญาติ "ของตัวเอง" ได้หรือไม่?

เมื่อมองจากมุมนี้ สิ่งที่เขาพยายามทำทั้งคืนก็ไม่ได้สูญเปล่าไปทั้งหมด เขามีเวลาจำความทรงจำรุ่นเรียบง่าย และได้ทบทวนรายละเอียดมากมายในความทรงจำ ซึ่งเป็นประโยชน์มากสำหรับการพยายามปลอมเป็น "เขา"

อาศัยความทรงจำพวกนี้การจัดการกับพ่อบ้านไม่ควรเป็นปัญหา

“เข้าใจแล้ว ข้าจะรีบไป”

เขาตอบพ่อบ้าน

“เจเรมีไม่สบาย ข้าเลยมาทำหน้าที่แทนเขา” ทันใดนั้นพ่อบ้านก็เปิดประตู และเดินเข้ามาขณะพูดกับกู้เป่ยโดยไม่คาดคิด

“ไม่… ไม่จำเป็น ข้าทำเองได้” กู้เป่ยปฏิเสธอย่างรวดเร็ว

การปล่อยให้ชายวัยกลางคนซักเสื้อผ้าและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้มันค่อนข้างแปลก ไม่สิ ในฐานะวัยรุ่นยุคใหม่ เขาไม่ใช่เด็ก 3 ขวบอีกต่อไป และก็ไม่ใช่ลูกแหง่ติดแม่ด้วย การปล่อยให้คนอื่นช่วยเขาสวมเสื้อผ้ามองยังไงมันก็ไม่ใช่เรื่องปกติ

หลังจากได้ยินพ่อบ้านก็ทำสีหน้าแปลก ๆ

นั่นทำให้กู้เป่ยตระหนักทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ

“เฮ้ เมื่อคืนนายไม่ได้บอกฉันเหรอว่าพวกขุนนางที่นี่คุ้นเคยกับการให้คนอื่นแต่งตัวให้ และการสวมมันเองเป็นเรื่องแปลก” เขาถามระบบในใจ

“ไม่จริงทั้งหมด ถึงแม้ว่าที่นี่จะมีนิสัยชอบให้คนรับใช้มาบริการให้ แต่ช่วงนี้การซักเสื้อผ้ากับแต่งตัวเองกำลังมาแรง ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร” ระบบอธิบาย

“อย่างงี้นี่เอง...”

เมื่อได้ยินกู้เป่ยก็โล่งใจ

เนื่องจากระบบได้เตือนเขาว่าเขาไม่ควรทำตัวผิดปกติ บางทีการที่วันหนึ่งเบนจามินตัดสินใจเปลี่ยนนิสัยของตัวเองเล็กน้อยมันอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่

เขาแค่รู้สึกผิดกับสิ่งที่เขาทำ

กู้เป่ยทำราวกับมันเป็นเรื่องปกติ และกล่าวกับพ่อบ้านว่า “ไม่เป็นไร เจ้าไปทำธุระของเจ้าเถอะ อีกสักครู่ข้าจะลงไปข้างล่าง”

แน่นอนว่าพ่อบ้านไม่ได้คัดค้าน เขาโค้งคำนับ วางของที่ถืออยู่แล้วหันหลังเดินออกไป

กู้เป่ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ทุกย่างก้าวหลังจากกลับมาที่นี่เป็นเหมือนสงครามที่ไร้ควัน!

เขาลุกขึ้นจากเตียง และมองไปรอบ ๆ เขาอยากเห็นสภาพแวดล้อมที่เขาอยู่ในตอนนี้เนื่องจากเมื่อคืนมองเห็นไม่ชัดนักเพราะแสงไม่พอ

ห้องของเขาค่อนข้างใหญ่ ขนาดของมันสามารถเทียบได้กับห้องนั่งเล่นของครอบครัวที่มีฐานะดี เฟอร์นิเจอร์ดูวิจิตรบรรจง หน้าต่างค่อนข้างกว้าง แต่ถูกปิดด้วยผ้าม่านที่ออกแบบมาอย่างสง่างาม และบนผนังก็ถูกแขวนไว้ด้วยนาฬิกาที่มีลูกตุ้มสไตล์ยุโรป ทุกอย่างในห้องทำให้ดูเหมือนห้องของขุนนางตะวันตก มันมีกระทั่งภาพเขียนสีน้ำมันที่แขวนอยู่บนหัวเตียง

และหม้อที่เป็นไฮไลท์ของเมื่อคืนก็ถูกพ่อบ้านทิ้งไว้ข้างประตู

กู้เป่ยเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง และใช้น้ำที่พ่อบ้านนำมาให้ทำความสะอาดร่างกาย จัดทรงผมให้เรียบร้อย และสวมเสื้อผ้ากับกางเกงที่เขาหยิบมาจากตู้เสื้อผ้าตามคำแนะนำของระบบ

ในกระจก เขาเห็นตัวเองเป็นครั้งแรก

วัยรุ่นคอเคเซียนทั่วไปที่มีผมสีบลอนด์น้ำตาล ตาสีฟ้าอ่อน รูปร่างผอมบาง แก้มสีซีดถึงแดงมีกระจาง ๆ เล็กน้อย และดูเหมือนคนที่มีอาการตัวเหลือง

เขาไม่ได้ผิดหวังมากนัก เอาเข้าจริงตราบใดที่ไม่ได้น่าเกลียดเกินไปเขาก็รับได้หมด เขายังเชื่ออีกว่าสภาพร่างกายอ่อนแอที่เขาเป็นอยู่ในตอนนี้จะค่อย ๆ ดีขึ้นในอนาคต

เขาพยายามจำใบหน้านี้ให้ดีที่สุดเพื่อจดจำว่า "เขา" หน้าตาเป็นอย่างไร

เสียงหนึ่งดังก้องอยู่ในใจของเขา: จากนี้ไปฉันไม่ใช่กู้เป่ยอีกต่อไป ฉันคือเบนจามิน ลิเธอร์

ชีวิตของกู้เป่ยมันจบลงเมื่อเขาอายุได้ 25 ปี นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเขาไม่ใช่ "กู้เป่ย" อีกต่อไป เขาต้องกลายเป็นเบนจามิน ลิเธอร์อย่างสมบูรณ์

เขามองไปยังใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยในกระจก แล้วจึงตัดสินใจ

จากนั้นกู้เป่ยก็ผลักประตูออกไป... ไม่สิ ควรจะพูดว่า: เบนจามินผลักประตูแล้วเดินออกไป

เบนจามินเดินไปตามแผนที่ที่ระบบให้มา และลงไปยังห้องนั่งเล่นที่อยู่ชั้นล่างซึ่งตระกูลลิเธอร์ใช้รับประทานอาหาร คนใช้สองคนยืนอยู่ที่ทางเข้าห้องนั่งเล่นและโค้งคำนับ เขาพยักหน้ากลับให้พวกเขา

ทุกอย่าง "ปกติ" ดี ไม่มีอะไรผิดแปลก เบนจามินเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น

หากห้องนอนของเขามีขนาดเกือบเท่ากับห้องนั่งเล่นของครอบครัวชนชั้นกลาง งั้นห้องนั่งเล่นนี้ก็เป็นของเศรษฐี โต๊ะสีน้ำตาลยาวสิบเมตรที่ล้อมรอบด้วยเก้าอี้แบ่งทั้งห้องออกเป็นสองส่วน ตู้ข้างห้องนั่งเล่นทั้งสองด้านวางชิดกับผนังสีขาวนวลเกิดความสมมาตรที่ลงตัว ภาพวาดทางศาสนาสี่ภาพที่มีเนื้อหาต่างกันถูกแขวนไว้บนผนังทั้งสี่ของห้องนั่งเล่น ซึ่งส่งให้ห้องสไตล์บาโรก1ดูลึกลับและเคร่งขรึมยิ่งขึ้น

ตอนนี้ภายในห้องนั่งเล่นค่อนข้างเงียบเพราะมีคนอยู่เพียงสองคนเท่านั้น

หนึ่งในนั้นเป็นหญิงชราที่แต่งตัวดีอายุราว ๆ 80 ตอนปลาย เธอกำลังนั่งทานอาหารอยู่ที่โต๊ะ ในขณะที่อีกคนคือสาวใช้อายุราว ๆ 50 เธอกำลังรออยู่ข้าง ๆ ด้วยท่าทีเคารพและไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ

จากความทรงจำทำให้เบนจามินรู้ว่าหญิงชราคนนี้คือคุณย่าของเขา ซึ่งเป็น ’ผู้นำ2’ ของตระกูลลิเธอร์

มีเพียงคนเดียวที่กำลังทานอาหารอยู่ ดังนั้นเขาจึงแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็โล่งใจมากเช่นกัน

ในความคิดของเขา มื้ออาหารนี้จะต้องประกอบไปด้วยทุกคนในตระกูลลิเธอร์ พ่อแม่ น้องชาย และย่าของเขา เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่การที่มีเพียงหญิงชราคนเดียวทำให้เบนจามินรู้สึกสบายใจขึ้นมาก

เขาเดินไปนั่งที่โต๊ะและทักทายหญิงชราด้วยความเคารพ

"อรุณสวัสดิ์ครับ ท่านย่า"

หญิงชราชำเลืองมองเขาและเลิกคิ้วอย่างลึกลับ: “อรุณสวัสดิ์ เด็กน้อย คนหนุ่มสาวมักเต็มไปด้วยพลังจนแทบรอไม่ไหวที่จะพลิกโลกทั้งใบ ไม่เหมือนคนแก่อย่างพวกเราว่าไหม?”

เป็นที่น่าสังเกตว่าน้ำเสียงของเธอค่อนข้างแปลก มันไม่เหมือนกับคนที่กำลังคุยกับคนที่อายุน้อยกว่า แต่ฟังดูเหมือนเธอกำลังเย้ยหยันเบนจามินราวกับว่าเขาเป็นคู่กัดเก่า

เธอหมายถึงอะไร? เธอพยายามจะพูดอะไรกันแน่?

คำถามมากมายผุดขึ้นในใจของเบนจามิน

ก่อนที่เบนจามินจะทันตอบ จู่ ๆ หญิงชราก็วางมีดและส้อมลง เช็ดปากด้วยผ้าเช็ดปาก แล้วมองเบนจามินด้วยสายตาเฉยเมย ก่อนจะพูดว่า:

“เจ้าหิวไหม? น่าเสียดายที่พ่อครัวไม่ได้เตรียมอาหารเช้าไว้ให้เจ้า แต่เนื่องจากเจ้าเป็นชายหนุ่มที่แข็งแรง เจ้าคงไม่เก็บมาใส่ใจ”

“…”

นี่เรามีความเกี่ยวข้องทางเลือดกันจริง ๆ?

ท่านเรียกข้าให้ลงมาทานอาหารเช้า แต่กลับไม่มีอาหารเช้าให้? งั้นทำไมท่านต้องเรียกข้าตั้งแต่แรก? จะให้กินอากาศงั้นเรอะ?!

เบนจนมินถูกทำให้ตะลึง

ระบบปรากฏออกมาในเวลาที่เหมาะสมและพูดกับเบนจามิน “เมื่อคืนข้าลืมบอกท่านไป ตั้งแต่ปู่ของท่านจากไป อารมณ์ของหญิงชราคนนี้ก็ยิ่งแปลกขึ้นเรื่อย ๆ จนยากจะรับมือ กระทั่งน้องชายอัจฉริยะของท่านก็ยังยากที่จะทำให้นางยิ้มได้ ข้าคิดว่าที่นางโกรธคงเพราะเสียงที่ท่านทำเมื่อคืน”

“ทำไมก่อนหน้านี้นายถึงไม่พูด?” เบนจามินไม่สามารถทำอะไรกับหญิงชราได้ ดังนั้นเขาจึงนำความโกรธที่มีทั้งหมดไปลงกับระบบ

“นี่มันไม่ใช่แค่รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ งั้นหรือท่าน? เมื่อวานท่านไม่ได้บอกให้ข้าลงรายละเอียด” ระบบตอบกลับอย่างมั่นใจ

"..." เมื่อเผชิญหน้ากับความไร้ยางอายของระบบ เบนจามินก็พ่ายแพ้อีกครั้ง

หญิงชราเห็นว่าเบนจามินไม่ตอบจึงพูดต่อไปว่า “คนหนุ่มสาวยังต้องเรียนรู้มารยาทเพิ่มเติม เจ้าเด็กจากตระกูลฟุลเนอร์เดินเร่รอนในยามค่ำคืนไม่ใช่แค่วันหรือสองวัน แม้ว่าข้าจะไม่ค่อยชอบเขานัก แต่เขาก็ยังเป็นแขกของตระกูลเรา ดังนั้นจึงควรแสดงมารยาทพื้นฐานออกมาเสมอ ไม่เช่นนั้นตระกูลขุนนางอื่นในอาณาจักรจะมองเราอย่างไร? เจ้าไม่คิดอย่างนั้นหรือ?”

หลังจากได้ยินแบบนั้น ในที่สุดเบนจามินก็เข้าใจสิ่งที่เธอต้องการจะพูด

ระบบถูกต้อง เสียงที่เกิดขึ้นเมื่อคืนคงทำให้เธอรำคาญอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่เบนจามินก็ยังทำตัวไม่ถูกเช่นเดิม หากหญิงชราคนนี้ใช้น้ำเสียงของผู้ใหญ่ที่สอนคนอายุน้อยกว่า เขาคงไม่มีอะไรจะบ่น แต่การที่เธอตีรอบ ๆ พุ่มไม้ทำให้เบนจามินพูดไม่ออกจริง ๆ

เราคุยกันดี ๆ ได้ไหม?

ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนเขาก็เพิ่งรอดชีวิตจากการถูกลักพาตัวไปหลังจากพยายามอย่างหนัก ในฐานะที่เป็นญาติกัน อย่างน้อยก็ควรห่วงกันหน่อยได้ไหม? เธอทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ยังไง?

ขอถามอีกครั้ง นี้มันเกิดอะไรขึ้นกับโลกนี้กัน?

“คนหนุ่มสาวสมัยนี้ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย แต่กลับมีฝีมือในการแสร้งทำเป็นหูหนวกและเป็นใบ้แทน ราวกับไม่ได้ยินสิ่งที่ผู้สูงอายุพูดแม้แต่คำเดียว เจ้าไม่คิดอย่างนั้นหรือ?” หญิงชรากล่าวต่อ

ตอนนี้เบนจามินโกรธขึ้นมาจริง ๆ แล้ว

“เนื่องจากไม่มีอาหารเช้า งั้นในฐานะหลาน ข้าคงต้องขอตัวกลับไปพักผ่อน ขอให้ท่านย่าทานให้อร่อย”

เขาเสียใจทันทีหลังจากพูดไปแบบนั้น นี่ไม่ใช่สิ่งที่เบนจามินคนก่อนจะพูด แต่ข้างในเขาโกรธมาก เขาทนกับทัศนคติที่ไม่แยแสนี้มามากเกินพอแล้ว

ปฏิกิริยาของหญิงชราทำให้เบนจามินพอใจ เธอเบิกตากว้างและมองเบนจามินด้วยความประหลาดใจ เปลือกตาที่มีรอยย่นของเธอกระตุก แต่เธอไม่ได้แสดงความเห็นหรือถากถางดูถูกเขาต่อ

เมื่อเห็นเช่นนี้ เบนจามินไม่พูดอะไรอีก เขายืนขึ้น โค้งคำนับหญิงชราอย่างประชดประชัน หันหลังกลับ และเดินออกจากห้องนั่งเล่นไปภายใต้สายตาที่ตกตะลึงของทุกคน

หญิงชรามองไปรอบ ๆ ด้วยดวงตาเบิกกว้าง ทันใดนั้นก็แสดงท่าทีไร้เดียงสา และพูดกับคนใช้ว่า: “เด็กคนนี้เป็นอะไรไป? ข้าพูดอะไรผิดไปงั้นรึ ทำไมจู่ ๆ เขาถึงออกไปทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ทานอะไรเลย? เจ้าว่าแปลกรึไม่?”

คนรับใช้หลายคนมองหน้ากันและไม่กล้าพูด

อีกด้านหนึ่ง เบนจามินได้กลับไปที่ห้องนอนของเขา

ทันทีที่ประตูห้องนอนปิดลง เสียงระบบก็ดังขึ้น:

“นั่นเป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมมาก! ทุกคนคงคิดว่า ‘นี่คือคุณชายเบนจามินของเรา คุณชายเบนจามินที่เคยเป็นเช่นในอดีค เขายังเหมือนเดิม!’ ไม่มีใครสงสัยท่านอีกต่อไป ข้าล่ะภูมิใจในตัวจริง ๆ”

เส้นเลือดปูดขึ้นที่หน้าผากของเบนจามินอีกครั้ง: "หุบปาก! วันนี้ฉันโดนเสียดสีมามากเกินพอแล้ว"

“แล้วท่านจะทำยังไงต่อ? เบนจามินคนก่อนเป็นเพียงคนที่น่าสมเพช แต่เมื่อมองท่านตอนนี้ ไม่ว่าใครก็คงรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ” ระบบถามกลับ

“ผิดแล้ว มันจะไม่มีใครสงสัยในตัวฉัน”

เบนจามินค่อย ๆ สงบลงโดยไม่แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย

“ท่านไปเอาความมั่นใจมาจากไหน?” ระบบดูเหมือนไม่เชื่อเขา

“เหตุผลก็ง่าย ๆ เบนจามินคนก่อนเป็นเพียงคนที่น่าสมเพช” เบนจามินหยุดครู่หนึ่งแล้วพูดสิ่งที่เขาเพิ่งรู้ “ด้วยเหตุนี้เองมันจึงไม่มีใครคิดที่จะสนใจเบนจามิน ลิเธอร์จริง ๆ พวกเขาไม่รู้หรอกว่าเบนจามิน ลิเธอร์กำลังคิดอะไรอยู่ ภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้ แม้ว่าฉันจะทำตัวเหมือนที่เพิ่งทำไป แต่คนอื่นก็คงคิดไปว่าคนที่น่าสมเพชอย่างฉันถูกบีบจนถึงขีดจำกัด และคิดว่าในที่สุดก็ระเบิดออกมา อย่างมากพวกเขาแค่ตกใจเท่านั้น แต่มันจะไม่มีใครสงสัยฉัน”

“ท่านรู้ได้อย่างไร?”

“แน่นอน เพราะว่าฉันฉลาด ส่วนนายมันโง่”

"..."  คราวนี้ถึงคราวของระบบที่เป็นฝ่ายพูดไม่ออก

ก่อนออกจากห้องนั่งเล่น เบนจามินให้ความสนใจกับสายตาของคนใช้เป็นพิเศษ ดวงตาคู่นั้นแสดงความประหลาดใจ แต่หลังจากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว เขาแน่ใจว่ามันเกิดจาก “โอ้พระเจ้า ในที่สุดคุณชายของเราก็ทนไม่ไหวหลังจากท่านอดทนมาเนิ่นนาน” ไม่ใช่ “โอ้พระเจ้า คุณชายของเราแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เขาถูกใครบางคนสวมรอยงั้นรึ?!”

สิ่งนี้ทำให้เบนจามินเลิกกังวล

ต่อให้ในอนาคตเขามีพฤติกรรมอุกอาจมากกว่านี้ คนอื่นก็คงคิดว่าเขาถูกกดดันมานานเกินไปจนทำให้บุคลิกทั้งหมดของเขาเปลี่ยนไปอย่างมากหลังจากถูกลักพาตัว มันคงไม่มีใครเชื่อมโยงกับการข้ามโลกหรือสับเปลี่ยนวิญญาณอย่างแน่นอน

ทำไมนะเหรอ? บอกตามตรง มันไม่มีใครสนใจเบนจามิน ลิเธอร์หรอก เขาเป็นแค่ตัวไร้ประโยชน์ ไม่ว่าบุคลิกของเขาจะเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน ยังไงมันก็ไม่มีใครสนใจเขาอยู่ดี เพราะถึงอย่างไรตัวไร้ประโยชน์ ก็ยังเป็นตัวไร้ประโยชน์วันยังค่ำ

เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้เบนจามินหดหู่ แต่มันกลับทำให้เขามีความสุขมากด้วยซ้ำ

ไม่มีใครสนใจ----นี่คือตำแหน่งในฝันของผู้วิเศษ

“จริงสิ แม้ว่าฉันจะออกไปตอนนี้ มันก็คงไม่มีใครสักเกตเห็น” เบนจามินคิด และพูดออกมาทันที

“ออกไป? ท่านจะออกไปไหน?” ระบบถามด้วยความงุนงง

"ไปโบสถ์"

............

สไตล์บาโรก1 หรือสถาปัตยกรรมบาโรกเป็นลักษณะสถาปัตยกรรมตะวันตกที่เริ่มราวต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ณ ประเทศอิตาลี และค่อย ๆ แผ่กระจายไปทั่วยุโรป เป็นสถาปัตยกรรมที่บ่งถึงความหรูหราโอ่อ่า และความมีอำนาจของสถาบันคริสต์ศาสนาและการปกครอง สถาปัตยกรรมฯจะเน้นเรื่องแสง สี เงา และคุณค่าของประติมากรรม

ผู้นำ2  - 老太君(เหล่าไท่จวิน) ในสมัยราชวงศ์ถัง มันคือยศหรือบรรดาศักดิ์ที่ฮ่องเต้พระราชทานให้แก่มารดาพระญาติสนิท หรือมารดาของขุนนางที่มีความชอบ อันนี้engใช้คำว่าMatriarchที่แปลประมาณหัวหน้าครอบครัวที่เป็นผู้หญิง

จบบทที่ WMR ตอนที่ 13 กลายเป็นเบนจามิน ลิเธอร์

คัดลอกลิงก์แล้ว